คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 142 ความลับที่ซ่อนอยู่ (1)
สิ่งของพระราชทานจากวังหลวงวางเรียงราย
เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในห้องของนางจริงดัง
คาด
มีทั้งเงินทอง ผ้าไหมแพรพรรณ รวมทั้งหยก
และอัญมณีมีค่าต่าง ๆ
ล้วนมาจากองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี
เจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับเข้าห้อง สาวใช้
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้พบคุณหนูของตน
เป็นเวลานาน เมื่อเห็นว่ากลับมาแล้วซูบเซียวลง
เป็นกองราวกับโครงกระดูกเดินได้ก็สีหน้าไม่สู้ดี
พร่ำบ่นด้วยความปวดใจ
ซ้ายถามประโยคหนึ่ง ขวาบ่นประโยคหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ตอบอะไรสักนิด หลังจากให้
พวกนางปรนนิบัติอาบน้ำก็สั่งให้ออกไปโดยไม่
ถามไถ่สถานการณ์เมืองหลวงช่วงนี้แม้แต่คำเดียว
นั่งเหม่อลอยในห้องตามลำพัง
เทียนสว่างไสวเล่มหนึ่งตั้งบนโต๊ะ
เจียงเสวี่ยหนิงดูเปลวเทียนเต้นระริกอยู่นาน
น้ำตาเทียนหยดหนึ่งไหลรินตามขอบเทียน
เนื่องจากไม่อาจรองรับต่อไปไหว นางกะพริบตา
เงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง
นางลุกขึ้นเดินไปหน้ากล่องเครื่องประดับ
ดวงหน้าปราศจากการแต่งแต้มเติมชาดใต้แสง
เทียนส่องสะท้อนอยู่ภายในคันฉ่องดอกกระจับ
บังเกิดเสียงดัง ‘ครืด’ เบา ๆ
นางลากกล่องเครื่องประดับซึ่งปิดสนิทมาช้า
นาน ก่อนจะดึงชั้นล่างสุด ภายในมีกำไลข้อมือ
ทำจากหยกเหอเถียนสีเขียวชั้นเลิศห่อหุ้มด้วย
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวพิสุทธิ์
“หนิงหนิง อี๋เหนียงขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่ง หาก
เจ้ากลับจวนไปแล้ว เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ ช่วย
มอบสิ่งนี้ให้นางแทนข้าทีเถอะ…”
ใบหน้าอันเศร้าสร้อยทุกข์ระทมก่อนหว่าน
เหนียงสิ้นลมหวนปรากฏตรงหน้า
อีกฝั่ายออกแรงกำมือเจียงเสวี่ยหนิง ดวงตา
ซึ่งเคยผ่านโลกมาคู่นั้นเบิกโพลงราวกับกลัวนาง
ไม่รับปาก ทั้งยังคล้ายจะเปียมความรู้สึกผิดและ
เจ็บปวดรวดร้าว
แต่มีไว้ให้ผู้ใดเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงนึกย้อนความทรงจำ ทว่า
ท้ายที่สุดก็ไม่อาจแน่ใจ
นางปรารถนาเหลือเกินว่าตรงนั้นจะมีที่ให้
นางสักนิดก็ยังดี
ทว่าจวบจนหว่านเหนียงสิ้นลมหายใจและมี
บรรดาสาวใช้ที่เดินทางมาจากเมืองหลวง
พยายามแกะมือซึ่งยังคงกำมือนางแน่นไม่ยอม
ปล่อย นางก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ
“ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้ข้าเลยนะ…”
นางหยิบกำไลวงนั้นออกมาจากกล่อง
เครื่องประดับ นั่งหันหลังให้เปลวเทียนซึ่งกำลัง
