คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 139 เจ้าของห้องทำพิณ (1)
เจียงเสวี่ยหนิงกลับห้องไปล้างหน้าล้างตา
และเข้านอน
เดิมนึกว่าเมื่อตนทำเรื่องใหญ่ลงไปเช่นนี้ ตก
กลางคืนคงฟุั้งซ่านนอนพลิกตัวไปมายากจะข่ม
ตาหลับเป็นแน่ ผู้ใดจะคาดคิดว่านางดื่มสุราใน
งานเลี้ยงไปไม่น้อย แม้สุราฮวาเตียวจะไม่แรง
เท่าใด แต่หากดื่มปริมาณมากก็ออกฤทธิ์
พอสมควร ศีรษะนางเพิ่งสัมผัสหมอนและ
ครุ่นคิดเรื่องของจางเจอได้ครู่เดียวก็ผล็อยหลับ
เพียงแต่หลับไม่สู้ดีนัก
นางฝันประหลาดตลอดคืน
ทว่าพอลืมตาตื่นยามเช้าตรู่ก็แทบลืมเลือน
เสียสิ้น
ตราประทับหยกเขียวขนาดเล็กที่นางวาง
เอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนยังคงอยู่บนโต๊ะ
ตอนซื้อมาตราประทับยังสะอาดสะอ้าน หาก
ต้องการตัวอักษรอะไรต้องแกะสลักเอาเอง
พื้นที่ขนาดหนึ่งชุ่นกว่าเช่นนี้ไม่เสียเวลามาก
นัก แค่ต้องเปลืองหัวสมองขบคิดหน่อยว่าจะ
แกะสลักอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงปรายตามองแวบหนึ่ง ยังไม่นึก
จะแตะต้องมันชั่วคราว ผลักหน้าต่างมองออกไป
ข้างนอก “หิมะหยุดตกแล้วหรือนี่”
มิน่าล่ะตื่นเช้ามาจึงรู้สึกหนาว ๆ
นางบิดขี้เกียจก่อนจะหาวหวอดติดกันหลาย
ครั้ง ไม่นานนักก็เห็นเสียวเปั่านอกหน้าต่าง เขา
สวมชุดหนาเตอะเดินเข้ามาตามทางเชื่อม แล้ว
บอกนางว่า “คุณหนูรอง เมื่อสักครู่มีข่าวแจ้งมา
ว่าหลังจากหิมะหยุดตกช่วงครึ่งคืนหลัง ทางบน
เขาที่ถล่มก็ถูกเก็บกวาดเกือบตลอดคืน ทำให้เช้า
นี้เปิดเส้นทางได้แล้วขอรับ อีกทั้งดูเหมือนเช้านี้
จะมีแดดออกด้วย ทางติ้งกั๋วกงกับเซียนเซิงหารือ
กันแล้วจึงตัดสินใจว่าจะฉวยโอกาสเดินทางช่วงนี้
เลย เนื่องจากกลัวว่าหากหลายวันล่วงผ่าน ครั้น
หิมะละลายอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันอีกก็ได้ จึงมา
แจ้งให้ท่านทราบจะได้เตรียมเก็บข้าวของ พอถึง
ตอนเที่ยงจะออกเดินทางกันขอรับ”
ระยะทางระหว่างทงโจวกับเมืองหลวงไม่
นับว่าไกลมาก ถ้าเริ่มเดินทางเร็วหน่อย หากขี่ม้า
หรือว่าโดยสารรถไปตอนเที่ยงวันก็น่าจะไปถึง
ช่วงเย็นพอดี
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะรับทราบ
เพียงแต่ครั้นเห็นเสียวเปั่ากำลังจะจากไปก็
ร้อง “นี่” เพื่อเรียกให้เขาหยุดอย่างอดไม่ไหว
ถามเขาว่า “จริงสิ ใต้เท้าจางล่ะ”
เสียวเปั่านึกว่านางต้องการถามว่าจางเจอจะ
ไปด้วยหรือไม่ จึงตอบกลับว่า “ใต้เท้าจางทราบ
เรื่องตั้งแต่แรกแล้ว เขาย่อมจะไปพร้อมทุกคน
เช่นกัน ทว่าพวกทหารที่ติดตามมาอาจต้องรอให้
หิมะละลายก่อนถึงจะเดินทางไปกันต่อได้
อย่างไรเสียก็ไม่ได้มีม้ามากเท่าไหร่อยู่แล้วน่ะ
ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงหมดคำจะพูด “ข้าถามว่า
