คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 152 คืนเงิน
แม้เซียวติ้งเฟยไม่รู้ว่านางกล้าบอกว่าเงินก้อน
โตเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายดายได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้
ถามมากความ เมื่อได้รับการฝากฝังก็ไปสาละวน
วุ่นวายอยู่นอกวัง ใคร่ชมดูความสนุกสนานโดย
มิได้กลัวเหตุการณ์จะลุกลามบานปลายเลยสักนิด
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเรือนหยางจื่อและเริ่ม
คำนวณเรื่องเงินทันที
ความจริงวิธีการที่นางคิดขึ้นมานั้นง่ายแสน
ง่าย มิหนำซ้ำเพลานี้ยังไร้หนทางอื่น โหยว
ฟางอิ๋นในชาติก่อนเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า ‘ตัด
กุยช่าย[1]’
เพียงแต่หากอยากตัดกุยช่ายก็จำต้องมีเงิน
จำนวนหนึ่งอยู่ในมือเสียก่อน
ช่วงที่ผ่านมาแม้เซียวติ้งเฟยจะ ‘แสดงความ
กตัญู’ ด้วยการมอบสิ่งของให้ไม่น้อย ทว่าส่วน
ใหญ่เป็นของพระราชทานล้ำค่า ไม่สะดวกนำไป
แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินเงินทอง
เจียงเสวี่ยหนิงคำนวณไปคำนวณมาก็นึก
ถึงเซี่ยเวย
ด้วยเหตุนี้ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เซี่ยเซียนเซิง
ผู้ยิ่งใหญ่เลยพบว่าลูกศิษย์แสนซนชอบก่อเรื่อง
ของตนไม่รู้กินยาผิดสำแดงมาหรือไร ยามอยู่ต่อ
หน้าเขาจึงว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาท ถึงขั้น
ประจบประแจงราวกับเป็นสุนัขรับใช้อย่างไร
อย่างนั้น
ยามศึกษาเล่าเรียนภายในตำหนัก นางมัก
เบิกตากว้างจ้องมองเขาอยู่เสมอ
ยามศึกษาพิณและหมากล้อมที่ตำหนักข้าง
หลังเลิกเรียน นางก็จะสนทนากับเขาอย่างตั้งใจ
รินน้ำชาส่งพู่กันให้ด้วยอากัปกิริยาผิดแผกจาก
เดิมโดยสิ้นเชิง
แม้พบกันตรงสถานที่อื่นภายในวังหลวงเป็น
ครั้งคราว นางก็ยังพินอบพิเทาปราศจากความ
รำคาญและท่าทีอิดออดเฉกเช่นที่ผ่านมาแม้แต่
น้อย
…
เมื่อทำอะไรผิดปกติไปจากเดิม แสดงว่ามี
บางอย่างไม่ชอบมาพากล
นางมีนิสัยเช่นไรเซี่ยเวยรู้แจ่มแจ้งมานานแล้ว
เขาดูออกตั้งแต่แรกว่านางกำลัง ‘ทำดีหวังผล’
ทว่ามิได้เปิดโปง เสพสุขกับการปรนนิบัติพัดวี
ของลูกศิษย์ซึ่งเดิมทีมีนิสัยเกกมะเหรกเกเร ใคร่ดู
สิว่านางจะเสแสร้ง ‘กตัญูรู้คุณ’ ได้อีกนาน
เพียงใด
ในที่สุดผ่านไปชั่วพริบตาก็ใกล้ถึงช่วงออก
จากวังเพื่อหยุดพักผ่อนอีกครั้ง
วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงมารออยู่ตำหนักข้างตั้งแต่
เนิ่น ๆ ชงชาชั้นเลิศซึ่งขอมากาหนึ่งจากตำหนัก
ของเสิ่นจื่ออีอย่างพิถีพิถัน อีกทั้งบรรเลงเพลง
พิณซึ่งเซี่ยเวยต้องการทดสอบให้ฟังรอบหนึ่งด้วย
ครั้นเซี่ยเวยมาถึงนางก็มอบชาชั้นเลิศให้ก่อน
จากนั้นบรรเลงเพลงพิณด้วยความชำนาญ
เซี่ยเวยมีเวลาว่างอย่างหาได้ยากนัก เขายก
น้ำชาดื่มพลางฟังการบรรเลง แต่ถึงกระนั้นก็
ยังคงมองสำรวจสีหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงเป็น
ระยะ พบว่าเมื่อนางบรรเลงเสร็จก็เงยศีรษะมอง
สำรวจตนด้วยท่าทีคล้ายมีเรื่องอยากจะกล่าวแต่
