คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 144 วาจาสามหาว
ยามนี้ฝั่าบาทกำลังทรงรำลึกความหลังกับ
พระสหายเก่า บรรดาขุนนางราชสำนักที่กำลังยืน
อยู่เบื้องล่างเมื่อได้ฟังเหตุการณ์ในอดีต มีผู้ใดบ้าง
ไม่รู้สึกสะท้อนใจ
จู่ ๆ จางเจอดันกล่าววาจาพรรค์นี้…
ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือเสียบ้าง
ทำลายบรรยากาศจริง ๆ
ทุกคนพากันคิดเช่นนี้ขณะจับจ้องร่างเขาโดย
พร้อมเพรียง
เซียวติ้งเฟยแสดงละครจนแม้แต่ตัวเขาเองยัง
หลงเชื่อ ประหนึ่งเป็นติ้งเฟยซื่อจื่อผู้ประสบ
เหตุร้ายและหายสาบสูญเมื่อยี่สิบปีก่อนจริง ๆ
หากพยายามอีกสักนิดคงสำเร็จแล้ว ผู้ใดจะคาด
ว่าจางเจอกลับโผล่มาขัดขวางกลางคัน
หึ
เจ้าคนสารเลวคิ้วหนาตาโตผู้นี้ นึกไม่ถึงเลย
ว่าจะไม่ใช่ตัวดิบดีอะไร เห็นชัดว่ากำลังรอข้าอยู่
นี่เอง!
ใช่แล้ว
คราวอยู่อารามเต๋าซานชิงที่ทงโจว ข้าทรยศ
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน หักหลังจางเจอจน
ทำให้คนผู้นี้เกือบต้องจบชีวิตจริง ๆ เพียงแต่หาก
จะพูดถึงเหตุผลแล้วละก็…
เขาปรายตามองเซี่ยเวยทางด้านข้างโดย
ปราศจากพิรุธแวบหนึ่ง
จางเจอเป็นผู้ที่กู้ชุนฟางเสนอชื่อผลักดัน เป็น
ขุนนางซื่อตรงซึ่งไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม
เสมอมา จึงน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
แม้บางครั้งเสิ่นหลางจะปวดเศียรเวียนเกล้า
กับเจ้าตัว ทว่ายามนี้กลับอดเลิกพระขนงไม่ได้
เขาส่งสายตาไปทางเซียวติ้งเฟย “ติ้งเฟย มัน
เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เซียวติ้งเฟยใช้ชีวิตตามท้องถนนมาตลอด
เพียงอ้าปากคำโปั้ปดมดเท็จก็พรั่งพรู สมอง
กอปรด้วยไหวพริบปฏิภาณ ชั่วพริบตาก็แสดง
ท่าทีละอายใจ ลูบจมูกกล่าวด้วยความกระดาก
อาย “เข้าใจผิดน่ะพ่ะย่ะค่ะ เป็น การเข้าใจผิด
กัน…”
กู้ชุนฟางเหลือบมองเขาด้วยท่าทีสงบเยือก
เย็นจากด้านข้าง “เข้าใจผิด?”
