คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 16 ถูกลอบทำร้าย (1)
ชาติก่อนโจวอิ๋นจือเป็นคน ‘สืบ’ คดีที่จวน
หย่งอี้โหว
ต่อมาเมื่อเสิ่นเจี้ยขึ้นครองราชย์ก็รื้อคดีให้
จวนหย่งอี้โหว
จากนั้นโจวอิ๋นจือถูกเซี่ยเวยระดมยิงเกาทัณฑ์
จนตายแล้วตัดหัวแขวนไว้เหนือประตูวังหลวง
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่าเขาไม่เคยทำความดี
อะไรทั้งสิ้น
คนผู้นี้จิตใจใฝั่หาแต่ตำแหน่งและอำนาจ เพื่อ
บรรลุเปั้าหมายมักไม่เลือกใช้วิธีการ เวลาทำการ
ใดมักละเอียดรอบคอบ ปราศจากพิรุธ ยากจะมี
คนจับจุดอ่อนได้
นี่คือเหตุผลที่เจียงเสวี่ยหนิงใช้งานเขาในชาติ
ก่อน
เพียงแต่ชาตินี้แม้กระทั่งวังหลวงนางยังไม่
อยากจะเข้าไป หากเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้ลึกซึ้งมาก
จนเกินไปก็ไม่ต่างอะไรกับคิดถลกหนังเสือ ทว่า
ตอนนี้อีกฝั่ายกลับเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้นาง
เข้าใจสาเหตุที่จวนหย่งอี้โหวถูกโยงไปเกี่ยวข้อง
กับคดีเก่าของผิงหนานอ๋องได้ นอกจากนี้ยังมีเซี่ย
เวยอีกคนซึ่งไม่รู้ว่าจะกุดศีรษะนางเมื่อใด ดังนั้น
ต่อให้ไม่อยากติดต่อก็ต้องติดต่ออยู่ดี
หวังว่าชาตินี้จะหลุดพ้นความวุ่นวายทางโลก
ได้รับ ‘อิสรภาพ’ อย่างที่โหยวฟางอิ๋นเคยบอกไว้
นางนึกทอดถอนใจ กลับขึ้นรถม้าอีกครั้งและ
สั่งว่า “ไปเหลาเฉิงเซียว”
*****
ยามนี้ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนคล้อย
ล่วงเข้าปลายฤดูสารท ห่านปั่าโผผิน
ผู้ที่ดื่มสุราในเหลาเฉิงเซียวเหลือเพียงไม่กี่คน
เฉินอิ๋งซึ่งได้เลื่อนขั้นให้ดำรงตำแหน่งรอง
เสนาบดีกรมอาญาเมื่อครึ่งปีก่อน กำลังเล่นจอก
สุราที่บรรจุสุราชั้นยอดจนล้นด้วยท่าทางผ่อน
คลายสบายอารมณ์ขณะเอ่ยว่า “ที่ผ่านมา
องครักษ์เสื้อแพรรับคำสั่งแต่จากฝั่าบาท หาก
ต้องการสืบจวนหย่งอี้โหว เกรงว่าคงเป็นพระ
ประสงค์ของฝั่าบาทเช่นกัน พรรคพวกที่ยัง
เหลืออยู่ของผิงหนานอ๋องถูกขังอยู่ในคุกกรม
อาญามาตั้งหลายวันแล้ว แต่ไต่สวนพวกมันไม่ได้
เลยสักอย่าง วันนี้จึงเรียกตัวข้าออกมาทำหน้าที่
โดยเฉพาะ ดูสิว่าจะงัดอะไรจากปากพวกมันได้
หรือเปล่า ท่านรองราชครู ท่านอยู่ข้างพระ
วรกายฝั่าบาท พอจะชี้แนะข้าน้อยได้หรือไม่ว่า
ฝั่าบาททรงอยากทราบอะไรจากปากพวกมันกัน
แน่?”
เฉินอิ๋งเป็นขุนนางผู้โหดเหี้ยมที่มีชื่อเสียง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝีมือทรมานนักโทษ
ทารุณยิ่ง ถึงขั้นโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม แต่ก็
เพราะเหตุนี้ถึงไขคดีได้หลายคดี มีผลงานทาง
ราชการในด้านนี้ไม่เลวนัก
ผลงานดังกล่าวยังรวมถึงผลงานครั้งใหญ่
อย่างการกำจัดสาวกนิกายสวรรค์สาขาเจียงซูจน
สิ้นซากในคราวเดียวอีกด้วย
ย่างไรก็ตาม เขาเป็นคนชอบคาดเดาความคิด
ของผู้ที่อยู่เบื้องบน
การทำงานภายใต้สายพระเนตรของฝั่าบาท
บางครั้งความจริงก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือฝั่า
บาทมีพระประสงค์จะได้ยินอะไรต่างหาก
ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ฝังตรงข้ามเขา วันนี้ไม่มี
บรรยายประจำวันและไม่ต้องเข้าวัง จึงสวมเพียง
ชุดสีขาวเรียบง่ายแขนเสื้อหลวมกว้างตัวหนึ่ง
ปราศจากเครื่องประดับ กระทั่งบนศีรษะยังใช้แค่
ปินไม้จันทน์สีดำซึ่งไม่ได้แกะสลักเป็นลายใด ๆ
เพียงชิ้นเดียว
ยามนี้เขาไม่ได้เงยศีรษะมองเฉินอิ๋งแม้แต่
น้อย
บนโต๊ะมีพิณที่เพิ่งทำใหม่วางอยู่คันหนึ่ง ผ่าน
ขั้นตอนการผลิตสิบเอ็ดขั้นตอนมาเรียบร้อยแล้ว
สีที่ทาเคลือบเงาแวววาวประดุจกระจก ขา
กระสา[1]ครบถ้วน ส่วนตัวเขานั้นกำลังหลุบตา
และร้อยสายทีละเส้นอย่างละเอียดถ้วนถี่
เฉินอิ๋งแววตาวาววับ เขาพูดขึ้นมาอีกว่า “ฝั่า
บาทของพวกเราดูท่าทางพระทัยกว้าง ทว่าคน
แซ่เฉินกลับรู้สึกว่าทรงขี้ระแวงนัก”
เซี่ยเวยร้อยสายเส้นแรกเสร็จ จากนั้นก็อ้อม
ไปพันขากระสาหลังตัวพิณทางด้านขวา
เฉินอิ๋งอดมองสำรวจสีหน้าเขาไม่ได้ “อย่าง
ท่านรองราชครูสมัยก่อนก็เคยเป็นขุนนางผู้สร้าง
ผลงานที่เคยช่วยให้ฝั่าบาททรงขึ้นครองราช
บัลลังก์ใช่หรือไม่? แต่ตอนนี้ฝั่าบาทกลับแต่งตั้ง
ท่านให้เป็นเพียง ‘รองราชครู’ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่ง
ทางการอะไรอย่างแท้จริง มิใช่ตำแหน่ง ‘ราชครู
[2]’ ด้วยซ้ำ หากว่ากันตามความเป็นจริง นั่นคือ
ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้แต่มิได้มี
ตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้ ทว่าเจ้าตัว
น่ารังเกียจอย่างสมณะหยวนจีที่ไม่เคยทำอะไร
เลย ฝั่าบาทไม่เพียงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้
เป็นโหราจารย์ แต่ยังให้มันคุมกรมพิธีการ ได้
ตำแหน่งทางราชการเป็นเสนาบดีอีกด้วย หากคน
แซ่เฉินมีความสามารถได้หนึ่งในสิบสองของท่าน
คงทนเรื่องนี้ไม่ไหวไปแล้ว ท่านรองราชครู นี่ท่าน
ไม่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยหรือ?”
