คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 150 บะหมี่อายุยืน (1)
แค่ดูสีหน้าของแต่ละคนโดยรอบ เพียงใช้ฝั่า
เท้าก็เดาได้แล้วว่าเรื่องนี้น่าตกตะลึงพรึงเพริด
ขนาดไหนในสายตาของทุกคน รอยยิ้มฝืดฝืนที่
ประดับบนใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงปริแตกเล็กน้อย
นางก็อยากสนใจเขาอยู่หรอก
ทว่าพอนึกถึงเรื่องที่จะถูกเซี่ยเวยเอาโทษหาก
ไปยุ่งเกี่ยวกับคนผู้นี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่กล้าเผย
รอยยิ้มสนิทสนมแม้แต่น้อย ตัดความสัมพันธ์
ด้วยความสุภาพอย่างยิ่ง “ข้าไม่ได้สนิทสนม
คุ้นเคยกับซื่อจื่อ ขอซื่อจื่อโปรดอย่าล้อข้าเล่นเลย
เจ้าค่ะ”
ล้อเล่น?
สตรีเปลี่ยนสีหน้ารวดเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้า
ตำราเสียอีกนะ
ก่อนหน้านี้ยังพูดอยู่เลยว่า ‘ถึงเมืองหลวง
แล้วข้าจะดูแลท่านเอง’
เซียวติ้งเฟยกลอกตา แต่บ่นในใจก็ส่วนบ่น
แค่ใช้สมองหน่อยก็รู้สายสนกลในที่แอบแฝงแล้ว
มิหนำซ้ำหากเจียงเสวี่ยหนิง ‘สมคบคิด’ กับเขา
ต่อหน้าธารกำนัลต่างหากถึงจะเรียกว่าโง่งม เขา
จึงเปลี่ยนท่าทีกลับมาแสดงความหน้าด้านไร้
ยางอายอย่างที่ทุกคนคุ้นชิน พึมพำว่า “หญิงงาม
ในเมืองหลวงเย่อหยิ่งชะมัด ยากจะสยบได้
จริงๆ!”
ทุกคนด้านหลังเขาสีหน้าแปรเปลี่ยน
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยยืนอยู่ด้านหลัง เนื่องจาก
ได้รับการฝากฝังจากเยี่ยนหลินให้ดูแลเจียงเสวี่ย
หนิง มิหนำซ้ำยังไม่รู้ความนัยแอบแฝง นึกว่า
เซียวติ้งเฟยถูกราคะครอบงำจิตใจจนไปพูดจา
เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เขาจึงย่นหัวคิ้ว เผยความ
น่าเกรงขามหลายส่วนอย่างยากจะพบเห็นพร้อม
กล่าวเสียงเย็นชาเล็กน้อย “คุณหนูรองเจียงเป็น
สหายร่วมศึกษาที่น้องหญิงชื่นชอบที่สุด ทั้งยัง
เป็นคุณหนูของภรรยาเอกจวนรองเสนาบดีเจียง
ติ้งเฟยซื่อจื่ออย่าก่อเรื่องเลย คุณหนูทุกท่าน
กำลังจะเดินทางไปเข้าเฝั้าถวายพระพรเสด็จแม่
รีบไปกันเถิด”
วันนี้เสิ่นเจี้ยสวมเสื้อคลุมผ้าแพรสีดอกซิ่ง
สวมที่ครอบศีรษะทองคำและสายคาดเอวหยก
กอปรด้วยความหล่อเหลาสุขุมลุ่มลึก
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตาข้ามผ่านเซียวติ้ง
เฟยไปหาเขา สบตากันพอดี
อีกฝั่ายเองก็นิ่งอึ้ง ผงกศีรษะให้นางเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจกระตุกวูบ
ใช่ว่าสายตานั้นแฝงความนัยลึกซึ้งอันใด
เพียงแต่เมื่อใบหน้าคุ้นเคยปรากฏให้เห็นอีกครา
แม้รู้อยู่แก่ใจว่าชาตินี้จะปราศจากความสัมพันธ์
