คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 146 ก่อเรื่อง (1)
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งทางซ้ายของโถงรับแขก
มองผู้ที่นั่งอยู่ทางด้านขวาและอดนึกสงสัยไม่ได้
ว่า รูปร่างดูผอมสูง แต่ไยความกล้าในตัวถึง
มากมายนักนะ
นางคิดว่าอีกฝั่ายคงมาพบตนจนได้นั่นแหละ
แต่ก็ไม่นึกว่าจะรวดเร็วปานนี้
เพิ่งผ่านมาไม่ถึงสองวันเอง
เซียวติ้งเฟยไม่ได้พาพ่อบ้านตัวเกะกะผู้นั้น
เข้ามาด้วย เขายกชาดื่มอึกหนึ่งพลางหรี่ตาอย่าง
อิ่มเอม ยิ้มร่าเอ่ยว่า “คุณหนูรองบอกว่าจะดูแล
ข้ามิใช่หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “ท่านจำแม่นนัก”
เซียวติ้งเฟยใช้สองมือประคองถ้วยชาพร้อม
ส่งเสียงถอนหายใจดังเฮ้อ “คุณหนูรองอาจยังไม่
รู้ ข้าอยู่ในเมืองหลวงถือว่าไร้ญาติขาดมิตร และ
เช้าวันนี้ยังผิดใจกับบิดาตัวดีที่ตำหนักจินหลวน
อีกด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงไว้หน้า “อ้อ?”
เซียวติ้งเฟยจึงเล่าใส่สีตีไข่ถึงสิ่งที่เกิดขณะ
ปรึกษาข้อราชกิจเช้า เขาปราศจากท่าทีสำนึกผิด
แม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับแสดงท่าทางออก
ลวดลาย น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจคล้ายไปทำ
เรื่องยิ่งใหญ่อะไรมา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้อยู่แล้วว่าคนผู้นี้ร้ายกาจ
ชาติก่อนเซียวติ้งเฟยสนิทสนมกับนางมาก
หากสืบถามถึงต้นเหตุก็คงเพราะยามนั้นนางเป็น
ศัตรูกับเซียวซูและตระกูลเซียว กำลังต่อสู้กัน
ดุเดือด ศัตรูของศัตรูคือสหาย ส่วนประการที่
สองน่ะหรือ เซียวติ้งเฟยผู้นี้ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วน
ดูรูปโฉม เป็นคนเจ้าชู้บ้ากาม ส่วนนางเองก็ชอบ
หยอกเย้ายั่วยวน จึงไม่เท่ากับว่าคนเลวย่อม
ดึงดูดคนเลวด้วยกันหรือไรเล่า
นางเองก็ชอบคนอย่างเซียวติ้งเฟย
ช่วยไม่ได้ที่เขาเป็นดาบชั้นดีซึ่งมักคอยทิ่ม
แทงตระกูลเซียวให้เต้นเป็นเจ้าเข้า มิหนำซ้ำพวก
ตระกูลเซียวยังมิอาจทำอะไรนางได้ ต่อให้เป็น
เซียวซูผู้สูงส่งและสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนก็ยังเดือด
ดาลจนต้องดื่มยาระงับเพลิงโทสะอยู่เสมอ
แต่ว่าชาตินี้…
เจียงเสวี่ยหนิงมองสายตาของอีกฝั่ายที่ไม่ว่า
จะพูดอะไรก็วนเวียนอยู่ที่ใบหน้าตน จึงมั่นใจว่า
เรื่อง ‘คบคนที่หน้าตา’ ของเขามิได้เปลี่ยนแปลง
แม้แต่น้อย ทว่าอีกสาเหตุคงเป็นเพราะ
ความสัมพันธ์ของนางกับจวนหย่งอี้โหวกระมัง
จวนหย่งอี้โหวเป็นตระกูลฝังมารดาของเซียว
ติ้งเฟย เยี่ยนหลินเป็นญาติผู้น้องของเขา
ในเมืองหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่านางสนิทสนม
กับเยี่ยนหลิน
ครั้นนึกถึงเยี่ยนหลิน เจียงเสวี่ยหนิงก็หดหู่
กว่าเดิมหลายส่วน เมื่อคืนสติก็ได้ยินคนตรงหน้า
พูดจาเกินจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ฮ่องเต้ซาบซึ้ง
พระทัยแทบหลั่งพระอัสสุชล เซียวหย่วนถูกเขา
ยั่วโมโหจนขยี้เท้าร่ำไห้ อะไรต่อมิอะไรมากมาย
ไปหมด…
โม้จนจะลอยขึ้นสวรรค์อยู่แล้ว!
