คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 147 เวิงอั๋ง (1)
เช้าวันต่อมา เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินว่าเมื่อคืน
จวนกั๋วกงเกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้ง
บ่าวไพร่ซึ่งทำงานรับใช้ตระกูลใหญ่มีมากมาย
เพียงใครสักคนออกไปจับจ่าย ข่าวสารก็
แพร่กระจายทั่วเมืองหลวง จากนั้นก็แพร่มาสู่
บรรดาเจ้านาย
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเช้าตรู่วันนี้เรื่องนั้นยังถูก
นำไปกล่าวฟั้องถึงในวัง!
เซียวติ้งเฟยร้ายกาจจริง ๆ พูดประโยคเดียว
ก็ผิดใจกับเซียวซูแล้ว
สตรีในหอห้องคนใดเล่าจะทนรับวาจา
สามหาวจากปากเขาได้
เนื่องจากพูดจาไม่ลงรอยกันจนเกิดโทสะ นาง
จึงสั่งให้ไปตามคนมา แล้วทั้งสองฝั่ายก็ลงไม้ลง
มือ เดิมทีไม่ได้คิดจะทำอะไรเซียวติ้งเฟยจริง ๆ
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเจ้าอันธพาลผู้นี้ไม่ยอม
เสียเปรียบแม้แต่นิด กล่าววาจาสามหาวแล้วไม่
เพียงไม่รู้สึกผิด ทว่าตอนบ่าวไพร่จะเข้าไปกดร่าง
ติดพื้นเขาก็ยังเตะเรียงคน ดังนั้นจึงไม่อาจ
หลีกเลี่ยงบาดแผลเล็กน้อยระหว่างฉุดกระชาก
ลากถูกันได้
ครานี้ดีเลย เซียวติ้งเฟยไม่สนใจสิ่งใดแล้ว
เขาวิ่งออกไปนั่งร้องโหยหวนอยู่ใต้กำแพง
ลานเรือนกลางดึก ตัดพ้อปาว ๆ ว่าตระกูลเซียว
ไม่ต้อนรับเขา คิดจะคร่าชีวิตชิงทรัพย์สมบัติ เมื่อ
ร้องโวยวายเสร็จก็หลบหนี ค่ำคืนนั้นออกไปนอน
ค้างที่หอฉางเจียวซึ่งเป็นหอคณิกาหรูหราที่สุดใน
เมืองหลวง ถ้าแค่ไปนอนตระกองกอดสตรีร่างนุ่ม
นิ่มอรชรตลอดทั้งคืนน่ะยังพอทำเนา แต่นี่ยังไป
แจ้งนายบัญชีด้วยว่าวันหลังจวนติ้งกั๋วกงจะมา
จ่ายให้
เที่ยวนางโลมเองแล้วยังจะให้ตระกูลเซียว
ควักเงิน!
ฟั้ายังไม่ทันสาง เซียวหย่วนซึ่งกว่าจะสงบ
จิตใจอย่างยากเย็นจนข่มตาหลับลงและนอนได้
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ถูกเสียงเอะอะโวยวายปลุก
ปรากฏว่าพ่อบ้านมารายงานด้วยสีหน้าเกือบจะ
ร่ำไห้และร่างกายสั่นเทาว่ามีเด็กรับใช้ของหอฉาง
เจียวมาคิดบัญชีที่จวน
เซียวหย่วนหายใจติดขัด โทสะแล่นขึ้นศีรษะ
ล้มหงายหลังลงกับพื้น!
จวนกั๋วกงบังเกิดเสียงร่ำไห้ดังระงม
เรือนฝังนี้รีบไปเชิญท่านหมอมาตรวจดู
อาการด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเรือนฝังนั้น
กลับมีคนจากในวังมาถ่ายทอดพระราชโองการ
ต้องการเบิกตัวครอบครัวตระกูลเซียวเข้าเฝั้า
ทั้งหมด…
ที่แท้เมื่อเดรัจฉานเซียวติ้งเฟยออกจากหอ
นางโลมแล้วก็มุ่งตรงไปวังหลวงแต่เช้าตรู่
คนชั่วกลับชิงร้องเรียนก่อน! ส่งปั้ายขอเข้าวัง
เพื่อไปฟั้องฮ่องเต้ว่าพวกเขาไม่ยอมรับตน บอก
ว่าเซียวซูเป็นแค่คุณหนูใหญ่ ปราศจาก
ยศถาบรรดาศักดิ์แต่กลับกล้าสั่งให้บ่าวไพร่
ภายในจวนด่าทอทุบตีเขา
เขาปลดเสื้อผ้าต่อหน้าพระพักตร์
เจ้าตัวดีมีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวจำนวนหนึ่ง
จริง ๆ เห็นชัดว่าเป็นแผลใหม่ที่เพิ่งได้มาเมื่อคืน!
