คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 141 ตกใจตื่นจากฝันร้ายเป็นบางครา
(1)
กว่าคณะเดินทางจะกลับถึงเมืองหลวงด้วย
ความปลอดภัยก็ล่วงเข้ายามราตรี
จวนตระกูลเจียงส่งคนมารอที่ประตูเมืองอยู่
ก่อนแล้ว
เจียงปั๋อโหยวถึงกับมารับด้วยตนเอง
ในเมื่อบุตรีเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ครั้งนี้
อย่างพิสดารแล้วปลอดภัยกลับมา เมื่อพบเซี่ยเว
ยจึงกล่าวแสดงความซาบซึ้งบุญคุณตามที่เคยเอ่ย
ถึงในจดหมายซ้ำอีกอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะสั่งให้
บ่าวภายในจวนรีบไปรับตัวเจียงเสวี่ยหนิง
เมืองหลวงผ่านพ้นการฉลองเทศกาลคืนส่ง
ท้ายปีเก่าไปแล้ว วันที่หนึ่งเดือนหนึ่งถือเป็นวัน
มงคล ตกกลางคืนจัดงานเทศกาลโคมไฟอันแสน
ครึกครื้น
ถนนสายยาวพลุกพล่านจอแจ ตึกรามบ้าน
ช่องเรียงรายแน่นขนัด
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ทว่ายามเจียงเสวี่ย
หนิงทอดสายตามองจากในรถม้ากลับรู้สึกแปลก
ตาอยู่บ้าง ราวกับเป็นภาพลวงตาที่ไม่อาจจับต้อง
ได้ยิ่งกว่าปั่าเขาลำเนาไพรที่พบเห็นภายนอกเสีย
อีก
การผจญภัยสั้น ๆ ซึ่งเหมือนห้วงแห่งความ
ฝันสิ้นสุดแล้ว
กำแพงประตูสูงตระหง่านของจวนตระกูล
เจียงตั้งอยู่ท่ามกลางคฤหาสน์ของตระกูลผู้มั่งมี
แต่ถึงกระนั้นกลับไม่เด่นสะดุดตาสักเท่าใด แสดง
ให้เห็นถึงการปฏิบัติตามหลักคำสอนอันเข้มงวดที่
สืบทอดกันมาอย่างช้านาน นอกจากนี้ยังมีโคมไฟ
ฉลองเทศกาลแขวนตรงประตู หากมิใช่ผู้อยู่ใน
เหตุการณ์ละก็ เพียงมองจากภายนอกจะไม่อาจรู้
เลยว่าครอบครัวนี้ประสบเหตุบุตรีสูญหายในช่วง
หลายวันที่ผ่านมา
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะเดินเลี้ยวเข้าเรือนส่วน
หลังก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ของเมิ่งซื่อ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยคอยปลอบใจอยู่ด้านข้าง
“นางเคยเห็นข้าเป็นมารดาบังเกิดเกล้าบ้าง
หรือเปล่า ตั้งแต่รับตัวกลับมาเมืองหลวงใช่ว่าข้า
ไม่เคยคิดฟืนฟูความสัมพันธ์กับนางเสียหน่อย มิ
เช่นนั้นข้าจะบังคับให้นางเรียนพิณและร่ำเรียน
เขียนอ่านไปเพื่ออะไร ทว่าตัวนางเองเล่า เอาแต่
ตั้งตนเป็นศัตรูกับผู้อื่นไปทั่ว หากไม่ใช่คอยหา
เรื่องบ่าวไพร่ภายในจวนก็ต้องคอยหาเรื่องเจ้าอยู่
ร่ำไป ทั้งหน้ามือและหลังมือต่างเป็นเลือดเนื้อ
หากเจ้าดีเหมือนกันทั้งคู่ ไยข้าจะไม่อยากถือน้ำ
ชามนี้ด้วยความเที่ยงตรง”
เสียงคร่ำครวญคล้ายแฝงความกลัดกลุ้ม
ระทมทุกข์
“แต่นางกลับถูกนางจิ้งจอกหว่านเหนียงจงใจ
สั่งสอนให้มายั่วโมโหข้า ก่อความรำคาญให้ข้า
มาแก้แค้นข้า! นางจึงคิดแต่เรื่องนอกลู่นอกทาง
อยู่เสมอ ปราศจากบุคลิกเยี่ยงธิดาตระกูลใหญ่
สักกระผีก แล้วยังจะมาบอกอีกว่าข้าไม่ยอมพา
ไปคบค้าสมาคมกับกุลธิดาตระกูลใหญ่ภายใน
เมืองหลวง แต่นางไม่รู้จักดูตัวเสียบ้างเลย เด็ก