นางปวดศีรษะ จำต้องตัดบทโดยพลัน
“ซื่อจื่อ ข้าทราบแล้ว ดังนั้นท่านต้องการให้ข้า
ดูแลเช่นไร”
เซียวติ้งเฟยกำลังคุยโวถึงอารมณ์ แค้นใจที่ไม่
อาจพูดว่าต้องการให้เจ้าคนแซ่เซี่ยผู้นั้นคุกเข่าให้
ตนเองด้วย เมื่อถูกตัดบทกะทันหันจึงไม่พอใจ
เล็กน้อย แต่พอช้อนตามอง แม่นางผู้ตัดบทเขา
ดวงหน้างามพิลาส สว่างไสวดุจดวงตะวันยามเช้า
เฉิดฉันดั่งสัตตบงกชชูช่อกลางสายธารใสกระจ่าง
คิ้วโก่งซึ่งบรรจงแต่งแต้มเบาบางนั้นสลักลึกถึง
ดวงจิต ทำให้แม้แต่หัวใจยังชาวาบ สุขซาบซ่าน
ไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ไหนเลยยังจะจดจำความ
ไม่สบอารมณ์อันใดได้อีก
เขาประชิดเข้าหานางด้วยท่าทางคล้าย
ต้องการประจบเอาใจ “ก็ไม่มีอะไร แค่ใคร่ขอคำ
ชี้แนะเท่านั้น”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้ว “ขอคำชี้แนะ?”
เซียวติ้งเฟยเหยียดนิ้วมือนับ “เจ้าดูสิ ข้ามี
บิดาตัวดีอยู่คนหนึ่ง มีน้องสาวตัวดีอยู่คนหนึ่ง มี
น้องชายตัวดีอยู่คนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีมารดา
เลี้ยงตัวดีอยู่อีกคนด้วย เฮ้อ พอข้าคนนี้กลับมา
พวกเขาย่อมไม่สบอารมณ์และคิดจะจัดการข้า
ได้ยินว่าสมัยก่อนเจ้าเป็นจอมมารร้ายนามอุโฆษ
ในเมืองหลวงเช่นกัน ตอนนั้นพอกลับมาก็ก่อ
เรื่องวุ่นวายจนทั้งครอบครัวอยู่กันไม่เป็นสุข เดิม
ทีข้ากะจะเลียนแบบเจ้า แต่พอคิดให้ดี ตระกูล
เซียวร้ายกาจกว่าตระกูลเจียงเป็นอักโขใช่หรือไม่
เจ้าว่าข้าควรทำตัวเป็นเต่าหดหัวไปสักระยะเพื่อ
รักษาชีวิตก่อน เมื่อคุ้นเคยกับทุกสิ่งแล้วค่อย
จัดการพวกเขาอีกคราดีหรือเปล่า”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ข้ากลายเป็น ‘จอมมารร้าย’ ไปได้อย่างไรนี่
เซียวติ้งเฟยกะพริบตา “เป็นอะไร มีสิ่งใดไม่
ถูกต้องหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงอมยิ้ม “เปล่า ไม่มี เพียงกำลัง
คิดว่าต่อให้ท่านต้องการทำตัวเป็นเต่าหดหัว
เกรงว่าคงจะเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์อยู่ดี
กระมัง”
เซียวติ้งเฟยฉงนสนเท่ห์ “อธิบายได้หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงท่าทีประหนึ่งคนเคยผ่าน
มาแล้ว กล่าวอย่างแช่มช้า “เรื่องนี้แฝงสิ่งที่ต้อง
เรียนรู้มากมาย ต้องรู้ไว้ว่าคนเราล้วนเลือกรังแก
ผู้อ่อนแอกว่า หากท่านแสดงความอ่อนแอตั้งแต่
แรกจะทำให้ทุกคนคิดว่าท่านรังแกง่าย เช่นนี้
ภายหลังก็อย่าหวังจะมีชีวิตสงบสุขอีกเลย ไม่ว่า
ใครก็ล้วนคิดจะเหยียบท่านให้จมดินทั้งสิ้น ลอง
คิดดูสิว่าสมัยก่อนยามท่านอยู่นิกายสวรรค์เคยใช้
ชีวิตเช่นไร บัดนี้ครั้นกลับเมืองหลวง กลับบ้าน
ของตนแล้ว หรือว่ายังต้องการอึดอัดคับข้องใจยิ่ง
กว่าตอนอยู่นิกายสวรรค์อีก แบบนั้นจะกลับมา
ทำไมเล่า มิหนำซ้ำท่านก็ผิดใจกับพวกเขาไป
เรียบร้อย มัวหดหัวแล้วจะไปมีประโยชน์อันใด”
เซียวติ้งเฟยผงกศีรษะ “มีเหตุผล”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทางของเขาก็ไม่เชื่อว่า
อีกฝั่ายไม่เคยนึกถึงประเด็นนี้
ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนก็คือการเสแสร้ง
ไม่ใช่หรือไร
นางกล่าวยิ้ม ๆ “คุณชายติ้งเฟยยังมีปณิธาน
อันใดบนโลกนี้หรือไม่”
เซียวติ้งเฟยพูดโพล่งโดยไม่ต้องคิด “กินดี
ที่สุด ดื่มสุราร้อนแรงที่สุด หลับนอนกับสตรีที่
งามที่สุด ใช้ชีวิตด้วยความสุขสมสาแก่ใจ ไม่ว่า
ใครก็อย่าคิดให้ข้ากลับไปทนทุกข์อีก!”