อันใดกับคนผู้นี้ ทว่าความทรงจำในชาติก่อนก็ถูก
สายตาของเขาดึงกระชากกลับคืนมาจนต้องทอด
ถอนใจด้วยความสะเทือนอารมณ์
ชาติก่อนเวินเจี๋ยอวี๋แท้งบุตร เสิ่นหลางไร้
ทายาทสืบสกุล สุดท้ายจึงยกราชบัลลังก์ให้เสิ่น
เจี้ยซึ่งเป็นน้องชายร่วมอุทร
ชาตินี้เวินเจี๋ยอวี๋หลีกพ้นคราเคราะห์ หากให้
กำเนิดองค์ชายด้วยความราบรื่น เสิ่นหลางก็จะมี
ทายาท เกรงว่าตัวเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท
คงมาไม่ถึงเสิ่นเจี้ยแล้ว
หลินจืออ๋องที่อยู่ตรงหน้าจะรู้บ้างหรือเปล่า
ว่าโชคชะตาของเขาถูกมือของใครบางคนดึง
ถอนเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว จากนั้นถูกเปั่าจนหมุน
คว้างและหักเหครั้งใหญ่
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาลงทันเวลาโดยมิได้เผย
ความผิดปกติ เพียงค้อมกายคำนับและเดินผ่าน
บุตรหลานชนชั้นสูงกลุ่มนี้เพื่อมุ่งหน้าไปยัง
ตำหนักฉือหนิงร่วมกับทุกคน
เสิ่นเจี้ยตะลึงงัน
เขาอดหันศีรษะกลับไปมองเจียงเสวี่ยหนิง
ไม่ได้ ยามเห็นเรือนร่างอรชรของคุณหนูรองเจียง
ซึ่งเคยมีวาสนาพานพบกันไม่กี่ครั้งผู้นี้ แม้จะเดิน
ท่ามกลางฝูงชนก็ยังแยกแยะเงาร่างผอมเพรียวได้
จากการมองผาดเดียว ดวงตาของเขาค่อย ๆ ฉาย
แววสับสนเล็กน้อย
คล้ายว่านัยน์ตาของนางทอแววเศร้าสร้อยอัน
ล้ำลึกออกมาให้เห็น
หรือสติเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนตาฝาดไป
เอง
เซียวซูเดินออกไปไม่ไกลนัก โทสะบนใบหน้า
ยังไม่เลือนหาย นางหันกลับมาคล้ายต้องการ
กล่าวอะไรบางอย่างกับเจียงเสวี่ยหนิง
อย่างไรก็ตาม เจียงเสวี่ยหนิงคาดเดาได้ตั้งแต่
แรกแล้ว
พริบตาที่เซียวซูหมุนกายกลับมาเผชิญหน้า
ริมฝีปากของเจียงเสวี่ยหนิงก็ประดับรอยยิ้ม
คล้ายไม่ยิ้มบาง ๆ ชิงหาเรื่องย้อนเล่นงานก่อน
“เคยได้ยินคนร่ำลือกันว่าตอนเด็ก ๆ ติ้งเฟยซื่อจื่
อแห่งจวนกั๋วกงมีความสามารถเพียงดูผ่านตาก็
จดจำไม่ลืมเลือน ถือเป็นเด็กอัจฉริยะ คิดไม่ถึงว่า
บัดนี้กลับมาเมืองหลวงจะกลายเป็นคน
สำมะเลเทเมาที่กล่าวถ้อยคำเหลวไหลไม่รู้จักยั้ง
คิด ไยจวนกั๋วกงไม่รู้จักควบคุมดูแลให้ดีเสียบ้าง
เล่า”
ทุกคน “…”
เซียวซู “…”
ต่อให้มีคำพูดอีกแค่ไหนก็ต้องกลืนกลับลง
ท้อง ลืมแม้กระทั่งว่าตนกำลังโกรธเคืองเรื่อง
อะไรไปชั่วขณะ
ไม่ได้พบกันเกือบเดือน เมื่อได้เจอกันอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังคงเป็นเจียงเสวี่ยหนิงคนเดิมที่
ใครก็รับมือไม่ถูกและต้องแค้นใจจนต้องเข่นเขี้ยว
เคี้ยวฟัน!