ตอนนี้ใต้เท้าจางอยู่ที่ใดต่างหาก”
ครานี้เสียวเปั่าถึงรู้สึกตัว เขาครุ่นคิดแสดง
ท่าทีคล้ายไม่แน่ใจเช่นกัน ลังเลสักพักจึงตอบว่า
“เมื่อครู่เห็นอยู่ขอรับ เนื่องจากยังมีคนจำนวน
หนึ่งต้องปักหลักอยู่ทงโจว ดูเหมือนติ้งกั๋วกงจะ
ดึงตัวเซียนเซิงกับใต้เท้าไปฝากฝังงานบางอย่าง
ตอนนี้อาจอยู่ที่ศาลาว่าการทางนั้นกระมัง”
“อ้อ…”
แสดงว่าไม่อยู่
ไม่รู้ว่าเช้านี้เขาตื่นมาจะเห็นสิ่งที่ตนทิ้งไว้เมื่อ
คืนหรือเปล่า
จางเจอคงกำลังยุ่งวุ่นวายจนไม่อาจปลีกตัว
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่สะดวกจะรบกวน ทำได้แค่
รอหาโอกาสเหมาะ ๆ เพื่อสนทนากันอีกครา
นางจัดการสัมภาระของตนเอง
ผู้อื่นในอารามซั่งชิงก็เริ่มสาละวน ใครมี
หน้าที่เตรียมรถม้าก็เตรียมไป ส่วนใครมีหน้าที่
เก็บสัมภาระก็เก็บไป
ยามเที่ยงกินอาหารเล็กน้อยกันลวก ๆ ครั้น
เสร็จสิ้นก็ถึงเวลาออกเดินทางพอดี
เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ภายในทงโจวต่างมากัน
พร้อมพรัก พวกเขายืนเรียงแถวรอส่งอยู่ที่ประตู
บางคนกล่าวสรรเสริญเยินยอเซี่ยเวย ส่วนบาง
คนแสดงความยินดีต่อติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนที่ตา
มหาบุตรสายตรงซึ่งหายสาบสูญไปนานหลายปี
กลับคืนมาได้
เซียวหย่วนยืนต่อหน้าผู้คน เผยรอยยิ้มที่ดูฝืด
ฝืนอยู่บ้าง
เซี่ยเวยเหลือบมองโดยไม่เอ่ยวาจา เก็บภาพสี
หน้าสะกดกลั้นความกลัดกลุ้มนั้นไว้ในสายตา
ขณะทุกคนกำลังจะขึ้นรถออกเดินทาง จู่ ๆ เขาก็
เอ่ยว่า “ท่านกั๋วกง ไม่สู้ให้รถม้าของคุณชายติ้งเฟ
ยอยู่ข้างหน้ารถม้าของคนแซ่เซี่ยเถิด แม้ยังไม่
อาจยืนยันสถานะของเขา แต่หากตัดเรื่องนี้
ออกไปเขาก็เป็นคนของนิกายสวรรค์ที่ต้องได้รับ
การไต่สวนอย่างหนักเมื่อถึงเมืองหลวง
เหตุการณ์ที่ทงโจวใหญ่โตขนาดนี้ ทางนิกาย
สวรรค์ย่อมหาวิธีฆ่าปิดปาก แม้เจี้ยนซูซึ่งเป็น
ผู้ติดตามของข้าจะมีวรยุทธ์อ่อนด้อย แต่ก็พอ
ต่อสู้เป็น หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอันใดจะได้รับมือ
ทันท่วงที”
เดิมทีรถม้าแบ่งเป็นหลายขบวน
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนอยู่หน้าสุด
เจียงเสวี่ยหนิงเข้ามามีส่วนร่วมกับการล้อม
ปราบนิกายสวรรค์อย่างเหนือความคาดหมาย
หากเรื่องที่สตรีผู้บริสุทธิ์มาข้องเกี่ยวกับเรื่อง
เช่นนี้แพร่ออกไปย่อมเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่าง
เลี่ยงไม่ได้ ทางเมืองหลวงจึงแจ้งคนภายนอกว่า
นางล้มปั่วย ต้องพักฟืนรักษาตัวอยู่ในบ้านห้าม
ออกไปไหนมาโดยตลอด ยามนี้เมื่อนางต้อง
เดินทางออกจากทงโจวจึงไม่อาจทำอย่าง
เอิกเกริก
รถม้าของนางอยู่รั้งท้าย