นิ้วมือของเซี่ยเวยคือนิ้วที่เกิดมาเพื่อดีดพิณ
เล็บมือสะอาดแวววาวแสดงให้เห็นความ
อ่อนโยน
เขาไม่ได้หยุดร้อยสาย เพียงเอ่ยว่า “รอง
เสนาบดีเฉินโปรดระมัดระวังคำพูดด้วย ฝั่าบาท
ทรงเป็นถึงเจ้าเหนือหัว พระราชดำริของพระองค์
จะนำมาคาดเดากันเองได้อย่างไร? มิหนำซ้ำเวย
[3]เป็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่ง รู้จักแค่การวางกลยุทธ์
บนแผ่นกระดาษ[4]เท่านั้น ในสมัยที่ฝั่าบาทยัง
ไม่ได้ขึ้นครองราชย์ สมณะหยวนจีได้มาเยือน
ตำหนักของพระองค์และเคยนั่งถกกับเวย ความ
หยั่งรู้ในหลักแห่งพระพุทธองค์สมดังคำเล่าลือ
ฝั่าบาททรงแต่งตั้งให้เป็นโหราจารย์ย่อม
สมเหตุสมผลอยู่แล้ว จะทรงลงทัณฑ์หรือ
พระราชทานรางวัลล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณ
ทั้งสิ้น แล้วจะไม่ยุติธรรมได้อย่างไร?”
เฉินอิ๋งหัวเราะทีหนึ่งคล้ายไม่แยแส “จะ
ยุติธรรมหรือไม่ คนในราชสำนักย่อมรู้ดี ท่าน
โปรดชี้แนะสักหน่อยเถิด คนผู้นี้ข้าน้อยควรไต่
สวนเช่นไรกันแน่?”
“ควรไต่สวนเช่นไรก็ไต่สวนเช่นนั้น”
เฉินอิ๋งขมวดคิ้ว “หากไต่สวนไม่ได้เล่า?”
“ใต้เท้าเฉินไต่สวนไม่ได้ ย่อมมีผู้ที่คิดว่าตนไต่
สวนได้มารับช่วงต่อ”
เฉินอิ๋งใจสั่นสะท้านทันที บังเกิดแผนการใน
ใจแล้วพลันวางจอกสุรา ร่างสูงค้อมกายคารวะ
“ขอบพระคุณที่ท่านชี้แนะ”
เซี่ยเวยก้มหน้าร้อยสายพิณต่อไป ดีดสาย
เบาๆ เพื่อทดลองเสียงเป็นระยะ
เสียงดังในเหลาเฉิงเซียวขาด ๆ หาย ๆ
ดวงตะวันซึ่งลับขอบฟั้าทางทิศประจิมทอ
แสงสายัณห์อันอบอุ่นปกคลุมร่างเขาชั้นหนึ่ง แต่
กระนั้นกลับไม่ทำให้สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนแม้แต่
น้อย เพียงทำให้เงาร่างทอดยาวไปข้างหลัง
เฉินอิ๋งรู้ว่าเขาทำพิณคันนี้มาสามปีแล้ว รัก
ใคร่ทะนุถนอมยิ่งนัก บัดนี้ถึงเวลาขึ้นสาย เพียง
คุยได้สองสามประโยคก็ถือว่าให้เกียรติกัน
พอแล้ว ดังนั้นเขาย่อมรู้ขอบเขต ไม่คิดรั้งอยู่ต่อ
เมื่อค้อมกายแสดงการขอบคุณเสร็จจึงกล่าว
อำลา เดินลงจากหอแห่งนี้ไป
ครั้นเฉินอิ๋งจากไปแล้ว เจี้ยนซูซึ่งเมื่อครู่ยืน
กอดกระบี่อยู่ด้านข้างตลอดเวลาก็ขมวดคิ้ว เขา
อยู่ในวัยหนุ่มน้อย แต่ก็ไม่ได้มีนิสัยวู่วาม
หลังจากครุ่นคิดพิจารณาอย่างจริงจังครู่หนึ่งถึง
กล่าวด้วยความลังเลว่า “เซียนเซิงจะปล่อยให้
พวกเขาสืบเช่นนี้หรือขอรับ?”
เซี่ยเวยตอบ “ต่อให้ไม่ใช่เฉินอิ๋งก็ยังมีผู้อื่นอยู่
อีก”
เจี้ยนซูเงียบงัน
ผ่านไปไม่นานก็มีเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมาจากชั้นล่าง
ภายในถาดรองเคลือบเงาเต็มไปด้วยข้าวปลา
อาหารวางอยู่ “นายท่านผู้นี้ อาหารที่ท่านสั่ง
มาถึงแล้วขอรับ”
เจี้ยนซูเอ่ย “เซียนเซิงของพวกเราเคยสั่งของ
พวกนี้ด้วยหรือ?”