เปล่งแสงส่องสว่างบนโต๊ะพลางทอดสายตามอง
กำไลอยู่นาน สุดท้ายน้ำตาก็หลั่งพรูเป็นสาย ทว่า
ริมฝีปากกลับผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน
นิ้วมือค่อย ๆ ขยับกุมกำไลวงนั้นแน่น
วูบหนึ่งนางใคร่ปาของสิ่งนี้ทิ้ง
จะได้ถือเสียว่าไม่เคยมี
แต่พริบตาที่เงื้อมือก็รู้สึกว่าตนช่างน่ารังเกียจ
และต่ำช้าเสียเหลือเกิน ทั้งยังมีความโศกเศร้าอัน
น่าขันที่แสดงผ่านดวงตา…
“พรืด”
นางเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจริง ๆ
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงจึงโยนกำไลลงบนโต๊ะ
จากนั้นค่อย ๆ ล้มตัวนอนบนเตียง แต่ถึงกระนั้น
ดวงตากลับเบิกโพลง ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่อาจ
ข่มตาหลับ
*****
เมืองหลวงยามเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่
คึกคักมากที่สุด
งานเทศกาลโคมไฟจัดต่อเนื่องสามวัน ใคร
เดินทางมาเยี่ยมญาติก็เยี่ยมไป ส่วนใครเดินเล่น
ชมตลาดก็เดินเล่นไป
ถึงอากาศจะเหน็บหนาว แต่ไม่ว่าเดินไปไหน
ก็ยังมีผู้คนคลาคล่ำอย่างหาได้ยาก
โรงน้ำชาและเหลาสุราเต็มไปด้วยชายซึ่งยาม
ปกติเกียจคร้านไม่ยอมทำงาน เที่ยวถือกรงนก
เดินเล่นแข่งตีจิ้งหรีดตามท้องถนน ครั้นนั่งลงก็
เริ่มคุยโวโอ้อวด
อันที่จริงก็มีแต่เรื่องสัพเพเหระ
ทว่าวันนี้เกิดเรื่องผิดปกติประการหนึ่ง
เมื่อคืนหลี่ว์เสี่ยนประสบเหตุไม่สบอารมณ์ที่
จวนของเซี่ยเวยทำให้หลับไม่สนิทตลอดคืน เขา
ตื่นแต่เช้าตรู่ เตรียมตัวไปโรงเตี๊ยมสู่เซียงเพื่อดู
สถานการณ์ของหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินว่าพุ่งไป
ถึงขั้นใดแล้ว
ทว่ามาเช้าเกิน ข่าวสารเรื่องหุ้นยังมาไม่ถึง
เขาจึงสั่งน้ำชาถ้วยหนึ่งเดินขึ้นไปนั่งชั้นบน
ถือโอกาสแทะเมล็ดแตงโมและฟังคนด้านล่าง
สนทนากันอย่างออกรส
“เคยได้ยินหรือเปล่า”
“เคย”
“ข้าเองก็ได้ยินมา”
“ฮ่า ๆ นี่เขาเรียกว่าคนดีผีคุ้มมิใช่หรือ
สุดท้ายคนดีย่อมได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทน!”
“แหม ท่านทั้งหลายมาเล่นปริศนาคำทาย
อะไรกันแต่เช้าตรู่นี่”
“ท่านยังไม่ทราบอีกหรือ”
“คำพูดของท่านทำให้ข้างุนงงไปหมดแล้ว ข้า
ไม่ค่อยรู้เรื่องราวความเป็นไป พักนี้เกิดเรื่องใหญ่
อันใดที่เมืองหลวงเล่า เรื่องการปราบปรามนิกาย
สวรรค์น่ะหรือ”
“ถึงจะเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่”
“ที่แท้คือเรื่องอะไรกันแน่”
“ฮ่า ๆ ๆ นายท่านโจวเพิ่งมาเมืองหลวงเจ็ด
แปดปีก่อนสินะ จะไม่ทราบก็ปกติ ท่านทั้งหลาย
โปรดเมตตาอย่าหยอกเขาเล่นอีกเลย ก็ติ้งเฟย
ซื่อจื่อผู้นั้นน่ะสิ น่าเหลือเชื่อเสียจริงที่ยังรอดชีวิต
กลับมาได้ ไม่รู้หลายปีที่ผ่านมาต้องลำบาก
ตรากตรำและประสบเคราะห์กรรมอยู่ภายนอก
มากเพียงใด!”
