คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 151 เกิดความคิด (1)
เมื่อตื่นมาเรียนตอนเช้า เจียงเสวี่ยหนิงเบ้าตา
แดงเล็กน้อย แน่นอนว่าผู้อื่นย่อมสังเกตเห็น
เพียงแต่คิดว่าเมื่อวานนางไปตำหนักหมิงเฟิง ไม่รู้
เพราะสนทนาสิ่งใดกับองค์หญิงใหญ่เล่อหยางจน
มีสภาพเช่นนี้หรือเปล่า เลยไม่กล้าถามไถ่มากนัก
ส่วนฟางเมี่ยวแทบลุกไม่ขึ้น
นางกำนัลเรือนหยางจื่อขุดร่างนางออกจาก
ผ้าห่มอันแสนอบอุ่นตรงเวลา เมื่อนางล้างหน้า
ล้างตาลวก ๆ เสร็จสรรพก็เดินออกมา ศีรษะ
หนักอึ้งฝั่าเท้าเบาหวิว ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืน
ด้วยกิริยางามสง่าอยู่ตรงระเบียงทางเดินข้างนอก
ก็หน้าสลดทันที “เมื่อคืนข้าดื่มจนเมาสิเนี่ย คง
ไม่ได้ทำเรื่องน่าขายหน้าหรือพูดจาเหลวไหล
ล่วงเกินองค์หญิงใหญ่เข้าหรอกนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มพลางส่ายหน้า
นางถึงค่อยเบาใจ
โจวเปั่าอิงทางด้านข้างประหลาดใจยิ่งนัก
“เมื่อคืนพวกท่านทั้งสองดื่มสุราด้วยหรือเจ้าคะ”
ฟางเมี่ยวนวดศีรษะ “องค์หญิงทรงเรียกให้
ดื่มน่ะสิ ถือเป็นการฉลองวันเกิดให้คุณหนูรอง
เจียงด้วย เช่นนี้คงดื่มเฉย ๆ ไม่ได้หรอกจริง
หรือไม่เล่า โอ๊ย ศีรษะของข้า วิงเวียนเหลือเกิน
เหมือนไม่ใช่ของตัวเองเลย…”
โหยวเย่ว์เห็นแล้วยิ้มเยาะอยู่ด้านข้าง
เมื่อคืนปราศจากลมและหิมะ เช้าวันนี้ดวง
ตะวันปรากฏตรงทิศบูรพา ไอหมอกบางปกคลุม
กระเบื้องเคลือบตามหมู่พระตำหนัก ถือเป็นวันที่
อากาศดีอย่างหาได้ยาก
พวกนางเข้าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉินดังเคย
ทุกคนเดินตามเส้นทางสายยาวภายในวัง
หลวง หลายวันที่ผ่านมาคนอื่นทำความคุ้นเคย
กันพอสมควรแล้ว ยามเดินอยู่ข้างหน้าก็กระซิบ
กระซาบหาหัวข้อคุย คาดเดาต่าง ๆ นานาว่า
วันนี้เหล่าอาจารย์จะสอนเรื่องอะไร และอาจารย์
สอนหมากล้อมจะสอนกลหมากรูปแบบใดอีกบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงเดินรั้งท้าย ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่
นานนักจิตใจก็ล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เพียงแต่เมื่อเลี้ยวถึงทางเดินซึ่งมุ่งหน้าไปยัง
ตำหนักเฟิงเฉิน เฉินซูอี๋ซึ่งอยู่หน้าสุดก็เปล่งเสียง
“เอ๊ะ” อย่างอดไม่ได้ “นั่นมันผู้ถวายการรับใช้
ข้างพระวรกายฝั่าบาทมิใช่หรือ มาทางนี้ได้
อย่างไรกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมองตามเสียง
เจิ้งเปั่านั่นเอง
ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน ครั้นเขาได้รับการ
