คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 143 ชำเลืองมองเรื่องราวแต่หนหลัง (1)
เสิ่นหลางทรงได้ยินเขาเอ่ยก็เหมือนเพิ่งนึกได้
ว่าสถานที่แห่งนี้คือท้องพระโรง
ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้เซียวติ้งเฟยมาเข้าเฝั้า
สายตาของเหล่าขุนนางพลันพุ่งขวับไปยัง
ทางเข้าตำหนักใหญ่…
คนผู้นี้คือติ้งเฟยซื่อจื่อที่ผู้คนเล่าขาน!
เขาคือผู้ที่เคยช่วยชีวิตฮ่องเต้
มิหนำซ้ำยังมีทั้งสายเลือดของตระกูลเซียว
และเยี่ยน ต่อให้ตระกูลเยี่ยนล่มสลายไปแล้ว
ทว่าเพียงสถานะบุตรสายตรงคนโตของตระกูล
เซียวก็มากพอจะก่อมรสุมภายในเมืองหลวง
คราวนี้จับพลัดจับผลูได้กลับมาระหว่างการล้อม
ปราบนิกายสวรรค์ ช่างน่าสงสัยใคร่รู้เหลือเกิน
“กระหม่อมผู้มีโทษเซียวติ้งเฟยถวายบังคม
ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี!”
เสียงดังกึกก้อง ภายในความเศร้าโศกสะกด
ความตื่นเต้นไว้ส่วนหนึ่ง
ทุกคนใจสั่นสะท้าน
ครั้นเพ่งพิศก็พบว่าบุรุษผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่ง
องคาพยพบนใบหน้าโดดเด่น สวมเสื้อคลุมยาว
ผ้าแพรสีครามศิลาปักดิ้นทอง บริเวณดวงตา
ประพิมพ์ประพายคล้ายติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนเบื้อง
หน้าอยู่บ้างจริง ๆ อีกทั้งความสง่างามไม่ยอมอยู่
ใต้อาณัติผู้ใดที่เผยผ่านริมฝีปากและหางตาหลาย
ส่วนนั้น ดูสูงศักดิ์เสียจนผู้คนไม่อาจหมิ่นแคลน
นับตั้งแต่เขาเดินเข้ามา สายพระเนตรของ
เสิ่นหลางก็ตรึงอยู่บนร่างนั้น
แทบจะทอดพระเนตรไล่ตั้งแต่ศีรษะจดปลาย
เท้า
พริบตานั้นมรสุมก็โหมกระหน่ำในใจ!
เพียงแต่พระองค์ประทับบนบัลลังก์แห่งนี้มา
สี่ปีแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเคยผ่านการหักหลัง
กลั่นแกล้งสารพัดในราชสำนักระหว่างการช่วงชิง
ตำแหน่งรัชทายาทสมัยรัชกาลก่อน ย่อมไม่เผย
อารมณ์ความรู้สึกง่ายดายนัก กลับทรงพระสรวล
“ฮ่า ๆ” ด้วยความยินดีปรีดาเต็มเปียม แม้แต่
พระพักตร์ซึ่งเดิมทีดูหม่นหมองและค่อนข้างอม
โรคยังทวีความสดใสหลายส่วนอย่างชัดเจน
“ยี่สิบปี ยี่สิบปีแล้ว เราคิดไม่ถึงเลยว่ายังจะได้
พบเจ้าอีก! รีบลุกขึ้น รีบลุกขึ้นเถอะ”
มารดามันเถอะ ฮ่องเต้ผู้นี้เสแสร้งเก่งจริง ๆ
เซียวติ้งเฟยคุกเข่าบนพื้นจนรู้สึกเจ็บ ตอนยัง
อยู่นิกายสวรรค์ไม่มีผู้ใดกล้าให้เขาคุกเข่าด้วยซ้ำ
ทว่าพอมาถึงราชสำนักผายลมสุนัขนี่กลับมีแต่
กฎระเบียบ เพียงแต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน
หากแสดงละครไม่ดีอาจหัวหลุดจากบ่า เขาจึงทำ
ได้เพียงนึกก่นด่าสองสามคำในขณะที่เปลือกนอก
ลุกขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจเป็นล้นพ้น
ส่วนน้ำตาน่ะหรือ บทจะมาก็มาได้
นับว่าไม่ทิ้งฝีมือการแสร้งทำตัวน่าสงสาร
ขณะเป็นกระยาจกข้างถนนเมื่อสิบกว่าปีก่อน
แม้แต่น้อย เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นกลางตำหนัก
“ยี่สิบปีผันผ่าน ต้องไกลจากเมืองหลวงไปอยู่
นิกายสวรรค์ ไม่อาจถวายความช่วยเหลือให้ฝั่า
