คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 149 เลียแข้งเลียขา (1)
ช้าก่อน นี่ข้านั่งอยู่บนรถม้าของเซี่ยเวยหรือ?!
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือเปั่ารอยแดงบนฝั่ามือ
เป็นเวลานาน ในที่สุดก็เพิ่งรู้สึกตัว เงยหน้ามอง
สำรวจด้วยความตื่นตัว
ผ้าม่านหน้าต่างทั้งสองด้านหนาเตอะ ปิด
แน่นสนิท
ต่อให้มีสายลมหนาวพัดหวีดหวิวภายนอกก็
ยากจะกระพือได้แม้แต่ชายผ้าม่าน
เป็นรถม้าส่วนตัวของเซี่ยเวยจริง ๆ
มีเพียงลำแสงที่ส่องลอดบานหน้าต่าง
แกะสลักรูปดอกกระจับทางด้านหลังลงมา ตก
กระทบขนจิ้งจอกหิมะซึ่งปูเต็มตัวรถ เห็นเป็นสี
ซีดขาวของฤดูเหมันต์แต่ขณะเดียวกันก็เผยความ
อ่อนโยนบางส่วน ฎีกาซึ่งตั้งกองอยู่บนโต๊ะตัวเล็ก
ถูกขนย้ายออกไปแต่แรกแล้ว สะอาดหมดจดไม่
เหลือเศษกระดาษสักแผ่น คงไว้เพียงกลิ่นหอม
ของหมึกซึ่งยังคงอบอวลจาง ๆ
มีตำราวางกองตรงหัวมุมทางด้านซ้ายมือปึก
หนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าพลิกเปิด เพียงเหลือบ
มองอย่างพินิจพิเคราะห์ ดูเหมือนจะเป็นพระ
คัมภีร์บางอย่างทางพระพุทธศาสนา เล่มบนสุดมี
นามว่า ‘ศูรางคมสูตร[1]’ คงเป็นตำราที่วางในรถ
เพื่อพลิกอ่านเป็นบางครั้ง ดูไม่ได้ใหม่มากนัก
ศึกษาพระคัมภีร์มากมายจนจิตผ่องแผ้วไร้
ความปรารถนา มิน่าเล่าทั้งที่เป็นถึงขุนนางราช
สำนักที่มีคนอยากเกี่ยวดองด้วย ทว่าชาติก่อนแม้
จะอายุสามสิบก็ยังไม่สู่ขอและวิวาห์กับผู้ใด อีก
ทั้งไม่เคยได้ยินว่ามีอนุภรรยาอยู่ที่บ้าน ดูท่าจะ
เป็นนักบวชหรือนักพรตที่ไม่ได้ปลงผมและอยู่ใน
โลกของฆราวาส…
“น่าเบื่อ จืดชืด”
นางเห็นคำว่า ‘ศูรางคมสูตร’ ก็อดกลอกตา
ค้อนไม่ได้ สลัดความประหลาดใจเรื่องที่ ‘ตนได้
นั่งรถม้าของเซี่ยเวยอย่างเหนือความคาดหมาย’
จนหมดสิ้นทันที อย่างไรเสียเซี่ยเวยก็เป็น
อาจารย์ของนาง ครั้นลูกศิษย์เช่นนางประสบ
อุบัติเหตุ หากเซี่ยเวยจะให้ยืมใช้รถม้าก็ไม่น่าเป็น
เรื่องใหญ่โตอันใดกระมัง
ตอนมาถึงหน้าประตูวังก็เป็นเวลาโพล้เพล้
เตาฉินเชิญนางลงจากรถ
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวขอบคุณ นางรู้ว่าแม้หนุ่ม
น้อยผู้นี้จะดูเหมือนคนเก็บเนื้อเก็บตัวประหยัด
ถ้อยคำ แต่ก็เป็นยอดฝีมือด้านการยิงเกาทัณฑ์ซึ่ง
คร่าชีวิตได้ทุกดอก มิหนำซ้ำตนยังเจอมามากกว่า
หนึ่งครั้ง ดังนั้นจึงไม่กล้าเอื้อมไปแตะมือเขา
เพียงกระโดดลงจากรถม้าด้วยตนเอง
ทุกคนที่เรือนหยางจื่อมากันครบแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเสียเวลาระหว่างทางจึง