สนับสนุนให้เลื่อนขั้นจากหวังซินอี้ขันทีดูแลตรา
พระราชลัญจกรผู้เป็นอาจารย์ก็คล้ายจะใช้ชีวิต
ในวังอย่างสุขสบายขึ้น ชุดสีเขียวหม่นดูใหม่เอี่ยม
ทั้งยังถือแส้ขนหางจามรีด้ามหนึ่ง ริมฝีปากแดง
ฟันขาวสะอาด ดวงหน้าหมดจด เขาขมวดคิ้วนิด
ๆ ยามมองตำหนักข้างฝังทิศตะวันออก กำลัง
ซักถามบางอย่างกับขันทีน้อยตรงหน้า
ขันทีน้อยตอบกลับสองสามประโยค ค้อม
กายนิด ๆ และเดินไปทางตำหนักข้าง
เจิ้งเปั่ากลับมายืนลำตัวเหยียดตรงอย่างงาม
สง่า เมื่อผินหน้าก็เห็นคณะเรือนหยางจื่อซึ่งเดิน
มาพอดี
กาลก่อนยามอยู่หน้าตำหนักคุนหนิง ทุกคน
ล้วนเห็นเจิ้งเปั่าถูกลงโทษ ต่อมาได้องค์หญิงใหญ่
ขอร้องให้จึงรอดพ้น ภายหลังได้ยินว่าทั้งที่เขา
เป็นขันทีของฝั่ายใน ทว่ากลับมีความสามารถจน
ได้ไปถวายการปรนนิบัติข้างพระวรกายฮ่องเต้ จึง
ลอบพิศวงกันถ้วนหน้า
เมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงนี้ก็อดแปลกใจอยู่บ้าง
ไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็นึกสงสัย
ทุกคนยังไม่ทันเอ่ยถามอะไร เจิ้งเปั่าที่เฉลียว
ฉลาดหัวไวเมื่อเห็นสีหน้าของพวกนางก็คาดเดา
ได้พอสมควร เป็นฝั่ายผงกศีรษะเอ่ยว่า “เมื่อคืน
ฝั่าบาทกับเซี่ยเซียนเซิงรวมถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่
หลายท่านร่วมหารือข้อราชกิจกันจนดึกดื่นต้อง
พำนักในวัง พักผ่อนกันอยู่ที่ตำหนักข้างของ
ตำหนักเฟิงเฉินขอรับ เดิมทีฝั่าบาทไม่มีพระ
ประสงค์จะรบกวนแต่เช้าตรู่ ทว่ามีเรื่องตึงมือ
เสนอขึ้นมาจากเบื้องล่างต้องการให้เซียนเซิง
ออกไปร่วมหารือ ดังนั้นจึงจำใจมารบกวนการ
พักผ่อนของเซียนเซิงเพื่อเชิญท่านไปน่ะขอรับ”
ที่แท้ก็มาเชิญตัวเซี่ยเวยนี่เอง
ถ้าอย่างนั้นก็เข้าใจได้ เจียงเสวี่ยหนิงจำได้ว่า
ชาติก่อนเซี่ยเวยก็มีธุระทำให้อยู่ในวังจนดึกดื่น
เมื่อประตูวังลั่นดาลและต้องค้างแรมในวังหลวง
เขาก็แทบจะพำนักแต่ที่ตำหนักเฟิงเฉิน ประการ
แรกคืออยู่ใกล้ตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ สะดวก
เรียกตัวเข้าเฝั้าเพื่อหารือได้ทุกเมื่อ ส่วนประการ
ที่สองคืออยู่ใกล้หอสมุดเหวินยวน หากมีวิชาที่
ต้องสอนก็จะได้เดินทางไปได้สะดวก
ทุกคนได้ยินเจิ้งเปั่าอธิบายก็คลายสงสัยทันที
คารวะและเดินผ่านข้างกายเขาเข้าไปในตำหนัก
หลักของตำหนักเฟิงเฉินเพื่อรออาจารย์เริ่มสอน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินก้มหน้าก้มตาผ่านไป ไม่
ปรายตามองเจิ้งเปั่าสักแวบเดียว
รอในตำหนักได้ครู่หนึ่งเสิ่นจื่ออีถึงเดินเข้ามา
พร้อมนางกำนัลหลายคน เพียงแต่ไม่นับว่ามาเร็ว