เซียวติ้งเฟยนึกก่นด่าตาแก่แปลกหน้าที่พูด
ต่อจากเขาให้ลงโลงไปเสีย แต่ปากกลับเอ่ยว่า
“ขณะนั้นใต้เท้าจางบอกว่าตนคือผู้ที่ตู้จวินซาน
เหรินชุบเลี้ยง ใต้เท้าทุกคนคงทราบเรื่องของ
นิกายสวรรค์เช่นกันกระมัง ตู้จวินซานเหรินผู้นี้มี
ชื่อเสียงในนิกายสวรรค์เทียมทัดเจ้าสุนัขถ่อยกงอี๋
เฉิง กระทำแต่เรื่องชั่วช้าสามานย์เสมอมา เป็น
คนเลวอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำหากเทียบกับกงอี๋เฉิงก็
เหมือนดั่งเทพมังกรที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหางซึ่ง
ระดับขั้นสูงกว่าอยู่บ้าง ข้าย่อมหวาดกลัวเป็น
ธรรมดา ขอบอกกล่าวตามจริงโดยมิกล้าปิดบัง
จากวัดร้างที่เมืองหลวงจนถึงทงโจว พอข้าเห็น
เด็กชื่อเสียวเปั่าก็มักรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพา
กล ระหว่างทางจึงหยั่งเชิงเล็กน้อยอยู่หลายครั้ง
นอกจากนี้ดูเหมือนอีกฝั่ายจะใส่ใจเรื่องที่ข้าชื่อ
‘ติ้งเฟย’ มาก ดังนั้นเมื่อพวกหัวหน้าโจรนิกาย
สวรรค์บอกว่าราชสำนักส่งไส้ศึกมา ข้าจึงนึกว่า
เป็นเสียวเปั่า หาใช่ใต้เท้าจางซึ่งบอกว่าตนคือผู้ที่
ตู้จวินซานเหรินชุบเลี้ยงไว้ไม่ ด้วยสถานการณ์
ขณะนั้นจึงคิดจะทำให้นิกายสวรรค์เกิดความ
ขัดแย้งภายใน ปล่อยให้นกปากส้อมกับหอยต่อสู้
กัน ผู้ใดจะคิดว่า ผู้ใดจะคิดว่า…”
เขายิ่งพูดก็ยิ่งเผยสีหน้าละอายใจ
จากนั้นจึงประสานมือค้อมกายคารวะจางเจอ
ด้วยอากัปกิริยาคล้ายว่าจริงใจยิ่งนัก “ผู้ใดจะ
คาดคิดว่ากลับพลาดทำร้ายใต้เท้าจางจนบาดเจ็บ
มิหนำซ้ำยังเป็นอันตรายถึงชีวิต ข้าน้อยละอายใจ
นัก หวังว่าใต้เท้าจางจะให้อภัย!”
จางเจอยืนลำตัวเหยียดตรงอยู่ในตำแหน่งไม่
ใกล้ไม่ไกล ดวงตาเย็นชาจนแทบไร้ความรู้สึกคู่
นั้นจดจ้องเซียวติ้งเฟยซึ่งกำลังประสานมือค้อม
กายต่ำคารวะตน จางเจอมีท่าทางราวกับยังไม่
คลายข้อกังขา แต่ก็ไม่เอ่ยวาจา
บรรยากาศในตำหนักจินหลวนเงียบกริบ
ในเวลาเช่นนี้เซี่ยเวยกลับก้าวออกมาจากแถว
กล่าวกับเสิ่นหลางว่า “เสียวเปั่าผู้นั้นเป็นคนใน
หมู่บ้านเดียวกันกับผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งของ
กระหม่อม กระหม่อมทราบโดยบังเอิญว่าเขาอยู่
ในนิกายสวรรค์ ดังนั้นจึงสั่งให้ปลอมตัวเป็นสาย
อยู่ภายใน ต่อมาเมื่อใต้เท้าจางปลอมแปลง
สถานะปะปนเข้าไปในนิกายสวรรค์เพื่อดำเนิน
ภารกิจเสี่ยงอันตราย เดิมทีกระหม่อมคิดจะให้
เสียวเปั่าลอบประสานงาน นึกไม่ถึงว่ากลับพบติ้ง
เฟยซื่อจื่อจนก่อความเข้าใจผิดเสียได้ อยากโอ้
อวดความเฉลียวฉลาดทว่าสุดท้ายผิดพลาดจน
เกือบทำร้ายใต้เท้าจาง ขอฝั่าบาทโปรด
พระราชทานอภัยโทษด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
จางเจอมองเขา สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอะไร
ทุกคนต่างรู้ว่าเซี่ยเวยเป็นผู้คิดแผนการตั้งแต่
แรก ฉะนั้นการที่เขาเตรียมการลับ ๆ จึงนับว่า
มิใช่เรื่องแปลกประหลาด ปราศจากข้อกังขาใด
ๆ ทั้งสิ้น
เสิ่นหลางเองก็มีแผนการของตนเช่นกัน
พระองค์ทรงพระสรวล กระทำตนเป็นผู้ไกล่
เกลี่ยเสียอีก “โชคดีที่ใต้เท้าจางเข้าถ้ำเสือด้วย
ความกล้าหาญเปียมกลยุทธ์จนหวนคืนได้โดย
สวัสดิภาพ มิหนำซ้ำครั้งนี้ยังช่วยติ้งเฟยซื่อจื่อก
ลับมาได้อีก สมควรเลื่อนตำแหน่ง ตกรางวัล
อย่างงาม!”