ถึงแม้เสิ่นหลางจะทรงทราบราง ๆ ว่าติ้งเฟย
ซื่อจื่อตอนนี้มิใช่ติ้งเฟยซื่อจื่อคนเดิมเพราะคง
กลายเป็นอันธพาลไปแล้ว แต่อีกฝั่ายเพิ่งกลับไป
ได้วันเดียวก็เกิดเรื่องวุ่นวายจนมีสภาพเช่นนี้ ทำ
ให้ฮ่องเต้เช่นพระองค์เสียพระพักตร์ยิ่งนัก
ไม่ว่าจะลอบคิดเช่นไร แต่เปลือกนอกเซียวติ้ง
เฟยก็ยังถือเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตน
ราษฎรใต้หล้ากำลังจับจ้อง
พระองค์พลันทรงพิโรธ รีบมีรับสั่งให้เรียกตัว
ครอบครัวตระกูลเซียวเข้าวังมารับฟังคำตำหนิ
เซียวหย่วนอายุมากแล้วสังขารจึงย่ำแย่อยู่
บ้าง กว่าจะช่วยให้ฟืนขึ้นมาหลังจากหมดสตินั้น
ไม่ง่ายเลย ทว่าร่างกายก็อ่อนระทวยจนขนาดจะ
ลุกขึ้นยืนยังลำบาก แต่ฮ่องเต้ก็มีพระประสงค์
เรียกตัวเข้าเฝั้า ด้วยความจนใจจึงทำได้เพียงสั่ง
ให้คนหามตนเข้าวัง จะได้แสดงความน่าเวทนา
สงสารต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ คิดว่าที่ผ่านมา
ตนได้รับความโปรดปราน อีกทั้งตระกูลเซียวยัง
เป็นตระกูลฝังมารดาของไทเฮา ฉะนั้นคงไม่ได้
ต้องการทำอะไรตระกูลเซียวจริงจังหรอก อย่าง
มากก็พอเป็นพิธี
แต่ผู้ใดจะนึกว่าเสิ่นหลางกลับไม่คิดไว้หน้า!
ตำหนิด้วยเสียงดุดันน่าเกรงขามภายในพระ
ตำหนักใหญ่ ถามพวกเขาว่าจะยอมรับเซียวติ้ง
เฟยหรือไม่ หากไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็ไม่
จำเป็นต้องให้ตระกูลเซียวยอมรับ จะยกตำแหน่ง
ติ้งกั๋วกงของเซียวหย่วนให้เซียวติ้งเฟยไปเสีย
ส่วนตระกูลเซียวก็ให้ย้ายออกจากเมืองหลวงและ
แบ่งตระกูลเป็นสองสาย จะได้ไม่ต้องมีเรื่องกัน
ทั้งวันจนเป็นที่อับอายขายหน้าอีก
ตระกูลเซียวทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างพลันตื่น
ตระหนก
ท่าทีของฮ่องเต้อยู่เหนือความคาดหมายยิ่ง
นัก ทุกคนต่างไม่ได้สติ ตกใจแข้งขาอ่อนยวบ
เมื่อเป็นเช่นนี้ยังจะกล้าคุยเรื่องเอาผิดเซียว
ติ้งเฟยอีกหรือ
ส่วนเซียวซูกลับไม่คิดว่าตนไร้เหตุผล กราบ
ทูลว่าเซียวติ้งเฟยเอ่ยวาจาไร้มารยาทล่วงเกิน
นาง
แต่ครั้นถามว่าด่าเช่นไร นางกลับพูดไม่ออก
นางเป็นสตรีหน้าบาง นี่เป็นเหตุผลประการ
แรก
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยกำลังจะคัดเลือกพระ
ชายา นี่คือเหตุผลประการที่สอง
นางย่อมไม่เคยกระทำเรื่องนอกกรอบจารีต
อันใด แต่หากวาจาต่ำช้าสกปรกโสมมของเซียว
ติ้งเฟยแพร่ออกไป แม้ตัวนางเองจะบริสุทธิ์ผุด
ผ่องแต่ก็ต้องถูกคนลือกันจนระคายหูไม่น่าฟัง
ชื่อเสียงถูกทำลายปั่นปีอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงไม่
กล้าพูดให้ผู้ใดฟังอีกเป็นอันขาด
กลายเป็นคนใบ้กินหวงเหลียน[1] มีความ
ทุกข์แต่ยากจะเอ่ย
ก่อนจากกันฮ่องเต้ยังมีพระราชโองการด้วย
พระพักตร์บึ้งตึง พระราช- ทานกองกำลังส่วนตัว
หนึ่งหน่วยให้เซียวติ้งเฟยเพื่อคุ้มครองความ
ปลอดภัย นอกจากนี้ยังทรงให้เซียวหย่วนลงโทษ
ผู้ที่บังอาจลงมือต่อเซียวติ้งเฟยวันนั้นโทษฐาน
‘ล่วงเกินเจ้านาย’ ด้วย หากยังกระทำผิดอีกจะ
ไม่ละเว้นโดยง่ายแล้ว
น่าสงสารพวกบ่าวรับใช้ เพียงลงมือตาม
คำสั่งของเซียวซูล้วน ๆ
พอเจ้านายทั้งหลายกลับจากวังหลวง พวก
เขาก็ถูกลงโทษสถานหนักโดยมีเซียวติ้งเฟยไล่ชี้
ตัวเรียงคน เมื่อคืนไม่ว่าใครที่ดึงตัวเขาแม้เพียง
ครั้งเดียวก็จะถูกจับลากมากดติดพื้นลานเรือน
แล้วโบยด้วยท่อนไม้จำนวนห้าสิบครั้ง เนื้อขาสอง
ข้างปริแตกอาบโลหิต หากไม่ได้พักฟืนสักหลาย
เดือนก็มิอาจลงจากเตียงได้
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นนาย ทว่า
เจ้านายกลับไม่ปกปั้อง กระทั่งว่ายังผลักไสพวก
เขาออกมาเป็นแพะรับบาปเสียอีก บ่าวไพร่
ทั้งหลายไหนเลยจะคิดว่าตนต้องมาประสบ
สถานการณ์เช่นนี้
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงพวกคนที่ถูกโบย
บ่าวรับใช้จวนกั๋วกงคนอื่น ๆ ซึ่งกำลัง
สังเกตการณ์ต่างรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง อีกทั้งเรื่อง
ครานี้ยังทำให้ตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
ของตระกูลเซียวได้อย่างง่ายดาย ตระกูลขุนนาง
เก่าแก่เต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญอะไรนี่เป็น
ผายลมสุนัขทั้งเพ! ติ้งเฟยซื่อจื่อที่เพิ่งกลับมา
ต่างหากเป็นว่าที่นายแห่งจวนกั๋วกง ผู้ซึ่งฝั่าบาท
ทรงคุ้มกบาลให้ด้วยพระองค์เอง! หากผู้ใดไม่ยอม
เบิกตาดูและตั้งตนเป็นศัตรูกับเซียวติ้งเฟยอีกก็
เท่ากับรนหาที่ตาย!