เสี่ยวเอ้อร์มีสีหน้าประหลาดใจ “นายท่านที่
เพิ่งจะลงไปผู้นั้นสั่งให้ไม่ใช่หรือขอรับ?”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ท่าทางธรรมดาทั่วไป แต่ดูแล้ว
กลับไม่คุ้นหน้ายิ่งนัก ยามพูดจาแฝงสำเนียงอู๋เย่ว์
[5]เล็กน้อยจนแทบจะจับไม่ได้
เหลาเฉิงเซียวมีเสี่ยวเอ้อร์เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร
เจี้ยนซูพลันรู้สึกผิดปกติ เลิกคิ้วพร้อมชัก
กระบี่จากฝักทันที เขาตวาดลั่นว่า “เซียนเซิง
ระวังขอรับ!”
เช้ง!
ขณะเจี้ยนซูเปล่งวาจา ‘เสี่ยวเอ้อร์’ ก็รู้ตัว
แล้วว่าถูกจับได้ ใบหน้าใสซื่อประจบประแจงที่เส
แสร้งก่อนหน้านี้พลันบิดเบี้ยวและโหดเหี้ยม ผลัก
ถาดซึ่งเต็มไปด้วยอาหารไปทางเจี้ยนซู ดาบสั้น
ขนาดหนึ่งฉื่อ[6]ครึ่งโผล่มาจากใต้ถาด มุ่งโจมตีใส่
เซี่ยเวยทันที
“ตายซะ!”
เซี่ยเวยเพิ่งจะอุ้มพิณลุก ดาบสั้นของคนผู้นี้ก็
บรรลุถึงแล้ว ปรากฏว่าได้ยินเสียงขาดดัง ‘ผึง’
คราหนึ่ง สายพิณสี่สายที่ร้อยเสร็จแล้วถูกคมดาบ
กรีดจนขาดสะบั้น
มีรอยดาบเพิ่มบนตัวพิณหนึ่งรอย
สีหน้าที่ยังเป็นมิตรและอ่อนโยนเมื่อสักครู่
พลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที
*****
——————–
1. ขากระสา เป็นส่วนประกอบหนึ่งของพิณ
ทำหน้าที่เป็นหลักมัดสายใต้ตัวเครื่อง
2. ราชครู ในที่นี้เป็นตำแหน่งพระอาจารย์
ของรัชทายาท
3. เซี่ยเวยเรียกแทนตัวเองว่าเวยจากชื่อ
ตัวเอง
4. กลยุทธ์บนแผ่นกระดาษ หมายถึงผู้ที่มี
ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ขาดประสบการณ์และ
ความสามารถประยุกต์ใช้งานจริง
5. อู๋เย่ว์ เป็นชื่อแคว้นหนึ่งมีเมืองหลวงชื่อ
เฉียนถาง ปัจจุบันตำแหน่งของเฉียนถางคือ
เมืองหางโจวในมณฑลเจ้อเจียง
6. ฉื่อ เป็นหน่วยวัดของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับ
33.33 เซนติเมตร
บทที่ 16 ถูกลอบทำร้าย (2)
ตรอกเสียเจียอยู่ห่างเหลาเฉิงเซียวไม่ค่อยไกล
นัก อย่างไรก็ตาม…เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเยี่ยน
หลินควรมาถึงแล้ว นางจึงบอกให้จอดรถม้า
บริเวณริมถนนซึ่งอยู่ทแยงมุมกับตัวตึก จากนั้นก็
สั่งให้สารถีเข้าไปด้านในเพื่อเชิญคนมา
แต่คาดไม่ถึงเป็นอย่างยิ่งว่าสารถีเพิ่งเดินไป
ได้ครู่เดียวก็มีเงาดำสายหนึ่งบุกเข้ามาจากด้าน
นอก
เห็นเพียงประกายดาบวาววับดุจหิมะสว่าง
วาบ แล้วดาบสั้นเล่มหนึ่งก็กดลำคอนาง ถังเอ๋อร์
ที่อยู่ในรถด้วยยังไม่ทันส่งเสียงร้องตกใจก็ถูกคนผู้
นี้ใช้ฝั่ามือสับท้ายทอยจนหมดสติล้มลงข้างปลาย
เท้าเจียงเสวี่ยหนิงเสียแล้ว
ยามนี้นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบส่งผ่าน
จากลำคอ เจียงเสวี่ยหนิง มีเพียงความคิดเดียว
ผุดในหัวสมอง…
เจ้าคนชั่วช้าสารเลว
เจ้าคนแซ่เซี่ยคิดจะฆ่าปิดปากข้าจริงด้วย
แต่ไม่นานนักนางก็รู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่ชอบ
มาพากล เหมือนมีเสียงร้องตะโกนดังมาจากตึก
ฝังตรงข้าม ได้ความว่าจะตรวจค้นทั้งภายในและ
ภายนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าดังสับสน
มีคนกลับไปรายงานว่าไม่พบตัวแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็นว่าผู้ที่กำลังจับตัว
นางอยู่มีรูปร่างหน้าตาเช่นไรกันแน่ เพียงสัมผัส
ได้ว่ามือที่กำลังกุมดาบของคนผู้นี้สั่นระริก
เล็กน้อย คล้ายเพิ่งผ่านการต่อสู้อันหนักหน่วงมา
และคล้ายกำลังประหม่าตื่นเต้นเหมือนนางอีก
ต่างหาก
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าก็เข้ามาใกล้รถม้าคันนี้
คนผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ารถ
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงนั้นกล่าวว่า “ผู้ที่อยู่
ภายในรถคือคุณหนูรองหนิงใช่หรือไม่?”