เขาเอ่ยถามกู้ชุนฟางทันที “หากจะเลื่อน
ตำแหน่ง ใต้เท้ากู้มีตำแหน่ง ที่เหมาะสมหรือไม่”
กู้ชุนฟางตอบ “ใต้เท้าจางเชี่ยวชาญการ
ตัดสินคดีความ ตำแหน่งหัวหน้ากองแห่งกรม
อาญายังขาดอยู่พอดีพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลาง “เช่นนั้นนับตั้งแต่บัดนี้ให้เลื่อนจาง
เจอเป็นหัวหน้ากองรื้อฟืนคดีแห่งกรมอาญา
รับผิดชอบการตรวจสอบและรื้อฟืนคดีขึ้นมา
พิจารณาใหม่โดยเฉพาะ”
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญพลัน
ดังกึกก้อง
จางเจอจึงเลื่อนตำแหน่งด้วยประการฉะนี้
ต่อมาก็หารือเรื่องตกรางวัลตามผลงาน เซี่ย
เวยนับว่าเป็นผู้สร้างผลงานอันดับหนึ่ง ขณะนี้
ตำแหน่งรองเสนาบดีกรมโยธาธิการว่างพอดีจึง
ให้เขาเข้ารับดำรงตำแหน่ง ตามปกติรองเสนาบดี
เป็นตำแหน่งขุนนางขั้นสาม ทว่าเซี่ยเวยมีสถานะ
อื่นอย่าง ‘รองราชครูขององค์รัชทายาท’ อยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงให้อยู่ขั้นสอง หากเวินเจาอี๋ที่อยู่ใน
วังตั้งครรภ์พระโอรสแล้วให้กำเนิดบุตรมังกร
เกรงว่าเขาคงไม่พ้นได้ตำแหน่ง ‘ราชครูขององค์
รัชทายาท’ เป็นแน่
ส่วนติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนค่อนข้างโชคร้าย
เดิมทีเขาเป็นคนแรกที่ทราบข่าวแล้วไปล้อม
ปราบนิกายสวรรค์ ผู้ใดจะคาดคิดว่ากลับตก
หลุมพรางของนิกายสวรรค์ ไม่เพียงไม่อาจกำจัด
กลุ่มกบฏ มิหนำซ้ำยังพาทหารจำนวนมากไปตก
กลางวงล้อมของอีกฝั่ายจนเกือบถูกกวาดล้างทั้ง
กองทัพ!
ถือว่าละโมบเพราะต้องการสร้างความดี
ความชอบ ไม่เพียงไร้ผลงาน ทั้งยังมีความผิดอีก
ด้วย
เสิ่นหลางไม่พอพระทัยยิ่ง ลงโทษหักเบี้ยหวัด
ครึ่งปีทันที
เงินเพียงเท่านี้ย่อมเล็กน้อยจนไม่สะเทือน
ตระกูลเซียวอันใหญ่โต ทว่าสิ่งสำคัญคืออับอาย
ขายหน้าย่อยยับจนเขาไม่กล้าโงหัว
ส่วนผู้มีหน้ามีตามากที่สุดย่อมเป็นเซียวติ้ง
เฟย
เขาได้รับการตกรางวัลเป็นทองหนึ่งพันตำลึง
เงินหนึ่งหมื่นตำลึง ผ้าไหมแพรพรรณหลายพับ
โบราณวัตถุของสะสมล้ำค่า รถม้าหรูหราอาชาหา
ยาก กระทั่งว่ายังอวยยศให้เป็น ‘ผู้บัญชาการ
กองพัน’ ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นหนึ่งในแปดกองพัน
รักษาพระนครแห่งซีหยวน[1] เทียบเท่าขุนนาง
ขั้นสี่ มีทหารใต้บังคับบัญชาได้จำนวนหนึ่ง
ผู้อื่นไต่เต้าด้วยความยากลำบากยังมาไม่ถึง
ตำแหน่งนี้ด้วยซ้ำ
ทว่าเขากลับดีนัก ครั้นกลับมาก็ได้รับ
