คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 145 อับอายขายหน้า (1)
ใช่ว่าคนทั้งหลายไม่เคยได้ยินได้ฟังวาจา
หยาบคายตามท้องตลาด ทว่าสถานที่แห่งนี้คือ
ท้องพระโรงเชียวนะ!
ขันทีซึ่งยืนอยู่ข้างกายเสิ่นหลางล้วนตะลึงงัน!
จวบจนตอนนี้ทุกคนถึงรู้สึกตัว ติ้งเฟยซื่อจื่อผู้
นี้มิใช่อย่างที่พวกข้าคิด อย่างไรเสียก็เข้ารังโจร
เช่นนิกายสวรรค์ไปแล้ว เพียงฟังจากวาจาก็เดา
ได้ว่าตระกูลเซียวเจอดีแน่!
แต่ไหนแต่ไรมาขุนนางกรมพิธีการล้วนเน้น
คำว่า ‘จรรยามารยาท’ หากเป็นเมื่อก่อนครั้นพบ
เหตุการณ์เช่นนี้ เกรงว่าคงออกมาตำหนิติเตียน
แล้ว แต่ตอนนี้กลับเหลือบมองเซียวติ้งเฟยบ้าง
เหลือบมองฮ่องเต้บ้าง ครุ่นคิดว่าถึงอย่างไรคนผู้
นี้ก็เป็นถึงผู้มีพระคุณเคยช่วยชีวิตฝั่าบาท
ไม่กล้าพูด ไม่กล้าพูด
แต่ละคนก้มหน้างุดเป็นเต่าหดหัว
เซียวหย่วนร้องด้วยความเดือดดาล “ฝั่า
บาท!”
เสิ่นหลางพอทรงได้ยินวาจาหยาบคายสีหน้า
ก็แปรเปลี่ยนเช่นกัน พระขนงขมวดมุ่น ทว่า
ลำบากพระทัยอยู่บ้าง
ส่วนเซียวติ้งเฟยเตรียมคำพูดไว้ตั้งแต่แรก จึง
มองเขาและกล่าวโต้ “กตัญูรู้คุณคือคุณธรรม
อันดับแรก หากผู้เป็นบุตรไม่ทดแทนพระคุณ
บุพการีเท่ากับอกตัญู กระหม่อมตกอยู่ใน
สภาวะจำยอมจนกลายเป็นปมภายในใจยากจะ
คลายออก หากฝั่าบาทมีพระราชประสงค์จะ
บังคับฝืนใจ ไม่สู้จับตัวกระหม่อมเข้าคุกหลวงใน
ฐานะกบฏนิกายสวรรค์ ให้กระหม่อมตายและจบ
เรื่องราวทุกอย่างเสียเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
เสิ่นหลางพลันตรัสโพล่ง “จะทำเช่นนั้นได้
อย่างไรเล่า!”
พระองค์ทอดพระเนตรเซียวหย่วนพร้อมถอน
พระทัยเฮือก “ต่อให้เป็นขุนนางผู้เที่ยงธรรมก็
ยากจะตัดสินเรื่องภายในครอบครัว ส่วนเราเองก็
ไม่อาจตัดสินได้ เจ้าสร้างความดีความชอบด้วย
การช่วยชีวิตเรา แล้วเราจะเนรคุณต่อหน้าคนใต้
หล้าได้อย่างไร เช่นนั้นเราจะไม่กลายเป็นคนไร้
คุณธรรมไปหรอกหรือ ในเมื่อเจ้ากลับเมืองหลวง
มาแล้วย่อมมีเวลาคลี่คลายปมภายในใจกับ
ตระกูลเซียว ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน นอกจากนี้จง
พักฟืนรักษาตัวก่อนเถอะ วันหลังค่อยเข้าวังมา
เข้าเฝั้าไทเฮา ส่วนเรื่องอื่นค่อยหารือกันภายหลัง
แล้วกัน เลิกประชุม”
ครั้นตรัสจบก็สะบัดแขนเสื้อเสด็จออกจาก
ตำหนักจินหลวน ราวกับกลัวจะมีเรื่องบางอย่าง
มาติดพันไม่จบไม่สิ้น
บรรดาขันทีขานเลิกประชุมตาม
ต่อให้เซียวหย่วนกราดเกรี้ยวเพียงใดก็ต้อง
กล้ำกลืนจนเจ็บหน้าอก จำใจค้อมกายคารวะ
เปล่งคำว่า “น้อมส่งเสด็จ” เสียงดังพร้อมเหล่า
ขุนนางทั้งหลาย ขณะเหยียดกายขึ้นก็ทำหน้าตา
ถมึงทึงจะระเบิดอารมณ์ใส่เซียวติ้งเฟย ทว่าเมื่อ
เคลื่อนสายตามอง ไหนเลยเจ้าตัวจะยังอยู่ใน
ตำหนักอีก