มาก เพิ่งจะมองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงและส่งยิ้มให้
ซุนซู่มหาบัณฑิตผู้สอนวิชาคำนวณแห่ง
สถานศึกษาหลวงก็มาถึงพอดี
ก่อนหน้านี้เจียงเสวี่ยฮุ่ยสั่งให้คนหาตำรา
หมากล้อมมาให้นางอ่านสองเล่ม บอกว่าช่วงที่
นางไม่อยู่อาจารย์เริ่มสอนการเดินหมากล้อม
มิใช่เรื่องโกหกจริงด้วย
ซุนซู่สอน ‘ตำราวิชาคำนวณสิบบท[1]’ ไป
เกือบครึ่งเล่มแล้ว
นับว่าเขาหนุ่มกว่าอาจารย์คนอื่น แม้มิใช่
หนอนหนังสือแต่ก็ลุ่มหลงศาสตร์คำนวณ
หลังจากตั้งท่าแล้วจึงเริ่มสอนพวกนาง หลายสิ่ง
ในใต้หล้าแฝงด้วยหลักแห่งการคำนวณ อาทิ
หมากล้อมซึ่งดูคล้ายต้องคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง
ถี่ถ้วน แต่แท้จริงแล้วแข่งกันที่ใครสมองเร็ว คิด
คำนวณวางแผนอนาคตได้ดีกว่า
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงอย่างยิ่งว่ามีเรื่องเช่นนี้
ด้วย เดิมทีฝีมือเดินหมากของนางก็ย่ำแย่อยู่แล้ว
อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังขาดเรียนไปหลายวันเพราะ
เหตุการณ์ที่ทงโจว ไม่รู้เลยว่าเขาเคยสอนสิ่ง
ใดบ้าง แม้นั่งย่นหัวคิ้วฟังด้วยความตั้งใจอย่าง
สงบเสงี่ยมภายในตำหนัก ทว่าสมองสับสนไป
หมด
เมื่อฟังไม่เข้าใจย่อมใจลอยได้ง่าย ๆ
นางนั่งริมหน้าต่างพอดี ครั้นเบื่อหน่ายจึงมอง
ออกไปเหม่อ ๆ คาดไม่ถึงว่าจิตใจเพิ่งล่องลอยได้
ไม่นานนัก เงาร่างสวมชุดนักพรตสีครามหม่นก็
รุกล้ำครรลองจักษุทางด้านซ้ายจนนางสะดุ้ง
เมื่อวานเซี่ยเวยไอเพราะสำลักเขม่าควันจาก
เตาภายในห้องเครื่อง มิหนำซ้ำครั้นกลับไปถึง
ตำหนักข้างก็ใกล้ยามจื่อ เขาพลิกร่างไปมาตลอด
คืน นอนหลับไม่สนิท
พอขันทีน้อยมาเชิญก็ลุกจากเตียง
สีหน้าเขาไม่สู้ดีนัก ทว่านับตั้งแต่ย่างเข้าฤดู
หนาวปีก่อนสีหน้าก็ไม่ค่อยดีเรื่อยมา ผู้อื่นจึงไม่
ทันสังเกต
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเล็กน้อยค่อยเดิน
ออกมาจากตำหนักข้าง
ขณะนี้ตำหนักหลักเริ่มการเรียนการสอนแล้ว
เสียงที่กำลังสอนหมากล้อมของมหาบัณฑิต
ผู้สอนวิชาคำนวณแห่งสถานศึกษาหลวงแว่ว
ออกมาจากด้านใน ครั้นได้ยินจึงอดปรายตามอง
ไม่ได้
กลายเป็นว่าเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเข้า
บานหน้าต่างแง้มปิดครึ่งหนึ่งในสภาพอากาศ
หนาวเย็น ใบหน้าเท่าฝั่ามืออันขาวอมชมพูของ
นางปรากฏค้างอยู่กลางช่องว่างหน้าต่าง ฝั่ามือ
หนุนคางเรียวเล็ก นัยน์ตาซึ่งยามปกติสว่างสุกใส
เลื่อนลอยไร้ชีวิตชีวาอยู่หลายส่วน ปราศจากการ
ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน
กำลังเหม่ออยู่ชัด ๆ !
