คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 15 โจวอิ๋นจือ (1)
ใจเย็น
ใจเย็นสิ
เจียงเสวี่ยหนิงฝืนบังคับไม่ให้ตัวเองคิดมาก
เกินไป เรื่องของสายตา มิหนำซ้ำยังเป็นสายตาที่
ได้พบกันครั้งแรก นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
เท่านั้น
สายตาของบุรุษยามมองสตรีที่ตนชื่นชอบ
แยกแยะได้ง่ายดายมาก
เพราะนอกจากความรัก ยังแฝงความใคร่ไม่
มากก็น้อย
แต่สายตาของสตรีซึ่งมองสตรีที่ชื่นชอบนั้น
ปราศจากความใคร่ ความสัมพันธ์โดยพื้นฐาน
แทบไม่ต่างจากการได้เห็นสหายที่รู้สึกสนิทสนม
และชื่นชอบมากเป็นพิเศษเท่าไรนัก
เงามืดจากชาติที่แล้วประทับลงในจิตใจของ
นางลึกเกินไป เลยกลายเป็นคนขวัญอ่อนไปบ้าง
เมื่อคิดได้ เจียงเสวี่ยหนิงก็สงบนิ่งขึ้นมาก
ใจนางปันปั่วน ทว่าไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
แม้เสิ่นจื่ออีจะยืนใกล้นางยิ่ง แต่อีกฝั่ายไม่รู้
เลยว่ามีความคิดเหลวไหลและแปลกประหลาด
สารพัดสารพันวนเวียนในจิตใจนางมากปานใด
เพียงสั่งให้นางกำนัลข้างกายหยิบคันฉ่องทรง
ดอกกระจับขนาดเท่าฝั่ามือที่พกติดตัวออกมา
ลองส่องดู ครั้นเห็นลวดลายคล้ายกลีบดอกอิงเถา
ร่วงโรยกลีบหนึ่งก็ดวงตาเปล่งประกาย เผยความ
ประทับใจหลายส่วน
เมื่อครู่ยามแรกพบเจียงเสวี่ยหนิง เสิ่นจื่ออี
ตื่นตะลึงรูปโฉมของนางจริง ๆ นึกว่าเยี่ยนหลิน
ชอบนางเพียงเพราะความงาม คาดไม่ถึงว่าแค่
คำพูดไม่กี่ประโยค คุณหนูรองเจียงผู้นี้กลับทำให้
ตนได้เห็นด้านที่แตกต่างจากคุณหนูโดยทั่วไป
อย่างสิ้นเชิง
มีคุณหนูในเมืองหลวงผู้ใดบ้างจะกล่าววาจา
เช่นนี้ออกมาได้
เสิ่นจื่ออีเล่นกับเยี่ยนหลินมาตั้งแต่เล็กจนโต
ครั้นยามนี้ได้ไตร่ตรองดูอีกหนก็ระลึกได้ว่า เขา
มิใช่ผู้ที่จะลุ่มหลงมัวเมาสตรีเลยสักนิด คุณหนู
รองเจียงคงมีสิ่งที่คู่ควรจริง ๆ เขาถึงชื่นชอบ
เสิ่นจื่ออีเดินเข้าหาอีกสองก้าว เปล่งเสียง
หัวเราะพร้อมจับมือเจียงเสวี่ยหนิง “เจ้าพูดจาทำ
ให้คนรู้สึกชมชอบมากเป็นพิเศษ มิน่าเยี่ยนหลิน
ถึงชอบเจ้า แม้แต่ข้าเองยังอดชอบเจ้าไม่ได้เลย”
ตอนไม่พูดน่ะยังดี แต่พอพูดขึ้นมานี่สิเจียง
เสวี่ยหนิงหวิดจะเข่าอ่อนล้มพับ
นางฝืนเกร็งเส้นประสาทที่ใกล้จะขาดผึงใน
สมองและสะกดกลั้นไม่ให้วู่วามชักมือกลับจาก
เสิ่นจื่ออี เจียงเสวี่ยหนิงเก็บสีหน้าผ่อนคลายที่
เคยมีจนหมดสิ้น แสดงท่าทางประหวั่นพรั่นพรึง
แล้วเอ่ยว่า “หม่อมฉันกล่าวโดยไม่รู้จักยั้งคิด
เนื่องด้วยมักพร่ำวาจาเหลวไหลจนเคยชิน ขอ
องค์หญิงทรงอย่าตำหนิเลยนะเพคะ”
ครั้นเสิ่นจื่ออีเห็นคู่สนทนาเปลี่ยนแปลงท่าที
กะทันหัน ตัวสั่นงันงก ปราศจากสีหน้าท่าทาง
ยามยกพู่กันจดลงบนใบหน้านางก่อนหน้านี้โดย
สิ้นเชิงก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว คิดจะเอ่ยอะไร
บางอย่าง
ขณะนี้เองกลับมีเสียงแทรกมาจากด้านข้าง
“องค์หญิงทรงทำให้นางตกใจแล้วเพคะ”
เสิ่นจื่ออีหันหน้าไปมอง
ผู้เอ่ยวาจาเป็นสตรีที่แต่งกายหรูหรา ก่อน
หน้านี้ยืนอยู่ข้างกายองค์หญิงใหญ่มาตลอด หาก