ผู้มีสถานะพิเศษเช่นเซียวติ้งเฟยที่ถูกปฏิบัติ
เป็นกึ่งนักโทษก็รั้งท้ายเช่นเดียวกัน
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะ
เสนอแบบนี้ เขาหนังตากระตุก กล่าวด้วยความ
ลำบากใจ “คงไม่จำเป็นกระมัง กบฏนิกาย
สวรรค์ถูกสังหารสิ้นซากระหว่างล้อมปราบ ต่อให้
ข่าวแพร่ออกไปก็ไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น อีกทั้ง
เส้นทางก็ไม่นับว่ายาวไกลมาก คงไม่เกิดเหตุไม่
คาดฝันอันใดกระมัง”
“จะไม่เกิดได้อย่างไรเล่า”
เซี่ยเวยหัวเราะพลางพูดเตือนสติ “ท่านกั๋วกง
คงลืมไปแล้ว พวกเราเคยตรวจสอบรายชื่อ
นักโทษที่แหกคุกหลบหนี แม้ส่วนใหญ่จะถูกซุ่ม
สังหารไปพร้อมกลุ่มกบฏนิกายสวรรค์แล้วจริง ๆ
ทว่ายังมีอีกส่วนหลบหนีไปก่อนหน้านั้นด้วย
มิหนำซ้ำหนึ่งในนั้นยังมีเมิ่งหยางผู้โฉดชั่วอำมหิต
อีกต่างหาก ขณะล้อมปราบเขายังอยู่ ทว่ายาม
ตรวจนับจำนวนศพหลังจากนั้นกลับไร้ร่องรอย
เกรงว่าคงแกล้งตายแล้วลอบปะปนหนีออกไป
หากคนผู้นี้แพร่งพรายข่าว เกรงว่าคงไม่ปลอดภัย
แล้ว”
เมิ่งหยางหนีรอดหรือนี่
เจียงเสวี่ยหนิงอดตกใจไม่ได้
ครั้นลองนึกทบทวนอีกครา แม้วันนั้นผู้ผดุง
ความเที่ยงธรรมเมิ่งจะไม่รับคำขอร้องของนาง
ทว่าก็ยังช่วยเหลือจางเจอตอนแตกหักกับนิกาย
สวรรค์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขาจะหลบหนีไป
แล้วนางก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองที่คนชั่วช้าหนีสำเร็จ
เซียวหย่วนเสียอีกที่นิ่งอึ้งเพราะคำพูดของ
เซี่ยเวย มิได้เอ่ยปากปฏิเสธทันควัน เขาตอบด้วย
อาการคล้ายเพิ่งตระหนักได้ “เป็นข้าเองที่เลอะ
เลือน เกือบลืมเสียสนิท ข้าเองก็เห็นด้วยว่าการ
เดินทางครั้งนี้ทางที่ดีควรปลอดภัยไว้ก่อน
สมควรย้ายเขาไปอยู่ข้างหน้า ติดที่กลัวคนจะติ
ฉินนินทาเท่านั้นเอง…”
กล่าวเช่นนี้ประหนึ่งจะสื่อว่าเขาเที่ยงธรรม
ปราศจากความลำเอียง ไม่ได้มอบอภิสิทธิ์เพราะ
อีกฝั่ายคือบุตรของตน
ทุกคนได้ยินก็กระจ่างแจ้ง
เซียวหย่วนประสานมือคารวะเซี่ยเวย “ใน
เมื่อเซี่ยเซียนเซิงกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว เดิมทีจึง
เป็นข้าเองที่คิดอ่านไม่รอบคอบ เช่นนั้นก็เลื่อนรถ
ของเขาไปข้างหน้าอีกสักหน่อยเถิด”
เมื่อเป็นดังนี้จึงปรับตำแหน่งรถม้าของทุกคน
ใหม่
คงเพราะอยู่ร่วมกันมานานทำให้สนิทสนม
กว่าชาติที่แล้วมาก ยามเจียงเสวี่ยหนิงมองเซี่ย
เวยมักรู้สึกว่ารอยยิ้มสมบูรณ์แบบไร้ที่ติของเขา
ช่างจอมปลอมและเสแสร้งเสียเหลือเกิน
กระทั่งยังทำให้นางมองว่าซ่อนความเย้ยหยัน
ไว้
นางอดใจลอยครู่หนึ่งไม่ได้
อาจเพราะสายตาที่จับจ้องค่อนข้างเด่นชัดจน
เซี่ยเวยรู้ตัว เขาเคลื่อนสายตากลับมาหานาง
ภายในดวงตามีแต่ความเฉยชา
เจียงเสวี่ยหนิงตกใจสะดุ้งโหยง รีบประดับ