สาวบ้านปั่าไม่รู้จักประพฤติตนให้ดี ๆ เช่นนี้ หาก
พาออกไปจะไม่ทำลายชื่อเสียงของจวนเราเอา
หรือ ต่อให้หนังหน้าข้าหนาอีกสักเพียงใด ก็ไม่
อาจทนคำติฉินนินทาของผู้อื่นได้หรอกนะ!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยคล้ายได้ฟังคำพูดเช่นนี้มามาก
แล้ว นางถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวกับมารดา
ว่า “ท่านแม่ น้องหญิงเขาถูกหว่านเหนียงเลี้ยงดู
มาตั้งแต่เด็กจนอายุสิบสี่ปีถึงค่อยรับตัวกลับจวน
แม้ท่านทนดูไม่ได้ ทว่าหากจะเปลี่ยนแปลงความ
เคยชินบางอย่างก็ต้องใช้เวลานะเจ้าคะ นี่เพิ่ง
ผ่านไปแค่สี่ปีเอง มิหนำซ้ำหลังจากน้องเข้าวัง ข้า
เห็นว่านางดีขึ้นพอสมควรเลย ครั้งนี้นางตกระกำ
ลำบากอยู่ภายนอกไม่ใช่น้อย ท้ายที่สุดแล้วนางก็
เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจากครรภ์ของท่าน เลือดย่อม
ข้นกว่าน้ำ หากท่านโหดร้ายกับนางต่อไปจะไม่ยิ่ง
ผลักไสให้น้องหวนคืนสู่เส้นทางเดิมหรือเจ้าคะ”
เมิ่งซื่อ “นางเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าที่
ไหนกัน”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นจึง
ระบายลมหายใจ “อย่างไรเสียก็อยู่ในช่วง
เทศกาลปีใหม่ อีกทั้งเหตุการณ์ไม่ได้ลุกลามบาน
ปลาย น้องกลับมาคราวนี้คงสงบเสงี่ยมลงไม่น้อย
เหตุใดท่านต้องตำหนินางด้วยเล่า หากทำให้น้อง
หงุดหงิดรำคาญใจเข้าแล้วจะทำเช่นไร นางมิได้มี
นิสัยว่าง่ายแบบคนทั่ว ๆ ไปนะเจ้าคะ”
เมิ่งซื่อได้ยินก็เงียบงันครู่ใหญ่
เจียงเสวี่ยหนิงยืนฟังอยู่ข้างกำแพงนอกลาน
เรือน คิดว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็เก่งกาจนัก ถึงขั้นโน้ม
น้าวเมิ่งซื่อสำเร็จ
นางย่างเท้า ใคร่เดินเข้าไปคารวะ
ผู้ใดจะคาดคิดว่ายามนี้เสียงหัวเราะซึ่งไม่รู้ว่า
เศร้าโศกหรือยินดีกันแน่พลันดังขึ้นมา “บางครั้ง
ข้าก็คิดนะ ยอมไม่รับรู้ตลอดไปว่านางต่างหาก
เป็นบุตรีในไส้ยังจะดีเสียกว่า…”
ณ ระเบียงทางเดินที่ทอดยาวเบื้องนอก
ระแนงดอกจื่อเถิงซึ่งบานในฤดูคิมหันต์เหลือไว้
เพียงเถาวัลย์แห้งเหี่ยวโรยราบนโครงระแนง
เกล็ดหิมะกองสุมด้านบน
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมอง รู้สึกว่าทุกสรรพ
สำเนียงที่ดังอยู่ข้างหูล้วนไกลห่าง คล้ายเจียง
เสวี่ยฮุ่ยพูดอะไรบางอย่างขึ้นมาอีก แต่นางไม่
อาจได้ยินชัดอีกต่อไป
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วเข้ามา
เจียงเสวี่ยฮุ่ยประเมินว่าบิดาไปรับตัวเจียง
เสวี่ยหนิงแล้ว อีกไม่นานคงกลับถึงจวน เมื่อนึก
ถึงนิสัยของนางก็คิดว่าอีกฝั่ายคงไม่อยากเห็นตน
ที่เรือนท่านแม่เป็นแน่ จึงหาโอกาสกล่าวลาและ
ออกจากเรือนของเมิ่งซื่อ
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเดินออกมาจากลานเรือนก็พบ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างกำแพง