เอ่ยถึงกลิ่นอายที่แผ่จากทั่วร่างก็เป็นรองเสิ่นจื่ออี
เพียงขั้นเดียว เสื้อผ้าอาภรณ์ตัดเย็บจากผ้าแพร
ดินแดนสู่ชั้นดี ลำพังเครื่องประดับคาดศีรษะฝัง
ไข่มุกก็ประเมินค่าไม่ได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
กำไลหยกมันแพะสีขาวบนข้อมือที่แทบจะ
ปราศจากสีอื่นใดเจือ
คิ้วโก่งดั่งขุนเขา เนตรเรียวยาวงามราวกับ
หงส์ เรือนผมดำขลับแผ่สยายประดุจน้ำตก พวง
แก้มขาวผุดผาดประหนึ่งหิมะ
แม้จะไม่ได้มีรูปโฉมที่ทำให้คนมองแล้วบังเกิด
ความริษยาแต่แรกเห็นเช่นเจียงเสวี่ยหนิง แต่ใน
โถงรับแขกแห่งนี้ก็ถือว่างามเพริศพริ้งโดดเด่น
เหนือผู้ใดเช่นกัน กอปรกับความสูงศักดิ์ที่มีมาแต่
กำเนิดแผ่ซ่านจากดวงตาและหัวคิ้วของนาง แม้
ริมฝีปากจะประดับรอยยิ้ม แต่กลับทำให้คนรู้สึก
ถึงบารมีอันน่าเกรงขาม
มองผาดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ที่ร้ายกาจมาก
คนผู้นี้คือเซียวซู คุณหนูใหญ่แห่งจวนเฉิงกั๋ว
กง เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักนางเช่นกัน
หรือหากพูดให้ชัดเจนขึ้นอีกนิด…
นางคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวแห่งจวน
เฉิงกั๋วกงซึ่งเกือบจะถูกเซี่ยเวยฆ่าล้างบางในชาติ
ที่แล้วนั่นเอง
ก่อนหน้านี้อีกฝั่ายเพียงยืนดูอยู่ด้านข้าง ยาม
นี้ถึงค่อยเอื้อนเอ่ยวาจา
เสิ่นจื่ออีฟังแล้วก็ไม่พอใจหน่อย ๆ
เซียวซูยิ้มแย้ม คลี่พัดหอมในมือ สายตามอง
เจียงเสวี่ยหนิง แต่กลับประชิดข้างใบหูเสิ่นจื่ออี
แล้วพูดกดเสียงเบาหลายประโยค
เมื่อเสิ่นจื่ออีได้ฟังก็ตาเป็นประกายขึ้นมา
หลายส่วน รอยแผลเป็นใต้ตาซ้ายถูกแต่งแต้ม
จากสภาพไม่น่าดูชมจนกลายเป็นรูปกลีบดอกอิง
เถาโปรย ยามนี้จึงเสริมกับนัยน์ตาทำให้ดวงหน้า
เปล่งปลั่ง
นางปรบมือหัวเราะ “ความคิดของเจ้าช่างดี
นัก”
จากนั้นจึงกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “วันนี้
คนมากไม่สะดวก วันหน้าข้าค่อยตามเจ้ามาเล่น
สนุกด้วยนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยินว่าเซียวซูบอกอะไร
นางกันแน่ แต่แอบบังเกิดความรู้สึกกระวน
กระวายในใจหลายส่วน ต้องรู้ไว้ว่าชาติก่อนนาง
ไม่ถูกกับเซียวซู โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองอายุ
เท่ากัน นางแต่งงานกับเสิ่นเจี้ยตั้งแต่ตอนเขาเป็น
หลินจืออ๋อง ครั้นเสิ่นเจี้ยขึ้นครองราชย์นางก็
ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮาอย่างราบรื่น ส่วน
เซียวซูเข้าวังมาทีหลังโดยพึ่งความสูงส่งของจวน
เฉิงกั๋วกงซึ่งเป็นตระกูลเดิมของเสิ่นเจี้ย เป็น
ลูกพี่ลูกน้องกัน ไม่นานนักจึงได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ให้เป็นหวงกุ้ยเฟยและได้รับหน้าที่ให้
คอยช่วยกำกับดูแลวังหลัง
ถึงแม้จะถือกำเนิดในตระกูลเซียว แต่จุดจบ
สุดท้ายกลับไม่ดี
ทว่ายามนี้เซียวซูยังอยู่ ซ้ำยังทำให้เจียงเสวี่ย
หนิงอดหวาดกลัวเล็กน้อยไม่ได้
นางตอบเสิ่นจื่ออีด้วยความเคารพนบนอบว่า
“เพคะ” แต่เพียงผงกศีรษะอย่างเรียบเฉยให้