บาททรงรอดพ้นภยันตราย ไม่อาจแสดงความ
จงรักภักดีต่อราชสำนัก กระหม่อม กระหม่อม…”
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนยืนอยู่ด้านข้าง พูดได้เลย
ว่ามองดูเซียวติ้งเฟยเดินทางกลับมาตลอด
เส้นทาง รู้สึกกับอีกฝั่ายเหมือนเป็นเพียงคน
แปลกหน้าที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
ไหนเลยจะคาดคิดว่าการเข้าเฝั้าที่ท้องพระ
โรงจะกลายเป็นเช่นนี้
จึงตะลึงงันในบัดดล
เสิ่นหลางยังคงสงบเยือกเย็นกว่าหน่อย พระ
เนตรลุกวาบเล็กน้อย แสดงท่าทางงุนงงสงสัยยิ่ง
“อยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดถึงเรียกตนเองว่า ‘กระหม่อม
ผู้มีโทษ’ เล่า”
เซียวติ้งเฟยท่องบทจนขึ้นใจ พออ้าปากก็
ตอบกลับทันที “สมัยนั้น กระหม่อมผู้มีโทษกับ
ฝั่าบาทยังเยาว์วัย ยามที่ผิงหนานอ๋องบุกเข้า
เมืองหลวง กระหม่อมจะกล้าให้ฝั่าบาททรงเสี่ยง
อันตรายได้อย่างไร ความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือ
หัวและรักบ้านเมืองคือหน้าที่ของขุนนาง และ
เมื่อกระหม่อมไปเสี่ยงชีวิตหาความตายแล้วก็ไม่
คิดว่าจะรอดชีวิตต่อไปได้ ตอนเจ้าโจรสุนัขผิง
หนานอ๋องเห็นกระหม่อมก็สั่งคนไปลากตัวขันที
ในวังหลวงมาชี้ตัว กระหม่อมเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาของฝั่าบาทมาตั้งแต่เด็ก ขันทีในวังหลวง
ต่างรู้จัก เพียงแต่เป็นไปตามที่ฮองเฮา ไม่สิ บัดนี้
ควรเรียกพระองค์ว่าไทเฮาแล้ว เป็นไปตามที่
ไทเฮาทรงคาดการณ์พ่ะย่ะค่ะ แม้เจ้าคนถูกตอน
ผู้นั้นจะจดจำกระหม่อมได้ แต่ก็รู้เช่นกันว่าผู้ใด
คือเชื้อพระวงศ์สายตรง กระหม่อมทำตามที่
ไทเฮารับสั่ง เจ้าคนถูกตอนยังไม่ทันปริปาก
กระหม่อมก็ใช้สรรพนามเรียกขานตนเองว่า ‘กู
[1]’ ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพร้อมกล่าวตำหนิ เจ้า
คนถูกตอนผู้นั้นจึงมิได้เปิดโปงสถานะของ
กระหม่อมดังคาด ทำให้ผิงหนานอ๋องนึกว่า
กระหม่อมคือองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางราชสำนักรู้เรื่องราวในสมัยนั้นไม่มาก
นัก
ปราศจากเหตุผลอื่นใด เนื่องจากขณะ
กองทัพใหญ่ของผิงหนานอ๋องรุกรานเมืองหลวง
ยี่สิบปีก่อนก็เข่นฆ่าขุนนางบุ๋นและบู๊ทั้งราชสำนัก
เสียสิ้น รอดชีวิตมาได้ไม่กี่คน ทำให้ขุนนางซึ่ง
เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาภายหลังอ่อนเยาว์กว่าผู้เคย
ดำรงตำแหน่งคนเดิมไม่น้อย หากมิใช่เพราะ
สาเหตุนี้ ด้วยสถานะขุนนางฝั่ายบุ๋นเช่นเซี่ยเวย
ต่อให้สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่อีกเพียงใดแต่อายุยัง
ไม่ถึงสามสิบก็ไม่มีทางได้ดำรงตำแหน่ง ‘รอง
ราชครูขององค์รัชทายาท’ ซึ่งเป็นหนึ่งในซานกู
ของราชสำนักได้แน่
เมื่อได้ยินเซียวติ้งเฟยปรารภจึงพากันตื่น
ตระหนกอย่างอดไม่อยู่
เพิ่งเข้าใจว่าที่แท้ยามนั้นโชคดีไทเฮาทรงสั่ง
การด้วยพระองค์เอง เสนอแผนพิสดาร กล้าใช้
กลยุทธ์ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อถึงรักษาพระชนม์
ชีพของฝั่าบาทเอาไว้ได้!