เดิมทีครั้นเจียงปั๋อโหยวทราบว่าเจียงเสวี่ย
หนิงไปพบเซียวติ้งเฟยก็ตำหนิติเตียนเล็กน้อย
เขาคิดว่านางไม่ควรไปขลุกกับคนบ้ากามจน
ทำลายชื่อเสียงตัวเองรวมถึงเกียรติยศของตระกูล
เจียง
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับเอ่ยว่า “ท่านพ่ออย่า
ลืมสิเจ้าคะ ลูกรู้จักกับคนผู้นี้ที่ทงโจว”
เจียงปั๋อโหยวได้ยินคราแรกยังไม่กระจ่างแจ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงจึงยิ้มเรียบ ๆ “จอมมารร้าย
เช่นนี้ หากทำตามใจเขายังพอทำเนา เพราะถึง
อย่างไรก็ยังอยู่ในเมืองหลวง เขาเป็นคนเลอะ
เลือนเช่นไรลูกมองเห็นชัดเจน เขาย่อมมิใช่ผู้ที่
จวนของเราจะตอแยได้เด็ดขาด หากไม่ยอมไป
พบจนเขาอารมณ์เสียถึงขั้นเปิดโปงเรื่องที่ลูกถูก
โจรกบฏนิกายสวรรค์ลักพาตัวไปถึงทงโจวขึ้นมา
เกรงว่านี่ต่างหากกระมังจะทำลายงานใหญ่ จวน
ของเรายังมีอีกคนต้องไปเข้ารับการคัดเลือกพระ
ชายาอ๋องไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เจียงปั๋อโหยวจึงอับจนคำพูด
วันต่อมาเมื่อได้ยินเรื่องที่จวนกั๋วกงก็ยิ่งถอน
หายใจยาว สุดท้ายจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เจียงเสวี่ย
หนิงไปมาหาสู่กับเซียวติ้งเฟยอีก เพียงกำชับนาง
ว่าจะกระทำสิ่งใดให้ระมัดระวังตัวบ้าง อย่าให้
เกินเลยมากนัก
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด คนเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้ง
เช่นเซียวติ้งเฟยน่ะหรือถูกทำร้ายจนถึงขั้นร้องห่ม
ร้องไห้เข้าไปฟั้องถึงวังหลวง อีกทั้งยังมีแต่
บาดแผลฟกช้ำดำเขียวทั่วร่าง มีเพียงสวรรค์ที่รู้
ว่าบาดแผลเหล่านั้นเกิดจากแม่นางในหอนางโลม
ทิ้งไว้ให้เมื่อคืนหรือว่าถูกทำร้ายจริงกันแน่!
——————–
1. คนใบ้กินหวงเหลียน หมายถึงน้ำท่วมปาก
หวงเหลียนเป็นสมุนไพรรสขม เมื่อคนใบ้
กินหวงเหลียนจึงไม่อาจบอกกล่าวความ
ทรมานได้
บทที่ 147 เวิงอั๋ง (2)
เพียงแต่นางคุ้มกะลาหัวคนผู้นี้อยู่ จึงไม่อาจ
เปิดโปงได้
ครั้นเห็นคนชั่วร้ายเต็มจิตผู้นี้เริ่มสร้างเรื่อง
ปวดเศียรเวียนเกล้าให้ตระกูลเซียว นางก็ดีใจ
เป็นนักหนา ใคร่ยกชามเมล็ดแตงโมไปนั่งแทะดู
งิ้วที่จวนกั๋วกงให้รู้แล้วรู้รอด แม้แต่บรรดาเรื่อง
น่าหงุดหงิดรำคาญใจซึ่งเกิดช่วงหลังฉลอง
เทศกาลส่งท้ายปีใหม่จนถึงเทศกาลหยวนเซียวยัง
ลืมเลือนจนหมดสิ้น สาแก่ใจเหลือเกิน
จดหมายของโหยวฟางอิ๋นส่งมาจากแดนสู่ใน
วันเทศกาลหยวนเซียวเช่นกัน แจ้งว่าตอนไปถึง
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี นอกจากฟังภาษาถิ่นไม่
ค่อยเข้าใจแล้ว ชาวบ้านต่างก็จิตใจดีงามยิ่งนัก
ผลิตเครื่องขุดบ่อกันอย่างคึกคัก นาเกลือตระกูล
เหรินกลับมาดำเนินการ รับสมัครคนงานจำนวน
มาก เหรินเหวยจื้อเป็นบัณฑิตจึงดูแลนางเป็น