มาถึงเป็นคนสุดท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย
เซียวซูนั่งอยู่กลางวงล้อมของพระสหายร่วม
ศึกษาจำนวนหนึ่ง นางสวมชุดชาววังสีเหลือง
ผลซิ่งงามสง่า มือข้างหนึ่งประคองเตาอุ่นมือปิด
ลายทองวิจิตรประณีต ส่วนอีกข้างก็คีบตัวหมาก
กำลังเดินหมากกับเฉินซูอี๋
ที่ผ่านมานางงดงามฉูดฉาดประดุจดอกโบตั๋น
ทว่ายามเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาจากระเบียง
ทางเดินและแลเห็นอีกฝั่าย กลับรู้สึกว่าคิ้วตาซึ่ง
บรรจงแต่งแต้มด้วยความตั้งใจคล้ายแฝงความ
กลัดกลุ้มที่ไม่อาจลบเลือน ทำให้หวนนึกถึงละคร
ฉากเด็ดที่จวนกั๋วกงช่วงหลายวันที่ผ่านมาจนอด
เปล่งเสียงหัวเราะในใจไม่ได้
เฉินซูอี๋มองเห็นนางก่อน ดวงตาฉายประกาย
แปลกประหลาด กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ยังคิดอยู่
เลยว่าคุณหนูรองเจียงจะหายปั่วยเมื่อใด วันนี้จะ
มาหรือไม่ นึกไม่ถึงว่าคิดเสร็จก็มาพอดี ดูจากสี
หน้าของคุณหนูรองเจียง ท่าทางคงพักฟืนรักษา
ตัวเป็นอย่างดีเลยสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายฟังความนัยที่แฝงอยู่ไม่
ออก หัวเราะตอบกลับไปว่า “ก็นั่นน่ะสิ ถึงจะล้ม
ปั่วยอยู่บ้านแต่ก็ไม่ต้องมาเรียนเรื่องน่าเบื่อพวกนี้
และไม่ต้องมาฟังเสียงโหวกเหวกน่ารำคาญของ
เหล่าอาจารย์ทั้งวัน ชีวิตสุขสบายเหลือเกิน ไม่
เพียงไม่ซูบเซียว เกรงว่าอยู่บ้านยังอ้วนท้วนขึ้น
สองจินเสียด้วยซ้ำ”
เดิมทีโจวเปั่าอิงนอนหมอบมองตาปริบ ๆ อยู่
ติดกระดานหมากล้อม อยากยื่นมือทั้งสองข้าง
ออกไปช่วยเซียวซูและเฉินซูอี๋เดินหมากแทบแย่
เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาและกล่าวเช่นนี้
แก้มบนใบหน้าซึ่งเดิมทีฉายแววระทมทุกข์อยู่
หลายส่วนก็พองโต เอ่ยด้วยท่าทีน่าสงสารระคน
อิจฉา “พี่หญิงหนิงอยู่บ้านต้องได้กินของดี ๆ แน่
เลยใช่หรือไม่ เฮ้อ พี่หญิงหนิงล้มปั่วย พี่หญิง
เหยาเองก็ล้มปั่วยอยู่บ้านจนมาไม่ได้ แล้วไยตัว
ข้าต้องกินเก่งจนสุขภาพและร่างกายแข็งแรงไม่
เคยล้มปั่วยตั้งแต่เล็กจนโตเสียได้นะ อากาศ
หนาวเหน็บเพียงนี้ หากได้ซุกร่างกินอะไรอยู่ใต้
ผ้าห่มคงดีไม่น้อยเลย…”
ทุกคนพลันอับจนคำพูด
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกวาดสายตามองถึงพบว่า
ขาดไปผู้หนึ่ง อดกระเซ้าไม่ได้ “คุณหนูเหยาก็ไม่
อยู่หรือนี่”
ผู้ที่อยู่สองฟากของกระดานหมากคือเซียวซู
กับเฉินซูอี๋ ส่วนด้านข้างคือโจวเปั่าอิงซึ่งกำลังดู
การเดินหมาก โหยวเย่ว์นั่งดื่มชาตรงหัวมุม เป็น
ไม้เบื่อไม้เมากับนางมาตลอดจึงเพียงมองมาด้วย