เซียวติ้งเฟยนึกเย้ยหยันในใจ ทว่าเปลือกนอก
ยังคงปาดน้ำตาด้วยท่าทีสมจริงพลางกล่าวต่อ
“โจรกบฏผิงหนานอ๋องเกลียดชังอดีตฮ่องเต้ยิ่ง
นัก สั่งให้คนจับกระหม่อมมัดทันที คิดจะนำมาใช้
เป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับอดีตฮ่องเต้
กระหม่อมจึงขอร้องให้พวกมันทำตามสัญญา
ปล่อยเด็กสามร้อยคนนั้นไปเสีย ตอนนั้นผิงหนาน
อ๋องหัวเราะ บอกว่าวาจาของลูกผู้ชายอกสาม
ศอกย่อมกล่าวแล้วไม่คืนคำ จากนั้น จากนั้น…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้กลับแสดงอาการคล้ายว่า
เอ่ยต่อไม่ไหว
ระย้าลูกปัดเส้นเล็กละเอียดของพระมาลา
ระย้าลูกปัดสิบสองสายบดบังพระพักตร์เสิ่นหลาง
จนเกิดเป็นเงาจาง ทำให้ผู้อื่นยากจะมองเห็นสี
พระพักตร์ เพียงได้ยินพระองค์ตรัสถามประโยค
หนึ่ง “เป็นเช่นไร”
เซียวติ้งเฟยพลันลงไปคุกเข่ากับพื้นอีกครา
ถึงกับเปล่งเสียงร่ำไห้ด้วยความรวดร้าว “จากนั้น
ก็สังหารทุกคนจนหมดสิ้นพ่ะย่ะค่ะ! ศพของเด็ก
น้อยสามร้อยคนถูกโยนลงจากหอประตู กองสุม
อยู่นอกประตูวัง…”
ตำหนักจินหลวนเงียบกริบในบัดดล
ไม่มีผู้ใดจินตนาการออกว่านั่นจะเป็นภาพ
เหตุการณ์อันน่าสังเวชที่ไม่อาจทนดูขนาดไหน
เซียวหย่วนเองก็ใบหน้าบึ้งตึง
เซี่ยเวยยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ด้านหน้า หลุบตา
ลงพร้อมขนตาที่พาดปิด บดบังแววตาซึ่ง
แปรเปลี่ยนร้อยแปดพันประการ
เสิ่นหลางทอดถอนพระทัยและตรัสว่า “เรื่อง
นี้เป็นความผิดพลาดของเรา ความผิดพลาดของ
ราชสำนัก!”