*****
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเมื่อไปถึงตำหนักฉือหนิง
แล้วจะได้พบเสิ่นจื่ออี แต่เมื่อทุกคนเข้าไปถวาย
พระพรภายในตำหนัก ยามช้อนตาขึ้นมากลับไม่
พบคนที่ต้องการตามหาอยู่ข้างกายไทเฮา
นางมารเฒ่าเพิ่งหายดีจากการล้มปั่วยครั้ง
ใหญ่ สีหน้าอ่อนล้าเล็กน้อย
เมื่อรับการถวายพระพรจากพวกนางก็เพียง
ไต่ถามเซียวซูไม่กี่ประโยค ไม่เอ่ยถึงเสิ่นจื่ออี
แม้แต่น้อยอย่างผิดสังเกต จากนั้นจึงโบกมือให้
พวกนางถอยออกไปโดยไม่แม้แต่จะออกปาก
เตือนให้พวกนางทำหน้าที่เป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิงใหญ่ให้ดี
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้วขณะเดินออกมาจาก
ตำหนักฉือหนิง
เห็นชัดว่าไม่ใช่แค่นางที่สงสัย
ซาลาเปาน้อยโจวเปั่าอิงผู้มีแก้มกลมปั่องก็
สงสัยอยู่บ้างเช่นกัน “ไยวันนี้ไม่เห็นองค์หญิง
ใหญ่เล่า”
เซียวซูไม่ตอบคำ
เฉินซูอี๋หัวเราะแฝงความนัยลึกซึ้ง “วังหลวง
กำลังจะเกิดงานมหามงคล อีกไม่นานองค์หญิง
จะเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับซ
ยงหนู หลายวันนี้เตรียมการกันอยู่ ไม่ได้เสด็จ
ออกจากตำหนักเกือบครึ่งเดือนแล้ว ย่อมไม่ได้
เสด็จมาถวายพระพรไทเฮาร่วมกับพวกเรา”
โจวเปั่าอิงยกมือปิดปากร้อง “อา”
เหยาหรงหรงกะพริบตา ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจจริงๆ
หรือแสร้งไม่เข้าใจกันแน่ เอ่ยเสียงค่อยว่า “ต่อให้
ต้องเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่
ไม่เสด็จมาถวายพระพรไทเฮาด้วยซ้ำ ออกจะ
ออกจะไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่า…”
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางอย่างเย็นชา
โหยวเย่ว์มองสำรวจสีหน้าเจียงเสวี่ยหนิง อด
มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นไม่ได้ “ถึงจะ
บอกว่าเตรียมตัวเพื่อไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี แต่ใครบ้างไม่รู้พระอุปนิสัยขององค์
หญิงใหญ่ เกรงว่าทรงเคืองไทเฮาเข้าแล้วละ
เพียงแต่เรื่องของบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ไหนเลย
จะปล่อยให้องค์หญิงทรงทำตามพระทัยได้ เฮ้อ”
นางถอนหายใจอย่างจอมปลอม
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกฝั่ามือคันยุบยิบ อยากจะ
ตบปากพล่อย ๆ นี้สักสองฉาดให้สาแก่ใจ
ทว่าวันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้วจริง ๆ
นางฝืนสะกดกลั้นเพลิงโทสะพร้อมเปล่งเสียง
หัวเราะเย้ยหยัน มองเซียวซูแล้วพูดว่า “ถึง
อย่างไรพวกเราก็เป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิง เข้าวังมาช่วงปีใหม่ทั้งทีก็สมควรไป
ถวายพระพรองค์หญิงไม่ใช่หรือ”
หากเป็นเมื่อก่อน ด้วยนิสัยกลิ้งกลอกเข้ากับ
ทุกคนง่ายเช่นเซียวซู ย่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอ
ของเจียงเสวี่ยหนิงแน่
อย่างไรก็ตาม พระราชโองการให้เสิ่นจื่ออี
เดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ที่ต๋าต๋าลงมาถึงแล้ว
องค์หญิงใหญ่ซึ่งยามนี้กำลังจะไปจากวัง
หลวงทั้งยังขัดแย้งกับไทเฮาและฮ่องเต้จนเกือบ