สายตาเหยียดหยัน ฟางเมี่ยว กำลังยืนขมวดคิ้ว
จ้องมองลวดลายกรอบหน้าต่าง ไม่รู้ว่ากำลังคิด
เรื่องโหราศาสตร์ฮวงจุ้ยอะไรอยู่อีกหรือเปล่า
เหยาหรงหรงผู้ขี้ขลาดตาขาวนั่งถือเข็มกับด้าย
กำลังปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ตรงข้ามโหยวเย่ว์ ส่วน
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกอปรด้วยความสง่างามและสงบ
เยือกเย็นมากที่สุด นั่งถือตำราอยู่หลังแจกันปัก
ดอกเหมยสีแดงสดสูงเท่าครึ่งลำตัวคน เพียงช้อน
ดวงตาเหลือบมองเจียงเสวี่ยหนิงจากนั้นจึงก้ม
หน้าอ่านตำราต่อ
พระสหายร่วมศึกษาตอนนี้สมควรมีเก้าคน
แต่เมื่อรวมเจียงเสวี่ยหนิงแล้วยังขาดไปคน
หนึ่ง นั่นคือเหยาซีธิดาเสนาบดีกรมขุนนางซึ่งเคย
มีเรื่องกระทบกระทั่งกับเจียงเสวี่ยหนิงไม่น้อย
ตอนนี้เองเซียวซูถึงช้อนสายตามองอย่าง
เรียบเฉย กล่าวเตือนสติด้วยน้ำเสียงคล้ายประชด
คล้ายไม่ประชดราวกับมองความกังขาของนาง
ออก “ไม่นานมานี้น้องหญิงตระกูลเหยาถูก
ลงโทษให้กลับบ้านเพราะเรื่องของเวินเจาอี๋ไม่ใช่
หรือ นางล้มปั่วยอยู่หลายวัน นอนซมบนเตียงลุก
ไม่ขึ้นน่ะ ตอนนี้ดูเหมือนคุณหนูรองเจียงกำลัง
ตามหานางอยู่ ช่างสมกับคำที่ว่าผู้สูงศักดิ์มักขี้ลืม
เสียจริง”
มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิง
ขัดแย้งกับเหยาซีเพราะจางเจอ
คราแรกเหยาซีต้องการถอนหมั้น
ภายหลังเมื่อพบจางเจอที่ตำหนักฉือหนิง
ระหว่างเกิดคดีหยกหรูอี้ก็เปลี่ยนใจไม่อยากถอน
หมั้นแล้ว คิดไม่ถึงว่ายามนั้นจางเจอกลับเป็นฝั่าย
ขอถอนหมั้นเอง แม้จะใช้โวหารด้วยความ
ระมัดระวัง ทว่าเหยาซีรักหน้าตาเสมอมา จึงรู้สึก
ว่าคนผู้นี้อุตส่าห์ได้รับโอกาสแล้วกลับไม่รู้จัก
สำนึก
ความแค้นที่มีต่อเจียงเสวี่ยหนิงจึงผูกกันแน่น
หนา
บัดนี้จางเจอที่อยู่ฝั่ายหน้าได้เลื่อนยศหนึ่งขั้น
ได้รับความโปรดปรานจากฝั่าบาทยิ่งนัก อีกทั้งมี
ชื่อเสียงในหมู่ราษฎร หากเหยาซีอยู่ที่นี่ ไม่รู้จะ
หน้าชาบ้างหรือเปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงฟังถ้อยคำของเซียวซูแล้วรู้สึก
ว่าน่าสนใจ แม้จะประหลาดใจว่าเหตุใดหนอฝั่าย
นั้นจึงล้มปั่วย แต่พอคิดได้ว่าคนผู้นี้มีจุดจบไม่
โสภาจึงคร้านจะถามหาต้นสายปลายเหตุ ตอบ
กลับไปว่า “รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างจริง ๆ เพียงแต่วัน
เวลายังอีกยาวไกล ต้องมีสักวันได้พบกันแน่”
เซียวซูเห็นสีหน้าไม่ยินดียินร้ายของนางก็นึก
ถึงเซียวติ้งเฟยอย่างน่าประหลาด
ได้ยินว่าเมื่อไม่นานมานี้ ‘พี่ชาย’ ของนางนำ