เซี่ยเวยเห็นแล้วชะงักฝีเท้า หัวคิ้วเริ่มขมวด
มุ่น
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่ไกลจากเขามาก ทว่า
พริบตาที่เห็นเขาหยุดเดินและมองตรงมาก็รู้สึก
ถึงไอเย็นที่พุ่งปราดตามกระดูกสันหลังจนร่างสั่น
สะท้าน ไม่รู้หัวสมองคิดอะไรอยู่ เอื้อมมือปิดบาน
หน้าต่างดัง ‘ปัง’
บดบังสายตาในบัดดล
เพียงแต่เสียงกะทันหันย่อมทำให้ซุนซู่ซึ่ง
กำลังสอนหมากล้อมตกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นฝีมือ
ของเจียงเสวี่ยหนิงริมหน้าต่างก็ย่นหัวคิ้วถาม
“คุณหนูรองเจียงกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ”
ทุกคนเบนสายตามาที่นาง
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะด้วยความกระดากอาย
อธิบายว่า “ข้างนอกมีลมจึงรู้สึกหนาว ๆ เจ้าค่ะ”
อย่างไรเสียนางก็นั่งอยู่ต้นลม
แม้ซุนซู่จะไม่ค่อยพอใจที่นางก่อเหตุวุ่นวาย
ขณะตนกำลังบรรยาย ทว่าไม่เอ่ยอะไร หันหน้า
กลับไปสอนต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงฟังต่อสักพัก เมื่อเห็นซุนซู่ไม่
สนใจตนแล้วจึงแอบแง้มบานหน้าต่างเงียบ ๆ อีก
ครั้ง
นอกตำหนักแสงอรุโณทัยสาดส่องมุมชายคา
ขั้นบันไดเจิดจ้าเปล่งประกาย
ทว่าปราศจากเงาร่างของเซี่ยเวยแล้ว
เสิ่นหลางยังรอเขาอยู่ คงไม่ว่างมาถือสาหา
ความเรื่องเล็กน้อยพวกนี้กับนาง
ไม่อนุญาตให้เหม่อขณะเรียนบ้างเลยหรือไร
เจียงเสวี่ยหนิงบ่นอุบในใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าตน
มีเหตุผล จึงปล่อยวางไปเสีย
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเรียนจบคาบเช้า ตกบ่ายก็มี
คนมา ‘เชิญ’
เป็นขันทีน้อยที่คอยรับใช้ภายในตำหนักเฟิง
เฉินซึ่งเคยพบก่อนหน้านี้นั่นเอง เขาก้มศีรษะ
กล่าวกับนางด้วยความเคารพนบนอบ “เซียนเซิง
แจ้งว่าคุณหนูรองเจียงไม่มาเรียนในวังหลายวัน
คงตามผู้อื่นไม่ทันพอสมควร ดังนั้นยามบ่ายจึงขอ
เชิญไปพบเซียนเซิงเพื่อทดสอบเสียหน่อยขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเจ็บปวดรวดร้าวราวกับ
เสียบุพการี
ขาทั้งสองคล้ายถูกถ่วงตะกั่ว เดินเยื้องย่างไป
ยังตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินทีละก้าว เมื่อ
เข้าไปในตำหนักก็เห็นเซี่ยเวยนั่งอยู่หลังโต๊ะที่
คุ้นเคย ถือพู่กันขนาดเล็กกำลังเขียนฎีกาฉบับ
หนึ่ง
นางเข้าไปคารวะ
เซี่ยเวยไม่ช้อนตามอง พู่กันในมือเคลื่อนไหว
ประดุจสายวารีปราศจากการหยุดชะงัก เพียง
ถามว่า “เที่ยวเล่นไร้สาระที่ทงโจวหลายวันจนติด
ใจ พอกลับวังหลวงก็ไม่ฟังการสอนแล้วหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงโอดครวญในใจว่าถูกใส่ความ
แท้ ๆ “วันนี้ข้าก็ฟังอยู่นะเจ้าคะ”
เซี่ยเวยหมุนนิ้วเรียวยาวเบา ๆ ครั้งหนึ่งเพื่อ
วางพาดพู่กัน จากนั้นคลำหาตราประทับจาก
กล่องด้านข้าง เจียดเวลาปรายตามองนางพร้อม
กล่าวเสียงเรียบ “พอไปได้ยินว่าข้างนอกบุปผา
จะแบ่งบานเมื่อใด หิมะกำลังจะละลายเมื่อใด จึง
ทำให้เจ้ารู้สึกอยากออกไปหลงระเริงมากเลยใช่
หรือไม่”
——————–
1. ตำราวิชาคำนวณสิบบท เป็นตำราวิชา
คณิตศาสตร์ที่รวบรวมเนื้อหาตั้งแต่สมัย
ฮั่น-ถัง ภายในหนึ่งเล่มมีเนื้อหาสิบเรื่อง
เคยใช้สอนในสำนักศึกษาสมัยสุย-ถัง
บทที่ 151 เกิดความคิด (2)
พันไม่ควรหมื่นไม่ควร นางไม่ควรเหม่อแล้ว
ถูกเซี่ยเวยจับได้คาหนังคาเขาเลย
เจียงเสวี่ยหนิงสองมือไพล่หลัง นิ้วกระหวัด