หาทางลงไม่ได้ผู้นี้ แม้ตนจะเคยสนิทสนมด้วย
จริง ๆ ทว่าเมื่อชั่งใจอย่างหนัก สุดท้ายนางก็เผย
รอยยิ้มพลางกล่าวเรียบ ๆ “บัดนี้องค์หญิงมีพระ
อารมณ์ไม่ดี แม้แต่ฝั่าบาทกับไทเฮายังไม่เสด็จไป
พบ ไฉนพวกเราต้องไปรบกวนด้วยเล่า”
พฤติกรรมละเอียดรอบคอบปราศจากช่อง
โหว่เล่นเอาเจียงเสวี่ยหนิงสะอิดสะเอียน กล่าว
ด้วยความเย็นชาโดยไม่เสแสร้งอีกต่อไป “จะหา
ข้ออ้างอันใดกันเล่า คุณหนูใหญ่เซียวเป็นเลิศ
ด้านรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางอยู่แล้ว ท่านไม่
ไปก็ช่างเถิด ยังมีผู้ใดต้องการไปด้วยอีกบ้าง”
นางเคลื่อนสายตามองผู้อื่น
เฉินซูอี๋ยืนอยู่ฝั่ายเดียวกับเซียวซูเสมอมาจึง
ไม่เปล่งวาจา เหยาหรงหรง หวาดกลัวจนก้มหน้า
โจวเปั่าอิงขมวดคิ้วมุ่นมองเซียวซูกับเฉินซูอี๋ด้วย
ท่าทีงุนงงเล็กน้อยและลำบากใจยิ่งนัก โหยวเย่ว์
แค่นเสียงเย็นชาปราศจากความเคลื่อนไหวอันใด
ส่วนฟางเมี่ยวควักเหรียญทองแดงจากแขนเสื้อ
อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประนมมือเขย่า หลับตา
ท่องบริกรรม
เจียงเสวี่ยฮุ่ยขยับร่าง ทว่าพอเหลือบมอง
เจียงเสวี่ยหนิงก็คิดว่าองค์หญิงใหญ่ทรงสนิทสนม
กับนาง เกรงว่าคงไม่ต้องการพบตน จึงล้มเลิก
ความคิดที่จะเดินออกไป
ไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ข้ากับองค์หญิง
มิได้สนิทสนมกันมากนัก ไม่กล้าบุ่มบ่ามไปเข้า
เฝั้า หากน้องหญิงหนิงพบองค์หญิงแล้ว ถวาย
พระพรแทนข้าด้วยนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงปรายตามองนางแวบหนึ่ง ไม่
ตอบอะไร
หลังจากรออยู่สักพัก เมื่อไม่มีผู้ใดก้าวออกมา
และไม่มีผู้ใดขานรับ นางจึงเปล่งเสียงหัวเราะเย้ย
หยัน จากนั้นสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไป
เดินออกไปได้สิบกว่าก้าวก็มีเสียงร้องตะโกน
ด้วยความร้อนรนจากทางด้านหลัง “ว้าย ออกมา
แล้ว ทิศตะวันออก ลางดีชั้นยอด! เดี๋ยวก่อน
คุณหนูรองเจียงผู้สูงส่ง รอข้าด้วยสิ!”
นางหันกลับไปมอง เป็นฟางเมี่ยวอย่างที่คิด
จริงเสียด้วย
สตรีซึ่งแต่งกายเหมาะสมแต่กลับมีบุคลิกของ
ซินแสจอมปลอมผู้นี้ยกชายกระโปรงวิ่งเข้ามาหา
ด้วยความรีบร้อน ชี้เหรียญทองแดงเมื่อครู่ให้ดู
ฟางเมี่ยวหอบเล็กน้อยทว่ายิ้มมีเสศนัย “คำ
ทำนายบอกข้าว่าควรไปกับท่าน”
ในบรรดาพระสหายร่วมศึกษาจำนวนมาก
จากเรือนหยางจื่อ ฟางเมี่ยว ดูพิลึกสุด ไม่ว่าจะ
ทำสิ่งใดก็ต้องขอให้เทพยดาทำนายถึงตัดสินใจได้
มุมมองที่เจียงเสวี่ยหนิงมีต่อสตรีผู้นี้จึงแปลก
ประหลาดอย่างบอกไม่ถูกเสมอมา
แท้จริงแล้วคำนวณโชคชะตาและดวงคนได้
จริง ๆ หรือแค่ขอคำทำนายจากทวยเทพเพื่อจะ
ได้หาข้ออ้างให้การตัดสินใจของตนดูไม่เกี่ยวข้อง
กับผลประโยชน์ใด ๆ กันแน่ นางมองฟางเมี่ยว
ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่งยิ้มให้ ไม่ได้ถามไถ่อะไรมาก
นัก เดินมุ่งตรงไปยังตำหนักหมิงเฟิง
บทที่ 150 บะหมี่อายุยืน (2)
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นห่วงเสิ่นจื่ออีมากจริง ๆ
ช่วงเวลาภายในวังหลวง เสิ่นจื่ออีคอยดูแล
และดีต่อนาง
นางมิใช่คนไร้ใจ แล้วจะสงบจิตสงบใจได้
อย่างไรเล่า
ท้องฟั้ามืดลง
