คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 140 ลอบสังหาร
คิดไม่ถึงว่าจะมีนักฆ่าจริง ๆ !
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งกลับเข้ามาในรถของตน
ภายนอกก็เริ่มฆ่าฟันกันวุ่นวายแล้ว นาง
ประหลาดใจเป็นล้นพ้น เพียงแต่ตนเคยเห็น
เหตุการณ์ใหญ่ไร้ปรานีอย่างเซี่ยเวยล้อมปราบ
นิกายสวรรค์ที่อารามซั่งชิงมาแล้ว ยามนี้เมื่อมีนัก
ฆ่ากลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา นางจึงไม่รู้สึกพรั่นพรึงมาก
นัก
ยิ่งไปกว่านั้นเหล่านักฆ่ายังพุ่งเปั้าไปที่เซียวติ้ง
เฟย
ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่ามีคนอยู่ภายในปั่า
ด้านข้าง
คณะเดินทางจึงตั้งรับล่าช้าอยู่บ้าง
โชคดีที่เจี้ยนซูเฝั้าอยู่นอกตัวรถในบริเวณ
ใกล้เคียงทำให้พบพิรุธทันท่วงที เขาเข้าไปขวาง
หน้ารถของเซียวติ้งเฟยและชักดาบยาวออกจาก
ฝัก ยามกวัดแกว่งทรงพลานุภาพ มิใช่เพียง ‘มีวร
ยุทธ์อ่อนด้อย แต่ก็พอต่อสู้เป็น’ ดังที่เซี่ยเวยเอ่ย
ด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนหน้านี้เลย
เสียงดัง ‘เคร้ง เคร้ง’ ระงมไปทั่ว!
เสียงร้องโอดโอยดังไม่ขาด
ไม่นานนักโลหิตสด ๆ ก็สาดกระเซ็นเจิ่งนอง
เต็มพื้นดินโคลนนอกปั่า คนทยอยล้มลงเป็น
ระยะ
วรยุทธ์ของเหล่านักฆ่าเป็นระดับยอดฝีมือ
อีกทั้งยามลงมือก็โหดเหี้ยมอำมหิตประจัญบาน
ไม่คิดชีวิต เมื่อพบว่าเจี้ยนซูคอยเฝั้าอยู่ข้างรถม้า
เซียวติ้งเฟยโดยไม่ยอมจากไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
ก็มีสามถึงห้าคนเงื้อดาบไปที่เขาโดยพร้อมเพรียง
ถึงกับล้อมไว้แน่นหนามิให้ปลีกตัวออกไปได้
อีกสองคนบุกโจมตีจากปีกข้าง
ผ้าดำปิดคลุมใบหน้า เผยเพียงนัยน์ตาคู่หนึ่ง
ซึ่งเปล่งประกายเย็นเยียบ ใครเห็นเป็นต้องผวา
ทั้งสองยกดาบแทงเข้าไปในรถม้า!
แควก!
ผ้าม่านพลันโหว่เป็นรูขนาดมหึมา
เซียวติ้งเฟยถูกขังอยู่ภายในรถ แม้โง่เง่าไร้
ความสามารถแต่ก็พกกระบี่ติดตัว เขาชักกระบี่
มากุมตั้งแต่รู้ว่ามีนักฆ่า ยามนี้เมื่อดาบของนักฆ่า
แทงเข้ามาจึงใช้กระบี่ขวางทันที!
ต่อมาก็ได้ยินเสียง ‘ฉึก ฉึก’ สองครั้ง
ลูกเกาทัณฑ์ขนอินทรีทองสองดอกพุ่งมาถึง
ในเวลาไล่เลี่ยกัน พุ่งทะลุหว่างคิ้วเจาะกะโหลก
นักฆ่าทั้งสอง!
เซียวติ้งเฟยมองออกไปข้างนอก…
คนผู้หนึ่งยืนอย่างมั่นคงใต้เงาไม้เก่าแก่ริมปั่า
เป็นเตาฉินหนุ่มน้อยสวมชุดสีน้ำเงินซึ่งไม่ค่อย
ปรากฏตัวให้เห็นข้างกายเซี่ยเวยนั่นเอง เขาถือ
คันศรสะพายลูกเกาทัณฑ์ ยิงหนึ่งดอกต่อหนึ่งคน
ด้วยท่าทางไม่เร็วไม่ช้า!
