คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 153 ตัดกุยช่าย (1)
การซื้อปากใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก ทว่า
ถ้อยคำเน่าเหม็นจากปากชาวบ้านร้านตลาดไป
จนถึงขอทานวณิพกกับวาจาอันคมกริบจากปาก
ผู้ทรงภูมิความรู้ในหมู่ผู้มีการศึกษานั้นมีน้ำหนัก
ต่างกันโดยสิ้นเชิง
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมเข้าใจหลักการง่าย ๆ นี้
เพียงแต่หากต้องการซื้อปากของคนประเภท
หลังราคาย่อมไม่ธรรมดา มิหนำซ้ำเพียงซื้อปาก
ยังไม่พอ ต้องรู้วิธีการใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง
ด้วย อย่างไรเสียผู้มีการศึกษาก็มักกลับกลอก
หากไม่ใช้ ‘ไม้แข็ง’ เพื่อปั้องกันบ้างก็ไม่มีผู้ใด
ล่วงรู้ว่าจะกลับคำวันไหน
เมื่อเริ่มคำนวณจึงพบว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้มี
ไม่น้อยเลย
ครั้นรับเงินมาจากเซี่ยเวย นางก็มอบสอง
หมื่นตำลึงแก่เซียวติ้งเฟยเป็นค่าใช้จ่ายก่อนทันที
เมื่อเซียวติ้งเฟยมาถึงเมืองหลวงก็นับว่าได้เปิดหู
เปิดตาพอสมควร แต่พอเห็นสตรีในหอห้องเช่น
เจียงเสวี่ยหนิงจ่ายเงินมือเติบถึงสองหมื่นตำลึง
แสดงกิริยาหน้าใหญ่ใจโต พูดกับเขาว่า “หากใช้
หมดแล้วให้กลับมาขอข้าใหม่” ก็ยังตกใจสุดขีด
ทั้งยังรู้สึกว่าขาใหญ่ที่ตนเกาะอยู่ช่างล้ำลึกยากจะ
หยั่งถึง เวลาทำงานจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจ
พอสมควร
ด้านเจียงเสวี่ยหนิงเริ่มสร้างความปันปั่วน
เรื่องหุ้นแล้วเช่นกัน
มีข่าวส่งมาเมืองหลวงไม่หยุดหย่อนพร้อม
ความคืบหน้ารอบด้านอันราบรื่นของนาเกลือ
ตระกูลเหริน ทำให้ราคาหุ้นนาเกลือพุ่งสูง ม้าเร็ว
ตัวหนึ่งเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมสู่เซียงเมื่อสามวัน
ก่อน แจ้งว่าเกลือบ่อซึ่งมีสีขาวราวกับเกล็ดหิมะ
ชุดแรกผลิตออกมาได้แล้ว ทั้งยังนำเกลือถุงเล็ก
มอบให้เหล่าเจ้าของร่วมผู้ซื้อหุ้นภายในเมือง
หลวงได้ชมอีกด้วย ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
ภายในวัง ย่อมไร้วาสนาจะได้ยล ทว่าก่อนนาง
เข้าวังหุ้นมีมูลค่าหนึ่งพันสองร้อยอีแปะต่อหุ้น
เมื่อนางออกจางวังมาพักผ่อน มูลค่าก็พุ่งทะยาน
ไปถึงหนึ่งพันห้าร้อยอีแปะ มิหนำซ้ำยังเป็นหุ้น
มูลค่าสูงแต่ปราศจากการซื้อขายด้วย
เมื่อเทียบราคาหุ้นละห้าร้อยอีแปะในตอน
แรก ขณะนี้ราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินเพิ่มขึ้น
เป็นสามเท่า!