อืม
คำตอบเดียวกับชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
เจียงเสวี่ยหนิงสบายใจ ประดับรอยยิ้มเมตตา
สิบสองส่วน “เช่นนั้นท่านทราบหรือไม่ว่าผู้ใด
ขัดขวางชีวิตที่มีความสุขของท่าน”
เซียวติ้งเฟยคิดในใจ นอกจากเจ้าสุนัขแซ่เซี่ย
ผู้นั้นแล้วยังจะมีมารดาใครอีกเล่า ทว่าเมื่อหวน
นึกอีกครา หากปราศจากเซี่ยเวย เขาก็จะ
ปราศจากวันนี้เช่นกัน
เพียงแต่คำพูดนี้ไม่อาจกล่าวกับเจียงเสวี่ย
หนิง
เขาแสดงสีหน้าล้างหูน้อมรับฟัง “ผู้ใดหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตะล่อมเขา “ก็ตระกูลเซียวน่ะ
สิ”
เซียวติ้งเฟยพลันมีสีหน้าจริงจัง “ไยจึงกล่าว
เช่นนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงหว่านล้อม “ท่านรู้จักจวนหย่ง
อี้โหวหรือไม่”
เซียวติ้งเฟยตอบ “รู้จัก ตระกูลฝังมารดาของ
ข้า ล่มสลายไปแล้ว”
ใช่ ล่มสลายไปแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบเปลือกตาเล็กน้อย นึกถึง
วันเกิดของเยี่ยนหลิน สองพี่น้องตระกูลเซียว
เคียงคู่โผล่มาในงานเลี้ยง ทุกคำพูดทุกการ
กระทำของพวกเขา รวมทั้งพฤติกรรมโอหังอวดดี
ต่อจากนั้นของเซียวหย่วน
บริเวณหัวคิ้วและดวงตาทวีความเย็นเยียบ
หนึ่งส่วน
เพียงแต่นางมิได้เปิดเผย กะพริบตาหัวเราะ
ขึ้นมาอีกครา กล่าวต่อไปว่า “ข้ารู้สึกเสียดาย
แทนซื่อจื่อ ต้องจากเมืองหลวงไปยี่สิบปี กลับถูก
ผู้อื่นครอบครองสิ่งที่เป็นของตนโดยพลการ
เซียวเยี่ยผู้นั้นเกิดจากภรรยาคนที่สอง แต่กลับ
คิดว่าตนเป็นซื่อจื่อ ยังไม่ทันได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ก็ถืออำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวง
เสียแล้ว พี่สาวน้องชายกำเริบเสิบสานยิ่งนัก
ครอบครองสถานะของท่าน ครอบครอง
บรรดาศักดิ์ของท่าน ใช้จ่ายทรัพย์สมบัติของท่าน
เสพสุขกับสิ่งที่เป็นของท่านอย่างอุกอาจ!
ความแค้นนี้ข้าคิดแล้วก็ไม่อาจทานทน หากจวน
โหวยังดำรงอยู่และเยี่ยนฮูหยินไม่ได้คับข้องใจจน
ต้องลาโลกเพราะเหตุนี้ละก็ พวกเขาต้องยืนหนุน
หลังท่านแน่นอน ไหนเลยจะถึงคราวให้ท่านกั๋ว
กงอะไรนั่นตำหนิสั่งสอนท่านในตำหนักจินหลวน
ได้ สมัยนั้นหากมิใช่เพราะเยี่ยนฮูหยินแต่งงานกับ
เขา บรรดาศักดิ์กั๋วกงคงไม่ตกถึงมือเขาหรอก
นับว่าเป็นคนถ่อยเนรคุณ! ซื่อจื่อ ท่านเป็น
ลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ ๆ ไม่ควรแสดงความ
อ่อนแอต่อหน้าเดรัจฉานกลุ่มนี้สิ”
เซียวติ้งเฟยมีท่าทางครุ่นคิด “ไม่ควรจริง
ด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองเขา รู้ดีแก่ใจว่าคนผู้
นี้น่ะสารเลว เกรงว่าสาเหตุที่วันนี้มาพบตนคง
เพราะหาวิธีไม่ได้ แต่นางก็ไม่ถือสาที่จะหลอกใช้
ซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงค่อย ๆ กล่าวต่อไปว่า
“ท่านมาถึงเมืองหลวงเป็นครั้งแรก หากไม่ทราบ
ว่าจะต้องทำเช่นไร ให้ข้าลองสอนดีหรือไม่”
ในที่สุดเซียวติ้งเฟยก็เผยรอยยิ้มเบิกบาน
“คุณหนูรองช่างดีต่อข้าเหลือเกิน”
อ้อมค้อมมาครึ่งค่อนวัน สิ่งที่เขาต้องการก็คือ
คำพูดประโยคนี้!