ตำแหน่งเลย
ช่างเป็นที่น่าอิจฉาตาร้อนเสียจริง
เพียงแต่ครั้นปูนบำเหน็จตามความดี
ความชอบเสร็จสิ้นและเสิ่นหลางสนทนา
ความหลังสมัยวัยเยาว์ตอนยังอยู่ในวังบางเรื่อง
กับเซียวติ้งเฟยแล้ว จู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยค
หนึ่ง “เมื่อสักครู่ยามติ้งเฟยเอ่ยถึงเรื่องในอดีต
เอาแต่พูดว่า ‘ท่านกั๋วกง’ หรือไม่ก็ ‘ติ้งกั๋วกง’
แต่กลับไม่เรียกเขาว่า ‘ท่านพ่อ’ เป็นเพราะเหตุ
ใดหรือ”
ราชสำนักเต็มไปด้วยผู้ฉลาดหลักแหลม
ความคิดถ้วนถี่
คนไม่น้อยนึกถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนเซียวติ้งเฟย
พูดว่าเซียวหย่วนนำกำลังเสริมมาถวายความ
ช่วยเหลือที่เมืองหลวงแล้ว เพียงไม่กล้าพูด
ออกมาเท่านั้นเอง ครั้นได้ยินฮ่องเต้ตรัสถามจึง
อดเคลื่อนสายตามองพ่อลูกคู่นี้สลับกันไปมาไม่ได้
เซียวติ้งเฟยย่อมเจตนาแน่อยู่แล้ว มีเพียง
สวรรค์ที่รู้ว่าหากเขากล้าเรียกเจ้าผายลมสุนัข
เซียวหย่วนว่า ‘ท่านพ่อ’ แม้แต่คำเดียว เมื่อ
กลับไปจะถูกเซี่ยเวยกุดศีรษะทิ้งหรือไม่
ทรัพย์สินเงินทองเพิ่งจะตกถึงมือ เขายังไม่
อยากตายเสียหน่อย
ใบหน้าหล่อเหลาพลันเผยความเยาะเย้ย
ออกมาสามส่วน ความหยามหยันอีกเจ็ดส่วน
กล่าวด้วยความเย็นชาว่า “ตลอดเวลาที่
ระหกระเหินอยู่ยี่สิบปี กระหม่อมไม่เคยนึกเสียใจ
ที่ได้ถวายความจงรักภักดีต่อฝั่าบาท ทว่าเรื่อง
เสียใจเพียงหนึ่งเดียวที่ฝังลึกภายในจิตใจมาช้า
นาน ทนทรมานทั้งยามทิวาและราตรี จนใจที่ไม่
อาจชดเชย นั่นคือเยี่ยนฮูหยินมารดาบังเกิดเกล้า
ของบุตรอกตัญูจากโลกนี้ไปเพราะความกังวล
และคะนึงหาได้ไม่ถึงปี ท่านกั๋วกงก็แต่งภรรยา
ใหม่เสียแล้ว แม้จะเป็นเพราะพระราชโองการ
ทว่ากระหม่อมก็คาใจมาตลอดพ่ะย่ะค่ะ”
เฮือก!
ตำหนิติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนอย่างเปิดเผยว่าผิด
ต่อภรรยาผูกผมเชียวนะ!
พลันบังเกิดเสียงสูดลมหายใจหนาวเหน็บใน
ตำหนัก
แม้แต่เสิ่นหลางเองยังนึกไม่ถึง ชะงักงันทันที
เซี่ยเวยหลุบตามองเงาที่ทอดบนพื้นของตน
อย่างสงบนิ่ง
เซียวหย่วนพลันหน้าแดงจนกลายเป็นสีตับ
สุกร โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “ลูกเวร นี่เจ้าพูดจา
เหลวไหลอะไรกัน!”
เซียวติ้งเฟยแสร้งยิ้มจอมปลอม กล่าวประชด
ประชันโต้กลับ “ในเมื่อให้กำเนิดลูกเวรออกมาได้
เช่นนั้นท่านก็ไม่ใช่ตัวดิบดีอะไรหรอก!”