รอยยิ้มบนใบหน้า
เซี่ยเวยไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอันใดตอบ เขา
มองนางครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนสายตา หมุนกาย
ค้อมเอวขึ้นรถม้า
เมื่อปลดม่านรถลงก็เท่ากับตัดขาดจากทุกคน
จางเจออยู่เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย
เหมือนเขาจะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ระหว่างคนข้างหน้ากำลังสนทนากัน ท่าทางใจ
ลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขึ้นรถของตนเองโดยไม่
มองทางอื่น
เจียงเสวี่ยหนิงแลเห็นแล้ว ทว่าต่อหน้าคนตั้ง
มากย่อมไม่สะดวกจะเข้าไปทักทาย
เห็นเขามีท่าทีเช่นนี้ก็คิดว่า…
ของที่ข้าทิ้งให้เมื่อคืนทำเอาเขาตกอกตกใจ
หรือไม่ก็กระอักกระอ่วนสิเนี่ย
นางประหม่าเล็กน้อย ทั้งยังกอปรด้วยความ
ปีติยินดีอีกหลายส่วน
ส่วนเซียวติ้งเฟยใช้ด้ามพัดหอมเกาศีรษะ
ดวงตาฉายประกายแปลกประหลาดตอนมองไป
ทางรถม้าคันนั้น ทว่ายามคลี่รอยยิ้มกลับ
ปราศจากพิรุธ เพียงเอ่ยขึ้นมาว่า “ยากเย็นนัก
กว่าข้าจะเอาชีวิตรอดมาได้ ไหนเลยจะถูกคนทำ
ร้ายเอาชีวิตง่าย ๆ อีก”
บทที่ 139 เจ้าของห้องทำพิณ (2)
เขาพลันเก็บพัด กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิง
“เมื่อถึงเมืองหลวงอย่าได้ลืมสิ่งที่เจ้าเคยพูดล่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา
เขากระโดดขึ้นรถอย่างสง่างามพร้อมเปล่ง
วาจา “ไปละ!”
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงขบคิดก็นึกออกว่าเมื่อคืน
ตนพูดไว้ว่าจะดูแล จึงเผยรอยยิ้มเช่นกัน นางไม่
ชายตามองใคร แตะมือเสียวเปั่าที่ส่งมาประคอง
จากทางด้านข้างแล้วขึ้นรถ
ห่อสัมภาระมีขนาดเล็ก
บรรจุเสื้อผ้าสองชุด ตั๋วแลกเงินซึ่งยังใช้ไม่
หมดปึกหนึ่ง รวมถึงตราประทับชิ้นนั้นและมีด
แกะสลักชุดหนึ่ง
หากเบื่อระหว่างทางจะได้นำออกมาแกะสลัก
สิ่งนี้คือ ‘งานอดิเรก’ ที่เจียงเสวี่ยหนิงเรียนรู้
มาจากเสิ่นเจี้ยยามว่างไม่มีอะไรทำในชาติก่อน
เพียงแต่หากรถม้าวิ่งในเมืองยังพอทำเนา เพราะ
ไม่โคลงเคลงมากนัก ทว่าเมื่อออกมาอยู่ตรงทาง
หลวงนอกตัวเมือง มีดที่ใช้แกะสลักตัวอักษรนูน
ต่ำเล่มบางในมือก็สั่นหน่อย ๆ
สิ่งที่ปกติแกะสลักกว่าครึ่งชั่วยามก็สำเร็จ
กลับกินเวลาตลอดเส้นทางเสียอย่างนั้น
เสร็จแล้วนางก็นำแผ่นหมึกออกมาลองจุ่ม
ประทับเพื่อดูผลลัพธ์ พบว่ายังไม่ค่อยสวย
“ยุ่งยากเสียจริง หากอยู่ในเมืองหลวง แค่นำ
ของล้ำค่าหายากไปมอบเป็นของขวัญปีใหม่ก็ได้
แล้ว ต้องลำบากเช่นนี้ที่ใดกัน” เจียงเสวี่ยหนิง
มองรอยประทับบนกระดาษพลางเบ้ปากบ่น
พึมพำ จากนั้นก็อดปลอบใจตนเองไม่ได้ “แม้
ของขวัญจะด้อยค่าแต่ก็มากด้วยน้ำใจนี่นา ช่าง