ลำพังแค่ตัวเขาเองย่อมไม่กล้าก่อเรื่องก่อราว
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าเจ้าคนแซ่เซี่ยผู้นั้นจะลงดาบ
ตนหรือไม่ แต่หากเขา ‘เรียนรู้’ ลูกไม้จากเจียง
เสวี่ยหนิงละก็เจ้าคนแซ่เซี่ยคงโทษเขาไม่ได้แล้ว
กระมัง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคิดตามคำพูดของเจียง
เสวี่ยหนิง แม้คนแซ่เซี่ยจะไม่เคยสั่งว่าต้องทำเช่น
ไรกับตระกูลเซียว แต่หากเขาทำตนเป็นเต่าหด
หัวจริง แม้ปากของคนแซ่เซี่ยจะไม่พูดอะไร แต่
ในใจคงเย้ยหยันแน่
เจียงเสวี่ยหนิงจึงส่งเสียงดังบอกเด็กรับใช้ซึ่ง
กำลังเฝั้าอยู่ข้างนอกให้ไสหัวไปไกล ๆ หน่อย
เมื่อคนจากไปแล้วค่อยเรียกให้เซียวติ้งเฟยเอียง
ใบหูมา กระซิบกระซาบอยู่กว่าครึ่งชั่วยาม
เซียวติ้งเฟยผงกศีรษะปลก ๆ
ครั้นถึงเวลากล่าวอำลา ใบหน้าเขาก็สุดแสน
กระหยิ่มยิ้มย่อง มองเจียงเสวี่ยหนิงประดุจมอง
พระโพธิสัตว์ที่สักการะบูชากันในวัดวาอาราม
ประสานมือเอ่ยว่า “ฮ่องเต้พระราชทานสิ่งของ
มาให้ข้าจำนวนมาก เกรงว่าคงส่งมาแล้ว วันหลัง
ข้าจะสั่งให้คนหามมาเพื่อแสดงความนับถือ
คุณหนูรองนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็พลอย
อารมณ์ชื่นมื่น กล่าวตามมารยาทสองประโยค
จากนั้นจึงใช้สายตาส่งเขาออกไปจากห้องโถง
บทที่ 146 ก่อเรื่อง (2)
ไม่รู้ว่ารถม้าของจวนกั๋วกงรออยู่ข้างนอกนาน
เท่าใดแล้ว
พ่อบ้านกับสารถีต่างมีสีหน้าบูดบึ้ง หดคออยู่
ท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือก หนาวจนร่างสั่น
เทิ้ม เมื่อเห็นเซียวติ้งเฟยเดินอารมณ์ดีออกมา
จากจวนตระกูลเจียงก็แค้นใจจนแทบกัดฟัน
แหลกเป็นเสี่ยง ๆ !
เซียวติ้งเฟยไม่ยี่หระ
หลังจากกล่าวอำลาเจียงเสวี่ยหนิงก็ทำตัวยโส
โอหังดั่งได้รับปั้ายทองละเว้นโทษตาย เชิดหน้าชู
คอขึ้นฟั้า ไม่เห็นผู้ใดในสายตา กระโดดขึ้นรถม้า
แล้วพูดว่า “ยังมัวนิ่งอึ้งหามารดามันอีกหรือ ข้า
อยากกลับจวนหน่อย”
พ่อบ้านหวิดจะเดือดดาลจนเป็นลมล้มพับ
แต่อย่างไรเสียก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่ใน
สถานที่เช่นจวนกั๋วกงจนมีประสบการณ์มาบ้าง
ทำให้สะกดกลั้นโทสะได้ มิหนำซ้ำยังคิดว่าคน
อย่างเซียวติ้งเฟยนี้มิอาจทำการใหญ่อันใดได้แน่
ครั้นกลับไปรายงานฮูหยิน หากฮูหยินพอใจ ไม่
แน่อาจตกรางวัลให้ตนอย่างงาม
ด้วยเหตุนี้เขาจึงข่มโทสะมาตลอดทาง รอ
กลับจวนเพื่อดูว่าท่านกั๋วกงและฮูหยินจะจัดการ
เจ้าคนโอหังผู้นี้เช่นไร
จวนติ้งกั๋วกงเป็นตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจใน
เมืองหลวง หมู่เรือนครองพื้นที่ถนนครึ่งสาย
สิงโตศิลาสองตัวนอกประตูใหญ่สีชาดฝังห่วง
ประตูดูน่าเกรงขามเป็นพิเศษ
ยามนี้ประตูใหญ่ของจวนเปิดออก ทว่ารถม้า
กลับมุ่งไปทางประตูข้าง
เซียวติ้งเฟยมองเห็นตั้งแต่ตอนออกมาจากรถ
ม้า เขาเลิกคิ้ว ยกเท้ามุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่โดย
ไม่สนใจการนำทางของพ่อบ้าน
พ่อบ้านสะดุ้งตกใจ ไปขวางหน้าเซียวติ้งเฟย
“คุณชาย ประตูใหญ่นี้ท่านเข้าไม่ได้นะขอรับ”
เซียวติ้งเฟยมิใช่ผู้มีนิสัยดิบดีอะไรอยู่แล้ว
เขาเป็นพวกโอหัง จึงหัวเราะเย้ยหยันยกเท้า
ถีบตาแก่จอมพิลึกนั่น “คุณชายมารดาเจ้าสิ!