ของล้ำค่าจำนวนมากที่ฝั่าบาทพระราชทานให้
ส่งไปที่จวนตระกูลเจียงเกินครึ่งเพื่อประจบเอาใจ
เจียงเสวี่ยหนิง ครั้นนึกถึงเรื่องที่บิดาและ
น้องชายเล่าว่าพบเจียงเสวี่ยหนิงที่ทงโจวจึงเปล่ง
เสียงหัวเราะเย้ยหยันในใจ
นางบีบตัวหมากแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย สะกด
กลั้นเพลิงโทสะที่เก็บสั่งสมมาตลอดหลายวัน
พร้อมพูดกลั้วหัวเราะราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ในเมื่อคุณหนูรองเจียงมาถึงก็นับว่าครบแล้ว
พวกเราเดินทางไปตำหนักฉือหนิงและคุนหนิง
เพื่อเข้าเฝั้าถวายพระพรไทเฮากับฮองเฮากัน
เถิด”
ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิมาได้ห้าวัน แต่ดินแดน
ทางเหนือยังคงมีสายลมหนาวพัดหวีดหวิว
คณะของคนทั้งแปดซึ่งเดินทางออกมาจาก
เรือนหยางจื่อต่างสวมเสื้อคลุมกันลมหนาเตอะ
บ้างก็สวมปลอกนวมหุ้มมือ บ้างก็ถือเตาอุ่นมือ
เดินเลียบกำแพงวังสีชาด
พระราชวังอันใหญ่โตให้ความรู้สึกเหมือน
สถานที่จองจำซึ่งตั้งเรียงเป็นระเบียบ
ครั้นได้เห็นขุนเขาสายน้ำตามธรรมชาติ
ปราศจากการปรุงแต่งภายนอก พร้อมประสบ
ภยันตรายน่าระทึกขวัญ เมื่อกลับมาเห็น
กระเบื้องเคลือบและเสาแกะสลักเหล่านี้อีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงก็อดสะกดกลั้นลมหายใจพลาง
เยื้องย่างด้วยความใจลอยเล็กน้อยไม่ได้
——————–
1. ศูรางคมสูตร เป็นธารณีในพระสูตรฝั่าย
มหายาน มุ่งเน้นความสำคัญของการ
บำเพ็ญสมาธิ
บทที่ 149 เลียแข้งเลียขา (2)
ช่วงหลายวันมานี้โหยวเย่ว์กระหยิ่มใจอย่าง
ยิ่ง
ประการแรก ราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินที่
ถืออยู่พุ่งทะยาน นางเห็นว่าสถานการณ์ดียิ่งจึง
ส่งคนไปแดนสู่เป็นการเฉพาะ อ้างว่าเป็นคนที่
จวนปั๋อส่งมาช่วยเหลือและดูแลโหยวฟางอิ๋น
ทว่าแท้จริงแล้วมีไว้เพื่อจับตาดูนางและ
สถานการณ์ของนาเกลือตระกูลเหรินเพื่อทำให้
ตนได้ส่วนแบ่งจำนวนมากกว่านี้ จะได้ขายหุ้นที่
ตนถือด้วยราคาสูง
ประการที่สอง เมื่อปราศจากเจียงเสวี่ยหนิง
ผู้ทำให้นางอารมณ์เสียก็ยิ่งโชคดี นางเองก็ส่งชื่อ
ตนไปร่วมการคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋องด้วย
ได้ยินว่าหลินจืออ๋องโปรดพิณ หมากล้อม อักษร
และภาพวาด เป็นผู้มีความสุนทรีย์ เมื่อถึงวัน
คัดเลือก ขอเพียงนางแสดงฝีมือให้ดี กอปรกับ
จ่ายเงินซื้อตัวคนมาช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องอย่าง
งดงาม ไม่แน่อาจได้รับความโปรดปรานจากเสิ่น
เจี้ย ได้ก้าวขึ้นเป็นพระชายาอ๋องทันทีเลยก็ได้