เจียงเสวี่ยหนิงปล่อยสองหมื่นหุ้นในมือเกือบ
หมดเพราะคดียึดทรัพย์จวนหย่งอี้โหว หลี่ว์เสี่ยน
‘ตีชิงตามไฟ’ ซื้อกลับไปไม่น้อย เหลืออยู่ในมือ
นางเพียงสองพันหุ้น
ตอนนี้เมื่อเห็นว่าราคาสูงจึงสบโอกาสเหมาะ
จะลงมือพอดี
หากต้องการ ‘ตัดกุยช่าย’ ตามที่โหยวฟางอิ๋
นบอกมาชาติก่อน ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องมีศีลธรรม
มากนัก มิหนำซ้ำการที่นางกลับชาติมาเกิดก็ทำ
ให้รู้ข้อมูลมากกว่าใคร หากเทียบกับผู้ซื้อขายหุ้น
ในตลาดคนอื่นถือว่าได้เปรียบ ไม่ยุติธรรมอย่าง
ยิ่ง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ เจียงเสวี่ยหนิง
ก็ใช่ว่าจะปราศจากความลังเลและความรู้สึกผิด
แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันเกิดตอนอยู่วังหลวง
ก็รู้สึกว่าเสิ่นจื่ออีดีต่อนางสารพัดอย่าง แล้วจะ
ยอมให้ความลังเลเพียงเล็กน้อยทำให้เสียการ
ใหญ่ได้อย่างไร
นางจึงกัดฟันกรอด ปล่อยสองพันหุ้นนั้น
ออกไปทันที
*****
ตอนข่าวแพร่มาว่ามีคนขายหุ้นอยู่ในตลาด
โหยวเย่ว์กำลังลองชุดที่บรรดาหญิงปักผ้าจาก
ร้านเสียนอวิ๋นตัดมาให้
เป็นผ้าแพรแดนสู่สีครามอ่อนชั้นเลิศ
ชายกระโปรงปักลายต้นยี่โถอันงดงามหลาย
กิ่ง นางมีรูปร่างสะโอดสะอง เมื่อสวมชุดและ
หมุนกายเล็กน้อยช่วงเอวก็ดูคอดกิ่ว นางเห็นแล้ว
พึงพอใจมาก
สาวใช้ข้างกายยกยอปอปันเสียเลิศเลอ
“คุณหนูของพวกเราช่างเหมือนเทพธิดาลงมา
จากสรวงสวรรค์เสียจริง สวมชุดนี้แล้วงามเป็น
ล้นพ้นขับผิวพรรณยิ่งนัก คุณหนูใหญ่จวนตระกูล
เจียงอะไรนั่นไหนเลยจะงามและมีความรู้
ความสามารถเท่าคุณหนูของพวกเรา ได้ยินว่า
หลินจืออ๋องทรงสุภาพและสง่างาม เจียงเสวี่ยฮุ่ย
ผู้นั้นกลับจืดชืดน่าเบื่อ เช่นนี้แล้วท่านอ๋องจะ
โปรดได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ เมื่อถึงวันคัดเลือก หาก
ท่านสวมชุดนี้รับรองว่าผู้อื่นเห็นแล้วต้องตาค้าง
ตำแหน่งพระชายาท่านอ๋องไม่พ้นตกเป็นของท่าน
แน่นอนเจ้าค่ะ!”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาโหยวเย่ว์กระหยิ่มใจ
อย่างยิ่ง
เนื่องจากจวนปั๋อต้องจ่ายเงินเพื่อประกันตัว
นางออกจากคุก คนในจวนจึงเคืองแค้นโหยว
เย่ว์อยู่ช่วงหนึ่ง อย่างไรเสียก็มูลค่าสูงถึงหนึ่ง
หมื่นห้าพันตำลึง ไม่ว่าใครก็ต้องกระอักเลือด
ทว่าหลังเกิดเรื่องนางก็เดือดดาล นำเงินสะสม
ทั้งหมดไปซื้อหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินจำนวนสี่
พันหุ้นด้วยโทสะ
ต่อมาเมื่อเหรินเหวยจื้อสู่ขอนางแพศยาโหยว
ฟางอิ๋น เขาก็เกรงว่านางจะขัดขวางจึงยัดอั่งเปา
ให้สองพันตำลึง
ทำให้นางมีเงินเหลือเฟือ
คราแรกที่ท่านปั๋อกับปั๋อฮูหยินรู้ว่านางใช้จ่าย
สุรุ่ยสุร่ายนำเงินไปซื้อหุ้นนาเกลือก็โมโหจนแทบ
ล้มปั่วย คิดจะขายหุ้นให้หมดทันที
โชคดีที่นางใช้ความตายเข้าขัดขวาง
บัดนี้ราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินขึ้น