มีแต่เซี่ยเวยเท่านั้นที่เรียกนางว่า ‘คุณหนู
รองหนิง’ ต่อให้จำเสียงนี้ไม่ได้ แต่นางก็แยกแยะ
ออกว่าผู้ที่กล่าวเช่นนี้เป็นใคร
ความคิดผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
คนที่ใช้ดาบพาดคอนางอยู่น่าจะเป็นมือ
สังหารและเซี่ยเวยก็ต้องการจับกุม
ขณะนี้มือสังหารยังไม่ลงมือ อาจเพราะดูจาก
รถม้าที่นางโดยสารจึงประเมินได้ว่าอย่างน้อยผู้ที่
อยู่ภายในรถม้าคันนี้ต้องมีสถานะไม่ธรรมดา คิด
จะจับนางเป็นตัวประกัน
หากมองจากภายนอก ชีวิตของนางถูก
คุกคามโดยผู้ถือดาบคนนี้ อย่างไรก็ตาม…นอกตัว
รถกลับเป็นมารร้ายที่น่ากลัวยิ่งกว่า!
สถานการณ์เช่นนี้น่ากลัวว่าเซี่ยเวยอาจคิดฆ่า
นางปิดปากด้วยซ้ำ!
เพราะเซี่ยเวยสามารถสังหารนางไปพร้อมกัน
โดยใช้ข้ออ้างว่าต้องกำจัดมือสังหารหรือพวกก่อ
กบฏ หลังจากนั้นค่อยโยนเรื่องให้พวกก่อกบฏอีก
ทีก็ได้ หรือไม่ก็ปล่อยให้อีกฝั่ายจับนางเป็นตัว
ประกันแต่ไม่ยอมทำตามข้อเสนอใด ๆ ของมือ
สังหาร จงใจให้มือสังหารเข่นฆ่านางเสีย!
หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องปิดบังหรืออธิบายอะไร
แล้ว
ใต้หล้านี้ไม่มีวิธีตายใดจะประหยัดแรงไป
มากกว่านี้อีก เซี่ยเวยไม่เกี่ยว ข้องกับการตาย
ของนางอย่างสิ้นเชิง อย่างมากก็บอกเพียงว่าตน
‘ไร้ความสามารถ’ ก็ไม่มีผู้ใดตำหนิติเตียนได้แล้ว
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงตระหนักได้ก็ขนหัวลุกชัน
ไม่กล้าหันกลับไปมองมือสังหารที่ถือดาบแม้แต่
แวบเดียว พอถูกอีกฝั่ายผลักหนหนึ่งนางจึงพูด
เสียงสั่นทันที “เป็นข้าเอง”
เซี่ยเวยที่อยู่ข้างนอกกล่าวขึ้นอีกว่า “มีท่าน
แค่คนเดียว?”
เจียงเสวี่ยหนิงเดาความคิดของมือสังหารข้าง
หลังไม่ออก ทำให้ไม่กล้าตอบ
ทว่ามือสังหารผู้นั้นกลับหัวเราะอย่างชั่วร้าย
ยิ่ง “ย่อมไม่ใช่นางคนเดียว”
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ บ่าวข้างกายเซี่ยเวยมี
ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วเหลือเกิน เมื่อเขา
ลอบสังหารพลาด รอบด้านก็มีคนกรูเข้ามาจับกุม
ทันที ยามเจ้าคนแซ่เซี่ยผู้นี้ออกมาข้างนอก คงมี
คนลอบคุ้มครองอยู่ไม่น้อยแน่
จำต้องหลบหนีด้วยความจนใจ และมีแค่รถ
ม้าคันนี้ที่พอจะซ่อนตัวได้
ในเมื่อเซี่ยเวยช่วยเหลือฮ่องเต้สุนัขผู้ไร้
คุณธรรมและความสามารถนั่นขึ้นครองบัลลังก์ได้
ก็ต้องมีความสามารถในการมองเรื่องราวทะลุปรุ
โปร่งอยู่บ้าง การเดาออกว่าเขาอยู่บนรถไม่ใช่
เรื่องแปลกอะไร เพราะฉะนั้นย่อมไม่จำเป็นต้อง
ปิดบัง ในทางตรงกันข้าม เขากลับจับความได้ราง
ๆ ว่า เซี่ยเวยรู้จักกับสตรีในรถผู้นี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เจรจากันได้แล้ว
เขาใช้ดาบแตะลำคอเจียงเสวี่ยหนิง แล้วถาม
นางว่า “เจ้ารู้จักกับคนแซ่เซี่ยรึ?”
เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ด้านนอก แท้จริงแล้วมือ
สังหารหาใช่ผู้ที่อันตรายมากที่สุดไม่
เจียงเสวี่ยหนิงเผยพิรุธยามอยู่ต่อหน้าเซี่ยเวย
มาแล้วครั้งหนึ่ง นางจึงกลัวว่าครั้งนี้จะทำให้เขา
มองอะไรออกจนฉวยโอกาสเอาชีวิตนาง ผนวก
กับนางหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงตอบเสียง
สั่นไปว่า “ระ รู้จัก เมื่อสี่ปีก่อนข้าเคย
ช่วยชีวิตเซี่ยเซียนเซิง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าท่านเป็น
เทพเซียนมาจากที่ใด แต่มีอะไรก็พูดจากันดี ๆ
ท่านโปรดอย่าทำอะไรวู่วามเด็ดขาด…”
คำพูดนี้ไม่เพียงกล่าวกับมือสังหารเท่านั้น แต่
ยังกล่าวกับเซี่ยเวยอีกด้วย
ครั้นนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตนางใน
กาลก่อน เพื่อปกปั้องและคืนความบริสุทธิ์ให้จาง
เจอ นางถึงกับใช้ประโยชน์จากน้ำใจที่เคยมีให้
เมื่อหลายปีก่อน ทว่าบัดนี้เพิ่งย้อนเวลากลับมา
ได้ไม่กี่วันและทั้งที่รู้เรื่องราวมากกว่าชาติที่แล้ว
มากมายนัก ถึงขนาดกระทำสิ่งใดก็ฉลาดกว่าชาติ
ก่อนมากแล้วแท้ ๆ …
คิดไม่ถึงว่าจะต้องใช้น้ำใจมาปกปั้องชีวิต
รวดเร็วถึงเพียงนี้
เซี่ยเวยยืนอยู่นอกตัวรถ มีเพียงผ้าม่านผืน
หนึ่งที่ปล่อยลงมาขวางกั้นกับคนในรถ
เมื่อได้ยินเสียงของมือสังหาร เขามิได้รู้สึก
ประหลาดใจอันใด
กลับเป็นถ้อยคำของเจียงเสวี่ยหนิง ที่พอเขา
ได้ยินแล้วคิ้วคมก็ขยับเล็กน้อย รู้สึกว่ามีเรื่องน่า
ขบคิดอยู่บ้าง
รอบบริเวณปราศจากผู้คนสัญจรตั้งนานแล้ว
บนถนนมีแต่ไอสังหารเต็มไปหมด
เจี้ยนซูทอดสายตามองเข้าไปในตัวรถด้วย
ใบหน้าเย็นชา
เซี่ยเวยกลับมองหนุ่มน้อยสวมชุดจิ้นจวง[1]ซึ่ง
มัดชายแขนเสื้อและแบกเกาทัณฑ์บนแผ่นหลัง
ข้างกายตน ก่อนจะโบกมือเล็กน้อย แสดงเจตนา
ให้เขาเข้าไป แล้วเอ่ยกับผู้ที่อยู่ในรถว่า “ถูกต้อง
คุณหนูรอง…หนิงมีบุญคุณช่วยชีวิตเวย มิหนำซ้ำ
บิดานางก็คบหาสนิทสนมกับเวยอีกด้วย หาก
ท่านมีเรื่องไม่พอใจราชสำนัก ก็ถือเป็นงานหลวง
ที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดิน บัดนี้จับตัวแม่นางที่ไม่รู้
เรื่องราวเป็นตัวประกัน ออกจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์
เกินไปสักหน่อยแล้ว หากต้องเลือกระหว่างกลุ่ม
กบฏกับผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิต เวยย่อมเลือก
อย่างหลังเป็นธรรมดา คิดว่าท่านคงไม่อยากจบ
ชีวิตอยู่ตรงนี้ หากท่านยินยอมปล่อยตัวคุณหนู
รองหนิง ข้าน้อยจะให้คนไปเอาจดหมายคำสั่งมา
สั่งให้คนเปิดประตูเมือง และส่งท่านออกจาก
เมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ”
เหลวไหลทั้งเพ!
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เชื่อสักคำเดียว
เพียงแต่นางถูกคุมตัวอยู่ ไม่อาจปริปากสุ่มสี่
สุ่มห้า อีกทั้งไม่กล้าเอ่ยปากพูดเช่นนี้ต่อหน้าเซี่ย
เวยอีกด้วย
ส่วนมือสังหารผู้นั้นคาดไม่ถึงว่าตนจะโชคดี
ถึงเพียงนี้ แม้จะสุ่มบุกเข้ามาในรถม้า แต่กลับจับ
ตัวผู้ที่เคยช่วยชีวิตเซี่ยเวยเอาไว้ได้เสียอย่างนั้น
เขาจึงหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าว “ดูท่าสวรรค์คง
เมตตา ต้องการมอบหนทางรอดให้ข้า เคยได้ยิน
เพียงว่ารองราชครูเซี่ยจิตใจใฝั่ศึกษาเต๋า ไม่เข้า
ใกล้อิสตรี คิดไม่ถึงว่ากลับมีช่วงที่รักหยกถนอม
บุปผากับเขาด้วย ในเมื่อเจ้าบอกว่านี่คือผู้ที่
ช่วยชีวิต หากอยากให้นางปลอดภัยก็ง่ายดาย ไม่
สู้เจ้ามาสลับตัวกับนางสิ! ข้าจับตัวเจ้าเป็นตัว
ประกันออกจากเมืองจะไม่ดียิ่งกว่าหรือ? มิ
เช่นนั้น…”
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ถัดมากลับอำมหิตยิ่งนัก
“ข้าจะใช้ดาบสังหารแม่นางผู้นี้เดี๋ยวนี้เลย!”
แผ่นหลังเจียงเสวี่ยหนิงเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
เยียบ ด่าทอเจ้ามือสังหารผู้นี้ว่าโง่เขลาในใจยก
ใหญ่ ชาติก่อนกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องหรือนิกาย
สวรรค์ล้วนจบสิ้นในกำมือเซี่ยเวย เจ้าสมองหมูผู้
นี้ห่างชั้นกันลิบลับจริง ๆ
คำพูดของเซี่ยเวยเชื่อถือได้อย่างนั้นหรือ
แล้วยังหวังใช้ตัวนางข่มขู่เพื่อให้เซี่ยเวยมา
แทนอีก!
