คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 148 รับการสั่งสอน (1)
ทุกคนรู้ดีว่าบัณฑิตจวี่เหรินซึ่งมีตำแหน่งทาง
ราชการติดตัว ต่อให้ขึ้นศาลพบขุนนางก็ไม่ต้อง
คุกเข่า ไปไหนผู้คนต่างให้ความเคารพ หากส่ง
เทียบเชิญไปยังบ้านของคนธรรมดาสามัญ ผู้อื่น
แค่เลี้ยงดูปูเสื่อยังไม่พอเสียด้วยซ้ำ ต้องมอบเงิน
ทองเล็กน้อยเป็นของขวัญยามพบหน้าอีกด้วย
พูดได้ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่
โดยทั่วไปอันธพาลมักจะเป็นพวกรังแกผู้
อ่อนแอและเกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง จึงต้องรู้จักดูตา
ม้าตาเรือกันบ้าง โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่มิใช่
จะรังแกผู้ใดก็ได้
มีคนเคยบอกว่าเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล
แต่ก็มีคนบอกว่าครั้นดื่มสุราจนเมามาย ยัง
จะมีใครจำใครได้อีก ต้องเพราะสุราเป็นเหตุแน่
สรุปแล้วอันธพาลที่ทำร้ายคนถึงแก่ความตาย
ต่างหลบหนี สุดท้ายจับตัวไม่ได้
กลายเป็นคดีปริศนานับแต่นั้น
ช่วงเวลานี้ในชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงสาละวน
ครุ่นคิดแต่เรื่องการคัดเลือกพระชายาหลินจือ
อ๋อง ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการสอบเคอจวี่
ส่วนเรื่องของเวิงอั๋ง นางมาได้ยินผู้อื่นเล่าเป็น
เรื่องบันเทิงก็หลังจากวิวาห์กับเสิ่นเจี้ยไปแล้ว
วันนี้พอได้ยินวาจาสามหาวและกิริยาบ้าบิ่น
นั่นโดยบังเอิญ ครั้นขบคิดอย่างถ้วนถี่กลับรู้สึกว่า
เรื่องนี้อาจจะมีบางอย่างที่คาดไม่ถึงแอบแฝง
ส่งเซียวซูไปสมรส…
คำพูดที่เวิงอั๋งกล่าวออกมาทำให้คนกลุ่มหนึ่ง
อกสั่นขวัญหายแทบตายแล้วจริง ๆ
เมื่อมาเข้าหูของเจียงเสวี่ยหนิงก็เหมือนปัก
รากลงฐานในสมอง
จวบจนนางดูราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินที่
พุ่งทะยานเสร็จ กลับจวนมานอนหลับไปตื่นหนึ่ง
จากนั้นเก็บข้าวของเพื่อเข้าวังไปเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาหลังสิ้นสุดเทศกาลฉลองปีใหม่ คำ
กล่าวนี้ก็ยังคงวนเวียนในหัวเป็นระยะ ทำเช่นไรก็
ไม่อาจเลือนหาย
บัดนี้เวลาล่วงเลยถึงยามบ่าย เศษหิมะหลอม
ละลายแล้ว
ตำราเดินหมากล้อมสองเล่มวางอยู่มุมโต๊ะริม
หน้าต่าง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยส่งคนมาแจ้งให้นางเตรียมไว้
บอกว่าช่วงหลายวันที่นางไม่อยู่ แม้เซี่ยเซียนเซิง
จะได้รับพระราชโองการให้เดินทางติดตามไป
กำจัดนิกายสวรรค์ ไม่ได้สอนเนื้อหาใหม่ใด ๆ แต่
อาจารย์อีกท่านจู่ ๆ ก็นึกสนุกสอนทุกคนเดิน
หมากล้อม เกรงว่าเข้าวังครั้งนี้ยังต้องเรียนต่ออีก
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองตำราเดินหมาก
ล้อมด้วยอาการเหม่อลอย
ด้านเหลียนเอ๋อร์กำลังนับตั๋วแลกเงินและ
ก้อนเงินซึ่งหลอมเป็นรูปร่างสารพัดอย่างจำนวน
หนึ่ง เตรียมให้เจียงเสวี่ยหนิงนำเข้าวังเพื่อมอบ
เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแก่ชาววังทั้งหลาย
เพียงแต่นับไปพลางเบ้ปากไปพลาง
ก่อนจะบ่นอุบว่า “กำหนดการเข้าวังครั้งนี้ไม่
เร็วไม่ช้าเกินไป ตรงกับวันเกิดของท่านพอดี ตอน
เที่ยงคนของนายหญิงมาเชิญท่านไปฉลองวันเกิด
ร่วมกับคุณหนูใหญ่ ท่านกลับดีนักนะเจ้าคะ บ่าย
เบี่ยงโดยสิ้นเชิงด้วยคำพูดประโยคเดียว ปล่อยให้
พวกเขาสนุกสนานครึกครื้นอยู่ทางนั้น หากใคร
ไม่รู้มาเห็นเข้าเกรงจะนึกว่าวันนี้เป็นวันเกิดของ
คุณหนูใหญ่เพียงผู้เดียว หากเปลี่ยนเป็นบ่าวนะ
ใครมาเรียกบ่าวบ่าวก็จะไป และต้องไปให้จงได้
บ่าวจะได้ไปมีความสุขให้มากกว่าพวกเขาเลยเจ้า
ค่ะ! พอเข้าวังแล้วต้องไปเจอกฎระเบียบที่
เข้มงวดขนาดนั้น จะไม่สะดวกฉลองวันเกิดอะไร