รัดกันแน่น
นางหวนนึกถึงฝั่ามือซึ่งถูกเซี่ยเวยตี
นอกจากนี้เมื่อได้ยินคำว่า ‘หลงระเริง’ สาม
พยางค์ของเขาซึ่งคล้ายแฝงความนัยก็ไพล่นึกถึง
สิ่งที่ตนกล่าวกับเซียวติ้งเฟยขณะเดินไปตำหนักฉื
อหนิงเมื่อวาน กลัวจะถูกคิดบัญชีเก่า สุดท้ายจึง
ไม่กล้าโต้เถียง ทำเพียงก้มหน้างุด
เซี่ยเวยประทับตราลงบนส่วนที่เขาลงนามใน
ฎีกาแล้วพับปิด จากนั้นสั่งให้ขันทีน้อยข้างนอก
เข้ามาเพื่อนำไปส่งที่สำนักมหาบัณฑิต เมื่อหัน
หน้ากลับมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิงมีท่าทีอัดอั้นตันใจ
ก็รู้สึกคับข้องตาม
ท่าทางเช่นนี้ช่างไร้ชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน
เขามองอยู่นาน ทันใดนั้นก็เอ่ยว่า “เจ้าฟัง
เรื่องที่ซุนซู่สอนไม่เข้าใจหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้ามองเขาด้วยความ
ประหลาดใจทันที
เซี่ยเวย “ขาดเรียนหลายวัน ฟังเข้าใจก็
แปลกแล้ว เรื่องนี้เดาไม่ยากหรอก”
อันที่จริงเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ประหลาดใจที่
เขาเดาเรื่องนี้ออก แต่แปลกใจเพราะเจ้าตัวยินดี
จะเดาเป็นเรื่องนี้ต่างหาก ถึงอย่างไรเดิมทีเขายัง
มีท่าทีคล้ายตำหนิเรื่องที่นางเหม่ออยู่เลย แต่หาก
เขาใช้คำว่า ‘ฟังไม่เข้าใจ’ เช่นนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไร
กับนางอีก
ท่าทีของเซี่ยเวยคล้ายไม่ต้องการสืบสาวราว
เรื่อง
นางกะพริบตาปริบ ๆ เกิดความคิดอุกอาจ
ภายในใจ ลองถามเลียบ ๆ เคียง ๆ “ซุนเซียนเซิง
สอนน่าเบื่อไร้สีสัน ศิษย์พยายามเค้นสมองแล้วก็
ยังตามไม่ทัน ได้ยินว่าเซียนเซิงเป็นอัจฉริยะด้าน
พิณหมากล้อมอักษรภาพวาด เช่นนั้นท่านพอจะ
สอนได้หรือไม่เจ้าคะ”
คำพูดนี้เหยียบซุนซู่ใต้ฝั่าเท้าก่อน จากนั้น
ค่อยยกเซี่ยเวยขึ้นมา เป็นการยกยอปอปันและ
ประจบเอาใจที่ไม่อาจชัดเจนไปมากกว่านี้อีก
เซี่ยเวยคิดว่าตามนิสัยของตนดังที่ผ่านมา คง
ต้องย่นหัวคิ้วบอกให้นางเที่ยงธรรมหน่อย
อย่างไรเสียในสถานศึกษาหลวงซุนซู่ก็หาใช่ผู้
มีความสามารถธรรมดาทั่วไปไม่
แต่ครั้นเห็นนางยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าที
ว่านอนสอนง่ายอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาที่เมื่อยามเช้า
เพิ่งมีแต่ความเหม่อลอยตรงหน้าต่างบัดนี้เปียม
ชีวิตชีวา ประหนึ่งกวางซวิ่น[1]ที่ไม่เคยพานพบ
มนุษย์ริมลำธารกลางปั่าเขา ทำให้อารมณ์ดีขึ้นไม่
เบา
มุมปากแข็งค้างครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กรีดเป็นเส้น
โค้งน้อย ๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น “ได้ลูกศิษย์ไร้
ความรู้ความสามารถเช่นเจ้า ไม่รู้ว่าข้าวิปลาส
อะไรกันแน่”
เขาลุกไปนั่งริมหน้าต่าง ก่อนจะตั้งกระดาน
หมาก
เจียงเสวี่ยหนิงฉวยโอกาสไหลตามน้ำ รีบพูด
ว่า “เซียนเซิงแสนดีจริง ๆ เจ้าค่ะ” พร้อมนั่งลง
ฝังตรงข้าม
นางพบว่าเซี่ยเวยเป็นคนชอบไม้อ่อนไม่ชอบ
ไม้แข็งตัวจริงเสียงจริง ขอเพียงไม่ตั้งท่าเป็นศัตรู
กับเขา เท่านี้การจะเอาใจก็ง่ายดายนัก ไม่ ไม่ ไม่
สิ คนผู้นี้คือเซี่ยจวีอันซึ่งฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา
เชียวนะ นางกินหัวใจเสือดีหมีมาแล้วจริง ๆ
ถึงกับกล้าใช้คำว่า ‘เอาใจ’
ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ได้เด็ดขาด
ควรให้ความเคารพหน่อย!