คุณชายของเจ้าคือซื่อจื่อที่อดีตฮ่องเต้
พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ด้วยพระองค์เองเมื่อ
ยี่สิบปีก่อนเชียวนะ หากยังเรียกส่งเดชบิดามัน
อีก ข้าจะกุดหัวเจ้าแล้วหิ้วเข้าวังหลวง! ดูสิว่าผู้ใด
จะมอบความเป็นธรรมให้เจ้า!”
พ่อบ้านเป็นผู้รับเขากลับมา แม้จะรู้สึกว่าเขา
ไม่ค่อยแยแสผู้ใด แต่คาดไม่ถึงว่าจะกำเริบเสิบ
สานขนาดนี้ ไม่นึกเลยว่าเพิ่งลงจากรถม้าก็
เปลี่ยนสีหน้าแล้วตรงเข้ามาถีบคน
หัวเข่าเจ็บแปลบ ถูกถีบจนกลิ้งหลุน ๆ
ราวกับลูกน้ำเต้าตกพื้นร่างเปรอะฝุั่นดิน
ศีรษะกระแทกขั้นบันไดหน้าประตูใหญ่ เจ็บจน
ร้องโอดโอย
เซียวติ้งเฟยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เรื่องโหดเหี้ยม
ยิ่งกว่านี้ในนิกายสวรรค์ก็เห็นมาตั้งมาก แค่นี้ไม่
อาจนับว่าเป็นผายลมอะไรได้ด้วยซ้ำ ถึงขั้นคร้าน
จะอ้อมผ่าน เหยียบหน้าอกคนผู้นี้ก้าวขึ้นบันได
ทันที
องครักษ์เฝั้าประตูแลจนตะลึงงัน แล้วผู้ใดเล่า
จะกล้าขวาง
ดังนั้นจึงก้มหน้ามองเขาเดินเข้าไปตาปริบ ๆ
ขณะนี้ขันทีผู้มาถ่ายทอดพระราชโองการ
มอบของพระราชทานเสร็จเพิ่งจะจากไป คน
ตระกูลเซียวจึงล้วนยังอยู่ในห้องโถง ข้าวปลา
อาหารบนโต๊ะเย็นชืดไปพอสมควร
เซียวหย่วนสีหน้าย่ำแย่เป็นที่สุด
ขาเซียวเยี่ยข้างหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ทงโจว
เขานั่งอยู่ด้านข้างทั้งที่ยังไม่หายสนิท
กั๋วกงฮูหยินหลูซื่ออ่อนวัยกว่าเซียวหย่วน
เล็กน้อย ปัจจุบันยังคงงดงามทรงเสน่ห์
บำรุงรักษาร่างกายดีเยี่ยม เพียงแต่บริเวณหัวคิ้ว
ที่ขมวดมุ่นทวีความหนักอึ้งหลายส่วน
วันนี้เซียวซูเองก็ตั้งใจออกจากวังมาเป็นการ
เฉพาะ
เมื่อทราบข่าวเรื่องเซียวติ้งเฟยกลับถึงเมือง
หลวง ไทเฮาก็สิ้นพระสติ หมอหลวงถวายการ
ตรวจพระอาการแล้วแจ้งว่าได้รับความ
กระทบกระเทือนทางพระอารมณ์มากเกินไป ตำ
หนักฉือหนิงจึงแจ้งบุคคลภายนอกว่าไทเฮาดี
พระทัยที่เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซียวกลับ
มาแล้วจนหมดพระสติ
แต่เซียวซูรู้ดีว่ามิใช่เลย
สำหรับตระกูลเซียวหรือแม้กระทั่งเชื้อพระ
วงศ์ ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ สี่คำนี้เสมือนคำสาปของมาร
ร้ายที่ไปกระทุ้งกระตุ้นความหวาดกลัวซึ่งฝังอยู่
ก้นบึ้งหัวใจ ทำให้ทั้งตื่นตระหนก โกรธเกรี้ยว
และหวาดกลัว
นับตั้งแต่เซียวติ้งเฟยถีบพ่อบ้านเดินเข้ามา
ทางประตูใหญ่ก็มีคนวิ่งเข้ามาแจ้งข่าวถึงตรงหน้า
แล้ว
พอเซียวหย่วนได้ยินก็แค่นหัวเราะ
เขาตัดสินใจจะแสดงอำนาจบารมีกำราบเจ้า
ลูกอกตัญูคนนี้เสีย ฉะนั้นจึงจงใจวางมาด นั่ง
นิ่งบนเก้าอี้ตอนเห็นอีกฝั่ายเดินเข้ามาไกลลิบ ๆ
เพียงเอ่ยออกมาว่า “ยังรู้จักกลับมาอีกหรือ!”