นี่อย่างเอิกเกริกแล้วนะเจ้าคะ…”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังนางพูดเป็นชุด พอได้สติจึง
เข้าใจว่านางกำลังคิดถึงเรื่องงานวันเกิดของตน
ชาติก่อนไหนเลยจะไม่ไป
เป็นเช่นที่เหลียนเอ๋อร์กล่าว นางมิเพียงต้อง
ไปให้จงได้ ทั้งยังต้องมีความสุขด้วย อย่างไรเสีย
สถานการณ์ตอนนั้นก็แตกต่างจากตอนนี้ ชาติ
ก่อนนางประจบเอาใจเสิ่นเจี้ย สุดท้ายผู้ได้เข้า
ร่วมการคัดเลือกพระชายาของหลินจืออ๋องคนนั้น
ก็คือนาง มิหนำซ้ำยังเป็นเรื่องแน่นอนที่มิอาจ
เปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้จึงกระหยิ่มใจเป็นพิเศษ
จงใจไปหาเรื่องเจียงเสวี่ยฮุ่ยกับเมิ่งซื่อในวันดี ๆ
อย่างวันเกิด พูดจาไม่กี่คำก็ทำให้ทุกคนหน้า
เปลี่ยนสี
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยฮุ่ยมองนางอยู่นาน
ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไร บอกให้ทุกคนแยกย้าย
แล้วลุกขึ้นและขอตัวลาเช่นกัน
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงรังเกียจที่สุดคือใบหน้า
สงบนิ่งของ ‘พี่หญิง’ ผู้นี้ รู้สึกเหมือนตนใช้กำปัน
ทุบปุยฝั้าย นางจึงไล่ตามไปและตะโกนเรียกให้
หยุด ก่อนจะหัวเราะเย้ยหยันถามว่า “เจ้าชอบ
เสิ่นเจี้ยไม่ใช่หรือ ทว่าบัดนี้ผู้ที่หลินจืออ๋องทรงสู่
ขอคือข้า สมัยนั้นเจ้ายึดครองของของผู้อื่นโดย
พลการ ยึดสถานะของข้าไปจนได้ใช้ชีวิตกินดีอยู่
ดีมานานหลายปีเช่นนี้ น่าแค้นใจที่สวรรค์ไร้ตา
ยังคงปล่อยให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายดังเดิม
เช่นนั้นคงได้แต่ต้องให้ข้าเป็นผู้ลงมือเอง ให้เจ้า
ได้รู้จักรสชาติของกรรมตามสนองเสียบ้าง”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยยังคงตั้งท่าจะเดินจากไป
นางจึงก้าวขึ้นหน้าไปขวางไม่ยอมหลีกทาง
ในที่สุดอีกฝั่ายก็หยุดฝีเท้า ช้อนดวงตามอง
พร้อมกล่าวช้า ๆ ว่า “เจ้าดีใจจริงหรือ”
ทำไมจะไม่ดีใจเล่า
ได้อภิเษกสมรสกับหลินจืออ๋องผู้อ่อนโยน
และสง่างาม แย่งชิงวาสนาวิวาห์มาจากพี่สาวที่
ตอนนั้นช่วงชิงสถานะตนและบัดนี้ยังคงยึดครอง
ฐานะบุตรีภรรยาเอก ข่มนางด้วยฐานะพี่สาว ทุก
คนในจวนต่างก็ต้องดูสีหน้านาง ลาภยศ
สรรเสริญล้วนอยู่ใกล้แค่เอื้อม…
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมทีรู้สึกดีใจ
ทว่าครั้นเห็นท่าทีไม่สะทกสะท้านของเจียง
เสวี่ยฮุ่ย ความดีใจเพียงเล็กน้อยนั้นก็โบยบินจาก
ไปเบา ๆ ดั่งมีปีกงอกเงย ครั้นถึงวันที่ต้องอภิเษก
สมรสกับเสิ่นเจี้ยจริง สมองของนางกลับว่างเปล่า
เต็มไปด้วยความงงงัน ร่างลอยเบาหวิวไม่ติดพื้น
ดั่งถูกคนโยนขึ้นเหนือเมฆา
“คุณหนูรองเจ้าคะ แม้ท่านจะไม่ไปหานาย
หญิงกับคุณหนูใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นวันเกิด
ต้องทำสิ่งที่เป็นสิริมงคลสักอย่างอยู่ดีนะเจ้าคะ”
ถังเอ๋อร์เผยรอยยิ้มบาง ควักถุงผ้าจากแขนเสื้อ
และหยิบสร้อยข้อมือร้อยกระพรวนทองคำทรง
กลมขนาดเล็กยี่สิบลูกออกมา ชิ้นงานประณีต
งดงามยิ่งนัก “เมื่อสามปีก่อนเยี่ยนซื่อจื่อสั่งให้คน
นำมามอบให้ในวันเกิดของท่าน มีกระพรวนรวม
ทั้งสิ้นยี่สิบลูก เมื่ออายุมากขึ้นหนึ่งปีก็เติมเพิ่ม
หนึ่งลูก บ่าวเติมให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ”
นางส่งสร้อยข้อมือให้เจียงเสวี่ยหนิงชม
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงรับมาดูถึงนึกได้ว่ามี
ของขวัญเช่นนี้จริง ๆ ตอนที่นางอายุครบสิบหกปี
นับเป็นวันเกิดครั้งที่สองหลังจากเดินทางมาถึง
เมืองหลวง วันนั้นเยี่ยนหลินพานางเดินเที่ยวงาน
เทศกาลโคมไฟเป็นบ้าเป็นหลังทั้งวัน ทว่าเมื่อถึง
เวลาต้องส่งนางกลับจวนดันลากนางไปยังมุมมืด
ในตรอกเล็ก ๆ ข้างทาง คงเพราะหนุ่มน้อยกำลัง