ขณะที่นางกับฟางเมี่ยวเดินไปถึงตำหนักหมิง
เฟิง ภายนอกก็จุดโคมไฟแล้ว
ใต้เงาโคมแลเห็นนางข้าหลวงผู้หนึ่งกำลังยืน
ปาดคราบน้ำตาบริเวณหางตาเงียบ ๆ นอก
ตำหนักบรรทม ไม่ได้พบหน้ากันเกือบเดือน
เหมือนจะซูบเซียวลงมาก หากไม่ใช่หัวหน้ากองซู
ผู้รักใคร่เสิ่นจื่ออีเสมอมาแล้วยังจะเป็นใครได้อีก
เจียงเสวี่ยหนิงดวงใจหนักอึ้ง เดินเข้าไป
คารวะ “หัวหน้ากองซู องค์หญิงประทับอยู่ใน
ตำหนักหรือไม่เจ้าคะ”
หางตาของหัวหน้ากองซูยังคงแดงเรื่อ เมื่อ
ช้อนดวงตามองพวกนางก็เผยความประหลาดใจ
เล็กน้อย “คุณหนูรองเจียง นี่พวกท่าน?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “วันนี้เข้าวังจึงมาเข้าเฝั้า
องค์หญิงเจ้าค่ะ”
หัวหน้ากองซูมีใบหน้าเคร่งขรึมไร้ความรู้สึก
เสมอมา แต่พอได้ยินถ้อยคำนี้น้ำตาก็แทบไหลริน
ทำได้เพียงพาพวกนางเข้าไปในตำหนัก กระทั่งว่า
ยังแฝงอาการสะอื้นไห้ “ช่วงฉลองปีใหม่องค์หญิง
ยังทรงบ่นหาคุณหนูอยู่เลย ดีเหลือเกินที่ท่านมา
เยี่ยมองค์หญิง”
แสงโคมประทีปนอกตำหนักสว่างเรืองโรจน์
แต่ถึงกระนั้นภายในตำหนักหมิงเฟิงกลับ
ค่อนข้างมืด เนื่องด้วยจุดโคมไฟเพียงสองถึงสาม
ดวง ครั้นเดินเข้าไปในช่วงฤดูเหมันต์ก็ทำให้ถึงขั้น
รู้สึกว้าเหว่
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสั่นสะท้าน
เงาร่างอ้อนแอ้นเบื้องหน้าทาบทอบนพื้นอัน
เรียบลื่นและมืดมิด
เสิ่นจื่ออีสวมชุดชาววังลายหงส์เหินสีเหลือง
อ่อนอยู่หน้าฉากบังลม แม้ลำแสงจะตกกระทบ
เส้นด้ายงามวิจิตรบนชุดไม่มากนัก แต่ก็ยังขับ
เน้นให้เปล่งประกายระยิบระยับ สมกับเป็นองค์
หญิงผู้สืบเชื้อสายราชสกุล
นางกำลังเงยศีรษะมองฉากบังลม คล้ายจิตใจ
ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
หัวหน้ากองซูเดินเข้าไปแจ้งด้านใน
นางผินหน้ากลับมาเล็กน้อย ครั้นเห็นว่าเป็น
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งไม่ได้พบหน้ากันเกือบหนึ่งเดือน
มาเข้าเฝั้ากลับมิได้ประหลาดใจมากนัก มีท่าที
ราวกับว่านางก็เป็นคนเช่นนี้มาโดยตลอด เผย
รอยยิ้มด้วยกิริยาเป็นธรรมชาติ “หนิงหนิง
มาแล้วหรือ”
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
เพราะใบหน้าขณะเสิ่นจื่ออีเบือนกลับมาดู
สงบเยือกเย็นไร้ความรู้สึก ปราศจากความซุกซน
หรือแม้กระทั่งความโอหังไร้เหตุผลดังเคย
ประหนึ่งไม่แยแสสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไร
ขึ้นหรือไม่มีอะไรเลยล้วนไม่สำคัญ
นั่นคือความเหนื่อยล้า
เสมือนว่าหากลอกเปลือกนอกของรูปโฉมอัน
งดงามของบุคคลนี้ออก สิ่งที่หลงเหลือภายในจะ
มีเพียงสีขาวหม่น
ความรู้สึกผิดและละอายใจของนางพลันถั่ง
ท้นดุจกระแสน้ำ เสิ่นจื่ออีซึ่งดีต่อนางอย่างล้น
เหลือยังคงถูกกักตัวอยู่ในวังหลวง ไฉนนางถึง
กล้าผุดความคิดที่จะฉวยโอกาสหลบหนีไปสุด
หล้าฟั้าเขียวระหว่างปราบนิกายสวรรค์ที่ทงโจว
ได้เล่า
ชาติก่อนนางเคยเห็นเสิ่นจื่ออีเดินทางไป
อภิเสกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าเองกับตา
แถวของคณะราชทูตและราชองครักษ์ซึ่ง
เดินทางไปส่งเลี้ยวลดคดเคี้ยวยาวตั้งแต่วังหลวง
จนถึงนอกเมือง
ทว่าสิ่งที่หวนคืนมามีเพียงโลงศพเย็นเฉียบ
เพียงโลงเดียว!