ต่อเนื่อง ท่านปั๋อและปั๋อฮูหยินเห็นนางแล้วหน้า
ชื่นตาบาน ใส่ใจการขึ้นลงของราคาหุ้นทั้งวันยิ่ง
กว่านางเสียอีก สถานะภายในจวนของนางเลย
พลอยสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้คราแรกจวนปั๋อเคยไม่เห็นเหริน
เหวยจื้อซึ่งมาสู่ขอโหยวฟางอิ๋นอยู่ในสายตา เห็น
เขาเป็นแค่หนุ่มยาจกตกอับจากดินแดนอันไกล
โพ้นเช่นแดนสู่ สาเหตุที่อนุญาตให้โหยวฟางอิ๋
นแต่งงานเป็นเพราะเห็นแก่สินสอดล้วน ๆ
ถึงอย่างไรก็เป็นบุตรีที่กำเนิดจากอนุภรรยา
สามพันตำลึงถือว่าไม่ขาดทุน
ทว่าเมื่อสถานการณ์ของนาเกลือตระกูลเหริน
ดีขึ้น ชิงหย่วนปั๋อกับปั๋อฮูหยินจึงค่อย ๆ สนใจ
ชิงหย่วนปั๋อเอ่ย “ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไรนางก็
เป็นธิดาที่ออกไปจากจวนปั๋อของเรา เมื่อไปถึง
แดนสู่ย่อมไม่มีเหตุผลจะตัดขาดจากครอบครัว
เจ้าเด็กแซ่เหรินผู้นั้นสร้างนาเกลือได้เพราะอาศัย
ชื่อเสียงของจวนปั๋อมิใช่หรือ พ่อค้าสู่ขอบุตรี
ตระกูลขุนนาง ถือว่าเขาได้เปรียบมากโขแล้ว! นา
เกลือตระกูลเหรินใหญ่โตขนาดนั้น ทั้งยังเกี่ยวพัน
ถึงราคาหุ้นในมือเย่ว์เอ๋อร์ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจ
ปล่อยให้สองคนนั้นทำเรื่องเหลวไหลได้ พวกเรา
เลือกเฟั้นพ่อบ้านซึ่งทำงานหมดจดเรียบร้อยมา
สักคนเพื่อไปสอนงานดีกว่า ทั้งจะได้จับตาดู
สถานการณ์ของนาเกลือด้วย ตอนเขาอยู่เมือง
หลวงปล่อยออกไปแค่สี่หมื่นหุ้นซึ่งครองสัดส่วน
การแบ่งผลกำไรนาเกลือเพียงสี่ส่วน ยังเหลืออีก
ตั้งหกส่วน ไม่ว่าอย่างไรก็ควรนำออกมาแสดง
ความกตัญูต่อตระกูลของพ่อตาบ้างสิ!”
ด้วยเหตุนี้เมื่อพ้นเทศกาลปีใหม่ จวนปั๋อจึงส่ง
คนเดินทางไปแดนสู่
สถานที่เช่นนาเกลือตระกูลเหริน ครั้นเริ่ม
ผลิตเกลือ เกลือบ่อสีขาวก็เปรียบประดุจหิมะที่
เทียบได้กับเงินขาว ๆ ประดุจหิมะเช่นกัน ผู้
ใดบ้างเห็นแล้วมิหวั่นไหว
โหยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่าลูกสาวหญิงแพศยาเช่น
โหยวฟางอิ๋นจะโชคดีปานนี้
แต่นางมิได้ริษยา
ขอแค่เป็นสิ่งที่โหยวฟางอิ๋นครอบครอง หาก
นางต้องการก็จะช่วงชิงมา เพียงรอให้คนตัดชุด
เจ้าสาวเสร็จแล้วค่อยเอาไปสวมใส่ก็สิ้นเรื่อง นั่น
ไม่เท่ากับประหยัดเวลาหรอกหรือ หลายวันนี้
โหยวเย่ว์จึงมีท่าทีผ่อนคลายมาก สาละวนอยู่กับ
เครื่องประทินโฉมและเสื้อผ้าอาภรณ์เพื่อช่วงชิง
ความโดดเด่นในวันคัดเลือกพระชายาหลินจือ
อ๋อง
นางตะลึงงันเมื่อได้ยินสาวใช้ซึ่งเดินมาจาก
ข้างนอกแจ้งว่ามีคนเริ่มปล่อยหุ้นที่โรงเตี๊ยมสู่
เซียง จากนั้นก็หัวเราะ “ขณะนี้สถานการณ์ของ
นาเกลือตระกูลเหรินดียิ่งนัก เพียงคิดก็รู้แล้วว่า
เครื่องขุดบ่ออะไรนี่เรียกเงินเข้ามาไม่ขาดสาย
หากผู้อื่นคิดลอกเลียนแบบก็ต้องใช้เวลานานมาก
มีหุ้นอยู่ในมือแต่ปล่อยทิ้งเร็วขนาดนี้ หากมิใช่
ขาดเงินก็ต้องเป็นพวกมองการณ์ตื้นเขิน!”