หน้าแดงจึงยัดของสิ่งนี้ใส่มือนางอย่าง
สะเปะสะปะ จากนั้นก็เบือนหน้าเดินจากไปด้วย
ความเขินอาย
นั่นคงเป็นการมอบสิ่งของให้สตรีเป็นครั้งแรก
ของเยี่ยนหลินกระมัง
ตอนนั้นนางสงสัย ทั้งยังรู้สึกว่าค่อนข้าง
หยาบกระด้าง
ทว่าไม่อาจทนการบังคับจากเยี่ยนหลิน จึง
ต้องร้อยกระพรวนหนึ่งลูกและสวมมันในวันเกิด
ต่อมาเมื่อจวนหย่งอี้โหวล่มสลาย นางก็ไม่
เคยสวมอีก นานวันเข้าก็หายสาบสูญไป
เช่นเดียวกับกำไลหยกวงนั้นของหว่านเหนียง
ยามนี้สิ่งของในวันวานที่ไม่ได้พบเห็นมานาน
วางอยู่กลางฝั่ามือ ทว่าสิ่งที่ปรากฏในสมองของ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเป็นภาพของเยี่ยนหลินผู้ก
ลายเป็นแม่ทัพที่ยกทัพหวนคืนราชสำนักและได้
กุมอำนาจ เขากำลังคุกเข่าข้างหนึ่งพลางก้ม
ศีรษะอยู่ตรงหน้านาง หยิบสร้อยข้อมือลูก
กระพรวนสีทองซึ่งนางทำหายไปไม่รู้ตั้งกี่ปีแล้ว
ออกมา ก่อนจะรัดลงบนข้อมือบอบบางของนาง
พร้อมกล่าวเสียงแผ่วเบาและเนิบช้าประดุจ
ละเมออยู่ในห้วงแห่งความฝันว่า “ฮองเฮา ตอน
นั้นกระหม่อมเคยแอบคิดว่าเมื่อกระพรวนบน
กำไลเส้นนี้ครบยี่สิบลูกเมื่อใด กระหม่อมจะสู่ขอ
สตรีผู้สวมกำไลเส้นนี้กลับบ้าน แต่ที่แท้พระองค์
ทรงทะเยอทะยานยิ่งนัก สุดท้ายก็ไม่เห็นค่ามัน
แม้แต่น้อย…”
ถังเอ๋อร์เห็นนางมีสีหน้าทั้งคล้ายทุกข์ระทม
และยินดีปรีดาก็กระวนกระวาย เพิ่งนึกได้ว่าจวน
หย่งอี้โหวล่มสลายไปแล้ว “ต้องโทษบ่าว…”
เจียงเสวี่ยหนิงตัดบท “ไม่เป็นไร”
นางพ่นลมหายใจเบา ๆ เฮือกหนึ่ง ส่งกำไล
กระพรวนให้ถังเอ๋อร์พร้อมกล่าวกลั้วหัวเราะ
“เจ้าบอกว่าเป็นการนำพาสิริมงคลไม่ใช่หรือ
เช่นนั้นก็ช่วยสวมให้ข้าเถอะ”
ชาตินี้นางบอกตัดความสัมพันธ์กับเยี่ยนหลิ
นอย่างชัดเจนแล้ว
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงสร้อยกระพรวน
เส้นนี้อีกต่อไป
ท้ายที่สุดแล้วของชิ้นนี้ก็ถือเป็นน้ำใจของชาย
หนุ่ม นางหวังว่าเขาจะมีชีวิตที่ดี เขาเองก็หวังว่า
นางจะมีชีวิตที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน
ถังเอ๋อร์เห็นนางหัวเราะจึงค่อยเบาใจลงบ้าง
ลังเลครู่หนึ่งสุดท้ายก็ยังคงตัดสินใจสวมสร้อย
ข้อมือทำจากลูกกระพรวนทองคำให้นาง
ข้อมือเรียวยาวขาวพิสุทธิ์ประดุจหิมะกับ
สร้อยข้อมือกระพรวนทองน้อย ๆ หนึ่งเส้น
ปลายเชือกสีแดงมัดเป็นปมขนาดเล็กห้อยระ
บนหลังมือเนียนนุ่ม งดงามเพริศพราย
เหลียนเอ๋อร์อดเปล่งเสียงชมเชยไม่ได้ “ช่าง
งามเสียจริง เกรงว่าคงมีแค่มือของคุณหนูของ
พวกเราเท่านั้นที่จะสวมออกมาเป็นเช่นนี้ได้เจ้า
ค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงโบกมือไปมาทำให้เกิดเสียง
แว่ว ๆ ไม่ดังมากนัก แต่ถึงกระนั้นกลับให้
ความรู้สึกปราดเปรียวว่องไว
บทที่ 148 รับการสั่งสอน (2)
นางเอ่ยว่า “เอาละ เตรียมตัวเข้าวังกันเถอะ”
คุณหนูทั้งสองของตระกูลเจียงเข้าวังเพื่อเป็น
พระสหายร่วมศึกษา หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว
สมควรเดินทางไปด้วยกัน ทว่าสุดท้ายเจียงเสวี่ย
หนิงก็ยังมีอคติต่อเจียงเสวี่ยฮุ่ยอยู่บ้าง นางจึงจง
ใจอ้างว่ายังเก็บข้าวของไม่เรียบร้อย ให้เจียงเสวี่ย
ฮุ่ยออกเดินทางตามลำพังล่วงหน้าไปก่อน ส่วน
ตนก็สั่งให้จวนเตรียมรถม้าคันใหม่ เสียเวลาเกือบ
สองเค่อถึงออกเดินทางได้
คิดไม่ถึงว่าขณะเจียงเสวี่ยหนิงกำลังนั่งอยู่ใน
รถซึ่งเพิ่งเคลื่อนผ่านถนนใหญ่ไปเพียงสองสาย
สิ่งที่ต้อนรับนางกลับเป็นม้าเร็วหลายตัวซึ่งห้อ
ตะบึงเข้ามาหา
คนบนหลังม้าต่างสวมชุดของชนเผ่านอกด่าน
พร้อมหมวกหนังบนศีรษะ มีรูปลักษณ์เช่นชนต่าง
เผ่า นอกจากนี้มือยังหวดแส้ม้าเสียงดังหวีดหวิว
หัวเราะลั่นใส่กัน
สถานที่แห่งนี้เป็นถึงถนนใหญ่พลุกพล่าน
จอแจ แต่พวกเขามิได้ชะลอแม้แต่น้อย!