ชั่วพริบตาที่เผชิญหน้า เจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้สึกว่า
ใบหน้าหมดจดงดงามซึ่งถูกเงามืดปกคลุม
ครึ่งหนึ่งดูซีดเซียวอย่างบอกไม่ถูก ประหนึ่งบุป
ผาต้องน้ำค้างใต้จันทร์กระจ่าง
แต่แล้วสถานการณ์แท้จริงที่เกิดขึ้นคือเจียง
เสวี่ยหนิงส่งยิ้มให้
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็หมุน
กายตั้งท่าจะจากไป
ไม่รู้เพราะเหตุใดตนถึงกระวนกระวายจนต้อง
ส่งเสียงเรียกอย่างอึกอัก “น้องหญิง”
เจียงเสวี่ยหนิงรั้งฝีเท้า เคลื่อนสายตากลับมา
มอง “มีธุระหรือ”
“เปล่า ไม่มีอะไร…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งยามปกตินับว่าเก่งกล้า
สามารถและเข้ากับทุกคนได้ง่าย ขณะนี้กลับรู้สึก
อับจนคำพูด ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดดี ผ่านไปเนิ่น
นานถึงกล่าวอย่างแช่มช้า “องค์หญิงทรงคิดถึง
เจ้ามากเลย ถามข้าอยู่หลายครั้งหลายหน ช่วง
เทศกาลปีใหม่พระองค์ประทานสิ่งของมาให้
ค่อนข้างมาก ข้าสั่งให้คนนำไปไว้ที่ห้องของเจ้า
แล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาพลางนึกถึงเสิ่นจื่ออี
นางหัวเราะโดยปราศจากเสียง ตอบกลับเรียบ ๆ
ว่า “ทราบแล้ว”
*****
กลางราตรีอันเงียบสงัด ทั้งเมืองหลวงค่อย ๆ
ล่วงสู่ห้วงนิทรารมณ์
อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยต้องตกใจ
ตื่นจากฝันร้ายเพราะการ กลับมาของเซี่ยเวย
ข่าวแพร่มาถึงวังหลวงอย่างรวดเร็ว
เซียวไทเฮาสูงวัยขึ้นเรื่อย ๆ ประสาทสัมผัส
จึงเริ่มเชื่องช้า นางกำลังสนทนากับเซียวซูซึ่ง
นั่งคุกเข่าคัดพระคัมภีร์อยู่ด้านข้างเรื่องการ
เดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีของ
องค์หญิงใหญ่ “จื่ออีจะไปรู้จักแยกแยะหนักเบา
ได้อย่างไร ดูจากท่าทีเห็นชัดว่าต้องการหมางใจ
กับข้า ต่อให้ไม่ปริปากพูดอะไร ทว่าแม้แต่กับ
พี่ชายที่สนิทสนมด้วยก็ยังไม่แยแส เพียงแต่เรื่อง
ชาติบ้านเมืองใหญ่หลวงนัก แล้วจะให้เด็กสาว
เช่นนางมาทำตัวแง่งอนได้หรือ”
ตระกูลเยี่ยนล้ม กองทัพระส่ำระสาย
ชนเผ่าอนารยชนซยงหนู[1]ที่กินดื่มเลือดเนื้อ
สด ๆ ย่อมจ้องจะฉวยโอกาสเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ทั่วแคว้นต้าเฉียนอันกว้างใหญ่
ไพศาลแห่งนี้ นอกจากตระกูลเยี่ยนแล้วจะถึงกับ
ตามหาผู้มีความสามารถด้านการรบทัพจับศึก
แทนเยี่ยนมู่ไม่ได้เชียวหรือ แค่ต้องใช้เวลาสัก
ระยะก็เท่านั้น
การรับปากอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
กับพวกมันไปก่อนเป็นแผนรับมือชั่วคราว
ครั้นเติมตำแหน่งที่ว่างอยู่ของตระกูลเยี่ย
นด้วยเหล่าแม่ทัพนายกองคนใหม่เรียบร้อย ย่อม
ขับไล่พวกซยงหนูออกไปอยู่นอกด่านเยี่ยนเหมิน
[2]ได้อีกครา ให้อนารยชนพวกนี้ยอมก้มหัว
สวามิภักดิ์ต่อต้าเฉียนอีกคำรบหนึ่ง
——————–
1. ซยงหนู เป็นชนเผ่าโบราณ ส่วนใหญ่เร่ร่อน
อยู่ทางตอนเหนือของจีนแถบมองโกเลีย
กานซู และซินเจียง ดำรงชีวิตด้วยการทำ