ครั้นวาจานี้เปล่งออกมา ขุนนางทั้งราชสำนัก
ต่างตัวสั่นงันงก ไม่มีผู้ใดกล้ารับคำ
มีเพียงเสียงของเซียวติ้งเฟยที่ดังมา
ตลอดเวลา
เขาไม่ลุกขึ้น ยังคงคุกเข่าบนพื้นเช่นเดิม
“เมื่อกระหม่อมเห็นก็คิดจะออกไปขัดขวาง จนใจ
ที่ผู้อื่นมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย ส่วนกระหม่อม
เสมือนเนื้อบนเขียงไร้ซึ่งกำลังจะต่อต้าน ผิง
หนานอ๋องเห็นว่ากระหม่อมไม่เชื่อฟัง จึงสั่งให้คน
นำตัวกระหม่อมไปกักขัง ไม่นานนักกำลังเสริมทั้ง
สองแห่งจากค่ายใหญ่ทงโจวกับเฟิงไถก็มาถึง
พวกเขาโต้กลับด้วยการโจมตีเมืองหลวงเพื่อ
ถวายความช่วยเหลือฝั่าบาท ผิงหนานอ๋องมัดตัว
กระหม่อมไว้และพามายังเบื้องหน้ากองทัพของ
ทั้งสองฝั่ายเพื่อใช้เป็นตัวประกัน คิดไม่ถึงว่า
กำลังเสริมจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าฝั่าบาททรง
ปลอดภัย จึงต่อสู้ตามปกติโดยปราศจากความ
กริ่งเกรง ครานี้ผิงหนานอ๋องจึงตระหนักได้ว่า
หลงกลเสียแล้ว บันดาลโทสะคิดจะเงื้อดาบ
สังหารกระหม่อมเสีย ว่านซิวจื่อแห่งนิกายสวรรค์
ตบหน้ากระหม่อมไปสองฉาด ถามด้วยน้ำเสียง
เคร่งขรึมเฉียบขาดว่ากระหม่อมเป็นใครกันแน่
กระหม่อมกำเนิดในตระกูลกงและโหว อีกทั้งรู้ว่า
โจรถ่อยเสียความได้เปรียบแล้วจึงยอมรับความ
ตายโดยไม่หวาดหวั่น ตอบกลับไปว่าคือเซียวติ้ง
เฟย ผิงหนานอ๋องกับว่านซิวจื่อถึงได้รู้สถานะ
เดิมกระหม่อมนึกว่าตน ต้องตายอย่างไร้ข้อกังขา
คิดไม่ถึงว่าเจ้าโจรถ่อยสองคนนี้จะไม่ยอมล้มเลิก
ความคิดชั่วร้าย พวกเขาที่จนตรอกไร้ทางเลือก
อื่นจับกระหม่อมมัดไว้กับหอคอยของกำแพง
ประตูเมือง ตอนนั้นผู้นำทัพมาก็คือท่านกั๋วกงพ่ะ
ย่ะค่ะ”
——————–
1. กู เป็นสรรพนามเรียกแทนตนของอ๋อง รัช
ทายาท รวมถึงเจ้าผู้ปกครองรัฐสมัยโบราณ
บทที่ 143 ชำเลืองมองเรื่องราวแต่หนหลัง (2)
ครั้นเอ่ย ‘ท่านกั๋วกง’ สามคำนี้ออกมา ทุก
คนพากันตระหนกตกใจ!
ใต้หล้านี้ยังมีบุตรที่ไม่เรียกบิดา แต่กลับ
เรียกว่า ‘ท่านกั๋วกง’ อย่างห่างเหินแบบนี้ด้วย
หรือ
แม้แต่เสิ่นหลางที่ไม่แสดงสีหน้ามาตลอดยัง
หรี่ตาลงเล็กน้อย
เซียวหย่วนกลับไม่ทันสังเกต และไม่รู้เป็น
เพราะถ้อยคำของเซียวติ้งเฟยทำให้เขาหวนนึกถึง
เหตุการณ์ครั้งนั้นหรือเปล่า ใบหน้าจึงคล้ำเขียว
เล็กน้อย กระอักกระอ่วนยิ่งนัก
เซี่ยเวยยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
กู้ชุนฟางซึ่งก็อยู่ในแถวของขุนนางฝั่ายบุ๋
นขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยต่อจากเขาว่า “ในเมื่อผิง
หนานอ๋องกับว่านซิวจื่อรู้สถานะของซื่อจื่อ คง
เกิดจิตคิดไม่ซื่อต้องการนำซื่อจื่อมาข่มขู่ท่านกั๋ว
กงสินะ”
เซียวติ้งเฟยเหลือบมองอีกฝั่าย
ตอนเห็นว่าเป็นตาแก่คนหนึ่งก็ไม่ได้สนใจ
อะไร แต่เมื่อเห็นว่ายืนอยู่ในตำแหน่งเยื้องหน้า
เซี่ยเวยเล็กน้อยก็รู้ทันทีว่าคงเป็นจิ้งจอกเฒ่า จึง
ตอบกลับด้วยความเคารพนบนอบพอสมควร
“ใต้เท้า ท่านเดาถูกต้องแล้ว เจ้าโจรถ่อยทั้งสอง
คิดเช่นนี้จริง ตอนนั้นแม้ข้าจะยังเยาว์วัยแต่ก็รู้จัก
แยกแยะหนักเบา ไม่กล้าปล่อยให้กองทัพใหญ่
ที่มาเป็นกำลังเสริมตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า
คายไม่ออก ขณะผิงหนานอ๋องร้องท้าทาย ใช้แส้
โบยพลางด่าทอ ข้าได้แต่กัดฟันกรอด ไม่กล้า
เปล่งเสียงร้องไห้สักครึ่งคำ”
นั่นเป็นเด็กน้อยที่อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบเชียว
นะ!