เซียวติ้งเฟยรีบลุกขึ้นมาตั้งนานแล้ว เขาไป
สืบข่าวคราวจากขันทีซึ่งกำลังยืนอย่างสงบเสงี่ยม
นอกตำหนัก “สหาย หอนางโลมที่ดีที่สุดในเมือง
หลวงอยู่ตรงไหน ฝั่าบาทตรัสว่าจะพระราชทาน
ทรัพย์สินเงินทองให้ข้า แล้วจะนำมาส่งเมื่อใด
ล่ะ”
พวกคนที่ยืนเฝั้าด้านนอกเป็นเพียงขันทีน้อย
จะเคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
พวกเขาตกใจจนหน้าถอดสีทันที
ตระกูลเซียวย่อมมากอิทธิพล ทว่าหลายปีที่
ผ่านมาถืออำนาจบาตรใหญ่ ย่อมผิดใจกับสหาย
ขุนนางในราชสำนักจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ผู้มีความคิดชั่วร้ายกลุ่มหนึ่งพอจะจับเค้า
อะไรออกบ้างแล้ว
หลังจากเลิกการฟังราชกิจไม่นานก็มีขุนนาง
กลุ่มเล็ก ๆ เข้าไปรุมล้อมกล่าวแสดงความยินดี
และตีสนิทเซียวติ้งเฟย ไม่นานนักก็เดินโอบบ่า
กันจากไป ถึงกับไม่เหลือบแลเซียวหย่วนสักแวบ!
แทบเห็นได้เลยว่าติ้งกั๋วกงผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะ
กลายเป็นตัวตลกในไม่ช้า!
เซี่ยเวยมองเซียวหย่วนเดือดดาลกระวน
กระวายอยู่ไกล ๆ หน้าตาเฉย ถึงขั้นเดินเข้าไป
ยิ้มปลอบเขาหลายประโยคเสียด้วยซ้ำ “ไยท่าน
กั๋วกงต้องเก็บมาใส่ใจด้วยเล่า คุณชายคงไม่ได้อยู่
เมืองหลวงมาหลายปีจนบังเกิดความเข้าใจผิดต่อ
ท่านอยู่บ้าง ในเมื่อท่านเป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงตรง
นานวันเข้าติ้งเฟยซื่อจื่อต้องทราบว่าเป็นการ
เข้าใจผิดและมาขอขมาท่านอย่างแน่นอน”
หากไม่พูดน่ะยังดี ครั้นพูดขึ้นมาก็เหมือนราด
น้ำมันใส่กองเพลิง!
เซียวหย่วนกล้าระบายโทสะใส่เซียวติ้งเฟย
แต่มิกล้าระบายโทสะใส่เซี่ยเวยเด็ดขาด ทำได้
เพียงกัดฟันกรอดเอ่ยว่า “ขอบคุณรองราชครูเซี่ย
ที่ปลอบใจ”
ต่างไปล้อมปราบนิกายสวรรค์ที่ทงโจว
เหมือนกันแท้ ๆ เซียวหย่วนกลับถูกตำหนิด่าทอ
ในขณะที่เซี่ยเวยได้ครองอำนาจปกครองกรม
โยธาธิการ ถือว่าได้เลื่อนหนึ่งขั้น นับว่าสุขสมหวัง
ประสบความสำเร็จ รอยยิ้มที่ประดับใบหน้าทำ
ให้รู้สึกว่าอีกฝั่ายคือเซียนซึ่งเหยียบย่างไอหมอก
เมฆาลงมาจากสวรรค์เก้าชั้นฟั้า
ทุกคนมารายล้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อ
เซี่ยเวยเช่นกัน
เหตุการณ์นี้ขับให้ใบหน้าหดหู่ของเซียวหย่วน
หม่นหมองกว่าเก่า อับอายขายหน้ายิ่งนัก
*****
เมื่อเซี่ยเวยสนทนาตอบทุกคนเสร็จแล้วและ
กำลังจะเดินจากไป ขันทีน้อยผู้หนึ่งก็รีบร้อนเข้า
มาเชิญตัวเขาให้ไปยังหอจดหมายเหตุหลวงใต้
เพียงคิดก็รู้ว่าเสิ่นหลางมีรับสั่งให้เข้าเฝั้า
เซี่ยเวยมาถึงหอจดหมายเหตุหลวงใต้ เมื่อ
มองเข้าไปก็พบว่าเสิ่นหลาง กำลังเดินหมากล้อม
กับคนผู้หนึ่ง ฝังตรงข้ามคือสมณะซึ่งมิได้ดูมีจิต
เมตตาสักเท่าใดนัก กระทั่งว่ายังกอปรด้วยความ