เซียวซูเท่านั้น…
นางจะไม่ขอข้องเกี่ยวกับคนตระกูลเซียวโดย
เด็ดขาด
ภายภาคหน้ายามเซี่ยเวยเข่นฆ่าสังหารคนน่ะ
ไม่แม้แต่จะกะพริบตาเสียด้วยซ้ำ
เซียวซูเติบโตภายในตระกูลใหญ่เช่นจวนกั๋ว
กงมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้เหนือล้ำ
กว่าสตรีธรรมดาทั่วไปมาก เพียงความเคลื่อนไหว
เล็กน้อยของเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังสัมผัสความเย็น
ชาที่มีต่อตนได้อย่างง่ายดาย
น่าสนใจจริง ๆ
เซียวซูไม่ได้แสดงออกอะไรเช่นกัน เพียงมอง
เจียงเสวี่ยหนิงอย่างแฝงความนัยลึกซึ้งผาดหนึ่ง
ก่อนจูงมือเสิ่นจื่ออีเดินจากไป
เนื่องจากงานเลี้ยงของจวนชิงหย่วนปั๋อ
ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว อีกทั้งองค์หญิงใหญ่
เล่อหยางและคุณหนูใหญ่จวนกั๋วกงยังบังเอิญมา
เยือนอีก สองพี่น้องโหยวซวงและโหยวเย่ว์จึงฉวย
โอกาสเต็มที่ เชิญให้ผู้มาเยือนทั้งสองเป็น
กรรมการตัดสินและขานชื่อผู้ชนะจากการแต่ง
กลอนและวาดภาพของงานเลี้ยงชมดอก
เบญจมาศในวันนี้
เซียวซูยอดเยี่ยมทั้งโคลงกลอนและภาพวาด
ฉะนั้นจึงดูผ่านตาทีละชิ้น
สุดท้ายก็หารือกับเสิ่นจื่ออีรอบหนึ่ง แล้วให้
เสิ่นจื่ออีขานภาพ ‘เบญจมาศผ่ายผอม’ ของ
โหยวเย่ว์ให้เป็นอันดับหนึ่งด้านภาพวาด และ
ขานกลอน ‘ฝากความคำนึง ณ ฉงหยาง’ ของ
คุณหนูตระกูลฝาน บุตรีหัวหน้าสภาฮั่นหลิน[1]
ให้เป็นอันดับหนึ่งด้านโคลงกลอน
คุณหนูตระกูลฝานอยู่ในตระกูลที่สืบทอด
การศึกษาตำรับตำราและโคลงกลอน ถือว่าเป็น
เรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
ในที่สุดโหยวเย่ว์ก็ได้รับผลตอบแทนจาก
ความลำบากพากเพียรที่ฝึกฝนทักษะการวาด
ภาพมานานหลายปี มิหนำซ้ำองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางยังเป็นผู้ขานชื่อเองด้วย นางจึงพลันแสดง
ความยินดีอย่างออกหน้าออกตา ปลื้มปีติจนแทบ
หลั่งน้ำตา
เจียงเสวี่ยหนิงทั้งวาดภาพไม่เป็นและเขียน
อักษรไม่ได้ เพียงชมดูอยู่ด้านข้างตั้งแต่ต้นจนจบ
ครั้นเห็นว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นรวมทั้งรอให้เสิ่นจื่ออี
และเซียวซูจากไปแล้ว จึงเป็นผู้กล่าวคำอำลา
และจากไปเป็นคนแรก
——————–
1. สภาฮั่นหลิน เป็นหน่วยงานรวมบัณฑิตที่
มีความสามารถ บัณฑิตฮั่นหลินมีหน้าที่ร่าง
ราชโองการและเอกสารราชการต่าง ๆ
บทที่ 15 โจวอิ๋นจือ (2)
ถังเอ๋อร์สอบถามนางด้วยความระมัดระวัง
ขณะประคองส่งนางขึ้นรถม้า “จะไปเหลาเฉิง
เซียวหรือเปล่าเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงมองท้องฟั้าคำนวณเวลา ฟาก
โถงรับแขกเพิ่งจะเลิกงานเมื่อสักครู่ ส่วนศาลา
กลางน้ำยังคงคึกคักอยู่ส่วนหนึ่ง เยี่ยนหลินคงอ
อกมาไม่ได้สักพัก ดังนั้นจึงกลอกตานึกถึงอีกเรื่อง
ซึ่งเสียเวลาลากมาจนตอนนี้
นางเอ่ยว่า “ไปตรอกเสียเจียก่อน”
โจวอิ๋นจืออยู่ที่ตรอกเสียเจีย
ตรอกแห่งนี้ไม่นับว่าอยู่ใกล้วังหลวงมากนัก
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่จำเป็นต้องเข้าร่วมการฟังราช