ตลอดเส้นทางที่เซียวติ้งเฟยเดินจากประตู
ใหญ่เข้ามา เขารู้สึกเพียงว่าจวนตระกูลเซียวช่าง
ใหญ่โตมโหฬารนัก ในครรลองจักษุมีแต่ศาลา
ภูเขาจำลอง เสาไม้ และคานแกะสลัก นับว่าโอ่
อ่าตระการตา หรูหราเสียเหลือเกิน!
เมื่อคิดว่าต่อไปมันจะตกเป็นของตนทั้งสิ้นก็
ยินดีเป็นล้นพ้น
ด้วยเหตุนี้ตอนเขาย่างเท้าเข้ามาใบหน้าจึง
ประดับด้วยรอยยิ้มจริงใจยิ่งนัก “ไอ้หยา รอเปิน
ซื่อจื่อกันอยู่หรือ พวกท่านรู้ความเช่นนี้ก็ดี
เหลือเกิน เปินซื่อจื่อกำลังคิดอยู่เชียวว่าในเมื่อ
เพิ่งจะกลับมาจึงต้องการตั้งกฎกับพวกท่าน
ตอนนี้ประหยัดเวลาที่เปินซื่อจื่อจะต้องไปหา
พวกท่านทีละคนแล้ว”
อะไรนะ?!
ดวงตาเซียวหย่วนแทบถลน นึกถ้อยคำตอบ
กลับไม่ออกไปชั่วขณะ
เซียวเยี่ยถือเป็นผู้ที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก
ที่สุด
กาลก่อนในเมืองหลวงมีใครบ้างไม่เคารพว่าที่
ติ้งกั๋วกงซื่อจื่ออย่างเขา ส่วนบุพการีก็บอกมา
ตลอดว่าเมื่อเขาเข้าพิธีสวมกวานแล้วจะทูลขอฝั่า
บาทให้พระราชทานบรรดาศักดิ์แต่งตั้งเป็นซื่อจื่อ
แต่กลับมีตัวมารเข้ามาแทรกเสียได้!
ยามนี้มาบอกเขาว่าพี่ชายผู้เคยถวายความ
ช่วยเหลือฮ่องเต้และเคยได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์เป็นซื่อจื่อจากอดีตฮ่องเต้นั้นยังไม่
ตาย!
เมื่อเขาเห็นเซียวติ้งเฟยสองตาก็แดงก่ำ ด่า
ออกไปว่า “เจ้าเป็นใครถึงมีสิทธิ์มาบังอาจตั้งกฎ
ประจำบ้าน อาวุโสเยาว์วัยสูงศักดิ์ต่ำต้อย
แบ่งแยกชัดเจน ท่านพ่อยังอยู่นะ! เจ้าต้องคารวะ
ท่านพ่อก่อนไม่ใช่หรือ”
ครานี้เซียวติ้งเฟยถึงสังเกตเห็นว่ายังมีคนอยู่
ด้านข้าง
เขาอดเหลียวหน้าแลไม่ได้
การตำหนิของอีกฝั่ายไม่ทำให้เขาสะทก
สะท้าน อย่างไรเสียตอนเป็นขอทานก็ถูกทุบตีด่า
ทอมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่โดนด่าเพียงสองสาม
ประโยคแล้วจะถูกยั่วโทสะได้
แค่เหลือบมองก็รู้สึกว่าคุณชายน้อยผู้นี้
หน้าตาแย่เหลือเกิน คิ้วตาน่าดูชมอยู่หรอก ทว่า
พอประกอบกันกลับดูใจดำอำมหิตอย่างเห็นได้
ชัด มีแต่ความใจแคบ ต่อให้ตนไม่เคยต้องการรับ
สืบทอดตำแหน่งสูงส่งดุจเทพเจ้าของเซี่ยเวย
ทว่าครั้นมองสำรวจเซียวเยี่ยก็พบว่าคนผู้นี้ไม่อาจ
เทียบหนึ่งหรือสองส่วนของเซี่ยเวยได้ด้วยซ้ำ
เซียวติ้งเฟยส่ายหน้าถอนหายใจอย่างอด
ไม่ได้ “มานี่สิ”
เซียวเยี่ยนิ่งอึ้ง ไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝั่าย
เซียวซูมองการกระทำของคนผู้นี้ ไม่รู้เหตุใด
จึงนึกถึงเหตุการณ์คราวอยู่ในวังหลวงที่เจียง
เสวี่ยหนิงใส่ร้ายผู้อื่นอย่างเหิมเกริมอวดดีและไม่
เห็นใครในสายตา ลอบขมวดคิ้วเล็กน้อยจนไม่
อาจสังเกต
เซียวติ้งเฟยเห็นอีกฝั่ายไม่เข้ามาหาก็คิดว่า
เจ้าเด็กนี่หลอกไม่ง่ายเลย เขาเดินเข้าไปยกเท้า
เหยียบโต๊ะซึ่งจัดวางอาหารชั้นเลิศไว้เต็มด้วย
ท่าทางเป็นธรรมชาติ มือซ้ายหยิบน่องไก่ในจาน
ขึ้นมากัดก่อนจะกล่าวกลั้วหัวเราะ “ไยเจ้าต้อง
ประหม่าเช่นนี้ด้วย”
เซียวเยี่ยกำลังนั่ง แต่เซียวติ้งเฟยกลับยกเท้า
เหยียบโต๊ะเขา
หยามกันชัด ๆ !