เถอะ ช่างเถอะ”
ประจวบกับมากันถึงครึ่งทางแล้ว ติ้งกั๋วกง
เซียวหย่วนจึงเสนอให้ทุกคนหยุดพักชั่วคราว
ขณะนี้เองม้าเร็วตัวหนึ่งก็วิ่งเข้ามาจากทาง
หลวงเบื้องหน้า
ทุกคนตื่นตัวก่อนเป็นอันดับแรก ต่อมาถึงได้
ยินคนบนหลังม้าร้องตะโกนพลางโบกมือให้
“สารจากเมืองหลวงรวมถึงประกาศข่าวสาร
ล่าสุด รับคำสั่งให้นำมามอบให้เซี่ยเซียนเซิง
ขอรับ!”
ที่แท้ก็มาส่งสาร
เซี่ยเวยไม่ได้ลงไปด้วยตนเอง เพียงให้เจี้ย
นซูออกหน้าไปรับสารและนำกลับมาส่งมอบที่รถ
ไม่นานเจี้ยนซูก็ออกมาอีกครา ทว่าเดินไปถึง
เบื้องหน้ารถของเจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะค้อมกาย
เอ่ยว่า “คุณหนูรอง เซียนเซิงได้รับสารจากเมือง
หลวง ขอเชิญท่านไปสนทนาขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงประหลาดใจเล็กน้อย
นางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะมอบตราประทับ
ตำรา[1]ให้เซี่ยเวยเมื่อไรดี คาดไม่ถึงว่าอีกฝั่ายจะ
เป็นฝั่ายสั่งให้คนมาเชิญนางก่อน จึงตอบกลับไป
ว่า “รอสักครู่นะ”
นางรีบเช็ดก้นตราประทับเปือนคราบหมึก ใส่
มันลงถุงบรรจุตราขนาดเล็กกะทัดรัดและเก็บเข้า
แขนเสื้อ จากนั้นถึงมุดร่างออกมาจากรถ
เจี้ยนซูพานางไปถึงหน้ารถของเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงการคารวะต่อผ้าม่านรถ
ม้า “ศิษย์คารวะอาจารย์ เซี่ยเซียนเซิงมีสิ่งใดจะ
สั่งการหรือเจ้าคะ”
เสียงเรียบเฉยของเซี่ยเวยแว่วมาจากข้างใน
“เข้ามา”
เจียงเสวี่ยหนิงลังเลครู่หนึ่ง ทว่าก็ยังยก
ชายกระโปรงก้าวขึ้นไปอยู่ดี
เจี้ยนซูไม่กล้าประคองนาง ทำได้เพียงช่วย
เลิกผ้าม่านรถม้าเปิดทางให้
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงค้อมกายเข้าไปก็มองเห็น
เซี่ยเวยนั่งอยู่ข้างใน เบื้องหน้ามีโต๊ะสี่เหลี่ยม
ขนาดเล็ก บนนั้นมีซองจดหมายหนาเตอะกอง
หนึ่งวางกระจัดกระจาย บางส่วนแกะแล้ว
บางส่วนยังไม่ได้แตะต้อง
รถม้าคันนี้เป็นรถส่วนตัวของเซี่ยเวย ภายใน
ปูพรมขนสัตว์อ่อนนุ่ม มีเตาอุ่นมือตั้งอยู่ตรงขอบ
โต๊ะ ผ้าม่านผืนหนาปิดหน้าต่างทั้งสองข้างจน
ปราศจากอากาศถ่ายเท
มีเพียงกรอบหน้าต่างกรุกระดาษทาง
ด้านหลังของเขาเท่านั้นที่แสงสว่างลอดผ่านเข้า
มาได้
แสงนั้นปกคลุมร่างและส่องลงมาถึงโต๊ะเบื้อง
หน้าเจ้าตัวพอดี
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วลังเลเล็กน้อย
เซี่ยเวยกำลังหลุบตามองจดหมายจากเมือง
หลวงฉบับหนึ่ง เขาชี้ไปทางซ้ายมือด้วยท่าทาง
เรียบเฉย “นั่ง”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวขอบคุณ นั่งลงอย่างว่า
ง่าย
เซี่ยเวยส่งจดหมายฉบับนั้นให้พร้อมเอ่ยว่า
“จดหมายจากใต้เท้าเจียง เจ้าลองอ่านดู”
เจียงปั๋อโหยว?