ดุร้ายอยู่หลายส่วนเสียด้วยซ้ำ ครั้นเห็นว่าเซี่ยเวย
มาถึงแล้วก็ลุกขึ้นด้วยกิริยาท่าทางแสนจะเป็น
ธรรมชาติ สิบนิ้วประนมพร้อมกล่าวยิ้ม ๆ “อมิ
ตาภพุทธ คารวะใต้เท้าเซี่ย”
เซี่ยเวยค้อมกายและเผยรอยยิ้มตอบ “ไม่ได้
พบสมณะหยวนจีมานาน บัดนี้เห็นท่านมีจิตสงบ
นิ่งมากขึ้น เห็นทีคงเข้าถึงหลักธรรมไปอีกขั้น
แล้ว”
หยวนจีถ่อมตนนัก “ยามอยู่เบื้องหน้าท่าน มิ
กล้ากล่าวถึงพระธรรม”
สองคนนี้ ผู้หนึ่งคือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
ส่วนอีกผู้หนึ่งคือพระอาจารย์ของฮ่องเต้
สมัยนั้นเสิ่นหลางขึ้นครองราชย์ได้อย่าง
ราบรื่นเพราะพึ่งพาความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่
จากทั้งสอง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคุ้นเคยกันมาก
เสิ่นหลางไม่จำเป็นต้องตรัสอะไรให้มากความ
ทรงโยนตัวหมากในพระหัตถ์กลับลงกล่อง
ตรัสว่า “เมื่อครู่เรากำลังสนทนากับไต้ซือเรื่อง
ว่านซิวจื่อแห่งนิกายสวรรค์ เจ้าคนชั่วช้าผู้นี้เคย
ถกหลักธรรมพ่ายแพ้ไต้ซือ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อย
วางจิตคิดชั่ว บัดนี้จึงกลายเป็นเภทภัยต่อโลก
มนุษย์ ช่างเป็นความกังวลอันยิ่งใหญ่ภายในใจ
เราเสียเหลือเกิน เซียนเซิงคิดเห็นเช่นไรกับติ้ง
เฟยซื่อจื่อที่กลับมาวันนี้”
เซี่ยเวยย้อนถาม “ฝั่าบาททรงเห็นว่าอย่างไร
พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางตรัสตอบ “เราไม่ได้พบหน้าติ้งเฟย
มายี่สิบปี ไหนเลยจะจดจำรูปร่างหน้าตาของเขา
ได้แม่นยำ มิหนำซ้ำเวลายี่สิบปีผันผ่านรวดเร็ว
รูปลักษณ์ยามวัยเยาว์ไม่อาจนับได้เนื่องจาก
คนเราย่อมเติบโตและเปลี่ยนแปลง ทว่าขณะอยู่
ตำหนักจินหลวนเราหยั่งเชิงถามเขาถึงเรื่องราว
สมัยเด็ก สำหรับตัวเราเองเรื่องน่าสนุกบางอย่าง
ยังพอจำได้ จึงจงใจแต่งเรื่องเพิ่มบ้าง ปรากฏว่า
เขาเองก็จำไม่ได้หรือไม่ก็ไม่กล้ายืนยันว่าเคย
เกิดขึ้นหรือเปล่า ทว่ากลับสมจริงอยู่หลายส่วน
เพียงแต่เราไม่กล้าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าติ้งเฟยใน
สมัยนั้นจะกลายเป็นเช่นนี้…”
พระเนตรเปล่งประกายวาบ ยากจะคาดเดา
อยู่บ้าง
เซี่ยเวยเอ่ย “หากสิ่งที่ติ้งเฟยซื่อจื่อกล่าวใน
ตำหนักเรื่องที่ว่านิกายสวรรค์ต้องการเลี้ยงดูเขา
เป็นหุ่นเชิดคือความจริง เขาย่อมได้รับการอบรม
เลี้ยงดูให้ไม่แตกฉานทั้งบุ๋นและบู๊ ต่อให้สมัยก่อน
เคยมีพรสวรรค์เป็นเลิศ หากภายหลังปราศจาก
การร่ำเรียนเขียนอ่านจนเสียเปล่าก็นับเป็นเรื่อง
ปกติพ่ะย่ะค่ะ เมื่อเทียบกับการที่คนผู้นี้จะใช่ตัว
จริงหรือเปล่า ฝั่าบาทคงกังวลพระทัยยิ่งกว่าสินะ
พ่ะย่ะค่ะว่าอาจเป็นแผนการของนิกายสวรรค์”
เสิ่นหลางถอนพระทัย “ผู้รู้ใจเราคือเซียน
เซิง!”