เซียวหย่วนโมโหจนหายใจติดขัด “เจ้า!”
เซียวติ้งเฟยเติบโตและใช้ชีวิตข้างถนน วาจา
คมกริบร้ายกาจมิใช่จะรับมือได้โดยง่าย เขาไม่
ชอบหน้าตาแก่สารเลวผู้นี้มาตั้งนานแล้ว ยามด่า
ทอจึงคล่องปากเป็นพิเศษ “ครอบครัวซึ่งถือ
บรรดาศักดิ์กงและโหว ตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์มี
หน้ามีตาในสังคม เมื่อสู่ขอภรรยาคนที่สองเข้า
ตระกูล นางตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนก็ให้กำเนิดบุตรี
โดยปราศจากอาการผิดปกติ แข็งแรงมีชีวิตชีวา!
ท่านกั๋วกงช่างดีต่อตระกูลฝังมารดาของข้าเสีย
เหลือเกิน!”
ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ทั่วทั้งราชสำนักต่างตาโต
อ้าปากค้าง!
ยอดเยี่ยม!
เร้าใจ!
สมัยนั้นตอนติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนรีบร้อนสู่ขอ
หลูซื่อซึ่งเป็นฮูหยินคนปัจจุบันย่อมถูกวิจารณ์
อย่างเสียหาย เพียงแต่จวนกั๋วกงอันใหญ่โต
มโหฬารจำเป็นต้องมีนายหญิงมาดูแล
เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดอันใดหากจะมีภรรยาคนที่
สองหลังจากไว้ทุกข์ให้ภรรยาผูกผมครบเดือน
ทว่าหลังจากสู่ขอเข้าตระกูลก็เผอิญให้กำเนิดธิดา
คนโตก่อนกำหนดพอดี จึงทำให้ผู้คนอดขบคิด
ไม่ได้
เดิมทีทุกคนนึกว่าเมื่อติ้งเฟยซื่อจื่อกลับถึง
เมืองหลวง กลับเข้าตระกูลเซียวและได้พบหน้า
บิดาในอดีต คงจะเกิดภาพพ่อลูกผูกพันชวน
น้ำตาไหลริน ไหนเลยจะคาดคิดว่าเขาจะเป็นผู้ที่
ไม่อาจตอแยเช่นนี้!
ต่อหน้าพระพักตร์ฝั่าบาทเชียวนะ!
คำพูดเหล่านี้ตบหน้าบิดาตนอย่างหนักหน่วง
ไปตั้งหลายฉาด!
ในเมื่อต่างเป็นขุนนางราชสำนักเหมือนกัน
ย่อมไม่มีใครอยากเห็นผู้อื่นมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว
นับประสาอะไรกับตระกูลเซียวซึ่งมีอำนาจ
บารมีกดทับผู้คน
สีหน้าใครต่อใครยามนี้ดูปกติสามัญ ทว่า
ภายในใจนั้นกลับยกเก้าอี้มานั่งพร้อมกำหมัด
แน่น เกือบจะกู่ร้องตะโกนเสียงดังว่า ‘ตีกันสิ ตี
กันเลย!’
ส่วนเซียวหย่วนยิ่งไม่กล้าเชื่อหูว่ากำลังได้ยิน
สิ่งใด เขาแทบหายใจไม่ออก ยกมือสั่นเทิ้มชี้เซียว
ติ้งเฟย “เจ้าบังอาจลบหลู่มารดาใหญ่ของตัวเอง
ชักจะเอาใหญ่แล้วจริง ๆ …”
เซียวติ้งเฟยกล่าวด้วยความรำคาญ “ขนาด
ตาแก่อย่างเจ้า ข้ายังไม่อยากจะยอมรับ แล้วยาย
แก่หน้าเหม็นนั่นจะนับเป็นตัวอะไรได้!”
ตำหนักจินหลวนบังเกิดเสียงฮือฮาในบัดดล!
——————–
1. แปดกองพันรักษาพระนครแห่งซีหยวน
เป็นกองกำลังรักษาพระนครซึ่งทำหน้าที่
ดูแลรอบเมืองลั่วหยางสมัยปลายราชวงศ์
ฮั่นตะวันออก