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาร่วงเผาะโดยไม่ทันตั้งตัว
เสิ่นจื่ออีกลับเดินเข้ามาจับมือ รอยแผลเป็น
บริเวณหางตาปราศจากเครื่องประทินโฉมคอย
ปกปิด ภายใต้ลำแสงที่ขยับวูบไหวบัดเดี๋ยวมืดบัด
เดี๋ยวสว่าง นั่นคือรอยแผลเป็นที่กรีดบนใบหน้า
ยามบ้านเมืองระส่ำระสายโลหิตไหลนองเป็นท้อง
ธารในสมัยนั้น
นางพาเจียงเสวี่ยหนิงเดินมาตรงหน้าฉากบัง
ลม “ดูสิ อีกไม่นานข้าจะต้องไปอยู่ที่อีกฟากฝัง
ของด่านเยี่ยนเหมินแล้วนะ”
ตรงนั้นเป็นภาพแผนที่ชายแดนซึ่งใช้น้ำหมึก
วาดอธิบายเขตแดนภายนอกด่านเยี่ยนเหมิน
พื้นที่บริเวณนั้นอยู่ใต้อาณัติของต๋าต๋า
เจียงเสวี่ยหนิงจำแนกได้ว่าตัวอักษรขนาด
เล็กที่ปรากฏบริเวณขอบภาพเป็นภาษาของชน
ต่างเผ่า
ด้วยเหตุนี้นางถึงนึกออก ตอนนั้นต๋าต๋า
เดินทางมาสู่ขอเชื่อมสัมพันธ-ไมตรี เคยสั่งให้
ราชทูตนำแผนที่ต๋าต๋ามาถวายเสิ่นหลาง ดินแดน
ภาคกลางมีคำกล่าวแต่โบราณว่าการมอบแผนที่
เท่ากับมอบผืนแผ่นดินและดินแดนบนแผนที่นั้น
ทั้งหมด!
เสิ่นหลางเป็นเจ้าผู้ปกครองที่ทะเยอทะยาน
หากสละแค่องค์หญิงซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว
แลกกับการยอมสวามิภักดิ์ของต๋าต๋าได้ ไยจะไม่
ทำเล่า
น่าเสียดายที่การอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกับต๋าต๋านั้น สุดท้ายก็เหมือนการ
เจรจาขอหนังเสือจากเสือ ไม่กี่ปีต๋าต๋าจะฉีก
สัญญา ยกพลเข้ารุกราน องค์หญิงใหญ่เสิ่นจื่ออี
ซึ่งมีสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ต้าเฉียนไหลเวียน
ในกายต้องเสียสละตนภายใต้คมอาวุธแห่งอำนาจ
…
เจียงเสวี่ยหนิงใคร่เปล่งวาจา ทว่าพูดไม่ออก
เสิ่นจื่ออียิ้มบาง “นึกว่าเจ้าจะมาปลอบใจข้า
เสียอีก คิดไม่ถึงว่าพอพบหน้าก็หลั่งน้ำตา ต้องให้
ข้าเป็นฝั่ายปลอบเสียอย่างนั้น ได้ยินว่าวันนี้เป็น
วันเกิดเจ้าด้วยนี่นา มาร้องไห้โยเยมันใช้ได้ที่ไหน
กัน เรื่องมงคลถูกเจ้าร้องไห้จนกลายเป็นเรื่อง
อัปมงคลหมดแล้ว เปินกงจู่ไม่ยอมนะ”
นางสั่งให้นางกำนัลยกสุราอาหารเข้ามา
จากนั้นจึงจูงมือเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมปรายตา
มองฟางเมี่ยว ทว่ามิได้เอ่ยถามว่าเหตุใดคนอื่น ๆ
ถึงไม่มาด้วย เพียงพูดขึ้นมาว่า “ไหน ๆ ก็มากัน
แล้ว คืนนี้ถือโอกาสดื่มกันสักสองจอกเถิด ถือว่า
อวยพรวันเกิดให้เจ้าแล้วกัน”
นับตั้งแต่มาถึงฟางเมี่ยวไม่ค่อยได้สนทนา
กับเสิ่นจื่ออีเลย อย่างไรเสียเหล่าพระสหายร่วม
ศึกษาแห่งเรือนหยางจื่อก็ล้วนมีฐานะและฝีมือ
เก่งกาจกว่า จะรอเข้าแถวเพื่อเข้าหาองค์หญิง
อย่างไรก็มาไม่ถึงลำดับของนางอยู่แล้ว ดังนั้นแม้
เสิ่นจื่ออีจะไม่เอื้อนเอ่ยแสดงความใส่ใจมากนัก
นางก็ไม่ได้ถือสา