เคยอยู่ดีกินดีมั่งมีศรีสุข เป็นอัจฉริยะผู้กอปร
ด้วยความรู้ความสามารถ
เมื่อต้องมาถูกผู้อื่นใช้แส้ฟาดลบหลู่ดูหมิ่นต่อ
หน้ากองทัพใหญ่ทั้งสองฝั่ายก็กลับทนกัดฟันไม่
เปล่งเสียงสักแอะ นั่นต้องใช้พลังใจและความเด็ด
เดี่ยวเพียงใดกัน
ขุนนางราชสำนักต่างเป็นผู้รอบรู้ ครั้นได้ยิน
เซียวติ้งเฟยกล่าวเช่นนี้จึงจินตนาการภาพ
เหตุการณ์ อดทอดถอนใจและรู้สึกเวทนาสงสาร
ขึ้นมาหลายส่วนไม่ได้
ทว่าเสิ่นหลางกลับทอดพระเนตรเซียวหย่วน
เหตุการณ์ผ่านมายี่สิบปีแล้ว
เซียวหย่วนนึกย้อนกลับไป กล่าวด้วยน้ำเสียง
ขมขื่น “ขณะเกิดเรื่องตอนนั้นกระหม่อมไม่อยู่ใน
วังหลวง ระหว่างนำทัพกลับมากอบกู้เมืองหลวง
เคยประจันหน้ากองกำลังกบฏสองฝั่ายของผิง
หนานอ๋องใต้กำแพงเมือง และอีกฝั่ายก็จับกุมเด็ก
น้อยคนหนึ่งพร้อมบอกว่าเป็นบุตรของกระหม่อม
จริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ ทว่ากระหม่อมอยู่ไกลจึงไม่อาจ
มองเห็นเขาได้ชัดเจนและเด็กคนนั้นเองก็มิได้
เปล่งเสียงเลยสักแอะ นอกจากนี้ ต่อให้เด็กคน
นั้นเป็นบุตรของกระหม่อมจริง อย่างไรเสียขุน
นางก็ต้องทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองสุดความสามารถ
ตราบจนชีวิตจะหาไม่ กระหม่อมจึงไม่มีเวลาไป
ให้ความสนใจ หลังจากลังเลครู่หนึ่งจึงปล่อยผ่าน
แล้วมุ่งตรงบุกเข้าเมืองหลวงทันที เดิมคิดว่าจะ
จับเป็นหัวหน้าโจรสองคนนั้น นึกไม่ถึงว่าพวกมัน
จะหลบหนีไปรวดเร็วเสียเหลือเกินราวกับทา
น้ำมันไว้ที่เท้า สุดท้ายจึงปล่อยให้หนีไปได้พ่ะย่ะ
ค่ะ…”
พอกล่าวเช่นนี้ รายละเอียดปลีกย่อยของ
เหตุการณ์ครานั้นก็ถูกต้องตรงกันทุกประการ
เพียงแต่เสิ่นหลางยังคงไม่แน่พระทัยอยู่บ้าง…
ภาพดวงตาของเด็กซึ่งเป็นสหายร่วมศึกษา
ของตนยามผินหน้ากลับมามองก่อนลาจากค่อย
ๆ ผุดขึ้นในความทรงจำอันเลือนราง ดุจซาก
ปรัก-หักพังปรากฏหลังสายน้ำลดระดับ ซ้อนทับ
กับดวงตาของเซียวติ้งเฟยทางด้านล่างในยามนี้
จนแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย
หรือข้าจะเข้าใจผิดไป
เซียวติ้งเฟยเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ภักดีจริง ๆ
สมัยนั้นตอนออกไปแทนเขาก็ปราศจากคำตัดพ้อ