กิจเช้าบ่อยครั้งหรือไม่ก็ต้องเข้าวังเป็นประจำจึง
ไม่เลือกสร้างจวนของตนที่นี่ ฉะนั้นผู้ที่พำนักอยู่
ในตรอกแห่งนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นขุนนางระดับล่าง
โจวอิ๋นจือประสบความสำเร็จช้า ส่วน
ทรัพย์สินเงินทองก็ต้องนำไปใช้สร้างสายสัมพันธ์
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่าง ย่อมไม่มีกำลังทรัพย์
สำหรับจวนที่พักเป็นธรรมดา
ด้วยเหตุนี้เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงมาถึงตรอก
เสียเจียจึงเห็นเพียงประตูบานเล็กสีดำทะมึน
สองบานในส่วนลึกสุดของตรอก มีห่วงเคาะ
ประตูทำจากทองเหลืองเก่าคร่ำคร่า ด้านบน
แขวนปั้ายซึ่งเขียนตัวอักษรคำว่า ‘จวน
ตระกูลโจว’ เอาไว้อย่างแสนเรียบง่าย
ค่อนข้างซอมซ่อทีเดียว
นางสั่งให้ถังเอ๋อร์ไปเคาะประตู
ผ่านไปสักครู่ก็มีเสียงสตรีดังมาจากด้านใน
“มาแล้ว”
ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงปลดสลักจากหลัง
ประตู
เสียงแอ๊ดตามมา ประตูเปิดแล้ว ใบหน้าหมด
จดพลันยื่นออกมามองเห็นถังเอ๋อร์ก่อน จากนั้นก็
เห็นเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งอยู่ด้านหลังถังเอ๋อร์ รู้สึกว่า
ถึงแม้จะไม่ได้แต่งกายหรูหรา ทว่าก็ไม่เหมือนผู้มี
สถานะธรรมดาสามัญ นางจึงรู้สึกลังเลเล็กน้อย
ไปชั่วขณะ “ท่านคือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ตอบ แต่กลับถามว่า “ใต้
เท้าโจวไม่อยู่บ้านหรือ?”
สตรีหน้าตาหมดจดผู้นั้นตอบว่า “วันนี้ใต้เท้า
ออกไปที่กองบัญชาการตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้
ว่าจะกลับมาเมื่อใด หากแม่นางมีธุระด่วน
ต้องการพบ ไม่สู้เข้ามานั่งในเรือนก่อน บ่าวจะ
บอกให้คนไปแจ้งข่าวให้ท่าน เพียงแต่ใต้เท้าจะ
กลับมาหรือไม่ บ่าวไม่ทราบจริง ๆ เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดไม่ถึงว่านางจะต้องรอ
แต่มาถึงแล้วทั้งที จะมาเสียเที่ยวเปล่าได้
อย่างไร
หลังจากขบคิดครู่หนึ่ง นางจึงผงกศีรษะ
หญิงสาวเปิดประตูและถอยออกไปสองก้าว
เชิญนางและสาวใช้เข้ามา จากนั้นก็เดินไปถึงลาน
เรือนขนาดย่อม เรียกเด็กชายที่กำลังแปรงขนม้า
อยู่กลางลานแล้วบอกว่า “หนานโจว ไปหาใต้เท้า
ที่กองบัญชาการหน่อย แจ้งว่ามีแขกมาหาที่บ้าน
มีเรื่องด่วนต้องการจะพบท่าน”
เด็กชายที่ถูกเรียกว่าหนานโจววางแปรงและ
ตั้งท่าจะออกไป
เจียงเสวี่ยหนิงมุ่นคิ้ว พลันบอกให้เขาหยุด
แล้วพูดว่า “ไม่ต้อง เพียงบอกใต้เท้าของเจ้าว่าม้า
สุดที่รักที่เขาเลี้ยงเอาไว้ล้มปั่วยใกล้จะตาย ขอ
เชิญเขากลับมาเยี่ยมสักครั้ง”
หนานโจวอดงุนงงสงสัยไม่ได้ มองสตรีผู้นั้น
หนหนึ่ง
สตรีที่อยู่เฝั้าเรือนไม่รู้สถานะของเจียงเสวี่ย
หนิง แต่เห็นว่าอีกฝั่ายไม่เหมือนมาหาเรื่องทั้งยัง
กลัวทำให้ใต้เท้าเสียงาน ดังนั้นแม้จะลังเล แต่
สุดท้ายก็ยังผงกศีรษะ “ให้รายงานไปตามนี้”
คราวนี้หนานโจวจึงจากไป
ตัวเรือนมีขนาดไม่ใหญ่โต รวมแล้วมีแค่สี่ห้า
ห้องเท่านั้น และมีห้องรับแขกอยู่ที่ห้องโถงกลาง