“สงสารเด็กผู้ทรงคุณธรรมสามร้อยคนที่ปั่า
ปั้ายศิลาวัดไปั๋ถ่าเสียเหลือเกิน…”
นายท่านโจวซึ่งนั่งอยู่ชั้นล่างยิ่งฟังยิ่งงุนงง อด
ถามต้นสายปลายเหตุไม่ได้
ครานี้มีผู้สูงวัยอธิบายให้เขาฟังอย่างค่อนข้าง
โอ้อวด
ด้วยเหตุนี้เหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังการก่อ
กบฏของผิงหนานอ๋องจึงถูกเอ่ยถึง
หลี่ว์เสี่ยนฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรมากไป
กว่านั้น
ผิงหนานอ๋องบุกเข้าเมืองหลวงจนล่วงไปถึงวัง
หลวงทว่าจับตัวรัชทายาทไม่ได้ ดังนั้นจึงคิด
วิธีการอันแสนโหดร้าย จับกุมเด็กน้อยอายุรุ่นราว
คราวเดียวกันจากทั่วเมืองหลวงมาจำแนกทีละ
คน ครั้นพบว่าล้วนไม่ใช่รัชทายาทก็นำชีวิตของ
เด็กเหล่านี้มาบีบบังคับให้ฮองเฮาและรัชทายาท
ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวงปรากฏตัว
รวมทั้งสิ้นสามร้อยคนเชียวนะ บิดามารดาจะ
ทนเห็นลูกน้อยตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้อย่างไร
มีแต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมไปทั้งเมือง
“นั่นเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของยามเหมันต์ น่า
สงสารยิ่งนัก ชาวบ้านทั้งหลายคุกเข่าบนถนน
สายยาว วิงวอนให้พวกกบฏมีจิตเมตตา จะจับตัว
พวกเขาไปก็ได้แต่อย่าจับพวกเด็ก ๆ ไปเลย เฮ้อ
ตอนนั้นข้าเองก็ได้ยิน ช่างบีบเค้นหัวใจเสียจริง
เจ้าลองคิดดูสิ ขอเพียงเป็นมนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าใคร
ได้ยินแล้วจะไม่รู้สึกเวทนาสงสารบ้างเชียวหรือ
ไอ้เฒ่าผิงหนานอ๋องมันเป็นเดรัจฉานชัด ๆ !”
“องค์รัชทายาททรงเป็นเชื้อพระวงศ์ ไฉนเลย
จะให้ถูกจับเป็นตัวประกันได้”
“หากทรงตกอยู่ในเงื้อมมือกบฏ แผนการชั่ว
ช้าของพวกมันมิสำเร็จกันพอดีหรือ แผ่นดิน
ต้าเฉียนของพวกเราจะไม่ถึงคราวพินาศเอาหรือ
สุดท้ายในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ขุนนางผู้
ซื่อสัตย์จงรักภักดีก็ยังคงพึ่งพาได้”
นายท่านโจวผู้นั้นนิ่งอึ้ง “คงไม่ใช่ ‘ติ้งเฟย
ซื่อจื่อ’ ที่พวกท่านพูดถึงหรอกนะ”
“แล้วยังจะมีใครอื่นอีกเล่า”
“ขณะนั้นซื่อจื่อน้อยเพิ่งเจ็ดขวบเอง บิดา
คือกั๋วกงคนใหม่ของตระกูลเซียวแห่งจวนติ้งกั๋ว
กงในปัจจุบัน ส่วนมารดานั้นในอดีตคือมุกกลาง
ฝั่ามือของท่านโหวเฒ่าแห่งจวนหย่งอี้โหว ถือว่า
คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดของจริงเชียวละ เขา
ฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็ก ได้ยินว่านอกจาก
หัวช้าเรื่องพิณไปสักหน่อย อย่างอื่นล้วนนับว่า
เป็นเด็กอัจฉริยะที่แค่ดูผ่านตาก็จดจำได้ไม่มีลืม
เลือน สมัยอดีตฮ่องเต้ยังมีพระชนม์ชีพ ท่านกั๋ว
กงเฒ่าเคยขอพระราชทานบรรดาศักดิ์แต่งตั้งเขา
เป็นซื่อจื่อไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ภายหน้าย่อม
จะต้องได้สืบทอดจวนกั๋วกงอย่างแน่นอน ช่วงที่
จวนหย่งอี้โหวยังไม่เกิดเรื่อง พวกเจ้าคงเคยได้ยิน
ว่าท่านโหวน้อยเยี่ยนร้ายกาจมากเลยใช่หรือไม่
“แต่ข้าว่ายังห่างชั้นกับติ้งเฟยซื่อจื่อในสมัย
นั้นไกลโขเชียวนา!”