เจียงเสวี่ยหนิงรับมาอ่านอย่างถ้วนถี่ พบว่า
เจียงปั๋อโหยวไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงตน
ทว่าเขียนถึงเซี่ยเวย
เนื้อหาในจดหมายกล่าวขอบคุณเซี่ยเวยที่
วางแผนเรื่องนี้อย่างรัดกุม จากนั้นแจ้งว่าเรื่อง
ภายในจวนจัดการได้เรียบร้อยดี ปราศจากข่าว
เล็ดลอดแม้แต่น้อย หวังว่าจะขอรบกวนให้เซี่ย
เวยช่วยดูแลระหว่างทางอีกสักหน
แต่อีกหัวข้อบอกว่าเรื่องนี้ใหญ่หลวง สุดท้าย
จึงไม่อาจปิดบังเมิ่งซื่อ
เมิ่งซื่อเป็นภรรยาผูกผม[2]ของเขา อีกทั้งเป็น
มารดาบังเกิดเกล้าของเจียงเสวี่ยหนิง แต่
เหตุการณ์ในอดีตส่งผลให้หมางใจกันอยู่บ้าง เมื่อ
รู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง
นี้ก็เดือดดาล กระทั่งว่าเกือบล้มปั่วยหนักเสีย
ด้วยซ้ำ ช่วงนี้ข่าวการคัดเลือกพระชายาของ
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยแพร่สะพัด กรมพิธีการรับ
พระราชโองการให้เฟั้นหาผู้จะเข้ารับการคัดเลือก
ทั้งยังส่งชื่อของเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งเป็นพี่สาวเจียง
เสวี่ยหนิงขึ้นไปแล้ว หากยามนี้ครอบครัวมีเรื่อง
ฉาวโฉ่จนบุตรีอีกคนชื่อเสียงเสียหายและพาน
ทำลายเรื่องมงคลดังกล่าว เมิ่งซื่อคงเอาโทสะมา
ลงที่ยายหนูหนิงเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้จึงจำใจขอร้องอย่างหน้าด้านหน้า
ทน ขอให้เซี่ยเวยช่วยตักเตือนเจียงเสวี่ยหนิงบ้าง
ครั้นกลับถึงบ้านห้ามให้นางทะเลาะเบาะแว้ง
กับมารดาเด็ดขาด จงอ่อนน้อมถ่อมตนและยอ
มอดกลั้นโทสะ ด้วยกลัวว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมา
ทั่วทั้งจวนตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างจะอยู่กัน
อย่างไม่สงบสุข
แต่ไหนแต่ไรมาเรื่องภายในเรือนหลังย่อมไม่
สะดวกจะบอกกล่าวบุคคลภายนอก
ทว่าเจียงปั๋อโหยวกลับเล่าให้เซี่ยเวยฟังใน
จดหมาย เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อใจสหายต่างวัยผู้นี้
ยิ่งนัก แน่นอนว่ายังแฝงเหตุผลอีกชั้นหนึ่งคือเซี่ย
เวยมีสถานะเป็นอาจารย์ของเจียงเสวี่ยหนิง เจียง
ปั๋อโหยวที่รู้สึกว่าหลังจากนางเข้าวังเพื่อเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาก็ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ กลับมาไม่
น้อยจึงมองเป็นความดีความชอบของเซี่ยเวย
เนื้อความในจดหมายคิดอ่านแทนเจียงเสวี่ย
หนิงมากทีเดียว
อย่างไรก็ตามเมื่อนางค่อย ๆ อ่านจนจบ
กลับรู้สึกว่าความอบอุ่นน้อยนิดในใจพลัน
อันตรธานสิ้น กลายเป็นความเย็นยะเยือกดุจทุ่ง
หิมะเวิ้งว้างนอกรถม้า