หากเซี่ยเวยยอม นางขอเด็ดศีรษะของตนเอง
ลงมาหิ้วเดินเลย
เบื้องนอกเงียบสงัด
มือสังหารหงุดหงิดรำคาญใจ “ข้าจะนับถึง
สิบ หากเจ้ายังคิดไม่เสร็จอีกละก็…”
“ไม่ต้องนับแล้ว”
เสียงอันนิ่งเรียบของเซี่ยเวยตัดบทเขา
ใจของเจียงเสวี่ยหนิงเต้นกระดอนมาถึงคอ
หอยแล้ว
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเขาพูดต่อ “ขอท่านโปรด
ปล่อยตัวคุณหนูรองหนิง ออกมา ข้าจะไปแทน
เอง”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
——————–
1. ชุดจิ้นจวง ชุดจีนโบราณที่ถูกออกแบบมา
ให้เคลื่อนไหวคล่องตัว เป็นที่นิยมสวมใส่ใน
หมู่ผู้ฝึกยุทธ์
บทที่ 16 ถูกลอบทำร้าย (3)
ไม่ว่านางจะคิดเช่นไร แต่มือสังหารก็ยินดีเป็น
อย่างยิ่งแล้ว นึกไม่ถึงว่าพระอาจารย์ของฮ่องเต้ที่
ผู้คนเล่าขานอย่างเซี่ยเวยก็มีช่วงเลอะเลือนกับ
เขาด้วย คิดแต่ว่าอยากให้คนมีชีวิตรอดจนถึงขั้น
มาเจรจาเงื่อนไขกันได้
หารู้ไม่ว่าเมื่อลงมือไปแล้ว หัวเด็ดตีนขาด
อย่างไรก็ต้องสังหารเซี่ยเวยให้ได้
การให้เซี่ยเวยมาแทนสตรีผู้นี้เป็นเพียงอุบาย
เปั้าหมายที่แท้จริงของเขาคือฉวยโอกาสสังหาร
เซี่ยเวยขณะอีกฝั่ายเข้ามาใกล้เพื่อเปลี่ยนตัว
ต่างหาก
“เจ้า เลิกผ้าม่านขึ้น”
เขาออกคำสั่งเจียงเสวี่ยหนิงด้วยน้ำเสียงอัน
ชั่วร้าย ดาบที่พาดลำคอไม่ได้ขยับไปที่ใดแม้แต่
น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า
โน้มตัวไปข้างหน้า ยื่นมือออกไปค่อย ๆ เลิก
ผ้าม่าน
แสงตะวันเจือสีแดงสาดส่องเข้ามาทันใด
พลันมองเห็นเซี่ยเวยยืนตระหง่านอยู่เบื้อง
หน้ารถห่างออกไปสามจั้ง[1] สีหน้าเรียบเฉย
นัยน์ตาสุขุมลุ่มลึก สวมชุดหลวมแขนกว้าง
สะอาดสะอ้านไร้ราคี องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้า
ล้วนน่าพิศ ถึงกระนั้นสิ่งที่ทุกคนสะดุดตาในแวบ
แรกย่อมเป็นบุคลิกอันเคร่งขรึม สุขุมนิ่งสงบแฝง
ความหนักแน่นราง ๆ สามส่วน ทำให้คนนึกถึง
ขุนเขาอันสูงใหญ่ มหาสมุทรอันกว้างขวาง และ
นักปราชญ์ที่เดินร่ายกาพย์กลอนสมัยโบราณกาล
หรือไม่ก็ผู้ถือสันโดษซึ่งเร้นกายอยู่ท่ามกลางปั่า
เขาลำเนาไพร
สายตานิ่งเฉยของเขาตัดผ่านช่องว่างอากาศ
อันว่างเปล่ามาตกที่ร่างของนาง
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับตัวสั่นเทิ้มด้วยความ
หนาวเหน็บ
นางนึกขึ้นมาได้ทันที ผู้ที่อยู่ข้างกายเซี่ยเวย
นอกจากเจี้ยนซูผู้เชี่ยวชาญกระบี่แล้ว ยังมีเตาฉิน
ผู้เชี่ยวชาญเกาทัณฑ์ซึ่งยิงไม่เคยพลาดเปั้า และ
ตัดผ่านระยะร้อยก้าวได้อย่างสบายอีกผู้หนึ่งด้วย
เมื่อกวาดตามองออกไปอีก เบื้องนอกคือ
เหลาเฉิงเซียวสูงตระหง่าน…
เกรงว่ายามมือสังหารออกจากรถและปรากฏ
ตัวต่อสายตาผู้คน นั่นละเวลาตายของอีกฝั่าย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยจะกำจัดนาง ‘ไปด้วย’
หรือไม่…
มือสังหารด้านหลังนางกวาดตามองเช่นกัน
กล่าวกับเซี่ยเวยว่า “บอกให้คนของเจ้าถอย
ออกไปสามสิบจั้ง!”
ทุกคนซึ่งถือดาบและกระบี่ต่างหันไปมองเซี่ย
เวย
เซี่ยเวยโบกมือให้พวกเขาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็
สบตามือสังหารผู้นั้น “ขอท่านโปรดวางใจ เว
ยไม่กล้าทำให้ชีวิตของผู้มีพระคุณและบุตรีของ
สหายตกอยู่ในอันตรายแน่ คำสัญญาของวิญู
ชนมีค่าดั่งทอง หากท่านยอมปล่อยคน จะไม่มีวัน
ทำอันตรายถึงชีวิตท่าน”
ทุกคนถอยออกไป เหลือเพียงเซี่ยเวยยืนอยู่ที่
เดิมแต่เพียงผู้เดียว
มือสังหารออกคำสั่ง “เจ้าขึ้นมา”
เซี่ยเวยก้าวไปข้างหน้า
เมื่อเดินถึงระยะที่ห่างจากรถม้าเพียงหกฉื่อ
มือสังหารถึงบอกให้เขาหยุด ก่อนจะดันร่างเจียง
เสวี่ยหนิงที่ตนคุมตัวอยู่อย่างแรง เจียงเสวี่ยหนิง
ไม่อยากลงไปเลยจริง ๆ มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าหาก
นางลงไปแล้วจะมีเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งตัดทะลุ
ศีรษะหรือไม่
แต่ดาบอยู่ที่คอ จะไม่ลงก็ไม่ได้
ยามนี้จึงทำได้เพียงเดินลงไป
มือสังหารคุมนางตลอดทาง เขาค่อย ๆ พา