เหล่านางกำนัลต่างมาตั้งสุราอาหาร
นางนั่งกับเจียงเสวี่ยหนิงและดื่มสุรา
ร่วมกับเสิ่นจื่ออี คงเพราะรู้ว่ายามนี้บรรยากาศ
ไม่สู้ดีจึงพยายามพูดเรื่องน่าสนุกให้เบิกบานกัน
ด้วยเหตุนี้พวกนางจึงเปล่งเสียงหัวเราะได้บ้าง
เป็นครั้งคราว
ดื่มสุราผ่านไปสามรอบ ความกลัดกลุ้มก็
ปลาสนาการ
ทั้งสามดื่มจนเมามาย
ฟางเมี่ยวคออ่อนสุด นอนฟุบศีรษะกับโต๊ะ
เสิ่นจื่ออีเองก็มีฤทธิ์สุราแล่นขึ้นศีรษะ ครั้น
เห็นฟางเมี่ยวล้มพับไปแล้วก็หัวเราะ ก่อนจะจูง
มือเจียงเสวี่ยหนิงออกไปชมแสงจันทราวันที่สิบ
หก ทว่าเท้ากลับเบาหวิว ล้มก้นกระแทก
ขั้นบันไดด้านนอกจนลงไปนั่งแทน
กลางดึกน้ำค้างลงหนัก ขั้นบันไดชื้นแฉะ
เจียงเสวี่ยหนิงดื่มสุราไปไม่น้อยจนวิงเวียนอยู่
พักหนึ่ง แต่ยิ่งดื่มยิ่งมีสติ นางนั่งบนขั้นบันได
แหงนศีรษะมองจันทรายามเหมันต์อันเย็นเยือก
กลางนภาร่วมกับเสิ่นจื่ออี
เสิ่นจื่ออีกอดแขนนางเบา ๆ ราวกับรู้สึก
หนาวเล็กน้อย
นางเปล่งเสียงอู้อี้ “หนิงหนิง…”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าหันศีรษะกลับไปด้วย
กลัวจะสบกับดวงตาที่มีน้ำตาคลอ เพียงเอ่ยว่า
“องค์หญิง หม่อมฉันอยู่ตรงนี้เพคะ”
เสิ่นจื่ออีพึมพำ “ข้ากลัวมากเลยว่าพอไปแล้ว
จะไม่ได้พบเจ้าอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองจันทร์กระจ่าง
อันขาวซีด ปล่อยให้มันส่องลงมายังดวงหน้าอวล
ไอสุราของนางจนซีดเซียวเช่นกัน ไม่กล่าวคำใด
เป็นเวลานาน
มีน้ำตาเปียกชื้นบริเวณซอกคอ
เสิ่นจื่ออีถอนหายใจระคนหัวเราะ “บางครั้ง
ข้าก็แค้นใจจริง ๆ ที่เกิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์…”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสั่นเทา ทว่าความกล้าหาญ
อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งพุ่งกระแทกดวงใจ ปล่อย
ให้ความคิดบ้าคลั่งซึ่งซุกซ่อนในใจผุดขึ้นมาอีก
ครา เอ่ยปากถามหลอกล่อเสิ่นจื่ออี “องค์หญิง
ไม่ต้องเสด็จไปอภิเษกสมรสหรอก หม่อมฉันจะ
ช่วยพระองค์เอง ทรงหลบลี้หนีไปให้ไกลแสนไกล
แทนดีหรือไม่เพคะ”
เสิ่นจื่ออีเอาหน้าซุกซอกคอนาง
คล้ายจะเมามาย เปล่งเสียงหัวเราะอู้อี้จาก
ลำคอ “อืม หนิงหนิงพาข้าหนีไปให้ไกลแสน
ไกล”
บ่าหนักขึ้นแล้ว
ในที่สุดเสิ่นจื่ออีก็ผล็อยหลับเช่นเดียวกับฟาง
เมี่ยว
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งร่างแข็งทื่อตรงขั้นบันไดเป็น
เวลานาน เมื่อน้ำค้างเย็นยะเยือกตกกระทบขน
ตาจนเปียกชื้น หัวหน้ากองซูทางด้านข้างก็เดิน
เข้ามาประคองเสิ่นจื่ออีผู้เมามายจนหมดสติ นาง
ถึงค่อยจับมือนางกำนัลแล้วลุกขึ้น ดื่มน้ำแกง
สร่างเมาไปครึ่งชามพร้อมฟางเมี่ยวซึ่งถูกปลุกให้
ตื่น จากนั้นให้นางกำนัลตำหนักหมิงเฟิงถือโคม