ยามนี้เมื่อหันกลับมามองดวงหน้าของเจียง
เสวี่ยหนิงซึ่งไม่ได้งามเฉิดฉันเช่นกาลก่อนก็รู้สึก
เหนือกว่าหลายส่วน…
ที่ผ่านมาผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเจียงเสวี่ยหนิงมีหย่งอี้
โหวซื่อจื่อเยี่ยนหลินคอยดูแล เพียงแต่จวนโหว
ล่มสลายตั้งแต่ปีที่แล้ว
ภายหลังหลินจืออ๋องทรงรู้จักนาง ทั้งยังตรัส
เป็นนัยว่าจะดูแล น่าเสียดายที่ยามนี้เมื่อเสิ่นเจี้ย
ทรงคัดเลือกพระชายา ชื่อที่จวนตระกูลเจียง
เสนอกลับเป็นเจียงเสวี่ยฮุ่ย เจียงเสวี่ยหนิงไม่มี
ส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย
องค์หญิงใหญ่โปรดปรานและเชื่อพระทัย
เจียงเสวี่ยหนิงก็จริง ทว่าวันนี้ไม่เหมือนวันวาน
อีกไม่นานเสิ่นจื่ออีต้องเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกับต๋าต๋า ต่อให้ยังปกปั้องเจียงเสวี่ย
หนิงได้ ทว่าจะปกปั้องต่อไปได้สักเท่าไร
เจียงเสวี่ยหนิงยามนี้จึงเป็นเสมือนตั๊กแตน
หลังฤดูใบไม้ร่วง[1]ที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกไม่กี่
วันสินะ…
โหยวเย่ว์เป็นพวกเจ็บไม่รู้จักจำ ลืมเลือนสิ้น
ว่าในอดีตเคยได้รับบทเรียนจากเจียงเสวี่ยหนิง
ตอนอยู่ที่นี่ นางถอนหายใจเสียงแปลกประหลาด
และเอ่ยว่า “พวกเรากำลังจะไปเข้าเฝั้าไทเฮาแท้
ๆ ไยคุณหนูรองเจียงถึงต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วย
เล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตากลับไปมอง
โหยวเย่ว์คลุมเสื้อคลุมกันลมสีสันสดใส กล่าว
กลั้วหัวเราะ “เจ้ามีสีหน้าเช่นนี้ไม่รู้ว่าต้องการหา
เรื่องผู้ใด บัดนี้ไม่มีใครปกปั้องเจ้าได้แล้วนะ
หลายวันก่อนครั้นองค์พระโพธิสัตว์เฒ่าไทเฮา
ทรงทราบว่าติ้งเฟยซื่อจื่อกลับมาก็ดีพระทัยจน
หมดพระสติ ประชวรกระเสาะกระแสะบนพระ
แท่นบรรทมหลายวันถึงจะหาย อีกทั้งได้ยินว่าติ้ง
เฟยซื่อจื่อเองก็กตัญูต่อองค์ไทเฮามากเป็น
พิเศษ หลายวันมานี้จึงเข้าวังหลวงมาเข้าเฝั้าอยู่
เสมอ มิหนำซ้ำเขายังนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าใด หาก
เขาเห็นคุณหนูรองเจียงมีท่าทีเช่นนี้ ชิ…”
เดิมทีวาจาของนางต้องการเหน็บแนมเจียง
เสวี่ยหนิง เพราะอย่างไรเสียก็มิได้รู้เบื้องลึก
เบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างจวนกั๋วกงกับติ้ง
เฟยซื่อจื่อ จึงใช้น้ำเสียงเสียดสีกว่าปกติ
ไม่มีใครคาดคิดว่าเซียวซูกลับสีหน้า
แปรเปลี่ยนเป็นคนแรก
เจียงเสวี่ยหนิงยังคิดไม่ทันออกว่าจะตอบนาง
เช่นไร ครั้นเงยศีรษะเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเลี้ยวมา