สารถีแห่งจวนตระกูลเจียงตกใจสะดุ้งโหยง
ลนลานรีบบังคับรถม้าออกข้างเพื่อหลีกทาง
ให้ เขาหลบม้าเร็วซึ่งพุ่งปะทะเข้ามาได้ แต่ล้อรถ
กลับกระแทกหินหลายก้อนซึ่งใช้รองสำหรับตั้ง
แผงลอย บังเกิดเสียงดัง ‘กร๊อบ’ จากนั้นก็ไม่อาจ
ขยับเขยื้อนอีก
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบถูกสะบัดออกจากตัวรถ
ครั้นรถหยุดจึงขมวดคิ้วเลิกผ้าม่านเพื่อถามไถ่
สถานการณ์เป็นอันดับแรก “เกิดอะไรขึ้น”
สารถียังคงอกสั่นขวัญหาย “เมื่อสักครู่มี
ชาวต๋าต๋าหลายคนควบม้าผ่าน โชคดีที่บ่าวหลบ
ได้อย่างรวดเร็ว เพียงทำให้รถม้าเสียหายแต่ไม่ได้
ชนคนขอรับ!”
เจียงเสวี่ยหนิงมองอีกฝังของถนน
ม้าหลายตัวนั้นหายวับไม่เหลือเงาตั้งนานแล้ว
ทว่าผู้คนสองข้างทางล้มระเนระนาด ไม่ว่าจะ
เป็นผู้ที่เดินทางผ่านมาก็ดีหรือพ่อค้าหาบเร่ก็ช่าง
ทุกคนล้วนเปล่งเสียงสาปแช่งก่นด่า เห็นชัดว่า
เมื่อครู่ถูกลูกหลงจนได้รับความเสียหาย
*****
ณ ร้านโยวหวงฝังตรงข้ามของถนน
หลี่ว์เสี่ยนกำลังนั่งขมวดคิ้วมองพิณบนโต๊ะริม
หน้าต่าง เห็นชัดว่าเพิ่งผ่านการแกะสลักมาไม่
นาน วัสดุทำมาจากไม้จวี่ ทั้งเนื้อไม้และลายไม้
ล้วนชั้นยอด
เพียงแต่ตรงตำแหน่งครึ่งฝั่ามือทางด้านซ้าย
กลับมีรอยตำหนิที่ดูขัดกัน
เห็นชัดว่าแกะสลักพลาด
กระทั่งว่ามีคราบโลหิตที่ยังเช็ดไม่สะอาด
เปือนอยู่ด้วย
“ข้าจำได้ว่านี่เป็นไม้ที่มีคุณภาพชั้นดีที่สุด
จากบรรดาไม้หลายท่อนที่ข้าช่วยหาให้เจ้าเมื่อ
สองเดือนก่อน เจ้านำไปไว้ที่ห้องทำพิณแล้วไม่ใช่
หรือ” หลี่ว์เสี่ยนมองเซี่ยเวยซึ่งกำลังดื่มน้ำชาอยู่
ฝังตรงข้าม น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ “ต้นไม้
โบราณอายุแปดร้อยปีต้นหนึ่ง เมื่อตัดก็เหลือไม้
ชั้นดีไม่กี่ท่อน แล้วข้าจะไปหาไม้ชนิดเดียวกันถึง
ขั้นลักษณะตรงกันทุกประการมาให้เจ้าได้จาก
ไหนอีก เซี่ยจวีอัน ตอนเจ้าทำพิณอยู่นั้นกำลังฝัน
หรือว่าเจอผีกันแน่ แค่นี้ยังทำเสียของได้!”
ระยะนี้เซี่ยเวยมีงานจุกจิกต้องสะสาง
มากมาย ครั้นเห็นว่าในที่สุดหิมะก็ละลายหลังตก
ต่อเนื่องมาหลายวันจึงออกจากจวนมาร้านโยว
หวงโดยเฉพาะ
เขาย่อมรู้ดีว่าไม้ท่อนนี้ที่ใช้ทำพิณนั้นหายาก
แต่หากหาไม่ยาก ไยต้องมารบกวนใช้งานห
ลี่ว์เสี่ยนด้วยเล่า
ขณะนั่งแผ่นหลังก็หันหาบานหน้าต่างกรุ
กระดาษขาว ใบหน้าจมความหม่นหมองเล็กน้อย
เขาวางถ้วยชาเอ่ยขึ้นมาว่า “รบกวนตามหาให้ข้า
อีกสักครั้งสิ”
หลี่ว์เสี่ยนหัวแทบระเบิดแล้วจริง ๆ
เขารู้อยู่แก่ใจว่าในเมื่อเซี่ยเวยมาพบด้วย
ตนเอง เกรงว่าพิณคันนี้ต้องการเร่งด่วน
พอสมควร เขานวดขมับ สุดท้ายก็สั่งให้คน
ข้างล่างนำสมุดบัญชีสิ่งของที่เพิ่งนำเข้าคลังไม่กี่
เดือนก่อนออกมา พลิกหาเทียบทีละชิ้น ต้องการ
ตามหาแผ่นไม้ที่มีเนื้อและลวดลายใกล้เคียงกับ
แผ่นตรงหน้า เพื่อจะได้แผ่นไม้ลักษณะเทียบเท่า
พิณคันที่เซี่ยเวยทำก่อนหน้านี้
เขาหาอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
ทว่ากลับทำให้หัวสมองสว่างวาบ พลันนึกอะไร
บางอย่างได้ “วันนี้ในเมื่อเจ้ามีเวลาว่างมาที่นี่ คง
ได้ยินพฤติกรรมไม่เห็นหัวผู้ใดของเซียวติ้งเฟยที่
จวนกั๋วกงช่วงนี้มาบ้างแล้วกระมัง”
นี่ก็ถือเป็นปัญหาเรื่องหนึ่ง
ช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมาไม่ว่าเซียวติ้งเฟยจะ
ก่อเรื่องเหลวไหลแค่ไหนก็ไม่มีสิ่งใดไม่เข้าหูเซี่ย
เวย เพียงแต่เขาเพิ่งเข้ารับหน้าที่ดูแลกรมโยธาธิ
การเป็นครั้งแรกทำให้งานรัดตัว อีกทั้งผู้ที่เซียว
ติ้งเฟยหาเรื่องคือตระกูลเซียว เขาจึงไม่สนใจ
ชั่วคราว ทว่าเรื่องราวใด ๆ ก็ตามบนโลกนี้หาก
ทำเกินเลยจะกลายเป็นส่งผลเสีย หากต้องการ
โค่นล้มตระกูลเซียว นั่นมิใช่เรื่องที่จะกระทำได้
ภายในวันสองวัน เมื่อก่อเรื่องวุ่นวายไปสักพักก็