ปศุสัตว์และล่าสัตว์ ทั้งยังเชี่ยวชาญการรบ
คนต่างเผ่าแถบมองโกลจะถูกเรียกรวม ๆ
ว่าชาวต๋าต๋า ส่วนซยงหนูใช้เรียกชนเผ่า
หนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง
2. ด่านเยี่ยนเหมิน เป็นด่านทางตอนเหนือ
ของอำเภอไต้ เมืองซินโจว มณฑลซานซี
ห่างจากตัวเมืองราวยี่สิบกิโลเมตร เป็น
ปั้อมปราการด่านสำคัญของกำแพงเมืองจีน
ที่ปั้องกันข้าศึกจากทุ่งหญ้าทางเหนือ
บทที่ 141 ตกใจตื่นจากฝันร้ายเป็นบางครา
(2)
เซียวซูถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ย่อมรับรู้เรื่อง
ของชาติบ้านเมืองอยู่เป็นนิจ รู้จักแยกแยะหนัก
เบาเช่นกัน
เพียงแต่พอได้ยินเซียวไทเฮากล่าวเช่นนี้ก็อด
เศร้าใจไม่ได้
นางหยุดพู่กันที่กำลังคัดพระคัมภีร์ หลังจาก
ลังเลครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “แต่องค์หญิงเป็น
เลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน เดินทางคราวนี้ต้องมุ่ง
ไปยังทะเลทรายเวิ้งว้างห่างไกลของอนารยชนปั่า
เถื่อน ไม่ทราบเลยว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่”
เซียวไทเฮากลับหัวเราะ ปรากฏรอยย่นหลาย
เส้นบริเวณหางตา เผยสีหน้าเมตตาการุณย์อันหา
ได้ยาก
ทว่ายิ่งดูเมตตาการุณย์ ความเย็นชาที่ปรากฏ
ภายในดวงตาก็ยิ่งเด่นชัด
นางเอนพิงร่างอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย กล่าวด้วย
ท่าทีนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน “มีคำกล่าวว่า
‘ราชวงศ์ปราศจากบิดาและบุตร’ ซูเอ๋อร์เอ๋ย
ภายหน้าเจ้าก็ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกของราชวงศ์
ฉะนั้นก็ควรจดจำเรื่องนี้ให้แจ่มแจ้งเช่นกัน”
เซียวซูตกตะลึงก่อนเป็นอันดับแรก ถัดมาก็
ฟังความนัยของเซียวไทเฮาออก บังเกิดความ
ประหม่าตื่นเต้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
เพียงแต่เมื่อใช้ความคิดกลับรู้สึกเหมือนมีเงา
ดำมืดเข้ามาปกคลุมอยู่หลายส่วน
นางเอ่ยว่า “จากท่าทีของหลินจืออ๋อง คล้าย
จะแสดงความสนพระทัยต่อเจียงเสวี่ยฮุ่ยมาก
กว่า”
เซียวไทเฮาโบกมือพูดด้วยความมั่นใจยิ่งนัก
“วางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน”
เมื่อมีคำรับรองจากไทเฮา หากว่ากันตาม
เหตุผลแล้วเรื่องนี้ย่อมสำเร็จลุล่วงปราศจาก
ข้อผิดพลาด
แต่เซียวซูมิใช่ผู้ที่จะยินดีล่วงหน้า หาก
เรื่องราวยังไม่กำหนดแน่ชัด สิ่งใดก็เกิดขึ้นได้
นางจึงยังไม่เผยสีหน้ายินดีมากนัก เพียงกล่าว
ขอบคุณท่านอาหญิงด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
เหล่าชาววังซึ่งถวายการปรนนิบัติเห็นว่าดึก
มากแล้ว จึงคิดจะประคองไทเฮาเข้าบรรทม
ทว่าขณะนี้เองจู่ ๆ ก็บังเกิดเสียงฝีเท้าเร่งรีบ
ดังแว่วเข้ามา
เป็นหัวหน้าขันทีซึ่งวิ่งมุ่งหน้ามายังตำหนัก
บรรทมแห่งนี้ด้วยใบหน้าลิงโลด “หลีกไป หลีก
ไป มีข่าวดี มีข่าวดีใหญ่หลวง!”