ไม่นานนักคนก็ล้มระเนระนาดเกลื่อนพื้น
ยามนี้ถึงค่อยเห็นเซี่ยเวยเลิกผ้าม่านก้าว
ออกมา ก่อนจะยืนกวาดสายตามองภาพการต่อสู้
อันแสนจะโหดร้ายจากบนที่นั่งสารถีพร้อมออก
คำสั่งเรียบ ๆ “จับเป็นกลับมาสักคน”
เตาฉินลอบเบ้ปาก
ถึงจะไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วลูก
เกาทัณฑ์ดอกสุดท้ายบนสายก็เล็งต่ำลงเล็กน้อย
เกิดเสียง ‘ฟึบ’ กรีดผ่านอากาศ
ลูกเกาทัณฑ์หลุดจากแล่งกลายสภาพเป็น
สายอสุนีบาต เสียบทะลุหัวไหล่นักฆ่าคนสุดท้าย
อย่างอุกอาจ พละกำลังมหาศาล ถึงกับตรึงคนผู้
นี้กับแผ่นไม้หนาทางด้านหนึ่งของรถม้าเซียวติ้ง
เฟย!
เซียวติ้งเฟยยังอยู่ในตัวรถ เมื่อเห็นลูก
เกาทัณฑ์ทะลุแผ่นไม้เข้ามาก็ตกใจจนขนหัวลุก!
เขาพลันเปล่งเสียงบริภาษอย่างอดไม่ได้
“ชำเรายายเจ้าน่ะสิ!”
นี่ต้องการชีวิตของใครกันแน่หา!
กลุ่มนักฆ่ามาเร็วจบชีวิตเร็ว
ยามนี้ขบวนผู้ติดตามถึงค่อยรู้สึกว่าตนหลั่ง
เหงื่อเย็นท่วมร่าง ไม่กล้าคิดเลยว่าหากรู้ตัวช้าอีก
นิด ด้วยระดับความร้ายกาจของนักฆ่ากลุ่มนี้ก็ไม่
รู้จะมีผู้เสียชีวิตมากเท่าใด
ครั้นมองเจี้ยนซูและเตาฉินที่อยู่กับเซี่ยเวยอีก
คราก็บังเกิดความเคารพยำเกรงขึ้นมาหลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงมองอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าลงจากรถ
รถม้าของเซียวหย่วนอยู่ข้างหน้า ขณะนี้เขา
ลงมาด้วยท่าทางเสียขวัญ จากนั้นจึงกวาดสายตา
มองรอบด้าน ใบหน้าพลันถมึงทึง “ดีนี่ ถึงกับมี
นักฆ่าจริง ๆ ด้วย!”
เซี่ยเวยไม่ได้ลงจากรถ เพียงเปล่งเสียงเรียก
เจี้ยนซู
เจี้ยนซูยังไม่ทันเช็ดโลหิตบนกระบี่ให้
เรียบร้อย ครั้นได้ยินเซี่ยเวยเรียกก็เข้าใจเจตนา
เดินมุ่งไปหานักฆ่าที่ถูกตรึงติดรถม้าแล้วกระชาก
ผ้าคลุมหน้าสีดำของอีกฝั่ายลง
อายุราวสามสิบปี มีแผลเป็นบนแก้มข้างซ้าย
ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดจากการถูก
ลูกเกาทัณฑ์เสียบทะลุไหล่
พริบตาที่ผ้าคลุมหน้าถูกกระชาก ดวงตาของคนผู้
นี้กลับฉายประกายอำมหิต แก้มทั้งสองข้างพอง
ออก ราวกับกำลังจะออกแรงกัดอะไรบางอย่าง
นักฆ่าตอบสนองเร็วจริง ๆ ทว่ามือของชาย
หนุ่มตรงหน้าไวกว่าถึงสามส่วน!
ยังไม่ทันกัด ภาพเงาตกค้างเบื้องหน้าพลันวูบ
ไหว
นักฆ่าเจ็บกรามแปลบ จากนั้นก็ไร้ความรู้สึก
…อีกฝั่ายถึงกับปลดขากรรไกรล่างของเขาภายใน
ระยะเวลาเพียงชั่วประกายไฟ!