สตรีผู้นั้นเรียกตนเองว่า ‘เยาเหนียง’ เป็น
ทาสหญิงที่โจวอิ๋นจือซื้อตัวมา
นางเชิญให้เจียงเสวี่ยหนิงนั่งประจำที่ ก่อน
จะชงชายกมาให้ อาจเพราะเพิ่งเคยเห็นบุคคลที่
งดงามเฉิดฉันเช่นนี้เป็นครั้งแรก นางจึงวางตัวไม่
ถูกและดูแคลนตนเองอยู่บ้าง เพียงกล่าวว่า
“เป็นชาใหม่ของปีนี้ ทว่าไม่ค่อยดีเท่าไรนัก หวัง
ว่าท่านจะไม่ถือโทษนะเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเคยได้ยินชื่อของเยาเหนียงผู้นี้
มาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว
นางเป็นหนึ่งในอนุภรรยาข้างกายโจวอิ๋นจือ
เพียงไม่กี่คนที่ได้รับความโปรดปรานมานาน
หลายปี
และมีคนบอกว่าเป็นผู้ที่เขารักมากที่สุดอีก
ด้วย
ที่แท้ก็อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ ถือว่าได้
พานพบกันยามฐานะต่ำต้อย มิน่าเล่าแม้ภายหลัง
จะมีอนุภรรยาผู้งดงามและเป็นที่โปรดปรานอีก
มากมาย แต่เขาก็ไม่เคยหมางเมินอนุภรรยารูป
โฉมธรรมดาคนนี้เลย
เจียงเสวี่ยหนิงตอบว่า “ไม่เป็นไร ข้านั่งเพียง
ชั่วประเดี๋ยวเดียว หากนายท่านของเจ้าไม่
กลับมา อีกไม่นานข้าก็จะไปแล้ว”
นางยกชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง
เป็นชาอู่หลงต้งติ่ง[1] เมื่อเข้าปากแล้วบังเกิด
รสฝาดเจือขมเล็กน้อยจริง ๆ
ช่วงที่นางอยู่ในวังหลวงหลายปีถูกเลี้ยงดูด้วย
ของรสชาติล้ำเลิศมาตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงตั้งเกณฑ์
ต่อความอยากอาหารค่อนข้างสูง ยามนี้จึงไม่ฝืน
ใจตนเอง เพียงจิบอึกหนึ่งแล้ววาง
ครั้นรอไปได้สองเค่อกว่าจนเกือบสามเค่อถึง
ได้มีเสียงฝีเท้ารีบเร่งดังมาจากปากทางเข้าตรอก
เยาเหนียงรีบรุดไปเปิดประตู
โจวอิ๋นจือสวมชุดเครื่องแบบผู้คุมกองร้อย
องครักษ์เสื้อแพรสีดำปักลายเมฆาสีเข้มเดินเข้า
มา เรือนซึ่งทั้งเล็กและแคบแห่งนี้ปราศจาก
สถานที่กำบัง เพียงเงยหน้าจากประตูเรือนก็
มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงที่กำลังอยู่ในห้องโถงแล้ว
ดวงตาเขาพลันลุกวาว
เขาเดินเข้าไปในห้อง
เยาเหนียงตามเข้ามาด้วย
แต่เขากลับหันไปบอกว่า “เจ้าออกไปเถอะ”
เยาเหนียงพลันอึ้งเล็กน้อย มองเจียงเสวี่ย
หนิงแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้ากล่าวอะไร เพียงเอ่ยว่า
“เช่นนั้นหากใต้เท้ามีเรื่องอันใดโปรดเรียกใช้บ่าว
นะเจ้าคะ”
โจวอิ๋นจือเดินเข้ามา ไม่กระทำการอ้อมค้อม
ใด ๆ เขาค้อมกายคารวะเจียงเสวี่ยหนิงหนหนึ่ง
“คราวก่อนคุณหนูรองเรียนเชิญ คนแซ่โจวมีธุระ
ด่วน จากไปโดยไม่ได้บอกกล่าว ถือว่าเสีย
มารยาทแล้ว วันนี้กลับต้องลำบากให้คุณหนูมา
ด้วยตนเอง หวังว่าคุณหนูจะให้อภัยด้วยขอรับ”
คนผู้นี้เกิดมาตัวสูง เมื่อยืนในห้องโถงจึงพาน
ให้รู้สึกว่าห้องนี้เตี้ยลง
เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจเขา เอ่ยว่า “เจ้า
กลับมาเร็วนัก”
“เผอิญที่กองบัญชาการไม่มีงาน เดิมทีก็กำลัง
เตรียมตัวจะกลับอยู่แล้วขอรับ”
อันที่จริงแล้วความจริงกลับตรงกันข้าม