เซียวไทเฮาอดชะงักไม่ได้ นางเลิกคิ้วด้วย
ความหลากใจเล็กน้อย ทอดสายตาไปที่ประตู
พลางถามว่า “มีข่าวดีอันใด”
เซียวซูเองก็สงสัยใคร่รู้เป็นอันมาก
ขันทีผู้นั้นวิ่งจนเหงื่อเต็มหน้าผาก เขาโขก
ศีรษะกับพื้น ใบหน้ายิ้มแย้มจนบุปผาแทบจะเบ่ง
บาน “กราบทูลไทเฮา ท่านกั๋วกงกลับถึงเมือง
หลวงโดยสวัสดิภาพตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อน ได้รับ
ชัยชนะครั้งใหญ่พ่ะย่ะค่ะ! เมื่อครู่ส่งคนมาแจ้ง
ข่าวโดยเฉพาะด้วยต้องการกราบทูลข่าวดีอัน
ใหญ่หลวงนี้ให้ทรงทราบ! เห็นว่าติ้งเฟยซื่อจื่อที่
หายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อนกลับมาแล้ว! ยังมี
ชีวิตอยู่! สุขสบายดีพ่ะย่ะค่ะ!”
ติ้ง เฟย…
บังเกิดเสียงระเบิดดัง ‘ตูม’ ภายในสมองของ
เซียวไทเฮา ร่างกายส่ายโอนเอนหลายครั้งจน
แทบยืนทรงตัวไม่อยู่ ถามแบบจิตใจไม่อยู่กับเนื้อ
กับตัว “เจ้าว่าอะไรนะ”
ขันทีนึกว่านางดีใจมากเกินไป จึงพูดเสียงดัง
ฟังชัดยิ่งกว่าเดิม “กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!
เลือดเนื้อเชื้อไขสายตรงของท่านกั๋วกง ผู้มี
พระคุณซึ่งถวายความช่วยเหลือฝั่าบาทในกาล
ก่อน ติ้งเฟยซื่อจื่อพ่ะย่ะค่ะ กลับมาด้วยสุขภาพ
ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์! อ๊ะ ได้ยินว่าไม่เพียง
ประพิมพ์ประพายคล้ายท่านกั๋วกงยามหนุ่ม แต่
ยังเหมือนเยี่ยนฮูหยินสมัยนั้นมากเลยด้วยพ่ะย่ะ
ค่ะ! มีสง่าราศีมากความสามารถ หล่อเหลายิ่ง
นัก!”
เซียวไทเฮาหนังตากระตุกอย่างรุนแรง เริ่ม
หน้ามืด
นางรู้สึกเท้าเบาโหวง เซถอยหลังหลายก้าว
ยกมือใคร่จะเอ่ยอะไร แต่กลับล้มหงายหลัง
เสียงดัง ‘ตึง’ ด้วยใบหน้าซีดเผือด!
ทุกคนในตำหนักตะลึงงัน นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงตะโกนกรีดร้องลั่น “ไทเฮา ไทเฮา!”
เซียวซูว้าวุ่นใจจนหวิดจะยืนเฉยมองเซียว
ไทเฮาข้างกายล้มหงายหลัง ทว่าก็ยังไม่ลืมยื่นมือ
ช่วยประคอง นางมองทุกคนเข้าไปกลุ้มรุมอยู่
ด้านข้างด้วยสีหน้างุนงงระคนเหลือเชื่อหน่อย ๆ
ยังมีชีวิตอยู่…
ไฉนเด็กที่มีสายเลือดของตระกูลเซียวกับเยี่ย
นคนนั้นถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ
หากเป็นความจริง หากเป็นความจริง…
เซียวซูใจสั่นระทึก เงยศีรษะมองท้องฟั้าเบื้อง
นอกจากภายในตำหนักฉือหนิงซึ่งมีแต่เสียงอื้ออึง
ตื่นตระหนก ทว่าเห็นแต่ความมืดมิด ปราศจาก
ดาราสักดวง สายลมราตรีของฤดูเหมันต์โชยเข้า
มาจนอดหนาวสะท้านไม่ได้!