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนกเพราะคำที่โพล่ง
จากใจคำนั้น กระชากความคิดนอกลู่นอกทาง
กลับมาได้ทันท่วงที
เซี่ยเวยนำกล่องบรรจุตัวหมากทางด้านข้าง
ขึ้นมาวาง
เขาสวมชุดนักพรตสีครามหม่นมีลายเมฆาสี
เข้มบนแขนเสื้อ นั่งใต้หน้าต่างประดุจสนต้องลม
กลางหมู่เมฆา ปราศจากความโหดเหี้ยมอำมหิต
เช่นที่ทงโจววันนั้น หวนคืนสู่บุคลิกของผู้เร้นกาย
จากทางโลกซึ่งกำลังฟังเสียงบุปผาร่วงหล่นดั่งที่
เคยเป็นมาในยามปกติ
“การเดินหมากจำเป็นต้องคำนวณและ
เชื่อมโยงกันให้แม่นยำ เพียงแต่หากเราเอ่ยถึง
การเดินหมากล้อมจะเน้นเรื่อง ‘แนวโน้ม’
มากกว่า” เซี่ยเวยไม่ได้ปฏิเสธรูปแบบการสอน
ของซุนซู่ เขามองนางแวบหนึ่ง อาจเพราะรู้สึกว่า
สตรีชมชอบสีขาวจึงวางกล่องตัวหมากสีขาวไว้
ข้างมือขวาของนาง “การคำนวณเป็นศาสตร์
แขนงหนึ่ง หากรู้ ‘แนวโน้ม’ ก็จะเข้าถึง
หลักการ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองหมากกล่องนั้น
ขณะช้อนตาโดยไม่เจตนา นางพบว่านิ้วมือ
เรียวข้างซ้ายของเซี่ยเวยช่างน่าดูชมยิ่งนัก ทว่า
บนข้อนิ้วนางห่อผ้าดิบบาง ๆ ทั้งยังลอบได้กลิ่น
หอมสะอาดของยาทาเล็กน้อย
ความคิดอย่างหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวสมอง จำ
ได้ว่ามือเขามีแผลยามพบหน้าที่ทงโจว แต่จำ
ไม่ได้ว่าอยู่บริเวณใดหรือนิ้วข้างใด นางจึงถามขึ้น
ว่า “บาดแผลที่มือของเซียนเซิงยังไม่หายดีหรือ
เจ้าคะ”
นิ้วที่กำลังคีบตัวหมากของเซี่ยเวยหยุดชะงัก
เขาเลิกเปลือกตา เม้มปากเป็นเส้นตรง
ทอดสายตามองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งนั่งฝังตรงข้าม
โดยไม่เปล่งวาจาเป็นเวลานาน
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจเต้นรัว รู้สึกว่าสายตานี้
แฝงความเย็นยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก ริมฝีปาก
ขมุบขมิบคิดจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสุดท้ายก็
ไม่กล้าเอ่ย
เป็นความเงียบเนิ่นนานจนใจเต้นไม่เป็นส่ำ
สุดท้ายเซี่ยเวยก็เป็นฝั่ายรั้งสายตากลับก่อน
ไม่แยแสสิ่งที่นางถามเมื่อครู่ พูดต่อจากประโยค
ก่อนหน้านี้ราวกับไม่ได้ยิน “บนกระดานหมาก
ล้อมคือการซ้อมรบ สิ่งที่แข่งกันคือสติปัญญา
กระดานหมากเสมือนชายแดน ส่วนตัวหมาก
เสมือนทหาร นับแต่โบราณน้ำทำให้เรือจมและ
ทำให้เรือลอย การได้หรือสูญเสียหมากตัวหนึ่ง
อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย ทว่าหากปล่อยทิ้งไว้นาน
เข้าจะกลายเป็นการสร้างแนวโน้มจนยากจะขจัด
อุปสรรคขัดขวางและสั่งสมจนเกิดเภทภัย ดังนั้น
ผู้เดินหมากควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ว่าจะ
ปกครองราษฎรหรือจัดการปัญหาน้ำท่วมเช่นไร
หากเจ้าเข้าใจความรู้ที่ได้รับจากกระดานหมากนี้
เสียบ้าง ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์ก็ดีหรือ
กระทำการใดก็ช่าง ย่อมไม่ถึงขั้นเลอะเลือนงม
งายถึงเพียงนี้แน่!”
ดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์หรือกระทำการใด ๆ
เลอะเลือนงมงายถึงเพียงนี้?
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าถ้อยคำของเขามีนัย
แอบแฝง
ทว่าประการแรกนางรู้จักเซี่ยเวยไม่มากนัก
ประการที่สองนางไม่รู้ว่าตนไปทำความผิดอะไร
มาอีก นางจึงถือว่าผู้เป็นเสมือนมหาปราชญ์แห่ง
ยุคท่านนี้กำลังถากถางสมองอันตื้นเขินของตน
ไม่กล้าตั้งคำถามอันใด
มิหนำซ้ำถ้อยคำเมื่อครู่ของเซี่ยเวยยังทำให้
นางนึกถึงการอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ของเสิ่นจื่ออีขึ้นมา…
น้ำทำให้เรือจมและทำให้เรือลอย
เจียงเสวี่ยหนิงใช่ว่าเพิ่งเคยได้ยินคำกล่าวนี้
เป็นครั้งแรก รู้ว่าเป็นประโยคที่พูดกันในท้องพระ
โรงอยู่เสมอ แต่นางมิได้จริงจังกับคำกล่าวนี้มาก
นัก อย่างไรก็ตามเมื่อเซี่ยเวยบอกว่าการเดิน
หมากเสมือนการปกครองราษฎรและจัดการ
ปัญหาน้ำท่วม สิ่งนี้กลับทำให้นางเกิดความคิด
บางอย่าง
ต้องกล่าวว่าสาเหตุที่ชาติก่อนเซียวซูบีบคั้น
นางได้ เจียงเสวี่ยหนิงลอบครุ่นคิดว่านอกจากจะ
เป็นเพราะอีกฝั่ายเติบโตมาในตระกูลใหญ่ตั้งแต่
เด็กจนหูตากว้างไกล เกรงว่าสมัยนั้นเซียวซูคง
เรียนรู้อะไรจากตำหนักเฟิงเฉินมาไม่น้อยด้วย
เมื่อสั่งสมนานวันเข้าจึงหยั่งรู้อย่างลึกซึ้ง
บัดนี้บุคคลระดับเซี่ยจวีอันมาอยู่ตรงหน้าตน
…
นางลูบไล้หมากตัวหนึ่งโดยใช้ท้องนิ้วเสียดสี
เบา ๆ ดวงตาสว่างวาบ “คนกับหมากเหมือนกัน
หรือเจ้าคะ แต่หมากจัดแจงโดยผู้เล่น ยามเดิน
หมากเราจึงจัดการตัวหมากได้ ทว่าทุกคนต่างมี
ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองที่แอบซ่อนไว้ ดังนั้น
หากจะจัดการกับจิตใจของคน…”
เซี่ยเวยนึกถึงสิ่งที่ขันทีน้อยกลับมารายงาน
เมื่อคืน ตอนนี้คิดเพียงอยากกุดศีรษะงาม ๆ ของ
เจียงเสวี่ยหนิงลงมาวางบนกระดานหมากซะ เขา
บอกให้นางสำนึกตนดี ๆ แต่ถามอะไรไปไม่ใส่ใจ
สักอย่าง เขาจึงทำได้แค่อธิบายต่อด้วยความเฉย
ชา “วีรบุรุษสร้างสถานการณ์ สถานการณ์
ผลักดันวีรบุรุษ ถึงแม้ยากจะคาดเดาว่าจะได้รับ
การสนับสนุนหรือคัดค้านจากผู้คนหรือไม่ ทั้งยัง
ต้องกลัวว่าจะมีผู้ลุกขึ้นต่อต้านหรือไม่ แต่ถ้า
คนเราไม่รู้จักแยกแยะด้วยความละเอียด
รอบคอบ ขอเพียงผู้อื่นโหมกระพือเชื้อไฟเพียง
เล็กน้อย ใจก็คล้อยตามสถานการณ์ไปแล้ว เช่นนี้
แล้วยังจะรับมือยากอีกหรือ”
แท้จริงแล้วจิตใจมนุษย์ยังสู้ตัวหมากนี้ไม่ได้
เลยด้วยซ้ำ
สายลมโชยมาหอบหนึ่ง ตัวหมากยังคงแน่นิ่ง
ไม่ไหวติง ทว่าเมื่อวาจาหลายประโยคพัดผ่าน ใจ