นางเคลื่อนเข้าหาเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงสั่นเทาไปทั้งร่าง
นางรู้สึกว่าพญายมยืนเคาะประตูอยู่ข้างนอก
แล้ว
คาดไม่ถึงว่าพอเข้าใกล้เซี่ยเวยได้แล้ว มือ
สังหารกลับผลักนางออกอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย เงื้อ
ดาบฟันใส่เซี่ยเวย
สีหน้าเซี่ยเวยหาได้แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย
เวลาเพียงชั่วประกายไฟ เจียงเสวี่ยหนิงรู้
ทันทีว่านี่คือโอกาสแล้ว จึงโผเข้าหาเซี่ยเวยโดย
ปราศจากความลังเล เพราะนางไม่เชื่อหรอกว่า
เมื่อมีเซี่ยเวยกั้นอยู่ ผู้ที่น้าวสายเกาทัณฑ์บนหอ
จะยังกล้าเล็งนางอีก
กลิ่นหอมเย็นหวานสดชื่นหอบหนึ่งปะทะ
ใบหน้า เซี่ยเวยคำนวณการเคลื่อนไหวของมือ
สังหารผู้นั้นได้ แต่ไม่อาจคำนวณได้ว่าเจียงเสวี่ย
หนิงจะ ‘ล้ม’ เข้ามา มุมปากพลันกระตุก
เล็กน้อย โชคยังดีที่เขามีปฏิกิริยารวดเร็ว จึงยื่น
มือออกไปทันประคองตัวนางก่อนได้ล้มทับตน
และยังทันแยกระยะห่างระหว่างสองคนนั้นอย่าง
เร็วรี่อีกด้วย
ขณะเดียวกันบังเกิดเสียงหวีดหวิวดัง ‘ฟึบ’
ในอากาศครั้งหนึ่ง บรรยากาศที่เงียบเชียบทว่า
เต็มไปด้วยอันตรายคล้ายมีเสียงสายเกาทัณฑ์ดัง
กึกก้องไปทั่ว
มีลูกดอกยิงจากหอสูงแห่งนั้นด้วยความเร็ว
ดั่งสายอสุนีบาต
รูม่านตาของเจียงเสวี่ยหนิงพลันหดรั้งอย่าง
รุนแรง นึกว่าตนเองจะต้องจบชีวิตเสียแล้ว
อย่างไรก็ตามชั่วขณะต่อมาก็มีสีขาวบริสุทธิ์
ดั่งหิมะมาขวางเบื้องหน้า
กลับเป็นเซี่ยเวยซึ่งกำลังขมวดคิ้วยกมืออย่าง
สงบนิ่ง ชูแขนเสื้ออันหลวมกว้างบังนางเอาไว้
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง มองไม่เห็นด้านหน้า
ทว่าใบหูกลับได้ยินเสียงลูกดอกเจาะทะลุ
กะโหลกศีรษะคนราวกับทะลุแตงโมเปลือกบาง
ลูกหนึ่ง จากนั้นก็มองเห็นเงาสีแดงของโลหิตสดๆ
สาดกระเซ็นหลายสาย หยดแหมะลงบนแขนเสื้อ
สะอาดหมดจด
น่าตะลึงพรึงเพริดยิ่งนัก
ยามนี้ดาบของมือสังหารอยู่ห่างจากเซี่ยเวย
ไม่ถึงสองชุ่น[2] ใบหน้าอันบิดเบี้ยวยังไม่ทันจะ
เลือนหาย ลูกดอกอีกดอกก็เสียบกลางหว่างคิ้ว
ของอีกฝั่ายแล้ว กระทั่งจมมิดเข้าไปในกะโหลก
และทะลุด้านหลัง
เพียงพอจะรับรู้ว่ามือยิงเกาทัณฑ์มีพละกำลัง
น่ากลัวเพียงใด
มือสังหารล้มหงายหลังไปพร้อมเกาทัณฑ์
ดอกนี้ ขณะหายใจเฮือกสุดท้าย ดวงตายังคงฉาย
แววเหลือเชื่อหลายส่วน
เซี่ยเวยมีสีหน้าเย็นชา เพียงมองแวบเดียว
ก่อนจะคลายมือที่ประคองแขนเจียงเสวี่ยหนิง
และลดมือที่ยกแขนเสื้อลง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนเองได้มั่นคงแล้ว ครั้น
ปราศจากแขนเสื้อบดบัง นางถึงเห็นว่ามือสังหาร
ผู้นั้นจบชีวิตใต้ลูกเกาทัณฑ์เรียบร้อย เมื่อ
ทอดสายตามองเหลาเฉิงเซียวด้านข้างอีกหนจึง
เห็นชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินสะพายถุงบรรจุลูก
เกาทัณฑ์กำลังเก็บเกาทัณฑ์อยู่ข้างรั้วกั้น แล้ว
ถอยกลับเข้าสู่เงามืดอีกครา
มีสีแดงสลับขาวสาดกระเซ็นบนพื้น เนื่อง
ด้วยมีทั้งโลหิตปะปนกับน้ำในสมอง
หากเมื่อครู่ไม่ได้เซี่ยเวยยกแขนเสื้อ สิ่งเหล่านี้
จะต้องเปือนเปรอะเต็มร่างนางแน่นอน
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ด้านข้าง แค่ได้กลิ่นคาว
โลหิตก็รู้สึกอยากอาเจียนแล้ว นางเบือนสายตา
ไม่กล้ามองดูอีกต่อไป
ยามนี้องครักษ์ที่ถอยออกไปเมื่อสักครู่ถึงรีบ
รุดวิ่งกลับมา มีคนแยกไปตรวจสอบสภาพของมือ
สังหารผู้นั้น
ส่วนเจี้ยนซูก็เดินตรงมายืนเคียงข้างเซี่ยเวย
แขนเสื้อด้านซ้ายของเซี่ยเวยเต็มไปด้วยคราบ
โลหิต แม้แต่บนมือเรียวยาวประดุจลำไผ่อ่อนข้าง
นั้นก็ยังเลอะเทอะไม่น้อย
เมื่อเจี้ยนซูเห็นจึงหยิบผ้าไหมสะอาดออกมา
จากแขนเสื้อผืนหนึ่งพร้อมประคองส่งด้วยสองมือ
“เซียนเซิง”
เซี่ยเวยรับเอาไป ทว่ากลับเบนสายตาไปที่ใบ
หูเจียงเสวี่ยหนิง เขามองอยู่ครู่หนึ่ง เพียงส่งผ้า
ไหมผืนนั้นให้
เจียงเสวี่ยหนิงตะลังงันทันที
หลังจากรู้สึกตัวก็ยกมือขึ้น ปลายนิ้วสัมผัสถูก
ความเหนียวเหนอะจุดหนึ่ง เมื่อลดมือดู นั่นคือ