ผู้ฟังอดตื่นตระหนกไม่ได้
หลี่ว์เสี่ยนฟังอยู่ชั้นบนด้วยความสนุกสนาน
คนผู้นี้เล่าเรื่องได้สมจริง ถึงกับคล้ายจะเคย
เห็นเรื่องราวสมัยนั้นมาด้วยตาตัวเอง หลักใหญ่
ใจความไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่เรื่องพิณของคนผู้
นั้นน่ะหรือ…
เขาย่นหัวคิ้วเล็กน้อย อดก่นด่าในใจไม่ได้
‘เจ้าพวกชอบจับคนมาเปรียบเทียบ น่าโมโห
มารดามันยิ่งนัก’
ส่วนทุกคนตรงชั้นล่างกลับเงี่ยหูฟัง
แม้แต่ผู้ดูแลร้านยังช้อนตามอง ลืมดีดลูกคิด
ไปเสียแล้ว
บทที่ 142 ความลับที่ซ่อนอยู่ (2)
ผู้กำลังเอ่ยวาจาดื่มน้ำชาให้ชุ่มคอ กล่าว
ต่อไปว่า
“สมัยนั้นติ้งเฟยซื่อจื่อเป็นที่โปรดปรานของ
ฮองเฮาซึ่งประทับในวังหลวงมาก ขณะเกิดเรื่องก็
อยู่ในวังพร้อมเยี่ยนฮูหยิน ย่อมต้องซ่อนตัวเพื่อ
ถวายความคุ้มครององค์รัชทายาทกับฮองเฮา มิ
เช่นนั้นจะกล่าวว่าเซียวกับเยี่ยนสองตระกูล
ซื่อสัตย์จงรักภักดีน้อมกายถวายชีวิตได้อย่างไร
เล่า ยามนั้นทางหนึ่งคือชีวิตของเด็กน้อยผู้
บริสุทธิ์สามร้อยคน ส่วนอีกทางคือองค์รัชทายาท
ที่ทรงตกอยู่ในภยันตราย และแล้วติ้งเฟยซื่อจื่
อซึ่งอายุเพียงเจ็ดขวบกลับเป็นฝั่ายเสนอตัวขอ
เปลี่ยนฉลองพระองค์กับองค์รัชทายาท!”
มีคนจำนวนไม่น้อยในบริเวณนั้นตกใจจนเปล่ง
เสียงร้อง “อา” เห็นชัดว่าคาดเดาเรื่องราวได้บ้าง
แล้ว
คนผู้นั้นจึงพูดว่า “ถูกต้อง นี่เขาเรียกว่ากล
ยุทธ์ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ[1]! ติ้งเฟยซื่อจื่อเข้าอ
อกวังหลวงมาตั้งแต่เด็ก เหล่าขันทีล้วนจดจำเขา
ได้ ทั้งยังคุ้นธรรมเนียมปฏิบัติในวังหลวงเป็น
อย่างดี นอกจากนี้ตัวเขาก็อายุเจ็ดขวบใกล้เคียง
องค์รัชทายาท รูปร่างไม่ต่างกันมากนัก มิหนำซ้ำ
ยังฉลาดหลักแหลม หากให้เขาปลอมตัวเป็นรัช
ทายาทและไปปรากฏตัวต่อหน้ากลุ่มกบฏผิง
หนานอ๋องด้วยตนเอง จากนั้นให้ผิงหนานอ๋อง
ปล่อยตัวเด็กเหล่านั้นตามคำสัญญาก็เท่ากับเป็น
การสร้างบุญกุศล”
นายท่านโจวนึกอะไรได้ “แต่ปั่าปั้ายศิลาที่วัด
ไปั๋ถ่าพวกนั้น…”
มีคนเล่าต่อ “เจ้าสารเลวผิงหนานอ๋องเมื่อรู้
ว่าได้ตัวรัชทายาทแล้วไหนเลยจะยังเก็บชีวิตเด็ก
คนอื่นเอาไว้อีก ย่อมสังหารทิ้งจนสิ้น กระทั่ง
กำลังเสริมของราชสำนักมาถึงและใช้ติ้งเฟย