กองบัญชาการมีงานยุ่งไม่จบสิ้นทั้งวี่วัน ยาม
หนานโจวมาหา เขากำลังฟังเรื่องไม่ลงรอยกัน
ระหว่าง ผู้คุมกองพันโจวกับหัวหน้าผู้ตรวจสอบ
ภายในกรมอาญาจางเจออยู่พอดี ครั้นได้ยิน
หนานโจวบอกว่าม้าของเขาแย่แล้ว ความคิดแรก
ที่ผุดในใจคือไม่ถูกต้อง
ยามเช้าตรู่เขาเพิ่งจะปั้อนหญ้าม้าก่อนไป
กองบัญชาการด้วยตนเอง ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใด
เลยสักนิด
ดังนั้นเขาจึงรู้ว่ามีเรื่องอื่นแน่
เขาแสร้งทำเป็นกังวลทันที แล้วบอกกล่าว
ผู้บังคับบัญชาที่กองบัญชาการก่อนจะรีบรุด
กลับมา
ครั้นสอบถามหนานโจวระหว่างทางจึงได้รู้ว่า
เจียงเสวี่ยหนิงมาหาเขาจริงดังคาด
——————–
1. ชาอู่หลงต้งติ่ง เป็นชาอู่หลงชนิดหนึ่งซึ่งมี
ชื่อเสียงโด่งดังมาก มีสีและรสคล้ายชาเขียว
แต่มีกลิ่นหอมสะอาดแบบกลิ่นดอกไม้
บทที่ 15 โจวอิ๋นจือ (3)
โจวอิ๋นจือก่อร่างสร้างตัวมาจากศูนย์ มีความ
ทะเยอทะยานในใจ แต่ก็มิได้แสดงสีหน้าหยิ่ง
ทะนงต่อสตรีผู้อ่อนแอเช่นเจียงเสวี่ยหนิง
มิหนำซ้ำยังแสดงกิริยาท่าทีว่าด้อยกว่าขั้นหนึ่งอีก
ด้วย “เพียงแต่หากรอไปอีกสักสองวัน ต่อให้ท่าน
ไม่มาหาคนแซ่โจว คนแซ่โจวก็ต้องไปหาท่านเอง
ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่กระนั้นก็
ยังแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “อ้อ?”
โจวอิ๋นจือกล่าวต่อ “เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้คุมกอง
พันโจวของทางฝังองครักษ์เสื้อแพรไม่ได้ขอ
หนังสือลงนามยินยอมจากกรมอาญาขณะไปจับ
โจร ด้วยเหตุนี้จึงถูกหัวหน้าผู้ตรวจสอบจางเจอ
ถวายฎีกาฟั้องร้อง ทั้งยังพูดอีกว่าต้องลงโทษตาม
กฎหมาย ถึงแม้ผู้คุมกองพันโจวจะมีสายสัมพันธ์
ในราชสำนักอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจทำให้เรื่องราว
สงบลงได้ เจ้าจางเจอผู้นั้นจะไม่รู้ได้อย่างไร แต่
อย่างน้อยตำแหน่งผู้คุมกองพันของผู้คุมกอง
พันโจวก็ยากจะรักษาเอาไว้ได้แล้ว ยามนี้
ตำแหน่งผู้คุมกองพันกำลังจะว่างลง ทว่าคน
แซ่โจวเป็นคนต่ำต้อยคำพูดย่อมไม่มีน้ำหนัก ทั้ง
ไร้ทรัพย์สินเงินทองช่วยอำนวยความสะดวก ทั้ง
ปราศจากเส้นสาย ดังนั้นจึงหน้าด้านใคร่ขอความ
ช่วยเหลือจากคุณหนูรองขอรับ”
ที่แท้เขาก็เล็งตำแหน่งนี้นี่เอง วกไปวนมา
สุดท้ายก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับจางเจอเล็กน้อยอยู่
ดี
นางไม่ค่อยรู้เรื่องราวสมัยก่อนของจางเจอ
เท่าใดนัก และไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะผ่านพ้นไปได้
อย่างไร
เจียงเสวี่ยหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
ขณะเดินทางมาที่นี่ นางมีแผนการอัน
สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าโจวอิ๋นจือจะ
ตรงไปตรงมาเช่นนี้และเอ่ยปากก่อน เมื่อเป็น
แบบนี้ก็ดี นางจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำลายอีก
หลังจากคิดเสร็จแล้วจึงเอ่ยว่า “เจ้าอยากจะ
ขอร้องให้ข้าฝากฝังเจ้ากับเยี่ยนหลินใช่หรือไม่?”