ไม่กล้า เขาจึงลอบขบขันอยู่ในใจ
จริงดังคาด ต่อมาจอมหลอกลวงน้อยก็เอ่ย
ปากพูดด้วยอาการอึกอัก “ช่วงหลายวันที่ผ่านมา
เซียนเซิงเห็นว่าศิษย์พอจะก้าวหน้าและกลับตัว
กลับใจหรือยังเจ้าคะ”
เซี่ยเวยจงใจกล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉย “พอจะ
นับเป็นเช่นนั้นได้”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางกลั้นหายใจ นึกถึงเงินหลายหมื่นตำลึงซึ่ง
ตน ‘ฝาก’ ไว้กับอีกฝั่ายจึงยอมข่มความคิดจะ
แตกหักกันไปเสีย รอยยิ้มบนใบหน้ามิเพียงไม่
เลือนหาย ตรงข้ามกลับทวีความจริงใจ “เซียน
เซิงตั้งใจสั่งสอนศิษย์ ที่ผ่านมาศิษย์ไม่รู้จัก
แยกแยะผิดชอบชั่วดี จนไม่ทราบว่าเซียนเซิง
เข้มงวดกวดขันเพราะทำเพื่อศิษย์ ตอนนี้ศิษย์
สำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ…”
พูดคำลวงหวานหูออกมาได้เป็นชุดจริง ๆ
เซี่ยเวยกวาดสายตามองหน้านางรอบหนึ่ง
ยืนอย่างเรียบร้อย สำรวมกิริยา รู้จัก
กาลเทศะ อากัปกิริยาประหนึ่งกุลธิดาตระกูล
ใหญ่ผู้เมตตาและอ่อนโยน ทว่าเนื้อแท้นั้นหรือ
กลอกดวงตาด้วยอาการอยู่ไม่สุข แฝงประกาย
แวววาวน่าลุ่มหลงอยู่หลายส่วน หาใช่สายตาของ
ผู้ ‘กลับตัวกลับใจ’ อะไรนั่นไม่
เขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “มีเรื่องอยากขอร้อง
ข้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้ต่อกร
ยาก แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะถามตรงไปตรงมาเช่นนี้
นางพลันกระดาก “ไม่อาจปิดบังเซียนเซิงได้จริง
ๆ ไม่ว่าศิษย์จะคิดสิ่งใดเซียนเซิงล้วนมองออก
ทะลุปรุโปร่ง อันที่จริงก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด
หรอกเจ้าค่ะ คือช่วงนี้องค์หญิงใหญ่กำลังจะเสด็จ
ไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี พระองค์ทรง
ดีต่อศิษย์มาก ศิษย์จึงต้องการเลือกเฟั้นของล้ำ
ค่าบางอย่างนำไปถวายพระองค์ ทว่าเงินในมือมี
ไม่เพียงพอ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ศิษย์ยังมีเงิน
จำนวนหนึ่งฝากไว้ที่เซียนเซิง ไม่ทราบว่าพอจะ
…”
แววตาที่เซี่ยเวยมองนางค่อย ๆ เข้มขึ้น
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงถูกเขามองเช่นนี้เสียงจึง
ยิ่งแผ่วลงเรื่อย ๆ ความกล้าที่เดิมทีจะเอ่ยปากขอ
เงินกลับโบยบินไปยังสวรรค์เก้าชั้นฟั้าจนหมดสิ้น
เหงื่อเย็นผุดเต็มท้ายทอย
ชั่วเสี้ยวเวลานี้นางถึงขั้นจะล้มเลิกความคิด
เลยด้วยซ้ำ
แต่ต่อให้กลับไปนับทรัพย์สินส่วนตัวหรือนำ
ของที่เซียวติ้งเฟยมอบให้ออกขายก็ยังรวบรวมได้
ไม่พออยู่ดี
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยมองอยู่นานก็เอ่ยว่า
“พรุ่งนี้ไปรับที่จวนของข้า”
เจียงเสวี่ยหนิงสงสัยเป็นล้นพ้นว่าตนหูฝาด
หรือ เบิกตาโพลงมองเซี่ยเวยอย่างเหลือเชื่อ
เซี่ยเวยเห็นนางทำตาโตก็ขบขัน “พ้นเที่ยง
แล้วจะไม่รอ”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้าราวกับโขลก
กระเทียม
นางกล่าวถ้อยคำเยินยอเป็นชุดคล้ายต้องการ
ให้เขาหลงคารม “ขอบพระคุณเซียนเซิงเจ้าค่ะ!