ตั้งแต่เด็กจนโตเซียวเยี่ยไม่เคยโดนยั่วโมโห
แบบนี้ จึงแค่นหัวเราะกล่าวดูแคลน “สมกับเป็น
ท่าทางของคนชั้นต่ำที่เรียนรู้มาจากรังมุสิกและ
อสรพิษอย่างนิกายสวรรค์เสียจริง…”
ทว่าไม่รอให้เขาพูดจบ!
ภายในห้องโถงอันสว่างไสว ได้ยินเพียงเสียง
ดัง ‘เพียะ’ ก้องกังวาน
เซียวติ้งเฟยใช้มือขวาตบหน้าเขาฉาดหนึ่ง
โดยไม่ไว้ไมตรี ลงมือหนักจนเซียวเยี่ยหน้าสะบัด
แทบเซถลาล้มลงพื้น!
“เยี่ยเอ๋อร์!”
“ทำอะไรของเจ้าน่ะ?!”
เสียงตะโกนด้วยโทสะระคนตื่นตระหนกสอง
เสียงดังขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน เป็นเสียงของ
เซียวหย่วนกับหลูซื่อซึ่งคิดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่า
เขาจะลงมือกับเซียวเยี่ยโดยไม่ทันตั้งตัว สุดท้าย
ก็นั่งไม่ติด ลุกพรวดขึ้นมาถลึงตาใส่!
ส่วนเซียวซูก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน
นางเคยพบคนพาลเช่นนี้เสียที่ไหน
ฝั่ามือนี้หนักหน่วงมาก ใบหน้าเซียวเยี่ยบวม
เปั่งไปครึ่งซีก น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงเป็นล้นพ้น!
นางหนังตากระตุก กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านพี่ติ้งเฟยเพิ่งกลับมาบ้านก็ไม่ยอมรับ
น้องชายเสียแล้ว หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเกรงว่า
คงเสื่อมเสียชื่อเสียงด้านคุณธรรมกระมัง”
เซียวหย่วนเดินไปหาเซียวติ้งเฟยด้วยใบหน้า
ถมึงทึง
เซียวติ้งเฟยปรายตามองแวบหนึ่ง เมื่อเคลื่อน
สายตากลับมาก็มองเห็นเซียวเยี่ยซึ่งเพิ่งถูกตบจน
งุนงงเมื่อครู่กลับมานั่งตัวตรงด้วยความ
ยากลำบาก อ้าปากคล้ายกำลังจะพูดอะไร
บางอย่างกับตน เซียวติ้งเฟยจึงเปล่งเสียงหัวเราะ
ต่ำ ๆ จากลำคอ ฟาดหลังมือใส่ใบหน้าอีกครา!
พวกเซียวหย่วนภายในห้องโถงไม่กล้าเชื่อเลย
ว่ากำลังเห็นสิ่งใดอยู่
ส่วนบ่าวรับใช้ด้านนอกยิ่งตกใจจนอึ้ง!
เซียวติ้งเฟยหิ้วร่างเซียวเยี่ยซึ่งกำลังจะหมด
สติล้มพับ หันไปกล่าวกับเซียวหย่วนด้วยท่าที
คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ขอเตือนให้ท่านทำตัวสงบ
เสงี่ยมหน่อยนะ ต้องรู้ไว้ว่าข้าคือบุคคลสำคัญที่
รองราชครูเซี่ยพากลับมาพร้อมการเดินทางครั้งนี้
ฝั่าบาทยังทรงรอให้ข้ากราบทูลข่าวสารที่จะช่วย
กำจัดนิกายสวรรค์อยู่ หากท่านกล้าลงมือกับข้า
ข้าก็จะทำให้บุตรและบุตรีที่เกิดจาก ‘ภรรยาคน
ที่สอง’ ทั้งสองของท่านกลายเป็นบุตรและบุตรีที่
เกิดจาก ‘หญิงชู้’ แทน!”