*****
จวนของเซี่ยเวยอยู่ติดจวนหย่งอี้โหวในอดีต
ซึ่งขณะนี้ทางการปิดผนึกไปแล้ว
ภายในห้องทำพิณ แสงตะเกียงสว่างโรจน์
หลี่ว์เสี่ยนสวมชุดคลุมยาวเยี่ยงบัณฑิตผู้ทรง
ภูมิ เดินเอามือไพล่หลังย่ำเท้ากลับไปกลับมา
เดินจากซ้ายไปขวาและจากขวาไปซ้าย บางครั้งก็
ทอดสายตามองออกไปข้างนอก เห็นชัดว่ารออยู่
นานแล้ว
จนเกือบเที่ยงคืนถึงมีเสียงแว่วมาจาก
ภายนอก
ในที่สุดเซี่ยเวยก็กลับมา
เมื่อหลี่ว์เสี่ยนเห็นว่ามีเงาคนตรงมาจาก
ระเบียงทางเดิน เขาก็ขยับเท้าออกไปก้าวหนึ่ง
พร้อมถามด้วยความร้อนใจอย่างติดจะอดรนทน
ไม่ไหว เป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อยนัก “เรื่องเป็น
เช่นไรบ้าง”
เซี่ยเวยมองเขาแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ก็พอตัว”
นับตั้งแต่รู้ว่าจางเจอเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
และเซี่ยเวยปราศจากความคิดจะกำจัดเจ้าหิน
ขวางทางก้อนนี้ทันที หลี่ว์เสี่ยนก็ร้อนรนกระวน
กระวาย ทว่ามิได้มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรอก
แต่เกิดจากเซี่ยเวยที่นับวันก็ยิ่งแสดงความ
ผิดปกติให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก
เมื่อได้ยิน ‘ก็พอตัว’ สามคำนี้ เขาก็แทบ
ระเบิด
หลี่ว์เสี่ยนถามอย่างตรงไปตรงมา “สังหาร
จางเจอแล้วหรือ”
เซี่ยเวยตอบ “เปล่า”
หลี่ว์เสี่ยนหนังตากระตุก “เพราะเหตุใด”
ครั้นเซี่ยเวยเข้ามาแล้วก็ดึงช่องลับบนชั้นวาง
หนังสือริมผนัง นำถุงตราประทับออกมาจากแขน
เสื้อและวางลงไปพร้อมตราประทับขนาดเล็กชิ้น
นั้น ตอบเสียงราบเรียบ “ต่อหน้าธารกำนัล เกรง
ว่าจะถูกผู้อื่นใช้เป็นจุดอ่อน”
“ผายลมสุนัขทั้งเพ!”
หลี่ว์เสี่ยนได้ยินก็อดบริภาษไม่ได้
“หากเจ้าตัดสินใจแล้วว่าจะกำจัดคนผู้นี้ ย่อม
มีวิธีนับพันนับหมื่นประการไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้! ยิ่ง
ไปกว่านั้นคนที่เดินทางไปกับเจ้าคราวนี้ยังมีตัวโง่
งมเช่นเซียวหย่วนอีก หากจะใช้เป็นแพะรับบาป
ก็เหมาะสมที่สุดแท้ ๆ ! แล้วเจ้าพลาดโอกาสอันดี
เช่นนี้ได้อย่างไร นี่เจ้ายังใช่เซี่ยจวีอันอยู่อีกหรือ
…”
กล่าวถึงตรงนี้เขาก็หยุดชะงัก
หลี่ว์เสี่ยนมองช่องลับที่เซี่ยเวยปิดกลับไปอีก
ครา พลันรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาหลายส่วน “นั่น
คือของสำคัญอันใด”
เซี่ยเวย “ก็แค่ของกระจุกกระจิกที่ลูกศิษย์
นำมาให้อาจารย์เพื่อแสดงความกตัญู”
หลี่ว์เสี่ยนจ้องมองเขา “เจียงเสวี่ยหนิงรึ”
เซี่ยเวยส่งเสียง “อืม”
หลี่ว์เสี่ยนไม่เปล่งวาจาทั้งยังมองเซี่ยเวยอยู่
นาน เขาสัมผัสถึงอันตรายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ได้ราง ๆ ดังนั้นจึงเอ่ยปากแฝงความนัย “เจ้ารู้
จริงหรือว่าเจ้ากำลังทำอะ…”
“รู้”
เซี่ยเวยตัดบทเขาอย่างน้อยครั้งจะทำ กลับไป
จ้องหลี่ว์เสี่ยนโดยมิได้เลี่ยงหลบสายตาอันหนัก
อึ้งระคนเคร่งขรึมจริงจังของอีกฝั่าย กระทั่งว่ายัง
กล่าวทวนคำพูดของตนอีกรอบด้วยท่าทีสงบ
เยือกเย็นเป็นล้นพ้น เพื่อให้หลี่ว์เสี่ยนรับทราบว่า
ตนเข้าใจความหมายดี…
“หลี่ว์จ้าวอิ่น ข้ารู้”