ควรหยุดเพื่อวางแผนการใหญ่
หากไม่ควบคุม เกรงว่าแม้แต่เซียวติ้งเฟยก็คง
ได้ใจจนลืมตัว
เมื่อคิดเช่นนี้เซี่ยเวยจึงเรียกเจี้ยนซูเข้ามาและ
สั่งว่า “อีกสักครู่จงบอกให้เตาฉินเดินทางไป
ตักเตือนเขาด้วยตนเองสักครา วางมาดสร้าง
ความน่ายำเกรงได้ที่แล้วก็อย่าก่อเรื่องให้ลุกลาม
บานปลายนัก…”
เพิ่งกล่าวจบ พลันบังเกิดเสียงอึกทึกดังจาก
ภายนอก
ฟังแล้วคล้ายกำลังเกิดเรื่อง
หลี่ว์เสี่ยนซึ่งกำลังตรวจบัญชีอดเงยหน้าไม่ได้
เขาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เลิกคิ้วผลักบาน
หน้าต่างด้านข้างและมองถนนข้างนอก “ดู
เหมือน พวกต๋าต๋าที่เข้ามายังเมืองหลวงช่วงก่อน
ปีใหม่จะกำลังควบม้าก่อกวนในตัวเมือง…”
ครั้นเซี่ยเวยได้ยินก็ย่นหัวคิ้ว ทอดสายตามอง
ออกไปนอกหน้าต่างเช่นกัน
ด้านหลังสับสนอลหม่านดังคาด
นอกจากนั้นยังมีรถม้าคันหนึ่งล้มเอียงอยู่ข้าง
ทาง สารถีกำลังคุกเข่าตรวจสอบล้อรถ ส่วนสตรี
ผู้ห่มร่างด้วยเสื้อคลุมกันลมขนจิ้งจอกหิมะบุผ้า
แพรต่วนสีแดงด้านในกำลังยืนดูอยู่ด้านข้าง
ใบหน้างามหมดจดขนาดเท่าฝั่ามือเย็นชาประดุจ
น้ำค้างแข็ง
หลี่ว์เสี่ยนเองก็เห็นแล้ว อดเคลื่อนสายตา
มองเซี่ยเวยไม่ได้
*****
ราชทูตจากต๋าต๋ากลุ่มนี้ช่างเปียม
แสนยานุภาพเหลือเกินนะ!
เห็นเมืองหลวงเป็นเสมือนบ้านของตนเอง
แล้วจริง ๆ
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงต้องการออกจากจวน
ตระกูลเจียงช้ากว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยเล็กน้อย หากไม่
ประสบเหตุไม่คาดฝันอันใดระหว่างทางก็คงไปถึง
ตามเวลาที่วังหลวงกำหนดไว้พอดี แต่เมื่อเจอ
เรื่องแบบนี้ปุบปับ รถม้าเสียหาย คนอยู่กลางทาง
ไม่รู้ว่าต้องเสียเวลาอีกเท่าใด ทำให้นางบังเกิด
โทสะทว่าปราศจากที่ระบาย
นางคิดจะสั่งให้คนไปว่าจ้างเกี้ยวละแวกนี้
เพื่อเข้าวังก่อน ส่วนเรื่องรถม้าให้สารถีค่อย ๆ
จัดการ สุดท้ายยังไม่ทันเอ่ยปากก็เงยศีรษะเห็น
คนผู้หนึ่งเดินลงจากร้านโยวหวงบนชั้นสองฝัง
ตรงข้ามถนนและมุ่งตรงมา
นางพลันประหลาดใจเล็กน้อย
เจี้ยนซูเหน็บกระบี่ประจำตัวไว้ที่เอว เขามอง
รถม้าคันนั้นพลางคิดว่ารถเสียจริงดังคาด จึง
ประสานมือคารวะกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า
“คุณหนูรองกำลังจะเดินทางเข้าวังกระมัง ตอนนี้
รถเสียไม่อาจเดินทางได้ชั่วคราว ภายนอกลมแรง
ไม่สู้ขึ้นไปนั่งข้างบนสักครู่ดีกว่า เซียนเซิงอยู่ที่นั่น
พอดีขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองชั้นสองฝังตรงข้ามทันที
หน้าต่างแง้มออกครึ่งหนึ่ง แลเพียงผาดเดียวก็
เห็นใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาหมดจดของเซี่ย
เวย
หลังกลับจากทงโจวก็ไม่ได้พบหน้าเลยสิบ
กว่าวัน
ฝั่ายเซี่ยเวยเองก็ไม่ได้มาจับตัวนางไปเรียน
พิณ เพราะมีเซียวติ้งเฟยคอยก่อเรื่องวุ่นวายครั้ง
แล้วครั้งเล่า นางจึงมีโอกาสได้ฉลองปีใหม่ด้วย
ความสุขสบายอย่างหาได้ยาก คราวนี้ต้องเข้าวัง
อีกครั้ง ยามอยู่ในรถเมื่อสักครู่ยังคิดอยู่เลยว่า
กลับเข้าวังเห็นทีคงถูกเซี่ยเวยลากไปหา แล้วนาง
จะต้องคอยทำตัวนอบน้อมเชื่อฟังเขาอีก
คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันเข้าวังก็พบกันโดยบังเอิญ
เสียแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงพลันนึกถึงจางเจอ เมื่อกลับ
จากทงโจวเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่ง น่าจะกำลังยุ่ง
อยู่เช่นกันกระมัง
แม้จะคิดเช่นนี้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงยังคง
อึดอัดคับข้อง
บทที่ 148 รับการสั่งสอน (3)
ในเมื่อเซี่ยเวยเรียกตัวนางไป อีกทั้งภายนอก
สายลมก็เหน็บหนาวจริง ๆ จึงไร้เหตุผลให้ปฏิเสธ
นางผงกศีรษะ สั่งสารถีไปสองสามประโยค ก่อน