พระองค์ทรงลุกขึ้นเอาพระหัตถ์ไพล่หลังเดิน
ย่ำพระบาทอยู่ภายในหอจดหมายเหตุหลวงใต้
“หากนิกายสวรรค์ต้องการใช้เขาเป็นหุ่นเชิดจริง
แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการที่บัดนี้เขา
เดินทางมาถึงเมืองหลวงจะเป็นแผนการของ
นิกายสวรรค์หรือไม่ ว่านซิวจื่อเจ้าเล่ห์เพทุบาย
จนมิอาจดูแคลน เพียงแต่…”
เซี่ยเวยกล่าวต่อ “เพียงแต่ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็
เป็นผู้มีพระคุณเคยช่วยชีวิตฝั่าบาท ทั้งยังเป็นที่
โจษจันของราษฎรทั้งแผ่นดิน ทำให้ทรงตกอยู่ใน
สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหลือแสน”
เสิ่นหลางตรัส “เรื่องตึงมืออยู่ตรงนี้เอง”
เซี่ยเวยครั้นได้ฟังก็เผยรอยยิ้ม “ไยฝั่าบาท
ต้องกังวลพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางและสมณะหยวนจีต่างมองเขา
บทที่ 145 อับอายขายหน้า (2)
เซี่ยเวยเอ่ย “ในเมื่อฝั่าบาททรงระลึกถึง
บุญคุณครั้งเก่า มิหนำซ้ำเขายังเป็นที่โจษจันของ
ราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน หากจะพระราชทานพระ
มหา-กรุณาธิคุณแก่ติ้งเฟยซื่อจื่อเป็นเท่าตัวก็ถือ
ว่าปกติ การปล่อยให้เขาพูดพล่ามเหลวไหลไร้
สาระในตำหนักจินหลวนแสดงให้เห็นถึงพระ
มหา-กรุณาธิคุณแล้ว ถ้าเรื่องนี้เป็นแผนการของ
นิกายสวรรค์ ไม่ช้าก็เร็วต้องเผยสายสนกลในให้
เห็น เทียบกับการปล่อยตัวติ้งเฟยซื่อจื่อไป ไม่สู้
เก็บเขาไว้เพื่อคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดจะดีกว่า
หากเขาปราศจากส่วนเกี่ยวข้องกับนิกายสวรรค์
จริง ฝั่าบาทย่อมทรงหลุดพ้นจากสภาวะกลืนไม่
เข้าคายไม่ออก หากเขายังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
นิกายสวรรค์ ฝั่าบาทก็ทรงเคยแสดงพระมหา
กรุณาธิคุณต่อเขาไปแล้ว ถึงเวลานั้นถ้าต้อง
สังหารก็นับว่าเขาหาเรื่องใส่ตัว แล้วใต้หล้านี้จะ
ยังมีผู้ใดติเตียนได้อีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางทรงพิเคราะห์อยู่นาน “เช่นนี้ถือว่า
เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว จริงสิ ได้ยินว่าท่านถูก
ลอบสังหารระหว่างทางกลับมาเมืองหลวงด้วย
หรือ”
เซี่ยเวยผงกศีรษะ “ผู้ลอบสังหารล้วนเป็น
หน่วยกล้าตาย คล้ายพุ่งเปั้ามาที่ติ้งเฟยซื่อจื่อพ่ะ
ย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางตรัสถาม “เก็บพยานผู้รอดชีวิต
เอาไว้บ้างหรือไม่”
เซี่ยเวยตอบอย่างเรียบเฉย “สุดท้ายเหลือรอดอยู่
ผู้หนึ่ง แต่กระหม่อมเห็นว่ามันเป็นหน่วยกล้าตาย
รู้ดีแก่ใจว่าไม่อาจถามอะไรได้แน่ จึงสั่งให้สังหาร
มันเสียพ่ะย่ะค่ะ”
“อา เช่นนี้…” เสิ่นหลางคล้ายคาดไม่ถึง
หลุบพระเนตรขบคิดสักครู่ประหนึ่งเสียดายเล็ก
ๆ “ก็น่าเสียดายอยู่บ้างจริง ๆ”