เซียวติ้งเฟยที่มองเห็นเหตุการณ์จากด้านข้าง
รู้สึกขากรรไกรล่างเย็นวาบ
ดวงตาของนักฆ่าผู้นั้นฉายความสิ้นหวัง
ออกมาหลายส่วน
เจี้ยนซูชำนาญยิ่ง ควักกระเปาะยาพิษขนาด
เล็กออกจากฟันของฝั่ายตรงข้ามโดยไม่เปลือง
แรงแม้แต่น้อย ก่อนหันหน้ากลับไปรายงานเซี่ย
เวย
“เซียนเซิง หน่วยกล้าตายขอรับ”
เซี่ยเวยเก็บตราประทับ ‘เจ้าของห้องทำพิณ’
ชิ้นนั้นกลับลงถุงพร้อมกล่าวกลั้วหัวเราะโดยไม่
รู้สึกแปลกใจสักนิด “เห็นทีคงถามอะไรไม่ได้”
เซียวหย่วนเพิ่งเดินเข้ามาด้วยความอกสั่น
ขวัญแขวน
เซี่ยเวยโบกมือเบา ๆ “ฆ่าทิ้ง”
นักฆ่าผู้นั้นคาดไม่ถึงจริง ๆ ความประหลาด
ใจปรากฏเต็มใบหน้า เจี้ยนซูใช้กระบี่กรีดลำคอ
เขาจนโลหิตไหลทะลักนองพื้นดิน จากนั้นค่อย
ชักกลับอย่างหมดจดรวบรัด ร่างที่ตายตาไม่หลับ
ล้มลงไปกองกับพื้นด้านข้าง
ทุกคนอดตัวสั่นสะท้านไม่ได้
จางเจอซึ่งอยู่ด้านหน้าเห็นแล้วรู้สึกว่าไม่
สมเหตุสมผล ย่นหัวคิ้วเล็กน้อยจนแทบไม่อาจ
สังเกต
แต่เซี่ยเวยกลับมีท่าทีปกติ เคลื่อนสายตา
กลับไปมองเซียวหย่วนทางด้านข้าง แสดงท่าที
ขอโทษขอโพยราวกับเพิ่งนึกได้ “ดูข้าสิ ลืมไป
เสียสนิทเลย ดูเหมือนนักฆ่าผู้นี้จะพุ่งเปั้ามาที่
คุณชายติ้งเฟย ชั่วช้าสามานย์ยิ่งนัก คนแซ่เซี่ยไม่
ทันถามความเห็นของท่านกั๋วกงก็สั่งให้สังหารเสีย
แล้ว ท่านกั๋วกงคงไม่ตำหนิกระมัง”
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าเซียวหย่วนหวาดกลัว
ขนาดไหนยามเห็นหน่วยกล้าตายผู้นั้นฆ่าตัวตาย
ไม่สำเร็จ
ทว่าถัดมาก็มองเห็นอีกฝั่ายตกตายต่อหน้า
เขาตกใจระคนผวา แต่ถึงกระนั้นกลับถอน
หายใจโล่งอกตัวสั่นงันงก ยังไม่ได้สติกลับคืนมา
อยู่บ้าง เพียงเอ่ยว่า “เรื่องตำหนิน่ะไม่ตำหนิ
หรอก แค่นึกเสียดายหน่อย ๆ แม้จะเป็นหน่วย
กล้าตายของนิกายสวรรค์ แต่หากนำตัวกลับไป
ลงทัณฑ์และไต่สวนอย่างเข้มงวดก็อาจคายอะไร
ออกมา…”
หน่วยกล้าตายของนิกายสวรรค์เรอะ?
เซียวติ้งเฟยมองสภาพน่าสังเวชที่กองเกลื่อน
พื้นพลางยิ้มเยาะในใจ พลันบังเกิดความรู้สึกเย้ย
หยันปนเวทนา
เขาทำได้เพียงเงยศีรษะมองเซี่ยเวยอีกครา
ขณะนี้ใกล้พลบค่ำแล้ว ทินกรกำลังลับเหลี่ยม
เมฆาทางทิศประจิม
แสงตะวันรอนเป็นสีแดงฉาน
ปั่าเริ่มมีหมอกก่อตัวเข้าปกคลุม
รองราชครูหนุ่มยืนตระหง่าน ชุดนักพรตซึ่ง
เดิมทีขาวบริสุทธิ์อาบไล้ด้วยแสงเจิดจ้าของ
อาทิตย์ยามสนธยาประหนึ่งแช่โลหิต ชำระล้าง
ด้วยกระแสธารแห่งกาลเวลาจนเก่าคร่ำคร่า
เหลือไว้เพียงสีแดงระเรื่อเปล่งรัศมีเรืองรอง
เซี่ยเวยดูสบายอกสบายใจ ยิ้มบางพลางเอ่ย
ว่า “ท่านกั๋วกงไม่ตำหนิก็ดีแล้ว ถ้าเกิดคุณชายติ้ง
เฟยคือติ้งเฟยซื่อจื่อของจวนกั๋วกงเมื่อกาลก่อน
แล้วต้องประสบเหตุจนเป็นอันใดขึ้นมา ไม่ว่าใคร
ก็ไม่อาจแบกรับความผิดไหว อย่างไรเสียก็เคยได้
ยินว่าสมัยนั้นซื่อจื่อสละตนเองเพื่อช่วยเจ้าเหนือ
หัว เป็นผู้มีพระคุณที่ฝั่าบาททรงระลึกถึงอยู่เสมอ
…”
เซียวหย่วนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
เขาช้อนตามองเซี่ยเวย
ทว่าเซี่ยเวยยืนหันหลังให้ทิศประจิม ประกาย
แสงอาบร่างจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัด เขา
ประสานมือคารวะเซียวหย่วนก่อนจะกลับขึ้นรถ
เจียงเสวี่ยหนิงมองอยู่ไกล ๆ นางปล่อย
ผ้าม่านรถม้าลงอย่างแช่มช้าด้วยท่าทางราวกับ
กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงถอน
หายใจเฮือกหนึ่ง “ต้องกลับเมืองหลวงแล้วสินะ”