โจวอิ๋นจือนั่งอยู่ตำแหน่งรองถัดจากนาง
ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นสาดประกาย
ดำมืดแวบหนึ่ง เขาตอบกลับว่า “จวนหย่งอี้โหวมี
สถานะเทียบเท่าตระกูลเซียว ถือว่ามีสิทธิ์มีเสียง
ในราชสำนักมาก มิหนำซ้ำคุณหนูยังสนิทสนมกับ
ซื่อจื่ออีกด้วย ปีนี้ซื่อจื่อจะบรรลุนิติภาวะแล้ว
หากข้าได้รับความไว้วางใจจากซื่อจื่อ ภายภาค
หน้าจะได้ทำงานรับใช้คุณหนูได้อย่างเต็มที่อีก
ด้วยขอรับ”
นี่เขากำลังพูดอย่างโจ่งแจ้งว่าวันหน้านาง
จะต้องแต่งเข้าจวนหย่ง-อี้โหว
ชาติก่อนสาเหตุที่โจวอิ๋นจือมีโอกาสได้เอ่ยคำ
ขอเช่นนี้ เนื่องด้วยนางอยากได้คนไปสืบเรื่อง
สถานะของเสิ่นเจี้ยก่อน และนางในตอนนั้นคิด
ว่าโจวอิ๋นจือมีประโยชน์ต่อตนจริง ๆ ถึงได้ให้
ความช่วยเหลือ
ทว่าชาตินี้นางรู้สถานะของเสิ่นเจี้ยแล้ว จึงไม่
มีเรื่องให้ร้องขอเป็นธรรมดา
เพียงแต่…
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาพลางคลี่ยิ้มอย่างแช่ม
ช้า “ท่านพ่อเป็นถึงรองเสนาบดีกรมคลัง ถึงแม้
จะไม่ได้ปกครองกรมคลัง แต่ก็ยังอยู่ในหกกรม
หากเจ้าอยากได้แค่ตำแหน่งผู้คุมกองพันที่กำลัง
ขาด เพียงไปขอร้องท่านพ่อก็ได้แล้ว แต่เจ้ากลับ
ต้องการเข้าหาเยี่ยนซื่อจื่อผ่านทางข้าแทน ข้าจึง
สงสัยว่ามันเพราะอะไรกันแน่?”
ครั้นโจวอิ๋นจือได้ฟังคำพูดของนางก็บังเกิด
ความรู้สึกไม่สามารถอธิบายได้ภายในใจทันที
เหตุใดคุณหนูรองถึงกระจ่างแจ้งเรื่องภายใน
ราชสำนักมากขนาดนี้?
ปกติแล้วนางเป็นคนดื้อด้านเอาแต่ใจ แต่ละ
วันเอาแต่ติดตามเยี่ยนซื่อจื่อออกไปเที่ยวเล่นและ
ก่อเรื่องเท่านั้นนี่นา
เขาทอดสายตามองเจียงเสวี่ยหนิง ไม่ตอบคำ
ไปชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงพูดขึ้นมาว่า “จะให้ข้าแนะนำ
เจ้ากับเยี่ยนหลินนั้นใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ข้าเองมี
คำถามที่อยากจะถามเจ้าอยู่ข้อหนึ่งก่อน และนี่
คือวัตถุประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้”
โจวอิ๋นจือควบคุมความรู้สึกโดยไม่แสดงออก
“เชิญคุณหนูถามมาได้”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงกล่าว “ผู้คุมกองพันโจวยัง
ไม่ได้ถูกคาดโทษลงมาเลย แต่เจ้ากลับรีบร้อนให้
ข้าแนะนำตัวเจ้ากับเยี่ยนหลิน นอกจากอยาก
เป็นผู้คุมกองพันแล้ว เกรงว่าน่าจะมีคดีเก่าของ
ผิงหนานอ๋องที่ทางฝังองครักษ์เสื้อแพรกำลังสืบ
อยู่เป็นแน่ คงอยากให้เจ้าแทรกซึมเข้าจวนหย่งอี้
โหวเพื่อสืบให้กระจ่างใช่หรือไม่?”
เอี๊ยด!
เสียงแหลมแสบแก้วหูพลันดังขึ้น เป็นโจวอิ๋
นจือที่ขนลุกชันไปทั้งร่างผุดลุกพรวดจนลากเก้าอี้
ที่นั่งอยู่ไปด้วย ขาเก้าอี้ครูดพื้นจนเกิดเสียงดังสั้น
ๆ
เขารูม่านตาหด จ้องเจียงเสวี่ยหนิงเขม็ง
สายตาเปียมความรู้สึกเหลือเชื่อ
พึงรู้ว่าเขาเพิ่งจะรู้เรื่องนี้เมื่อสองวันก่อน
วันนี้ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเพิ่งจะเรียกตัว
เขาเข้าไปสั่งการ ภาระงานนี้เป็นความลับที่ยิ่ง
กว่าลับ เขาไม่เคยบอกผู้ใดเสียด้วยซ้ำ
ทว่ายามนี้เจียงเสวี่ยหนิงกลับพูดเปิดโปงใน
ประโยคเดียว!
นางรู้มาจากที่ใดกัน!?