เซียวหย่วนรู้สึกเลือดลมตีพลุ่งพล่านในสมอง
เขาสูงวัยมากแล้ว ไหนเลยจะทนรับความ
กระทบกระเทือนทางอารมณ์ที่รุนแรงเช่นนี้ไหว
เขายกมือกุมหน้าอก ดวงตาพร่าเลือน ไม่อาจ
ยืนทรงตัว
ร่างส่ายโอนเอนแทบล้มกระแทกพื้น
หลูซื่อทั้งตกใจและหวาดกลัวปนเปกันจน
น้ำตาไหลริน รีบเข้าไปประคองร่างเซียวหย่วน
เปล่งเสียงร่ำไห้พร้อมเอ่ยว่า “นายท่าน นายท่าน
ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ!”
ยากเย็นนักกว่าเซียวหย่วนจะกลับมาหายใจ
สม่ำเสมอ เขากล่าวเสียงสั่น “เจ้า เจ้าคิดจะทำ
อะไรกันแน่!”
เซียวติ้งเฟยรู้สึกว่าเจ้าคนผู้นี้เกิดมาสุขสบาย
จนชิน ทรมานแค่นี้ก็ทนรับไม่ไหว ช่างเสีย
อารมณ์มารดามันยิ่งนัก จึงส่ายหน้าทอดถอนใจ
พูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “ไม่ได้คิดจะทำ
อะไร เพียงแต่หากสุนัขอย่างพวกเจ้าใช้ชีวิตอย่าง
มีความสุข เช่นนั้นข้าก็ไม่มีความสุข”
ข้าไม่ได้อยากตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเจ้าจริงๆ
นะ
เขานึกในใจ วันนี้ถือว่าการดำเนินชีวิตอย่างมี
ความสุขของพวกเจ้าถึงคราวสิ้นสุดแล้ว หากไม่
ก่อเรื่องให้พวกเจ้าทุรนทุราย ข้าก็ไม่อาจไปสู้
หน้าผู้เป็นนายได้หรอก!
แต่ไหนแต่ไรเซียวซูฉลาดเฉลียวอย่างหาตัว
จับยาก นางเคยคิดถึงสถานการณ์หลังจากเซียว
ติ้งเฟยกลับตระกูลเซียวภายในสมองนับครั้งไม่
ถ้วน ทว่าไม่มีสิ่งใดตรงกับภาพเหตุการณ์เบื้อง
หน้าแม้แต่น้อย
ผู้มีความประพฤติผิดแผกจากหลักการปกติ
ไม่ว่าผู้ใดพานพบย่อมรู้สึกตึงมือ
เพียงแต่นับว่านางยังใจเย็นอยู่บ้าง นางลอบ
กำมืออย่างเงียบ ๆ ฝืนสะกดกลั้นไม่ระเบิด
อารมณ์ แล้วกล่าวด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
“ฝั่าบาททรงให้ความสำคัญต่อท่านพี่ ถึงอย่างไร
ตำแหน่งซื่อจื่อย่อมตกเป็นของท่านพี่อยู่แล้ว
และวันหน้าจวนกั๋วกงก็ย่อมเป็นของท่านพี่
เช่นกัน ในเมื่อเป็นคนครอบครัวเดียวกัน หนึ่ง
ร่วงทุกคนล่ม หนึ่งโรจน์ทุกคนรุ่ง ท่านพี่ไม่
จำเป็นต้องหวาดระแวงข้ากับน้องชายเช่นนี้เลย
…”
“หากสตรีหน้าเหม็นเช่นเจ้ากล้าเรียกข้าว่า
‘ท่านพี่’ อีกครั้ง ข้ารับรองเลยว่าหลังจากนี้ต่อให้
เจ้าตายไปก็ไม่รู้ตัวแน่ว่าตนสิ้นใจได้อย่างไร”
ครั้นเซียวติ้งเฟยได้ยินคำว่า ‘ท่านพี่’ ก็รู้สึกว่า
จอมปลอมนัก แม้จะมีนางเพียงผู้เดียวที่ใบหน้า
งดงาม ทว่าตั้งแต่เส้นผมบนศีรษะจดชายผ้ากลับ
มีแต่ความเสแสร้งอันน่ารังเกียจแผ่ซ่าน แค่เห็น
ยังอยากอาเจียน เขาจึงพึมพำเบา ๆ ประโยค
หนึ่ง “อัปลักษณ์ขนาดนี้ นางบำเรอในซ่องยังน่า
มองกว่าอีก! นี่น่ะหรือสาวงาม ทุ่มเงินไปมาก
เพียงใดกันถึงได้รับคำเยินยอเช่นนี้ได้”
ต่อให้แค่พูดกับตัวเอง แต่เสียงกลับไม่เบาเลย
สิ่งที่เซียวซูร่ำเรียนมาคือบทกวี
ประวัติศาสตร์ จริยามารยาท ทั้งยังเป็นคนงาม
เลื่องชื่อในเมืองหลวง ที่ผ่านมาเคยแต่ได้ยินคำ
สรรเสริญเยินยอ ไหนเลยจะเคยได้ยินคนนำตน
ไปเทียบกับสตรีในหอคณิกา สีหน้าแปรเปลี่ยนใน
บัดดล!