จะตามเจี้ยนซูขึ้นอาคารเข้าไปในร้านโยวหวง
นางเคยติดตามเยี่ยนหลินมายังสถานที่แห่งนี้
การตกแต่งภายในร้านปราศจากความ
เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เจี้ยนซูพานางเดินลึกเข้าไปอีก
เมื่อเลิกผ้าม่าน เจียงเสวี่ยหนิงก็เห็นเซี่ยเว
ยนั่งอยู่ด้านใน ภายในห้องตั้งเตาไฟที่กำลังเผา
ถ่าน อบอุ่นยิ่งนัก เขานั่งใต้หน้าต่าง สวมชุด
นักพรตสีครามหม่น กำลังช้อนดวงตามองมา
เซี่ยเวยอยู่ในร้านโยวหวง แสดงว่ามาพบหลี่ว์
เสี่ยนแน่ ๆ
แต่ตอนนี้ไม่เห็นหลี่ว์เสี่ยน
เจียงเสวี่ยหนิงกวาดสายตาผ่านถ้วยชาที่ยังไม่
ทันเก็บซึ่งตั้งอยู่ฝังตรงข้ามเซี่ยเวย ก้าวไป
ข้างหน้าและคารวะตามมารยาทด้วยความ
เรียบร้อย “คารวะเซี่ยเซียนเซิง”
นางวางมือซ้อนประสานบริเวณเอวขณะ
แสดงความเคารพ ปลายนิ้วเรียวจึงเผยให้เห็น มี
เสียงสดใสดังมาจากในแขนเสื้อให้ได้ยินแว่ว ๆ
เซี่ยเวยถาม “เจอชาวต๋าต๋ามาหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงอดเบ้ปากไม่ได้ ครั้นนึกถึง
เหตุการณ์เมื่อครู่ก็ยังคงมีโทสะคุกรุ่นอยู่บ้าง
กล่าวอย่างพื้นเสียว่า “ศิษย์ยังไม่ได้พบซึ่งหน้า
เจ้าค่ะ หากได้ประจันหน้ากันจริง ๆ เกรงว่า
ตอนนี้ท่านคงได้เห็นข้าในสภาพแขนขาดขาหัก
แล้วละ”
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้ว “วันนี้เป็นวันที่สิบหกเดือน
หนึ่งนะ พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า[1]”
วันที่สิบหกเดือนหนึ่งยังเป็นวันเกิดของข้า
ด้วย ข้ายังไม่ถือเลย แล้วท่านจะถือทำไม
เจียงเสวี่ยหนิงบ่นในใจ ไม่สบอารมณ์ทว่าไม่
กล้าโต้เถียง ทำได้เพียงก้มศีรษะเอ่ยรับเสียงค่อย
“เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยดูออกว่านางไม่พอใจ
จ้องมองอยู่นาน ทันใดนั้นก็เอ่ยว่า “หลาย
วันนี้เจ้าไปมาหาสู่กับเซียวติ้งเฟย ตอนนี้เขาหา
เรื่องก่อกวนจวนติ้งกั๋วกง แม้แต่ของพระราชทาน
จำนวนมากจากวังหลวงยังขนไปให้เจ้า แล้วเจ้าก็
ยังจะรับไว้ด้วยความสบายใจ ท่าทางมีความสุข
มากเลยสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะ
เรียกตนมาคุยเรื่องนี้ พลันเงยศีรษะขวับ
แต่เมื่อสบกับดวงตาแสนกระจ่างคู่นั้นก็หมด
สิ้นความกล้าอย่างน่าประหลาด
นางคิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังจริง ๆ
ด้วยเหตุนี้จึงตอบตามความจริงอย่างเปิดอก
“อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่คนดิบดีอะไร เมื่อเห็นเขา
ก่อกวนจวนกั๋วกง ศิษย์ก็มีความสุขจริง ๆ เจ้าค่ะ
มิเพียงมีความสุข แต่ยังโห่ร้องชมเชยเขาอีกด้วย
ยิ่งจวนกั๋วกงมีสภาพเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาก
เท่าใด ศิษย์ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น”
พูดตรง ๆ ก็คือมีแค้นต้องชำระ
คำกล่าวนี้แสดงถึงความโอหังกลับกลอกเช่น
กาลก่อนอยู่บ้าง กระทั่งว่า ยามขมวดคิ้วอัน
งดงามก็ยังแฝงความดื้อรั้นที่คร้านจะปิดบังเสีย
ด้วยซ้ำ
เซี่ยเวยมองนางอยู่นาน แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา
“เดี๋ยวนี้ไม่เสแสร้งต่อหน้าข้าแล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนก
แต่เมื่อใช้ความคิดก็เผยรอยยิ้มราวกับเย้ย
หยันตนเอง แล้วกล่าวว่า “เซียนเซิงกระจ่างแจ้ง
แก่ใจว่าข้ามีนิสัยใจคอเช่นไรมาตั้งแต่แรกแล้ว
มิใช่หรือเจ้าคะ ในเมื่อท่านเองก็คร้านจะเสแสร้ง
ต่อหน้าข้า แล้วข้าจะเสแสร้งต่อหน้าท่านไปเพื่อ
อะไรอีก”
นางกับเขาใช่ว่าเพิ่งรู้จักกันเสียหน่อย
ทั้งคู่ฉีกหน้ากากทิ้งตั้งแต่สี่ปีก่อนขณะอยู่
กลางหุบเขาอันรกร้างห่างไกลแล้ว ต่างคนต่าง
เคยเห็นด้านอันน่าอับอายที่สุดของอีกฝั่าย ฉะนั้น
ตอนนี้หากยิ่งแสร้งทำตัวอ่อนโยนกอปรด้วย
คุณธรรมของสตรี หรือเป็นวิญูชนผู้สูงส่งดั่ง