เซี่ยเวยสำรวจสีหน้านาง “ต้องให้เตือนเจ้า
หน่อยหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “เซียนเซิงจะเตือน
เช่นไรหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยครุ่นคิด ตอบกลับว่า “สายสัมพันธ์
บุพการีได้มาไม่ง่ายดายนัก หากไม่อยากละทิ้งก็
อย่าได้เอาแต่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเลย
บางครั้งยอมถอยหนึ่งก้าวก็จะทำให้เห็นแผ่นดิน
อันกว้างใหญ่ไพศาลและได้ครอบครองสิ่งที่
ปรารถนา”
ยอมถอยหนึ่งก้าว เห็นแผ่นดินอันกว้างใหญ่
ไพศาล
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบเปลือกตาไม่ตอบคำ เพียง
วางกระดาษจดหมายสองแผ่นนั้นลง
เซี่ยเวยบรรจุพิณเอ๋อเหมยลงกล่องเก็บพิณ
นำไปวางชิดหัวมุม
นางเห็นโดยบังเอิญ ทำให้หวนนึกถึงเรื่องใน
กาลก่อน
เหตุการณ์คล้ายคลึงตอนพบเซี่ยเวยคราแรก
อยู่บ้าง
เพียงแต่ขณะนั้นปราศจากรถม้าซึ่งทั้งใหญ่โต
โอ่อ่าและประดับประดาให้ความสะดวกสบาย
เช่นนี้ เป็นแค่รถม้าเรียบง่ายซอมซ่อ ทั้งยังมีบ่าว
ไพร่ส่งเสียงโหวกเหวกน่ารำคาญติดตามอยู่
ด้านหลัง ตอนนั้นเซี่ยเวยยังมิได้เป็นรองราชครู
อันใดทั้งสิ้น เป็นเพียง ‘ญาติห่าง ๆ’ ผู้สวมชุดสี
ขาวปักปินไม้ อุ้มพิณคันหนึ่ง มีใบหน้าหล่อเหลา
ชวนพิศ ทว่าดูแล้วกลับมีนรลักษณ์ของคนอายุ
สั้น ท่าทางปั่วยกระเสาะกระแสะ ขณะนั้นนางยัง
ไม่ใช่เจียงเสวี่ยหนิงเช่นที่เป็นอย่างปัจจุบัน เป็น
เพียงดรุณีน้อยผู้เพิ่งจะเห็นหว่านเหนียงสิ้นลม
หายใจด้วยตาของตนเองและยังต้องเดินทางไป
เมืองหลวงเพื่อพบบุพการีบังเกิดเกล้า นางจึงอึด
อัดคับข้องใจและประหวั่นพรั่นพรึง ทั้งยัง
หวาดกลัวไม่กล้าสนทนากับคนแปลกหน้า เป็น
ตัวนางผู้เติบโตและใช้ชีวิตมาในชนบทจนต้องชัน
หนามแหลมทั่วร่างเพื่อปิดซ่อนความรู้สึกว่า
ตนเองต่ำต้อย…
บัดนี้ได้นั่งรถม้าร่วมกับเซี่ยเวยอีกครา
ทั้งยังเป็นเส้นทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเช่น
เคย
บางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่าตนใช้ชีวิตราว
กับตัวตลก
นางคิดแล้วก็อยากเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
เสียจริง
เพียงแต่เมื่อช้อนดวงตามองเซี่ยเวยก็เห็นว่า
อีกฝั่ายกำลังจ้องมองตน นางจึงเลิกคิ้วเอ่ยถาม
“เซียนเซิงเตือนจบแล้วหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยมองออกว่ายามนี้นางไม่ค่อยอยาก
สนทนากับใคร เขาจึงเก็บสายตากลับเพื่อมิให้ตน
ล่วงเกินนัก เพียงหยิบจดหมายบนโต๊ะฉบับนั้น
ขึ้นมาพับตามรอยแล้วเก็บเข้าซองตามเดิม ก่อน
จะเปล่งเสียง “อืม” เรียบ ๆ ตอบนางกลับไปว่า
“เตือนจบแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเอ่ย “เช่นนั้นศิษย์ขอตัว
ก่อนเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่ได้ขัดขวาง
เจียงเสวี่ยหนิงทำท่าจะลุก ขณะกำลังจะเลิก
ผ้าม่านก็นึกถึงของในแขนเสื้อขึ้นมาได้จึง
หยุดชะงักอีกครั้ง นางหยิบถุงบรรจุตราประทับ
ออกมาประคองด้วยสองมือ วางลงบนโต๊ะพร้อม
กล่าวกับเขา “เมื่อคืนระหว่างเดินทางไปหาได้ยิน
ว่าเซียนเซิงพักผ่อนแล้วจึงมิกล้ารบกวนขอเข้า
พบ ข้าปราศจากสิ่งของอันใด ทำได้เพียง
แกะสลักตราประทับตำรามอบให้ชิ้นหนึ่ง ถือเป็น
ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อตอบแทน
พระคุณเซี่ยเซียนเซิงที่ถ่ายทอดวิชาความรู้และ
คลายข้อกังขาแก่ศิษย์ แต่ฝีมือค่อนข้างหยาบไป
บ้าง อาจเป็นที่น่าขบขันได้เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยกลับนิ่งอึ้ง
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงอารมณ์ไม่สู้ดีเท่าไร พูดจบ
ก็ผงกศีรษะกล่าวอำลาอีกครา ถอยออกจากรถ
ม้าไป
ถุงตราประทับวางบนกองจดหมาย
พิศดูภายนอกปราศจากความพิเศษอันใด
เซี่ยเวยหยิบขึ้นมาปลดเชือก จริงดังคาด ใน
นั้นบรรจุตราประทับทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กยาว
สองชุ่นครึ่งกว้างเพียงชุ่นเศษ ครั้นพลิกดูข้างใต้
มันยังคงเปือนคราบหมึกประทับสีแดงที่ยังเช็ดไม่
สะอาดเพราะความเร่งรีบอยู่ประปราย ดูแล้วยัง
ใหม่มาก
ทันใดนั้นเสียงตวาดอย่างตกใจร้อนรนก็ดังมา
จากภายนอก “ระวัง มีคนอยู่ในปั่า!”
เป็นเสียงของเจี้ยนซู
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตามองผ่านซอกผ้าม่าน
แวบหนึ่ง คล้ายจะเห็นเงาดำสวมชุดรัดรูปหลาย
สายกำลังโถมร่างโจมตีบริเวณที่เซียวติ้งเฟยอยู่
เสียงอาวุธปะทะกันพลันดังขึ้นนอกตัวรถ
เขาคร้านจะเหลือบตาแล
เขาถอนสายตากลับมา กำตราประทับน้อย
ทาบลงกลางฝั่ามือซ้าย คราบหมึกที่ยังหลงเหลือ
ทิ้งรอยแดงจาง ๆ ปืนหนึ่งบนฝั่ามือสะอาด
สะอ้าน
‘เจ้าของห้องทำพิณ’
เซี่ยเวยจ้องมองตัวอักษรกลางฝั่ามือครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นก็ระเบิดหัวเราะ พึมพำเสียงต่ำกับ
ตนเอง “ขี้ริ้วขี้เหร่ไปหน่อยนะ…”
——————–
1. ตราประทับตำรา เป็นตราประทับประเภท
หนึ่งที่นักสะสมหนังสือใช้เพื่อระบุความ
เป็นเจ้าของ โดยจะประทับตราไว้ที่หน้า
ด้านในของตำรา
2. ภรรยาผูกผม มีที่มาจากธรรมเนียมของพิธี
แต่งงานของชาวจีน หลังจากคู่บ่าวสาวดื่ม
สุรามงคลจะตัดผมปอยหนึ่งมาผูกกันเพื่อ
แสดงให้เห็นถึงการรวมเป็นใจเดียว มีความ
นัยหมายถึงภรรยาคนแรกที่แต่งงานด้วย