คราบเลือดซึ่งกระเซ็นใส่ใบหูนางเล็กน้อยหนึ่ง
หยด
นางขนลุกชันในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงหวาดกลัวเซี่ยเวยยิ่งนัก เมื่อครู่
นางโผเข้าหาเขาไม่สำเร็จ ยังดีที่ไม่มีลูกเกาทัณฑ์
อยู่บนร่างนาง ยามนี้พอเห็นเขาส่งผ้าไหมมาให้
อีก นอกเหนือจากลอบตื่นตระหนกตกใจแล้วก็ยิ่ง
ลนลานหวาดหวั่น
นางลังเลอยู่นาน แพขนตาดกยาวกระเพื่อม
ไหว ก่อนจะยื่นมือออกไปด้วยความระแวดระวัง
รับผ้าไหมที่เซี่ยเวยมอบให้พร้อมกล่าวเสียงเบา
“ขอบคุณใต้เท้า”
เมื่อครู่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ แต่ตอนนี้…
เนื่องจากชาติก่อนถูกคำพูด ‘สำรวมกิริยา
ด้วย’ ของเขาทำให้อับอาย นางจึงระมัดระวัง
มาก
เพียงรับผ้า ทว่าไม่กล้าให้นิ้วมือสัมผัสถูกฝั่า
มือเขาแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามขณะนางรับผ้าไหมสีขาวสะอาด
ราวหิมะอันอ่อนนุ่มซึ่งทำมาจากผ้าไหมชั้นดีไป
นั้น มุมผ้าข้างหนึ่งก็ห้อยตกระกลางฝั่ามือเซี่ยเว
ยพอดี ลากผ่านให้ความรู้สึกคล้ายมีคล้ายไม่มี
นิ้วมือเรียวยาวของเซี่ยเวยหดรั้งเล็กน้อยราว
กับเป็นตะคริว ยามนางยื่นมือออกมาสายตาเขาก็
มองเห็นรอยแผลเป็นจาง ๆ บนข้อมือ พลันรู้สึก
ถึงกลิ่นคาวโลหิตเต็มปากยามสิ้นหวังในปีนั้นได้
ราง ๆ
เขาชักมือกลับมาไพล่หลังแล้วกำไว้หลวม ๆ
เวลานี้ถึงจ้องมองนางพลางเอ่ยวาจา “ทำให้
คุณหนูรองหนิงตกใจแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงเช็ดคราบเลือดบริเวณใบหู
คราบโลหิตเปือนผ้าไหม
นางหลุบสายตา “โชคดีที่ได้พบใต้เท้า รู้ว่า
ท่านต้องมีหนทางช่วยเหลือแน่นอน ดังนั้นจึงยัง
สบายดีเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ?” ครั้นเห็นนางเช็ดคราบโลหิต
แล้วกำผ้าไหมผืนนั้น เซี่ยเวยก็ยื่นมือไปหานาง
พูดอย่างเรียบเฉยว่า “แต่เมื่อครู่ขณะคุณหนู
รองหนิงอยู่ในรถ เวยกลับได้ยินคุณหนูรองหนิง
เอ่ยถึงบุญคุณเก่าที่เคยช่วยชีวิต เวยไว้ คล้ายกลัว
ว่าเวยจะไม่ยอมช่วยเหลือ ดูท่าเวยคงคิดมาก
เกินไปแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจจนขวัญ
หายไปเกือบครึ่ง ฝืนทำตัวหนักแน่นตอบว่า “มือ
สังหารถามข้าข้าจึงไม่กล้าไม่ตอบ ลืมใส่ใจไป
ชั่วขณะ อีกทั้งยังกลัวเขาคิดว่าข้าเป็นคนธรรมดา
ทั่วไปแล้วจะเข่นฆ่าตามใจชอบ ขะ ข้ากล่าวผิด
ไปเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
พอกล่าวจบถึงเห็นเขายื่นมือเข้ามา นางจึงรีบ
ส่งผ้าไหมคืน
เซี่ยเวยรับผ้าไหมมาจากมือนาง ใช้ผ้าไหมสี
ขาวซึ่งเปือนโลหิตเล็กน้อยค่อย ๆ เช็ดมือซ้ายที่
ถูกโลหิตกระเซ็นใส่เมื่อครู่อย่างละเอียดลออ ไม่
เอ่ยอะไรอีก
นิ่งเงียบจนเจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นรัว
เจี้ยนซูที่อยู่ด้านข้างเห็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้ก็
มองเซี่ยเวยผาดหนึ่ง เก็บผ้าอีกผืนซึ่งเดิมทีเตรียม
จะมอบให้กลับไปเงียบ ๆ
ไม่นานนักก็มีคนมารายงานว่า “ท่านรอง
ราชครู เยี่ยนซื่อจื่ออยู่เบื้องนอกถนน คิดจะเข้า
มาขอรับ”
การเช็ดมือของเซี่ยเวยหยุดชะงัก เขาเงยหน้า
มองเจียงเสวี่ยหนิง แล้วเอ่ยว่า “เจี้ยนซู ส่ง
คุณหนูรองหนิงไป”
เจี้ยนซูรับคำ “ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงกลั้นลมหายใจและรวบรวมสติ
จัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ ก่อนแสดงการคารวะเซี่ย
เวย และไม่กล้าถามว่าสาวใช้ของนางที่อยู่ในรถ
เป็นเช่นไรบ้างแล้ว เพียงติดตามเจี้ยนซูเดินตัด
ผ่านถนนสายยาวเส้นนี้เพื่อไปหาเยี่ยนหลิน
เมื่อทั้งสองคนเดินจากไปแล้ว เตาฉินก็เดินลง
มาจากหอ หอบพิณคันหนึ่งไว้ในอ้อมอก
เซี่ยเวยรับมา ยกมือลูบไล้สายพิณที่ขาด
สะบั้น รวมทั้งรอยดาบซึ่งจมลึกในตัวพิณ ใบหน้า
ปราศจากความรู้สึกใด ๆ ผ่านไปเนิ่นนานถึงเอ่ย
ว่า “ส่งศพไปที่กรมอาญา ให้เฉินอิ๋งมาพบข้า”
——————–
1. จั้ง เป็นหน่วยวัดของจีน 1 จั้ง เท่ากับ 10
ฉื่อ (ประมาณ 3.33 เมตร)
2. ชุ่น เป็นหน่วยวัดของจีน 1 ชุ่นเท่ากับ 1
นิ้ว