เพียงแต่ปราศจากเจตนาจะซักไซ้ไล่เลียง
เซี่ยเวย “กระหม่อมเลินเล่อเองพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางรีบโบกพระหัตถ์ “ไม่เป็นไร ก็แค่
หน่วยกล้าตาย เราคิดว่านิกายสวรรค์คงยังไม่
ยอมล้มเลิกความคิดชั่วช้าหรอก ติ้งเฟยซื่อจื่ออยู่
นิกายสวรรค์มาช้านานย่อมรู้เรื่องราวภายใน
นิกายไม่น้อย คนพวกนั้นจึงจะสังหารปิดปาก
บัดนี้เขาเพิ่งกลับมาเมืองหลวง ยังปรับตัวไม่ค่อย
ได้สักเท่าไหร่ ค่อยบอกให้เขาเล่าเพิ่มเติมอีก
หน่อยแล้วกัน แต่คงต้องรบกวนเซี่ยเซียนเซิง
แล้ว”
เซี่ยเวยค้อมกาย “กระหม่อมยินดีทำคุณไถ่
โทษพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางทรงพระสรวล “คำพูดของเซี่ย
เซียนเซิงหนักเกินไปแล้ว”
เช่นนี้จึงถือว่าหมดธุระ เขาเชิญให้เซี่ยเวยนั่ง
ลงเล่นหมากล้อมกระดานหนึ่ง จากนั้นมีรับสั่งให้
ขันทีฝั่ายในซึ่งคอยถวายการปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง
เป็นผู้ส่งเซี่ยเวยออกจากวังด้วยตนเอง
ครั้นเซี่ยเวยออกจากหอจดหมายเหตุหลวงใต้
สมณะหยวนจีจึงทอดสายตามองหมากขาวและ
ดำซึ่งบุกเข่นฆ่าจนยากจะรู้ผลแพ้ชนะบน
กระดาน ดวงตาเผยแววครุ่นคิดเล็กน้อย “จับ
เป็นหน่วยกล้าตายได้ หากพากลับเมืองหลวงไม่
แน่อาจเค้นอะไรออกมาสำเร็จ ผู้ใดบ้างเล่าไม่
เกรงกลัวความตาย โดยเฉพาะผู้ที่เคยเดินผ่าน
ตำหนักพญายมมาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าพอเซี่ยจวี
อันจับตัวกลับสังหารทิ้งทันที ช่างขัดกับนิสัยหนัก
แน่นมั่นคงละเอียดรอบคอบของเขายิ่งนัก”
เสิ่นหลางถอนพระทัยยาว
ยกพระหัตถ์ปัดเบา ๆ หมากในกระดานเมื่อ
ครู่ร่วงกระแทกพื้นจนหมดสิ้น
พระองค์ตรัสเย้ยหยัน “ผู้ใดจะทราบว่า
หากเซี่ยเซียนเซิงไม่สังหารหน่วยกล้าตายผู้นี้
ยามจับเป็นกลับเมือง เค้นปากคำมาแล้วเขาจะ
บอกว่าผู้อยู่เบื้องหลังจะเป็นนิกายสวรรค์หรือใคร
อื่นกันแน่ หากไม่ขัดขวางนักฆ่า ผู้จบชีวิตก็ย่อม
เป็น ‘ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต’ ของเรา แต่หาก
จับกุมนักฆ่ากลับมา ผลการไต่สวนอาจเป็นติ้งกั๋ว
กงเซียวหย่วนก็เป็นได้ ในเมื่อต้องตัดสินใจเลือก
ด้วยความยากลำบากถึงเพียงนี้ ไม่สู้สังหารเจ้านัก
ฆ่าเสียเลยดีกว่า ถึงอย่างไรหากนิกายสวรรค์มี
หน่วยกล้าตายร้ายกาจขนาดนี้จริง เหตุใดไม่
นำมาใช้งานตั้งแต่แรกเล่าจะได้เข่นฆ่าขุนนาง
น้อยใหญ่ให้หมดสิ้นเสียเลย ถ้าพวกเขาจะลงมือ
ทั้งทีก็ควรเอาให้ถึงตาย มิฉะนั้นอย่าลงมือเสีย
ดีกว่า แม้เซียวหย่วนจะเป็นท่านลุงของเราทว่า
กลับทำเสียงาน เขาทำงานไม่เรียบร้อยจนต้อง
ให้เซี่ยเซียนเซิงมาช่วยจบงานให้! ถ้าคราวนี้ไม่มี
เซียนเซิงแล้วสิ่งที่ท่านลุงลอบทำทั้งหมดถูกเปิด
โปง คนใต้หล้ามิสงสัยเอาหรือว่าสมัยนั้นเคยเกิด
เรื่องอะไรขึ้น?!”