ซื่อจื่อเป็นเครื่องต่อรองไม่สำเร็จนั่นละถึง
ตระหนักว่าได้รัชทายาทตัวปลอมมา ครั้นบันดาล
โทสะก็สังหารทิ้งอีกไม่เหลือซาก! เพียงแต่
เสียดายเด็กน้อยอายุแค่เจ็ดขวบนัก เด็กมาก
ความสามารถยังมิทันได้เติบใหญ่กลับต้องมา
เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะประสบเภทภัยครั้ง
นี้! คนตระกูลเซียวกับเยี่ยนจึงขุดกองซากศพซึ่ง
ถูกแช่จนเป็นน้ำแข็งหน้าประตูวังอยู่นานถึงพบ
หยกประดับลายมังกรรวมถึงฉลองพระองค์ที่เขา
สวมใส่ขณะปลอมตัวเป็นองค์รัชทายาท ส่วนที่
เหลือล้วนเป็นเศษแขนชิ้นเนื้อและกระดูกแหลก
เหลว แต่ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นของผู้ใด…”
“เวรกรรมจริง ๆ !”
“ได้ยินว่าเมืองหลวงช่วงหลายเดือนนั้นครั้น
ตกดึกจะมีเสียงเด็กน้อยโหยไห้ น่าขนพองสยอง
เกล้าเหลือเกิน ในที่สุดราชสำนักก็เก็บรวบรวม
ศพของเด็กน้อยน่าสงสารเหล่านี้ไปที่วัดไปั๋ถ่า
และฝังข้างศาลาเฉาอิน จากนั้นจึงสร้างปั่าปั้าย
ศิลาพร้อมสลักชื่อแซ่ เชิญสมณะชั้นสูงภายในวัด
มาสวดพระอภิธรรมเจ็ดครั้ง ครั้งละเจ็ดวัน รวม
ทั้งสิ้นสี่สิบเก้าวัน ถึงจะขจัดไอความแค้นของผู้ที่
เสียชีวิตเพราะความอยุติธรรมและส่งดวง
วิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดีได้…”
“แต่บัดนี้ติ้งเฟยซื่อจื่อกลับยังมีชีวิตอยู่?”
เห็นชัดว่าคนเล่าก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์
อดเดาะลิ้นกล่าวต่อไปไม่ได้ “ก็นั่นน่ะสิ! วันนี้พอ
ตื่นเช้ามาข่าวก็แพร่สะพัดทั่วเมืองหลวงแล้ว ไม่
อยากเชื่อเลยว่าโลกนี้มีเรื่องตายแล้วฟืนคืนชีพอยู่
ด้วย! แต่พอคิด ๆ ดูก็มีเหตุผล อย่างไรเสียสมัย
นั้นเยี่ยนฮูหยินก็ตามหาตัวไม่พบ มีเพียงฉลอง
พระองค์และหยกประดับ ได้ยินว่าตอนหิมะ
ละลายก็เจอแต่เลือดเนื้อที่แหลกเละตั้งแต่ก่อน
หน้านั้น ไหนเลยจะยังจดจำสภาพตอนเป็นคนได้
อีก ไม่ว่าจะเป็นลูกของครอบครัวใดก็รูปร่าง
ใกล้เคียงกัน ล้วนมีสภาพน่าอเนจอนาถ ได้ยินมา
ว่าติ้งเฟยซื่อจื่อไปตกอยู่ในเงื้อมมือของนิกาย
สวรรค์ โชคดีคราวนี้ใต้เท้าเซี่ยรองราชครูคน
ปัจจุบันช่วยออกมาได้ นับว่าสวรรค์มีตา สุดท้าย
ขุนนางผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีเช่นนี้ก็ย่อมโชคดีมีบุญ
วาสนา!”
สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดเชื่อกันคือคำว่า ‘กุศล
กรรมตอบสนอง’
ครั้นได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็ผงกศีรษะ
แสดงความชื่นชมยินดี รู้สึกดีใจกับติ้งเฟยซื่อจื่ออ
ยู่บ้าง
มีเพียงหลี่ว์เสี่ยนซึ่งนั่งลำพังอยู่ชั้นบนที่เปล่ง
เสียงหัวเราะไม่ยินดียินร้าย สอดปากทันที “ดูท่า
สหายตรงชั้นล่างจะรู้เรื่องมากมายเชียวนะ ไฉน
ทำเหมือนเห็นเหตุการณ์มาด้วยตาตนเองเลยเล่า
หรือว่าสมัยนั้นทำงานอยู่ในวังหลวง”
คนผู้นั้นคิดไม่ถึงว่าจะมีคนจับผิด
ครั้นเงยศีรษะเห็นว่าถึงกับเป็นเถ้าแก่หลี่ว์
แห่งร้านโยวหวงก็อดเผยสีหน้าเคร่งขรึมไม่ได้ เขา
รีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ กล่าวยิ้ม ๆ อย่าง
หน้าไม่อาย “เฮ้อ ข้าก็แค่ไปได้ยินคนเขาเล่า แล้ว
นำมาเล่าต่อให้ทุกคนฟังเพื่อความสำราญก็
เท่านั้น เพียงแต่คำพูดของท่านเดาไม่ผิดหรอก
ข้าได้ฟังเรื่องนี้มาจากอดีตขันทีวังหลวงซึ่งถูก
ปล่อยตัวออกมา ทว่าเขาสุขภาพไม่ดี นำเงิน
ออกมาจากวังหลวงด้วยความยากลำบากได้ไม่
นานก็ล้มปั่วยจนเสียชีวิต พูดไปแล้วช่างน่า
ละอาย สาเหตุที่บัดนี้ข้าทำให้ครอบครัวอยู่ดีกินดี
ได้ก็พึ่งพาเงินที่เขาเหลือทิ้งไว้ให้ในสมัยนั้น
นั่นเอง”
คนผู้นี้ไม่นับว่าเป็นคนใหญ่คนโตอะไรในหมู่
พ่อค้าเมืองหลวง อย่างไรเสียก็ยังอยู่ใต้ฝั่าพระ
บาทโอรสสวรรค์ คนเก่งกล้าสามารถในที่แห่งนี้
จึงยังมีถมเถ
เพียงแต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีสาเหตุแอบ
แฝงเช่นนี้ อดประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้
ทว่าบางคนที่รู้จักมักจี่กันรู้ว่าเขาพูดความจริง
แม้หลี่ว์เสี่ยนจะเป็นพ่อค้าวาณิช ทว่า
ประการแรก สมัยก่อนเขาเคยเป็นถึงจิ้นซื่อซึ่ง
เคยทำงานในสภาฮั่นหลิน ประการที่สอง เขาเคย
ลอบช่วยเซี่ยเวยกระทำเรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจให้
ผู้อื่นล่วงรู้มาบ้าง ความคิดสลับซับซ้อนทบกันชั้น
แล้วชั้นเล่า มิได้ธรรมดาสามัญเช่นคนคนนั้นตรง
ชั้นล่าง
แม้จะรู้ว่าอีกฝั่ายพูดโดยไม่คิดอะไร แต่เขา
กลับจับประเด็นบางอย่างได้
ขันทีผู้เคยทำงานในวังหลวงซึ่งรู้เรื่องเช่นนี้
แล้วยังจะถูกปล่อยตัวออกมา ไม่เท่ากับว่าต้อง
จบชีวิตเร็วหรือไร
เขาแทะเมล็ดแตงโมอีกครา เลิกคิ้วสนใจเป็น
อย่างยิ่ง “ถ้าเป็นดังที่ท่านเล่า สมัยก่อนติ้งเฟย
ซื่อจื่อผู้นี้อยู่กับเยี่ยนฮูหยินผู้เป็นมารดา หากว่า
กันตามเหตุผลแล้วการที่ซื่อจื่อขอเป็นฝั่ายสละ
ชีพเพื่อผู้เป็นนาย เยี่ยนฮูหยินควรรับทราบและ
เห็นด้วยสิ แต่เหตุใดข้าถึงได้ยินว่าหลังจากเมือง
หลวงถูกคลายวงล้อม เยี่ยนฮูหยินก็แตกหักกับ
เซียวกั๋วกงจนกลับจวนโหวทันที จากนั้นเซียว
และเยี่ยนสองตระกูลก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันอีกเลย
ล่ะ”
ชายผู้นั้นตรงชั้นล่างตะลึงงันในบัดดล
คนอื่น ๆ เองก็ตกตะลึง ก่อนหน้านี้มัวแต่ฟัง
คนอื่นเล่าอย่างออกรส ไยพอถูกถามเช่นนี้กลับ
รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่บ้างจริง ๆ กัน
นะ
มีคนลองเลียบเคียงถาม “ดูเหมือนเถ้าแก่ห
ลี่ว์พอจะรู้สายสนกลในอยู่บ้างใช่หรือไม่”
หลี่ว์เสี่ยนกลอกตาค้อน “ถ้าข้ารู้แล้วยังจะ
ถามพวกท่านทำไมล่ะ!”