จากทางตำหนักฉือหนิงเบื้องหน้าก็อดเลิกคิ้ว
ไม่ได้
หลายวันที่ผ่านมาเซียวติ้งเฟยมักเข้าวังหลวง
มาเยี่ยมเยียนเซียวไทเฮาจริง อย่างไรเสียเมื่อยาย
แก่คนนี้ได้ยินว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็ ‘ตื่นเต้นยินดี’
จนเป็นลมล้มพับ ทำให้เขาต้องมาโผล่หน้าให้นาง
มารเฒ่าเห็นเป็นระยะ ถือโอกาสคลุกคลีกับเหล่า
บุตรหลานขุนนางและชนชั้นสูงซึ่งมีสิทธิ์
เข้านอกออกในพระราชวังต้องห้ามเพื่อสร้างสาย
สัมพันธ์ภายในเมืองหลวง
ขณะนี้ออกมาพร้อมพวกหลินจืออ๋องและเห
ยียนผิงอ๋องหลังจากเข้าเฝั้าถวายพระพร
คราวนี้ประจวบเหมาะนัก เจอกลุ่มของ
เซียวซูเข้าพอดี
เซียวซูถือเป็นไข่มุกท่ามกลางกลุ่มพระสหาย
ร่วมศึกษาแห่งเรือนหยางจื่อ ทุกคนเห็นนางเป็น
ผู้นำ อีกทั้งยามนี้ต้องเดินทางไปเข้าเฝั้าไทเฮา
นางย่อมเดินนำหน้าเป็นธรรมดา
เซียวติ้งเฟยเห็นนางตั้งแต่แวบแรก
เขาเชิดปลายคางคมขึ้นทันที เดินเอามือไพล่
หลังเข้ามาหาด้วยกิริยาเย่อหยิ่งเหยียดหยามไม่
เห็นเซียวซูอยู่ในสายตา แค่นเสียงหัวเราะ
กรุ้มกริ่มพลางมองสำรวจชุดชาววังอันหรูหรา
ของเซียวซู “ไก่ปั่าเสียบขนที่เก็บมาได้แค่ไม่กี่เส้น
ก็หลอกลวงผู้อื่นว่าตนเป็นหงส์ฟั้าเสียแล้ว!”
คณะของเรือนหยางจื่อพลันตาโตอ้าปากค้าง
ประการแรก พวกนางคิดไม่ถึงว่าติ้งเฟยซื่อจื่
อจะกล่าววาจาหยาบคายไร้มารยาทเช่นนี้ ส่วน
ประการที่สอง ไม่นึกว่าเขาจะไร้มารยาทต่อ
เซียวซูผู้มีสายเลือดตระกูลเซียวเหมือนกัน!
โหยวเย่ว์ใจเต้นไม่เป็นส่ำแทบจะทันที
เซียวซูใบหน้าคล้ำเขียว นับตั้งแต่ฮ่องเต้ทรง
ลำเอียงปกปั้องฝังนั้น เซียวติ้งเฟยก็ยิ่งแสดง
พฤติกรรมโอหังอวดดีที่จวนกั๋วกงจนไม่เห็นผู้ใด
ในสายตา ใบหน้าของคนตระกูลเซียวถูกบดขยี้
เหยียบย่ำติดพื้นดิน! ต่อให้ที่ผ่านมานางจะเป็น
สตรีมากความสามารถจนวงศ์ตระกูลภาคภูมิใจ
ทว่าเมื่อเผชิญหน้าคนเช่นนี้ก็เสียกระบวนและทำ
อะไรไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด!
ต่อหน้าผู้คนตั้งมากมายนางเองก็ไม่ยอมถอย
พลันตำหนิว่า “หากท่านไปกล่าววาจาเพ้อ
เจ้อเหลวไหลที่อื่นยังพอทำเนา แต่บัดนี้อยู่ในเขต
พระราชวังต้องห้ามก็ยังจะกล้ากล่าววาจา
สามหาวอีก…”
ทว่าพูดยังไม่ทันจบ ดวงตาเซียวติ้งเฟยก็ลุก
วาว
เขาปรายตามองแวบเดียวก็เห็นเจียงเสวี่ย
หนิงทางด้านหลัง
พลันร้องเรียกด้วยความความตกใจระคน
ยินดี “คุณหนูรอง!”
สายตาของทุกคนไปจับบนร่างของเจียงเสวี่ย
หนิงทันควัน
เจียงเสวี่ยหนิงขนศีรษะลุกชัน มุมปาก
กระตุกเล็กน้อย คิดในใจว่า อภิมหาซวย!