คนเรามักลู่ไหวและสั่นคลอน
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา พอจะจับเค้าอะไร
บางอย่างได้แล้ว
หลายสิ่งหลายอย่างมักมีข้อดีบางประการที่
ทำให้คนเรายอมตั้งใจศึกษาร่ำเรียนด้วยจิตใจเปิด
กว้าง
วันนี้นางจึงศึกษาด้วยความตั้งใจยิ่ง
เซี่ยเวยไขข้อกังขาให้นาง สอนการเดินหมาก
ไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง นางกล่าวขอบคุณด้วยความ
เคารพนบนอบ เนื่องจากความคิดกำลังไหล
ทะลัก ก่อนจากไปจึงไม่สังเกตเห็นสายตาครุ่นคิด
ของเซี่ยเวย นางเพิ่งเดินออกจากตำหนักเฟิงเฉิน
ก็กะระยะเวลาและมุ่งหน้าไปรอที่ถนนซึ่งต้อง
เดินทางผ่านตำหนักฉือหนิง ไม่นานก็มองเห็น
เซียวติ้งเฟยออกมาตามที่คาดการณ์ไว้
นางจงใจเดินผ่านถนนข้างหน้า
เซียวติ้งเฟยเห็นนางมาคนเดียวจึงตริตรองครู่
หนึ่ง เดินออกไปได้สักระยะก็หาข้ออ้างว่าลืมของ
ต้องกลับไปหาตรงตำหนักฉือหนิง จากนั้นค่อย
หมุนกายกลับไปหาเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะนี้ท้องฟั้ามืดแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ตรงมุมกำแพงวัง พูดเข้า
เรื่องอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสียเวลาไร้สาระ
“ติ้งเฟยซื่อจื่อคลุกคลีอยู่ในตัวเมืองมาตลอด คง
รู้จักคนอยู่บ้างกระมัง ข้ามีเรื่องรบกวนให้ท่านไป
ทำหน่อยเจ้าค่ะ”
คิ้วเรียวยาวอันงดงามของเซียวติ้งเฟยเลิกขึ้น
โดยพลัน
เขาไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย ถามกลับทันที
“เรื่องอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงบอกให้เขาแนบใบหูเข้ามา
ก่อนจะแจกแจง
เซียวติ้งเฟยฟังแล้วสงสัยยิ่งนัก “เจ้าคิดจะทำ
อะไรเนี่ย”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ท่านแค่บอกมาก็พอว่า
จะทำหรือเปล่า”
เซียวติ้งเฟยหัวเราะ เขามีหรือจะยอมขาย
หน้าต่อหน้าคนงาม จึงตบอกพูดว่า “เรื่องนี้
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง เพียงแต่…”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา “อะไร”
เซียวติ้งเฟยเกาศีรษะ “หากมีคนมากก็ต้องใช้
เงินมากสักหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้ว คำนวณจำนวนเงินที่
ตนถือครองรอบหนึ่ง นึกได้ว่ายังมีอยู่ที่เซี่ยเวยอีก
ตั้งหลายหมื่นตำลึง ทำให้กลุ้มใจอยู่บ้าง
เพียงแต่เมื่อลองใช้ความคิดอีกครั้ง หัวคิ้วก็
คลาย
เลี้ยงโหยวเย่ว์มานานแล้ว สมควรหาโอกาส
กำจัดทิ้งเสียที
นางหัวเราะและตอบว่า “เรื่องนี้น่ะง่ายดาย”
——————–
1. กวางซวิ่น หมายถึงกวางเรนเดียร์