นักปราชญ์ ก็จะยิ่งแสดงความจอมปลอมเสีย
เปล่า ๆ
ดังนั้นนางจึงกำแหงกับเซี่ยเวยมากกว่าผู้อื่น
เมื่อเผชิญหน้าเป็นการส่วนตัว เซี่ยเวยก็
พูดจาไม่เกรงใจนางเหมือนกันมิใช่หรือ
เพียงแต่คำพูดเพิ่งจะหลุดจากปาก เจียงเสวี่ย
หนิงก็รู้สึกเย็นวาบบริเวณท้ายทอย ระลึกได้ทันที
ว่าตนไม่สมควรพูดเช่นนี้ ประสบการณ์การเดิน
ทางเข้าเมืองหลวงพร้อมเซี่ยเวยสมัยนั้นสมควร
ฝังลึกในจิตใจ ไม่นำออกมาพูดอีก
เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้ามของอีกฝั่าย
จริงดังคาด เมื่อนางค่อย ๆ ช้อนดวงตาก็สบ
กับสายตาอันสงบนิ่งเป็นล้นพ้นของเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนเองกำลัง
ประสบโชคร้าย ยามคนอยู่ใต้ชายคาไม่อาจไม่ก้ม
ศีรษะ[2] นางจึงเป็นฝั่ายขอยอมรับผิดก่อน
“ศิษย์พูดจาไม่ยั้งคิด พูดพลั้งผิดอีกแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยมองนางอยู่นาน “ยื่นมือมา”
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินสองคำนี้เส้นผมบน
ศีรษะก็ลุกชัน ยังจำตอนถูกตีขณะยื่นมือขอตั๋ว
แลกเงินจากเซี่ยเวยครั้งก่อนได้ นางกลัวเจ็บ
นอกจากจะไม่ยื่นมือแล้วยังตกใจจนกระถดถอย
ก้าวหนึ่งด้วย
เซี่ยเวยพูดขึ้นว่า “เจ้ารับข้าวของของเซียวติ้ง
เฟย นี่จะอธิบายเช่นไร”
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงกับลืมเลือนเรื่องที่ตน
พูดพลั้งผิดเมื่อครู่ไปสิ้น เปล่งเสียงตะโกนว่า
“ศิษย์เชี่ยวชาญการก่อกวนคน ในเมื่อเขาเป็น
ฝั่ายขอร้องให้สอน ข้าจึงชี้แนะไปเล็กน้อย หาก
เขาจะมอบค่าเล่าเรียนให้บ้างก็คงไม่เกินเลยไป
กระมังเจ้าคะ”
เซี่ยเวยแค่นหัวเราะ “เก่งกล้าสามารถนักนะ
ถึงกับเป็นอาจารย์ได้แล้วหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคิดจะเถียง แต่เมื่อเห็นเขา
หน้าถมึงทึงนิด ๆ จนน่ากลัวยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก
ก็อดร่างสั่นสะท้านไม่ได้ หุบปากในบัดดล
ไม้บรรทัดไม้ไผ่วางอยู่ขอบโต๊ะ
ไม่ใช่ชนิดที่อาจารย์ใช้ในห้องเรียน แต่เป็นสิ่ง
ที่หลี่ว์เสี่ยนขอกลับมาหลังจากไปฟังไต้ซือสาธ
ยายธรรมที่วัด
ขนาดกำลังเหมาะมือ
เซี่ยเวยถือเงื้อ ยังคงบอกว่า “ยื่นมือมา”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดีแก่ใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องโดน
ตี นางจึงหลับตาแบมือยื่นให้
เซี่ยเวยตั้งใจจะตีนางสองครั้งจริง ๆ ให้รู้จัก
หลาบจำ ทว่าข้อมือที่ยื่นออกมาผูกกระพรวน
ทองคำขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มซึ่งส่งเสียงเล็กน้อย
ยามแกว่งไกวเบา ๆ ส่วนเชือกสีแดงก็ช่วยขับเน้น
ให้ผิวพรรณทวีความขาวผุดผ่อง
ท้องแขนปรากฏรอยแผลเป็นจากการกรีด
เฉียงให้เห็นรำไร
สุดท้ายไม้บรรทัดไม้ไผ่ที่เขาเงื้อก็ไม่ได้ตี
เจียงเสวี่ยหนิงรออยู่ครึ่งค่อนวัน จิตใจร้อน
รนกระวนกระวาย เมื่อไม่รู้สึกเจ็บปวดตามที่คาด
ไว้จึงแอบลืมตา
เซี่ยเวยถาม “วันนี้เป็นวันเกิดเจ้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงดวงตาเป็นประกาย เพียงคิดก็
รู้แล้วว่าคนอย่างเซี่ยเวยไม่มีทางรู้วันเกิดนาง
หรอก คงเพราะเห็นสร้อยข้อมือที่ตนสวมก็เลย
ถาม นางจึงใช้ความคิดแล้วตอบกลับด้วยท่าทีน่า
เวทนา “ใช่เจ้าค่ะ วันนี้ศิษย์เป็นเจ้าของวันเกิด
แต่เนื่องจากต้องเข้าวังทำให้ไม่ได้ฉลอง ทั้งยัง
ไม่ได้กินไม่ได้ดื่มอะไรดี ๆ สักอย่าง แม้แต่บะหมี่
อายุยืน[3]ยังไม่มีผู้ใดทำให้ แล้วนี่เซียนเซิงก็ยัง
จะลงโทษศิษย์อีก! ศิษย์สำนึกผิดแล้ว ภายหลัง
จะไม่กล้ากระทำผิดซ้ำ โปรดเห็นแก่ข้าที่ต้อง
ฉลองวันเกิดอย่างน่าสงสาร ละเว้นสักครั้งเถอะ
นะเจ้าคะ”
เซี่ยเวยไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงขวัญกล้าขึ้นเล็กน้อย “ท่าน
เงียบคือตอบรับแล้ว?”