เซียนเซิงดีต่อศิษย์เหลือเกิน อย่างที่คนเขาพูดกัน
ว่าเป็นเซียนเซิงหนึ่งวันเสมือนเป็นบิดาตลอดชีวิต
…”
คำพูดก่อนหน้ายังนับว่าไม่เป็นไร เซี่ยเวยฟัง
แล้วถือเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านใบหู
แต่เมื่อ ‘เป็นเซียนเซิงหนึ่งวันเสมือนเป็นบิดา
ตลอดชีวิต’ หลุดออกมา สีหน้าเขาก็แข็งทื่อไป
ชั่วขณะ เมื่อได้ยินริมฝีปากน้อย ๆ ของเจียงเสวี่ย
หนิงพูดเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด ในที่สุดก็รู้สึกว่า
ใบหน้าทรงเสน่ห์ของนางชักจะขัดลูกตา
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงพูดจารื่นหูกับเขาต่อ
“ต่อไปศิษย์ต้องพยายามศึกษาเล่าเรียนมากกว่า
นี้ หวังว่าภายหน้าจะได้แสดงความกตัญูรู้คุณ
ต่อท่าน…”
เซี่ยเวยสะกดกลั้นความคิดอยากสาดน้ำชาใน
ถ้วยใส่ใบหน้านาง เผยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมเอ่ย
ว่า “เจ้าไสหัวไปได้แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นักปราชญ์จอมปลอมวาจากลับกลอกผู้นี้
ยังคงอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้
เหมือนเดิม! ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เขายอมคืนเงินให้
คนใจกว้างอย่างนางจะไม่ถือสาหาความแล้วกัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนพูดไปก่อน
หน้านี้มีตรงไหนไม่ถูกต้อง นางเก็บความไม่พอใจ
เล็กน้อยนั้นไว้ แล้วคารวะกล่าวอำลา
ยามบ่ายออกจากวังเพื่อหยุดพักผ่อน
วันต่อมานางไปหาเซี่ยเวยตั้งแต่เช้าตรู่ เดิม
นึกว่าอาจถูกขัดขวางอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าอีกฝั่าย
จะมอบให้อย่างตรงไปตรงมา เล่นเอานางงุนงง
หน่อย ๆ
ครั้นเดินถือตั๋วแลกเงินออกมาจากจวน
ตระกูลเซี่ยถึงนึกได้ เดิมทีก็เป็นเงินของนางอยู่
แล้วนี่นา เพียงแต่ก่อนหน้านี้เซี่ยเวยริบไว้ไม่ยอม
ส่งมอบ ตอนนี้พอเขาเห็นนางว่านอนสอนง่ายจึง
มอบให้อย่างตรงไปตรงมา ก็นับเป็นเรื่องสมควร
อยู่แล้วมิใช่หรือ
ด้วยเหตุนี้นางจึงทิ้งความงุนงงที่มีอยู่เพียง
น้อยนิดทิ้งไปเสีย
เจียงเสวี่ยหนิงนำเงินไป แล้วลอบพบเซียวติ้ง
เฟยเพื่อวางแผนการขั้นถัดมา
ภายในห้องทำพิณ เซี่ยเวยจดจ้องท่อนไม้ที่ห
ลี่ว์เสี่ยนเพิ่งส่งมาให้พลางครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้าย
ก็เปล่งเสียงหัวเราะครั้งหนึ่งแล้วสั่งการเจี้ยนซู
“หนิงรองนำเงินไปย่อมมีลับลมคมนัย จงส่งคน
ไปลอบจับตาดูหน่อย ดูสิว่านางจะทำสิ่งใดกันแน่
ไม่รู้นะว่าเจ้าจอมหลอกลวงน้อยจะไปเล่นเล่ห์ใส่
ผู้ใดอีก”
——————–
1. ตัดกุยช่าย หมายถึงหลอกต้มตุ๋นให้ลงทุน
จนล้มละลาย