ไฟพากลับไปส่งที่เรือนหยางจื่อ
ฟางเมี่ยวเดินโซเซไม่อาจจำแนกทิศทางได้แต่
แรกแล้ว ครั้นกลับห้องตน หัวถึงหมอนก็หลับ
ทันที
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปในห้อง ทว่า
สติสัมปชัญญะกลับยังแจ่มชัดเป็นพิเศษ
นางจุดตะเกียง ตักน้ำล้างหน้าล้างตา ยืนจ้อง
เงาสะท้อนบนระลอกคลื่นที่ค่อย ๆ สงบใน
อ่างทองแดงเหม่อ ๆ อยู่นาน
จวบจนเสียงเคาะประตูเบา ๆ ปลุกให้นางได้
สติ
ก๊อก ๆ
ดึกดื่นค่อนคืนกลับมีคนยืนเรียกเสียงแผ่วอยู่
นอกประตูห้อง “คุณหนูรองเจียงหลับหรือยัง
ขอรับ”
เสียงค่อนข้างเล็กบาง ฟังดูก็รู้ว่าเป็นขันทีวัง
หลวง
ใบหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงยังคงประดับด้วย
หยดน้ำ รูม่านตาพลันหดรั้ง “ใครน่ะ”
ขันทีด้านนอกตอบว่า “มาส่งบะหมี่อายุยืน
ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งในบัดดล
บะหมี่อายุยืน?
ด้วยความสงสัยนางจึงเดินไปเปิดประตูและ
พบขันทีผู้หนึ่งดังคาด ไม่คุ้นหน้าเลย เขาสวมชุด
ห้องเครื่อง ถือกล่องอาหารของห้องเครื่องใบหนึ่ง
ผู้ที่จะเรียกใช้คนของห้องเครื่องได้กลางดึก
แบบนี้มีสักกี่คน
มิหนำซ้ำสถานที่แห่งนี้ยังอยู่ในส่วนลึกของ
พระราชวังต้องห้าม ยังจะมีผู้ใดอีกที่รู้ว่าวันนี้คือ
วันเกิดของนาง
นางรับกล่องอาหารมาจากมือขันทีน้อยด้วย
ความงุนงงและรู้สึกว่าเบ้าตาร้อนชื้น ทำได้เพียง
หลุบตาเอ่ยว่า “รบกวนแล้ว ขอบพระทัยองค์
หญิงที่ยังทรงจดจำได้”
เดิมทีขันทีน้อยยืนก้มหน้าด้วยความ
หวาดกลัวหน่อย ๆ ครั้นได้ยินคำกล่าวนี้ก็เงยขึ้น
ด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง อ้าปากคล้าย
อยากพูดอะไร ทว่าสุดท้ายกลับหุบสนิท
เขาไม่เปล่งวาจา ถอยจากไปเงียบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้สังเกตรายละเอียด
ปลีกย่อยเหล่านั้นจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงปิด
ประตู นั่งลงตรงหน้าโต๊ะ ก่อนจะเปิดฝากล่อง
อาหาร
เป็นบะหมี่ง่าย ๆ ชามหนึ่ง น้ำตุ๋นจากน้ำแกง
ไก่ มีไข่ดาววางนอนอยู่ริมขอบ โรยต้นหอมซอยสี
เขียวอ่อนด้านบนพร้อมเนื้อหั่นฝอยซึ่งคลุกผสม
ไอร้อนระอุ กลิ่นหอมลอยอบอวล
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบตะเกียบเงินซึ่งวางอยู่ใน
กล่องขึ้นมาเลือกชิมไปบ้าง แต่ถึงกระนั้นกลับไม่
อาจรู้รสชาติอันใด มีเพียงน้ำตาที่หยดลงชามจน
ผสมกับน้ำแกงประดุจไข่มุกที่สายขาดสะบั้น ยิ่ง
กินยิ่งทวีความเค็ม
สุดท้ายก็กอดชามว่างเปล่าร่ำไห้
ทว่าแม้แต่ยามหลั่งน้ำตายังไร้เสียง
นั่งท่ามกลางราตรีอันหนาวเหน็บ ฟังเสียงน้ำ
จากนาฬิกาน้ำด้านนอกผ่านไปทีละหยดจนพ้น
ยามจื่อและล่วงเข้าเช้าวันใหม่อีกครา