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นโจวอิ๋นจือมีปฏิกิริยา
รุนแรงถึงเพียงนี้ ไหนเลยจะไม่รู้ว่าตนทายถูกเข้า
แล้ว
ทว่าความรู้สึกซึ่งกำลังเอ่อท้นกลับเป็นความ
เศร้าโศก
มิน่าเล่าชาติก่อนโจวอิ๋นจือถึงมีจุดจบน่า
อนาถ เรื่องที่จวนหย่งอี้โหวถูกลากไปเกี่ยวพันกับ
คดีการก่อกบฏของผิงหนานอ๋องจนถูกยึดทรัพย์
และเนรเทศนั้นเกี่ยวข้องกับเขาจริง ๆ ต่อมาเซี่ย
เวยถึงได้ต้องการให้เขาถูกเกาทัณฑ์หมื่นดอกยิง
ทะลุร่างจนตาย มิหนำซ้ำยังตัดศีรษะแขวนไว้ที่
ประตูวังอีก…
และนางกลับเป็นคนแนะนำอสรพิษตัวนี้ให้
เยี่ยนหลินในสมัยนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงหรี่ตาเล็กน้อย “โจวอิ๋นจือ
หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ ข้าขอสอนเจ้าอย่างหนึ่ง
คดีนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี
มากมายเหลือเกิน หากทำสำเร็จอาจเลื่อนขั้นสู่
ระดับสูงได้อย่างไม่เปลืองแรงและมีชื่อเสียงโด่ง
ดังทันที ทว่าหากผ่านไปอีกสักหน่อย ข้าเกรงว่า
ตัวกับหัวเจ้าจะแยกออกจากกัน ตายโดยไร้ที่
กลบฝัง!”
*****
หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงแบไพ่ในมือให้โจวอิ๋
นจือดูก็สนทนากับเขาอีกครึ่งเค่อถึงค่อยจากไป
สายมากแล้ว นางกลัวว่าเยี่ยนหลินจะรอที่
เหลาเฉิงเซียวนาน
ครั้นนางจากไป โจวอิ๋นจือยังคงนั่งอยู่ในห้อง
โถงด้วยใบหน้าหนักอึ้ง ไม่ขยับเขยื้อนกายอยู่
นาน
จวบจนเยาเหนียงเดินเข้ามาก็ถูกสีหน้าของ
เขาทำเอาตกใจ “ใต้เท้า ท่าน…ท่านเป็นอะไร
หรือเจ้าคะ?”
โจวอิ๋นจือไม่ตอบ
เขากลอกตามองลานเรือนขนาดเล็กแห่งนี้
มีคอกม้าตรงหัวมุมของลานเรือน ม้าขนสีแดง
เพลิงชั้นดีตัวหนึ่งกำลังก้มหน้ากินหญ้าอยู่ตรงนั้น
นี่คือม้าที่โจวอิ๋นจือเพิ่งจะซื้อให้ตนเองขณะ
ได้รับตำแหน่งผู้คุมกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรเมื่อ
สองปีก่อน ทุกวันต้องปั้อนอาหารด้วยตัวเองหนึ่ง
หน จากนั้นจึงพามันไปวิ่งเล่นตรงชานเมือง
เขามองอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกไปหา ลูบไล้แผงคอ
เรียบลื่นและงดงามของมัน
ม้าจดจำผู้เป็นนายได้ คลอเคลียฝั่ามือเขา
ด้วยความสนิทสนม
ทว่าเยาเหนียงซึ่งยืนอยู่ใต้ชายคากลับ
มองเห็นอย่างชัดเจนว่าโจวอิ๋นจือใช้มืออีกข้างชัก
ดาบจากเอว นางส่งเสียงร้องด้วยความตกใจทันที
ฉึก
เสียงทึบ ๆ จากปลายดาบคมกริบแทงลำคอ
ม้าดังขึ้นทีหนึ่ง
ม้าตัวนั้นพลันยกขาหน้าถีบคอกด้วยความ
เจ็บปวด แต่กระนั้นกลับถูกโจวอิ๋นจือกดหัวเอาไว้
อย่างหนักหน่วง ผ่านไปครู่ใหญ่โลหิตสด ๆ ก็ไหล
ทะลักจนหมดสิ้น สาดกระเซ็นเต็มร่างเขา
ดาบนี้ลงมืออย่างโหดเหี้ยมและแม่นยำยิ่ง ม้า
ดิ้นได้ไม่นานนักก็ล้มลง
โจวอิ๋นจือกึ่งคุกเข่าท่ามกลางกองเลือดอันน่า
ตื่นตระหนกด้วยท่าทางหมดแรงเล็กน้อย มือข้าง
หนึ่งกุมดาบเปือนเลือด ส่วนมืออีกข้างวางบน
ศีรษะม้าพร้อมลูบไล้เบา ๆ เขาจ้องมองมันที่
กำลังหายใจเฮือกสุดท้าย แล้วเอ่ยอย่างเชื่องช้า
ว่า “จงจำเอาไว้ วันนี้ไม่มีผู้ใดมาหาทั้งสิ้น แต่เป็น
ม้าของข้าเองที่ล้มปั่วย”