นางหดมือกลับ
ขณะนี้เองพลันบังเกิดเสียง ‘เพียะ’ ไม้
บรรทัดลงโทษในมือเซี่ยเวยฟาดกลางฝั่ามือนาง
อย่างไม่ไว้ไมตรี เจ็บจนนางชักมือกลับไปกำแน่น
มองเขาด้วยความเดือดดาล
เซี่ยเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “การ
ลงโทษวันนี้จะไม่นับถึงวันพรุ่ง คนสำมะเลเทเมา
ไร้แก่นสารเช่นเซียวติ้งเฟย หากข้ารู้ว่าเจ้ายัง
ลอบไปมาหาสู่ด้วยอีกละก็จะไม่มีวันละเว้นโดย
ง่ายดายแบบนี้อีกแน่”
เจียงเสวี่ยหนิงทั้งตกใจและกริ่งเกรง มองเขา
น้ำตาคลอหน่วย
เซี่ยเวยโยนไม้บรรทัดลงโทษทิ้งโดยไม่เหลือบ
แลนางแม้แต่น้อย เขายกน้ำชาขึ้นดื่มพร้อมกล่าว
เสียงดังกับคนด้านนอก “เจี้ยนซู ไปบอกให้เตา
ฉินนำฎีกาในรถม้าของข้าออกมา จากนั้นส่งนาง
เข้าวัง”
เจี้ยนซูเข้ามาเชิญตัวเจียงเสวี่ยหนิงไป
เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ได้สติคืนกลับ หัวสมอง
ยังคงคิดว่า คนเลือดเย็นแล้งน้ำใจอย่างเซี่ยเวยถึง
กับตีข้าในวันเกิดจริงหรือนี่ นางประคองมือซึ่งถูก
ตีจนเป็นรอยแดงเข้าไปนั่งในรถม้าของเซี่ยเวย
ด้วยความโกรธเหลือแสน
รถม้าของเตาฉินมุ่งตรงไปยังวังหลวง
เมื่อเจี้ยนซูกลับมาก็เห็นหลี่ว์เสี่ยนซึ่งก่อน
หน้านี้หลบเข้าไปในห้องลับ ไม่รู้ว่าเดินอ้อยอิ่ง
กลับมาเมื่อใด ยามนี้กำลังใช้สายตาพินิจ
พิเคราะห์มองเซียนเซิงของตน
เจี้ยนซูครุ่นคิดสักพัก “เตาฉินไปส่งคุณหนู
รองหนิงแล้ว ทางด้านคุณชายติ้งเฟยจะให้บ่าวไป
ด้วยตนเองหรือไม่ขอรับ”
เซี่ยเวยวางถ้วยชาบนฝั่ามือ ทว่าไม่ได้ดื่ม
เขามองระลอกคลื่นน้ำชาซึ่งกำลังแผ่กระจาย
ครู่หนึ่ง กลับเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นแล้ว ปล่อยเขาก่อ
เรื่องไปเถิด”
เจี้ยนซูนิ่งอึ้ง
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้วคล้ายหงุดหงิดสับสนอยู่บ้าง
เขาคลายมือปล่อยให้ฝาครอบประกบปิดปาก
ถ้วยจนกระทบกันเสียงดัง ก่อนจะวางกลับไปมุม
โต๊ะ “สรุปคือมีข้าคอยรับผิดชอบ ไม่มีทางเกิด
เรื่องใหญ่หรอก”
เจี้ยนซู “…”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
เหอะ ๆ ทีตอนนี้ล่ะมาบอกว่าตัวเอง
รับผิดชอบ ก่อนหน้านี้ใครกันนะบอกว่าต้อง
ควบคุมเซียวติ้งเฟยให้ก่อเรื่องน้อยลงเสียบ้างน่ะ
——————–
1. วันถัดจากตรุษจีนถือว่าเข้าปีใหม่อย่าง
แท้จริง ถือกันว่าควรพูดดี คิดดี และ
กระทำแต่สิ่งดี ๆ
2. ยามคนอยู่ใต้ชายคาไม่อาจไม่ก้มศีรษะ เป็น
สำนวน หมายถึงเมื่อถูกควบคุมหรือจำกัดก็
จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
3. บะหมี่อายุยืน หรือหมี่ซั่ว เป็นอาหารมงคล
นิยมรับประทานในวันเกิด