ส่วนการที่เสด็จแม่รั้งเยี่ยนฮูหยินไว้ในวังหลวง
เป็นตัวประกันบีบคั้นอีกฝั่าย แท้จริงแล้วแค่ตีตน
ไปก่อนไข้หรือ
เสิ่นหลางวางพระกรบนที่เท้าพระกรมังกร
เล่นมุกทั้งสองข้างซึ่งทำจากทองคำบริสุทธิ์ กล่าว
อย่างแช่มช้า “แต่ต่อมาหลังจากเมืองแตกกลับ
หาตัวเจ้าไม่พบ ขณะนั้นท่านกั๋วกงเองก็เป็นห่วง
เจ้ามาก ทว่าพบเพียงเสื้อผ้าอาภรณ์และหยก
ประจำตัวท่ามกลางศพกองเป็นภูเขาเลากาหน้า
ประตูวัง ที่แท้พวกมันไม่ได้สังหารเจ้าหรอกหรือ”
เซียวติ้งเฟยตอบ “และนี่ก็คือโทษของ
กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาโขกศีรษะกับพื้นหนึ่งครา “ครั้น
กระหม่อมกัดฟันไม่ยอมเปล่งเสียง ผิงหนานอ๋อง
ก็เดือดดาลเป็นล้นพ้นหมายจะปลิดชีพ ทว่าว่าน
ซิวจื่อผู้เป็นหัวหน้าโจรถ่อยนิกายสวรรค์กลับ
บอกว่าหากเก็บชีวิตกระหม่อมไว้จะมีประโยชน์
มหาศาล ตอนนั้นกระหม่อมต้องการปลิดชีวิต
ตนเอง แต่ว่านซิวจื่อรู้ตัวเร็วยิ่งนัก ครั้นขัดขวาง
กระหม่อมสำเร็จก็จับมัดพาเดินทางออกจาก
เมืองหลวง หลบหนีไปถึงเจียงหนานแล้วกักขังไว้
กระหม่อมร้องขอความตายแต่ไม่ประสบผล
อยากรู้นักว่าพวกมันมีแผนการใดกันแน่ เมื่อ
อดทนผ่านไปได้ช่วงหนึ่งจึงแสร้งยอมจำนน ผ่าน
ไปหลายปีจนได้รับความไว้วางใจแล้วค่อยบังเอิญ
ได้ยินว่าสาเหตุที่เจ้าโจรเฒ่าว่านซิวจื่อเก็บชีวิต
ของกระหม่อมไว้เป็นเพราะต้องการซื้อใจ เพื่อให้
ภายหน้าหาโอกาสสั่งการให้กระหม่อมกลับเมือง
หลวงและคืนสถานะเดิม จากนั้นจะได้เป็นหุ่น
เชิดของพวกมันทำหน้าที่ควบคุมกำลังทหารของ
ค่ายทงโจวกับเฟิงไถได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย
นอกจากนี้การตายของกระหม่อมย่อมสร้างความ
ร้าวฉานระหว่างตระกูลเยี่ยนกับเซียว เยี่ยนฮู
หยินเป็นมารดาบังเกิดเกล้าของกระหม่อม ส่วน
เยี่ยนมู่ก็เป็นน้าชาย หากแพร่งพรายเรื่องที่
กระหม่อมยังมีชีวิตอยู่ให้เขาทราบ ไม่แน่ว่าอาจ
ดึงจวนโหวมาเป็นพวกได้พ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักต่างตื่นตระหนก
เมื่อฟังถึงจุดนี้ก็อดนึกถึงคดีที่จวนหย่งอี้โหวลอบ
ติดต่อโจรกบฏช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้!