อย่างดี เพียงแต่เขาค่อนข้างมุ่งมั่นเกินไป เอาแต่
ก้มหน้าก้มตาสาละวนอยู่กับเครื่องขุดบ่อจนไม่
สนใจสิ่งอื่น ดังนั้นนางจึงช่วยจัดการเรื่องรักษา
น้ำใจคนให้บ้าง
ดูจากรูปการณ์ ทุกอย่างคล้ายจะราบรื่น
เพียงแต่เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงอ่านจดหมายฉบับ
นี้จบกลับขมวดคิ้วมุ่น เคลื่อนสายตาขึ้นมอง
อากาศที่มีลมหนาวโบกโชยอยู่ภายนอก ฤดูหนาว
อากาศแห้งแล้ง เป็นช่วงที่ต้องระวังเปลวไฟพอดี
ทุกเรื่องราวและสิ่งประดิษฐ์ที่เพิ่งอุบัติบนโลกนี้
มักล้มเหลวอยู่บ้าง น้อยครั้งจะราบรื่นและ
ประสบความสำเร็จอย่างง่ายดาย แต่ขอเพียง
ฟางอิ๋นยังจดจำคำเตือนของข้าได้ ช่วยเหริน
เหวยจื้อระวังไว้หน่อย อย่าให้เขารีบร้อนเกินไปก็
พอ
นับตั้งแต่จวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่อง เจียงเสวี่ย
หนิงก็ปล่อยหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินไปกว่าครึ่ง
เหลือในมือเพียงสองพันหุ้นเท่านั้น เกรงว่า
หุ้นส่วนใหญ่คงตกอยู่ในมือหลี่ว์เสี่ยน ส่วนน้อย
อีกจำนวนหนึ่งตกอยู่ในมือโหยวเย่ว์ ที่เหลือก็คือ
หุ้นในมือของตน รวมถึงผู้ลงทุนรายย่อยที่ซื้อไป
อย่างนั้นเองจำนวนหนึ่ง
เมื่อพ้นเทศกาลหยวนเซียวนางต้องกลับเข้า
วังไปเป็นพระสหายร่วมศึกษาอีกครา
นางครุ่นคิด สั่งให้ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ไป
แจ้งให้คนเตรียมรถม้าเพื่อเดินทางไปดู
สถานการณ์ที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงอย่างหาได้ยากยิ่ง
ระหว่างทางย่อมได้ยินผลงานอันยิ่งใหญ่
สารพัดอย่างที่เซียวติ้งเฟยก่อขึ้นช่วงหลายวันนี้
อย่างเลี่ยงไม่ได้…
เดิมทีเขาก็มีพฤติกรรมโอหังอวดดีอยู่แล้ว
ต่อมาครั้นทุกคนในจวนรู้ว่าคำพูดของเขามี
น้ำหนักเช่นไร จะยังมีอีกสักกี่คนล่ะที่ไม่กล้าเชื่อ
ฟัง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติของล้ำค่าหรือ
ว่าสาวงาม หากเป็นของดีเขาล้วนเก็บกลับเข้า
ห้องตนเองทั้งสิ้น
จวนติ้งกั๋วกงแต่เดิมแม้ตกแต่งประดับประดา
หรูหรา แต่อย่างไรเสียก็เป็นวงศ์ตระกูลเก่าแก่
ศิลปะตกแต่งจึงยังกอปรด้วยความงามสง่าอยู่
หลายส่วน
ทว่าเซียวติ้งเฟยเป็นคนหยาบกระด้าง
ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ท่อนเสาผุพังต่างก็ต้อง
ทาสีทอง ส่วนพรมต้องแดงสด ฉากบังลมต้อง
เป็นโบตั๋น แม้กระทั่งที่พักเท้าของเตียงภายใน
ห้องนอนยังต้องทำจากทองคำบริสุทธิ์
นับแต่นั้นยามออกข้างนอกก็ไม่เคยเรียกขาน
ตนเองว่าซื่อจื่ออีกเลย
พอเขาพบผู้อื่นก็จะหัวเราะพร้อมเอ่ยว่า
“พวกเจ้าคงไม่เชื่อ ที่จริงแล้วตระกูลเซียวทั้ง
เบื้องบนจดเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ลูก
เด็กเล็กแดง ล้วนเป็นลูกหลานคนล้างเท้ายามอยู่
ต่อหน้าคุณชายอย่างข้าทั้งสิ้น!”