วาจาแฝงด้วยความอำมหิต
สมณะหยวนจีจึงรู้ว่าฮ่องเต้บังเกิดจิตสังหาร
ต่อตระกูลเซียวแล้ว บางทีเซียวติ้งเฟยอาจเป็น
หมากชั้นดีกระดานแรก
เพียงแต่…
เขากลับสงสัยจุดหนึ่งเสียยิ่งกว่า เป็นต้นว่า
เตาฉินกับเจี้ยนซูซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเซี่ย
เวยออกจะร้ายกาจเกินไปหน่อย ทั้งที่ติ้งกั๋วกง
ถึงกับส่งหน่วยกล้าตายไป แต่ก็ยังไม่อาจประสบ
ความสำเร็จอยู่ดี
*****
เซียวติ้งเฟยรู้สึกเพียงว่าชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมี
ช่วงเวลาใดมีหน้ามีตาเช่นนี้มาก่อน เขามีสหาย
เสเพลคบหากันเพื่อกินดื่มเที่ยวเล่น คนมากมาย
ที่นั่งอยู่ล้วนเป็นขุนนางราชสำนักและลูกหลาน
ตระกูลใหญ่ ชูจอกเรียกขานเป็นพี่น้อง
ไม่ต้องสนใจหรอกว่าคนเหล่านี้มีเจตนาเช่นไร
ขอเพียงร่วมกินร่วมดื่มก็ถือเป็นสหายได้หมด!
เขาแสดงท่าทางเยี่ยงคุณชายเสเพลที่บ่ม
เพาะมาหลายปีสุดความสามารถ ถ้อยคำลามก
อนาจารและเรื่องตลกขำขันต่างพรั่งพรู เกิดเสียง
โห่ร้องชื่นชมดังขรม
เมื่อการดื่มสุราจบลงก็เข้าไปนอนในห้องอุ่น
[1]ส่วนตัว ถึงกับหลับยาวจนโพล้เพล้
พ่อบ้านซึ่งจวนกั๋วกงส่งมารับตัวโมโหแทบ
เป็นแทบตายอยู่ชั้นล่างมาเนิ่นนาน
ทว่าเขากลับไม่รีบร้อน ครั้นตื่นแล้วถึงเดินโซ
ซัดโซเซท่าทางเฉื่อยเนือยลงมาชั้นล่าง ตอนเห็น
กลุ่มคนคอยอยู่ก็ไม่เหลือบแลแยแส กระโดดขึ้น
รถม้าที่จอดรออยู่ภายนอกด้วยตนเอง ทว่าจู่ ๆ ก็
ยืนบนที่นั่งสารถีนิ่งไม่ไหวติงเหมือนนึกอะไรออก
พ่อบ้านกัดฟันกรอดพลางเร่งรัด
คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล่าวโพล่ง “ไปที่จวนรอง
เสนาบดีเจียงก่อน ได้ยินว่าคุณหนูรองเจียง
หน้าตางดงามเป็นพิเศษ ดีกว่าเซียวซูผายลมสุนัข
อะไรนั่นตั้งเยอะ เมื่อมาถึงเมืองหลวงก็สมควรไป
คารวะคนดังประจำพื้นที่ก่อนสิ ข้าต้องไปเยี่ยม
คารวะด้วยตนเองสักครั้ง”
พ่อบ้านพลันตาโตอ้าปากค้าง
จวนติ้งกั๋วกงมีเจตนารับตัวเซียวติ้งเฟยกลับ
ไปเพื่อดูตื้นลึกหนาบาง ทั้งครอบครัวแทบจะรอ
เขามาตลอดวัน แต่พอเขาสบโอกาสกลับบอกว่า
ต้องการไปจวนตระกูลเจียง
พ่อบ้านเป็นคนสนิทของหลูซื่อ ติ้งกั๋วกงฮูหยิ
นคนปัจจุบัน พอได้ยินว่าจู่ ๆ มี ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’
โผล่มาก็รู้ว่าสถานการณ์ย่ำแย่แล้ว
ตำแหน่งซื่อจื่อมีได้เพียงผู้เดียว