ตอนนั้นลือกันว่าพบจดหมายที่ใช้
ติดต่อสื่อสารกับโจรกบฏผิงหนานอ๋องและนิกาย
สวรรค์
หนึ่งในนั้นระบุว่าติ้งเฟยซื่อจื่อในสมัยนั้นยังมี
ชีวิตอยู่
ขณะทุกคนกำลังปรึกษาข้อราชการ ณ หอ
จดหมายเหตุหลวงใต้ต่างก็คิดว่านี่เป็นเหยื่อที่
นิกายสวรรค์จงใจนำมาล่อจวนหย่งอี้โหวให้ติด
กับ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นความจริง! เมื่อหวนนึกถึง
คดีจวนหย่งอี้โหวอีกครา ความไม่สมเหตุสมผล
ทั้งปวงก็กระจ่างแจ้งและเชื่อมโยงกันในบัดดล
พลันมีคนเปล่งเสียงถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง
“เฮ้อ โจรกบฏถ่อยช่างน่าชิงชังเหลือเกิน
วางแผนลึกล้ำ คาดการณ์ลึกซึ้ง สมควรถูก
ประณามยิ่งนัก! แต่ก่อนหน้านี้จวนหย่งอี้โหวก็
เลอะเลือนจริง ๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรติดต่อ
พวกมันเลย! ต่อให้ติ้งเฟยซื่อจื่อเสียชีวิตตั้งแต่
ตอนนั้นก็เป็นการสละชีวิตเพื่อถวายความ
จงรักภักดี การที่จวนโหวทำเช่นนี้ เป็นเพราะ
บังอาจคิดตัดพ้อโกรธเคืองฝั่าบาทหรือไร?!”
นิ้วมือซึ่งทิ้งลงข้างลำตัวเซี่ยเวยค่อย ๆ กำ
แน่นอย่างเงียบงัน
ไออำมหิตสายหนึ่งไหลทะลักปันปั่วนภายใน
อก ทว่าก็ถูกเก็บกักอย่างแน่นหนาไม่อาจหาที่
ระบาย กระแทกกายเนื้อของเขาจนเกิดบาดแผล
โลหิตไหลโซม!
เซียวติ้งเฟยคุกเข่าอยู่บนพื้น ในครรลองจักษุ
มีเพียงแขนเสื้อและชายชุดที่ห้อยระลงมาของเซี่ย
เวย เมื่อได้ยินขุนนางใหญ่เอ่ยวาจาเช่นนี้ แม้จะ
มองไม่เห็นสายตาแต่ก็อดใจสั่นสะท้านด้วยความ
หนาวเหน็บไม่ได้ เขาเคลื่อนสายตามองขุนนาง
ใหญ่ผู้นั้นแวบหนึ่งพร้อมกากบาทลงบนศีรษะ
ทันที ถือซะว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว
เสิ่นหลางตรัสถามอีกครา “เช่นนั้นครั้งนี้ที่
เจ้าอยู่เมืองทงโจว…”
เซียวติ้งเฟยตอบ “ครั้นนิกายสวรรค์รู้ว่าราช
สำนักจับกุมกงอี๋เฉิงก็กลัวว่าเขาจะทนรับการลง
ทัณฑ์ไม่ไหวจนพรั่งพรูความลับของนิกาย ดังนั้น
จึงส่งกองกำลังจำนวนมากไปปล้นคุก นอกจากนี้
หากช่วยกงอี๋เฉิงออกมาได้ก็จะให้เขาเป็นผู้วาง
แผนการส่งกระหม่อมกลับเมืองหลวง จึงส่ง
กระหม่อมเดินทางไปทงโจวเพราะเหตุนี้เอง ด้วย
เหตุนี้เลยจับพลัดจับผลูถูกโชคชะตาชักนำให้เซี่ย
เซียนเซิงมาช่วยเหลือโดยบังเอิญจนรอดพ้นจาก
นิกายสวรรค์ มีชีวิตรอดมาเข้าเฝั้าเพื่อกราบทูล
ต้นสายปลายเหตุพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อทุกคนได้ฟังต่างก็รู้สึกว่าปราศจากความ
ผิดปกติอันใด
เสิ่นหลางเองก็ถอนพระทัย “เช่นนี้นี่เอง”
มีเพียงจางเจอซึ่งกำลังยืนก้มศีรษะเท่านั้นที่
พลันลืมตาเอ่ยถาม “สมมติว่าเป็นดั่งที่ติ้งเฟย
ซื่อจื่อกล่าวมาจริง เช่นนั้นยามอยู่ทงโจวแล้วท่าน
ทราบว่ามีคนของราชสำนักปะปนอยู่ในหมู่ผู้
กลับมาจากการปล้นคุก ท่านก็สมควรยินดีอย่าง
ยิ่งถึงจะถูกสิ แล้วเหตุใดระหว่างช่วงเวลาคับขัน
ท่านกลับเปิดโปงต่อนิกายสวรรค์ว่าคนแซ่จาง
เป็นคนของทางราชสำนักเล่า”