ท่าทีสมจริงจนไม่อาจสมจริงไปมากกว่านี้ได้
อีก ทุกคนจึงโล่งใจ ก่อนจะคิดขึ้นมาอีกครา เรื่อง
ของราชวงศ์ ชาวบ้านสามัญเช่นพวกข้าจะไปรู้
เรื่องได้อย่างไร ผู้สมควรได้รับความเวทนาสงสาร
คงมีแต่เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์สามร้อยคนซึ่งต้องถูกฝัง
ร่างอยู่ใต้หิมะเท่านั้นเอง
*****
ยามเช้าตรู่ แสงตะวันเย็นเยียบโผล่พ้นขอบ
ฟั้าทางทิศบูรพา ทอแสงบนลูกกรงระเบียงหิน
อ่อนฮั่นไปั๋อี้ว์[2]ซึ่งทอดเชื่อมเป็นแนวเดียวกัน
ด้านหน้าตำหนักหวงจี๋
ขุนนางมาถึงกันแล้ว กำลังยืนก้มศีรษะด้วย
ท่าทางสำรวม
ฮ่องเต้เสิ่นหลางทรงฉลองพระองค์สีนิลลาย
มังกรทองห้ากรงเล็บ พระมาลาระย้าลูกปัดสิบ
สองสายอยู่บนพระเศียร ประทับอยู่เบื้องสูงบน
บัลลังก์มังกรถัดจากโต๊ะทรงงานไปทางด้านหลัง
แม้จะอยู่ในตำหนักจินหลวน ทว่าสีพระพักตร์
กลับดูหมองมัวเล็กน้อย
เซี่ยเวยอยู่ในแถวของขุนนางฝั่ายบุ๋นทาง
ด้านซ้าย เขาสวมชุดข้าราชการตามระเบียบอัน
น่าเกรงขามอย่างหาได้ยากยิ่ง เมื่อเทียบกับเสื้อ
คลุมนักพรตที่สวมในยามปกติ ชุดนี้กลับลดทอน
บุคลิกของผู้หลีกเร้นกายจากทางโลกไปหลาย
ส่วน แต่ก็มิได้ทำลายบุคลิกสุขุมลุ่มลึกของเขา
เลยสักกระผีก มิหนำซ้ำยังทวีความเฉียบคมดุดัน
ออกมาให้เห็นเล็กน้อย
ทว่ามิได้มีมากจนเกินไป กำลังพอเหมาะพอดี
ใบหน้าเขาผุดรอยยิ้มสามส่วน เพียงช้อน
ดวงตามองเสิ่นหลางพร้อมกล่าวเตือนด้วย
น้ำเสียงเรียบ ๆ “ฝั่าบาท ติ้งเฟยซื่อจื่อรอเข้าเฝั้า
อยู่นอกตำหนักนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
——————–
1. กลยุทธ์ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ เป็นหนึ่งใน
กลศึกสามก๊ก แก้สถานการณ์เสียเปรียบให้
กลับมาเป็นฝั่ายได้เปรียบ ทั้งยังหมายถึง
การเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนรวม
หรือสิ่งที่สำคัญกว่า
2. หินอ่อนฮั่นไปั๋อี้ว์ เป็นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์
สมัยโบราณนิยมนำมาใช้ทำขั้นบันไดและ
รั้วกั้นภายในพระราชวัง