นับตั้งแต่แขวนปั้ายหุ้นนาเกลือตระกูลเหริน
โรงเตี๊ยมสู่เซียงก็กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าพ่อค้า
เดินทางมาอยู่เนือง ๆ อีกทั้งโรงกระเบื้องเคลือบ
[1]บริเวณใกล้เคียงก็มักจะมีเหล่าปราชญ์และ
บัณฑิตผู้รีบรุดมาสอบที่เมืองหลวงเดินทางมา
เสมอ ทำให้เมื่อโรงเตี๊ยมคึกคัก บัณฑิตที่เดิน
ทางผ่านมาจึงยินดีจะหยุดพักที่นี่เป็นธรรมดา
ผู้ร่ำเรียนเขียนอ่านมักชอบวิพากษ์วิจารณ์
การเมืองมากกว่าพ่อค้าวาณิช
หมู่นี้เกิดเรื่องที่เมืองหลวงมากมายเหลือเกิน
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาและได้เสี่ยวเอ้
อร์นำทางขึ้นไปนั่งที่ห้องรับรองพิเศษชั้นสองก็ได้
ยินคนสองสามโต๊ะกำลังคุยกันตรงชั้นล่าง
“ข้าว่าติ้งเฟยซื่อจื่อผู้นี้กินดื่มเที่ยวซ่องพนัน
ขันต่อครบทุกด้าน ดูแล้วมิใช่ตัวดิบดีอะไรจริง ๆ
น่าสงสารตระกูลเซียวที่ถูกย่ำยีเช่นนี้ เห็นได้ว่า
สวรรค์มีตา ที่ผ่านมาถืออำนาจบาตรใหญ่
สุดท้ายก็มีผู้ชั่วร้ายกว่ามาจัดการ”
“คำกล่าวนี้ผิดประเด็นแล้ว”
“นั่นสิ ไหนเลยจะเรียบง่ายเหมือนที่เห็นจาก
เปลือกนอก ไม่ลองคิดดูบ้างเล่าว่าที่ผ่านมา
ตระกูลเซียวได้รับความโปรดปรานมากเพียงใด
จวนหย่งอี้โหวสิ้นแล้ว ส่วนพวกเขาคือตระกูล
ฝั่ายมารดาของไทเฮา หากว่ากันตามเหตุผลฝั่า
บาทย่อมต้องปกปั้อง แต่คราวนี้ช่างดีนัก ไม่เพียง
ไม่ปกปั้อง มิหนำซ้ำยังหักหน้าอีก ข้าว่านะ พระ
ราชหฤทัยล้ำลึกยากจะหยั่งถึง เกรงว่าตระกูล
เซียวกำลังจะถึงคราวเคราะห์แล้ว ฝั่าบาทเพียง
ใช้ติ้งเฟยซื่อจื่อผู้นี้เตือนสติพวกเขาเท่านั้นเอง”
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมา ทุกคนที่นั่งอยู่ต่าง
ตื่นตระหนก
แม้แต่เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังก้าวขึ้นบันไดยัง
อดรั้งฝีเท้าไม่ได้ ผินหน้ากลับไปมองด้วยความ
ตกใจระคนใครรู้
คนผู้นั้นคือบัณฑิตลัทธิขงจื๊อสวมเสื้อคลุมตัว
ยาว
จากรูปลักษณ์ย่อมเป็นบัณฑิตอย่างไม่ต้อง
สงสัย รูปร่างหน้าตาไม่เลว ทว่าคิ้วยาวที่พาด
เฉียงทั้งสองข้างกลับแฝงความรักอิสระไม่ติดใน
กรอบพอสมควร ผู้ร่วมโต๊ะดื่มชา ส่วนเขากลับ
ดื่มสุรา ไม่รู้ว่าดื่มไปมากเท่าใดแล้วจนถึงขั้น
แสดงกิริยาอวดดีอย่างไม่ทราบสาเหตุ เย่อหยิ่ง
จองหองเสียจนชวนให้รู้สึกว่าช่างทะนงตนเพราะ
สำคัญว่ามีดี ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาทั้งสิ้น
ใครต่อใครพากันสะดุ้งตกใจ อดเหลียวซ้าย
แลขวากดเสียงต่ำกล่าวเตือนไม่ได้ “พี่ฉี่ฝาน
สุราน่ะดื่มส่งเดชได้ ทว่าวาจาไม่อาจกล่าวส่งเดช
เลย ท่านเมาแล้วนะ!”
บัณฑิตผู้นั้นผลักเขา “คนแซ่เวิงมีสติจะ
ตาย!”