จริงดังคาด พริบตาต่อมาตัวหายนะเซียวติ้ง
เฟยก็ปรี่มาหาตรงหน้าด้วยท่าทางยินดีเป็นล้น
พ้น ท่าทางประหนึ่งคนพเนจรซึ่งเดินทางรอน
แรมต่างบ้านต่างเมืองได้พานพบญาติสนิทมิตร
สหาย ไหนเลยจะยังเหลือความโอหังอวดดีแบบ
เมื่อครู่อีก
เขายกมือคารวะนาง
แล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคุณหนูรอง
เจียงภายในวัง ช่างมีวาสนาต่อกันเหลือเกิน! ของ
ที่ข้าสั่งให้คนยกไปจวนของท่านครั้งก่อน ท่าน
ได้รับแล้วคงถูกใจบ้างกระมัง”
สายตาของผู้คนโดยรอบทอประกาย
เหลือเชื่อ รวมทั้งหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยและเหยียน
ผิงอ๋องซึ่งค่อนข้างเยาว์วัยอีกด้านหนึ่งด้วย พวก
เขาเบิกตากว้างเล็กน้อยราวกับเห็นภาพ
เหตุการณ์แปลกประหลาดพิสดารหายาก
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงคำเตือนของเซี่ยเวย
นางฝืนเก็บรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า
กลับไปเจ็ดส่วน ทวีความเย็นชาอยู่บ้างอย่างเห็น
ได้ชัด ครั้นคารวะกลับก็ตอบว่า “ของขวัญล้ำค่า
ของซื่อจื่อข้าได้รับโดยปราศจากความดี
ความชอบ นึกละอายใจยิ่งนัก หวังว่าวันหน้า
ซื่อจื่อจะกรุณานำกลับคืนไปเจ้าค่ะ”
ใบหน้าหล่อเหลาเจ้าสำราญของเซียวติ้งเฟ
ยงอง้ำในบัดดล ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านางพูด
อะไรออกมา ทั้งยังสัมผัสได้ถึงความระมัดระวัง
และห่างเหินที่นางแสดงออกด้วย ลอบบริภาษใน
ใจว่า ไม่รู้ไอ้ลูกเต่าคนไหนขัดขวางไม่ให้ข้าได้
เกาะขาใหญ่เช่นเจียงเสวี่ยหนิง แต่ถึงกระนั้น
เปลือกนอกกลับแสดงสีหน้าน่าเวทนาสงสาร
เขากล่าวเสียงอ่อย “คุณหนูรองเมินข้าเสีย
แล้ว”
เสียงไม่ดังมากและแฝงความตัดพ้อบางเบา
แม้มีร่างกายกำยำล่ำสันทว่ายามยืนอยู่เบื้องหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงกลับดูว่านอนสอนง่ายเหลือแสน
ราวกับลูกสุนัขเชื่อง ๆ ต่างจากท่าทีที่ปฏิบัติต่อ
เซียวซูเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน!
เจียงเสวี่ยหนิงพลันกระสับกระส่ายไปทั้งร่าง
ส่วนเหยียนผิงอ๋องอ้าปากค้างจนกรามแทบ
ร่วง
แม้แต่หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยยังอดใช้สายตา
ค้นหาเพ่งพิศเซียวติ้งเฟยกับเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้
ทางด้านพระสหายร่วมศึกษาจากเรือนห
ยางจื่อ โหยวเย่ว์มองจนตาค้าง เป็นไปได้อย่างไร
…
เมื่อครู่ข้าเพิ่งเหน็บแหนมเจียงเสวี่ยหนิงว่า
วันนี้ไม่หมือนวันวานอยู่เลย!
เยี่ยนหลินจากไป อีกฝั่ายไม่ได้เข้าร่วมการ
คัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง แม้แต่องค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางซึ่งคอยคุ้มหัวและปล่อยให้นาง
กำเริบเสิบสานมาตลอดยังต้องไปอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรี! เดิมทีโหยวเย่ว์คิดว่าจากนี้ไป
เจียงเสวี่ยหนิงจะต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวและรู้จัก
ดูสีหน้าผู้อื่น
ผู้ใดจะคิดว่าติ้งกั๋วกงซื่อจื่อเซียวติ้งเฟยผู้ช่วง
นี้เป็นเสมือนดวงตะวันกลางเวหาภายในเมือง
หลวงจะเข้ามาประจบเอาใจนางอีกคน!
สตรีผู้นี้…
สตรีผู้นี้!
ใช้วิชามารอะไรมายั่วยวนจิตใจคนกันแน่
เนี่ย?!
——————–
1. ตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วง เป็นสำนวน
หมายถึงจุดจบกำลังจะมาเยือน เนื่องจาก
เมื่ออากาศเริ่มเย็นหลังฤดูใบไม้ร่วงตั๊กแตน
จะหนาวตาย