เดิมทีคุณชายเซียวเยี่ยมั่นใจเป็นล้นพ้น แต่
เมื่อมีเซียวติ้งเฟยเพิ่มเข้ามา อีกทั้งยังมีสถานะ
เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตฝั่าบาท มีเพียงสวรรค์ที่รู้
ว่าภายในจวนกั๋วกงจะเกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน
เช่นไร
พ่อบ้านติดตามหลูซื่อและจงรักภักดีต่อเซียว
เยี่ย เมื่อเห็นเซียวติ้งเฟยย่อมไม่ถูกชะตาเป็น
ธรรมดา
เขาพลันคิดจะปฏิเสธ
แต่เมื่อลองนึกดูอีกครา เซียวติ้งเฟยไม่รู้จัก
มารยาทเช่นนี้ไม่เป็นการดีหรือไร เมื่อชื่อเสียง
พรรค์นี้แพร่ออกไป หากคิดจะช่วงชิงตำแหน่ง
ซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงจะไม่กลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน
หรอกหรือ!
ดังนั้นพ่อบ้านจึงกลอกตาและไม่ได้ปฏิเสธ สั่ง
สารถีให้บังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเจียง
จริง ๆ ส่งเทียบเชิญพร้อมบอกกล่าวตามตรงว่า
ต้องการพบคุณหนูรองเจียง
การมาครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกแก่เจียง
ปั๋อโหยว
จากนั้นแปรเป็นโทสะ
ช่วงเช้าขณะปรึกษาข้อราชกิจภายในตำหนัก
จินหลวน เขาที่มองเห็นชัดเจนจะไม่รู้ได้อย่างไร
ว่าติ้งเฟยซื่อจื่อซึ่งเพิ่งกลับมาเมืองหลวงเป็นคน
โง่เง่าไร้แก่นสารเพียงใด เรื่องมาจวนตระกูลเจียง
น่ะช่างเถิด แต่การบอกกันโต้ง ๆ ว่าต้องการพบ
บุตรีเขาโดยไม่แม้แต่จะเข้ามาคารวะประมุขของ
บ้านเช่นเขาน่ะ!
มันมีอย่างนี้ที่ไหนกัน!
เจียงปั๋อโหยวอยู่ในห้องอักษร หัวเสียจนต้อง
ตบโต๊ะลุกพรวด ตะโกนเสียงดังว่า “เหลวไหลทั้ง
เพ! กระทำเยี่ยงนี้เหมาะสมหรือ! รีบบอกให้คนไล่
ตะเพิดออกไปเสีย! ชื่อเสียงลูกสาวข้าจะมาถูกมัน
ทำให้เสื่อมเสียได้อย่างไร?!”
ฉางจั๋วซึ่งคอยปรนนิบัติภายในห้องตัวสั่น
งันงก เหงื่อเย็นเยียบผุดเต็มหน้าผาก
แต่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับมีรากงอกใต้ฝั่า
เท้า
เจียงปั๋อโหยวเห็นเขาไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน
จึงอดกล่าวอย่างฉุนเฉียวไม่ได้ “เหตุใดยังไม่ไป
อีก”
ฉางจั๋วยิ้มขื่น “มะ เมื่อสักครู่คุณหนูรองผ่าน
มาได้ยินเข้าพอดี นางจึงไปพบแล้วขอรับ”
“…”
เจียงปั๋อโหยวตะลึงงัน
——————–
1. ห้องอุ่น เป็นห้องชั้นนอกที่มีเตาอุ่นหรือ
เตียงเตา