ใบหน้าเขาประดับรอยยิ้ม ดื่มสุราอีกอึก ยก
มือยกไม้แสดงกิริยาวิพากษ์วิจารณ์บ้านเมือง
พร้อมกล่าวด้วยความสะท้อนใจ “ดูพวกเจ้าสิ ดู
ราชสำนักสิ! มีแต่เศษสวะ! ตระกูลเซียวของเขา
วางแผนโค่นล้มจวนหย่งอี้โหวทำให้ชายแดน
เดือดร้อนไร้ผู้ดูแล ไม่อาจขับไล่ต๋าต๋าไปนอกด่าน
บัดนี้ราชทูตของผู้อื่นมาบีบคั้นถึงเมืองหลวง ทั้ง
ยังต้องการให้แคว้นต้าเฉียน อันยิ่งใหญ่ผลักไส
อิสตรีออกไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีเพื่อ
รักษาความสงบสุขของแผ่นดินอีก! ช่างมีศักดิ์ศรี
เสียนี่กระไร นับว่าจัดการได้เจริญจริง ๆ ! ฝั่า
บาททรงสละได้แม้กระทั่งพระกนิษฐา ตาม
ความเห็นของคนแซ่เวิง ผู้ใดเป็นคนก่อเภทภัยก็
สมควรให้ผู้นั้นไปจัดการสิ ส่งสตรีตระกูลเซียว
ของพวกเขาออกไปสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีเลย
ไม่ดีกว่าหรือ สถานะสูงส่งเพียงพอ อีกทั้งรูปโฉม
ก็งดงาม รับรองว่าต๋าต๋าต้องพอใจแน่นอน!”
ยิ่งพูดยิ่งน่าตื่นตระหนก
คนด้านข้างไม่กล้านั่งต่อ ด้วยกลัวว่าหายนะ
จะออกจากปากของคนผู้นี้จึงรีบจับอุดปาก แย่ง
กันลากตัวออกไปพร้อมกล่าวคำว่า “กรุณาหลีก
ทาง กรุณาหลีกทาง” ไม่หยุด
พลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงใน
โรงเตี๊ยม
แสงหรุบหรู่สว่างวาบในดวงตาเจียงเสวี่ยหนิง
นางย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ครั้นใช้ความคิดอย่างถ้วน
ถี่ก็รู้สึกว่าชื่อ ‘เวิงฉี่ฝาน’ ค่อนข้างคุ้นหู เหมือน
เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน นางจึงคลี่ยิ้มถามเสี่ยว
เอ้อร์ด้านข้างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นมิตร “คน
ที่กล่าววาจาตรงชั้นล่างเมื่อครู่คือผู้ใดหรือ”
เสี่ยวเอ้อร์ร้อง “อ๋อ” คำหนึ่ง เห็นชัดว่ารู้จัก
เขานำทางเจียงเสวี่ยหนิงด้วยความ
กระตือรือร้นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อย่าเห็นว่า
เขาเอาแต่ดื่มจนเลอะเลือนเชียวนะขอรับ เขา
เป็นถึงบัณฑิตจวี่เหรินจากเหอเปั่ย ชื่อเวิงอั๋ง ทุก
คนต่างเรียกเขาว่า ‘เวิงฉี่ฝาน’ มีความรู้
ความสามารถสูงส่ง”
เวิงอั๋ง?
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเผยสีหน้าแปลก
ประหลาดเล็กน้อย ในที่สุดก็นึกออกว่าเคยได้ยิน
จากที่ใด…
ปั่างเหยี่ยนดวงซวยในชาติก่อนผู้นั้นน่ะหรือ
ทั้งที่สอบจิ้นซื่อได้คะแนนสูง แต่ก่อน
ประกาศผลหนึ่งวันกลับดื่มจนเมามายมีเหตุวิวาท
กับคนอื่น แล้วถูกนักเลงหัวไม้ในตลาดพลั้งมือทำ
ร้ายจนเสียชีวิต เมื่อข่าวแพร่ออกไปก็ตกตะลึง
พรึงเพริดกันทั้งเมืองหลวง นอกจากความรู้สึก
เสียดายแล้ว ทุกคนต่างเห็นเป็นเรื่องน่าพิศวง
ทั้งสิ้น
——————–
1. บริเวณดังกล่าวสร้างโรงงานกระจกสี
กระเบื้องเคลือบในสมัยราชวงศ์หยวน ต่อมา
สมัยราชวงศ์หมิงโรงงานต่าง ๆ ก็ย้ายออกไป
จึงกลายเป็นย่านขายหนังสือและงานศิลปะ
แทน