เหล่าสาวใช้สงสัยเล็กน้อย “คุณหนูจะทำเช่น
ไรหรือเจ้าคะ”
โหยวเย่ว์กลอกตา พลันเผยรอยยิ้มด้วย
นัยน์ตาเปล่งประกาย หยิบกุญแจมาเปิดกล่อง
เก็บเงินของตนพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้นนิด ๆ
“ผู้อื่นมองการณ์ตื้นเขิน แต่เป็นโอกาสอันดีของ
ข้า! ตอนนี้กำลังกลุ้มใจพอดีว่าจะหาซื้อหุ้นจากที่
ใด ไม่มีใครซื้อขายกันเลย! ข้าต้องฉวยโอกาสซื้อ
หุ้นจำนวนนี้มาให้จงได้!”
จากนั้นจึงหยิบตั๋วแลกเงินพร้อมตราประทับ
มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมสู่เซียง
เพียงแต่หลายวันที่ผ่านมาสถานการณ์ของ
หุ้นนาเกลือตระกูลเหรินร้อนแรงเพียงใดเล่า
สองพันหุ้นนั้นแบ่งปล่อยเป็นสี่งวด เมื่อโหยว
เย่ว์เดินทางไปถึง สองงวดแรกก็ถูกคนชิงตัดหน้า
ไปก่อนแล้ว นางต้องเสนอราคาสูงถึงหนึ่งพันหก
ร้อยอีแปะถึงจะชิงหุ้นสองงวดสุดท้ายจำนวนหนึ่ง
พันหุ้นมาได้ทัน
เมื่อรวมกับสี่พันหุ้นที่ถืออยู่จึงมีทั้งสิ้นห้าพัน
หุ้น
อีกหนึ่งพันหุ้นนั้นหลี่ว์เสี่ยนส่งคนมาแย่งซื้อ
ตัดหน้าไปก่อนแล้ว
หุ้นงวดนี้มีปริมาณน้อยและไม่อาจยืนยันได้
ว่าปล่อยมาจากผู้ใด เขาจึงไม่ใส่ใจมากนัก
ครั้นได้หุ้นมาแล้วก็เดินทางไปยังจวน
ตระกูลเซี่ยเพื่อดื่มชากับเซี่ยเวย
ขณะนี้เซี่ยเวยกำลังฟังเจี้ยนซูรายงาน
สถานการณ์ของเจียงเสวี่ยหนิง
เมื่อฟังจบหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น
เจี้ยนซูคิดว่าหลี่ว์เซียนเซิงกับเซียนเซิงของ
ตนรู้จักกันมานานหลายปี มิหนำซ้ำหลี่ว์เซียนเซิง
ก็ทำงานให้เซียนเซิง อีกทั้งหลี่ว์เสี่ยนให้
ความสำคัญกับเรื่องเงินเสมอมา เห็นทรัพย์สมบัติ
ประดุจชีวิต ดังนั้นหลังจากเจี้ยนซูลังเลครู่หนึ่งจึง
เอ่ยถามว่า “คุณหนูรองเจียงปล่อยหุ้นเหมือนมี
แผนการบางอย่าง จะบอกเรื่องนี้ให้หลี่ว์เซียนเซิง
ทราบสักหน่อยหรือไม่ขอรับ”
ขณะนี้หลี่ว์เสี่ยนซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวของ
บัณฑิตกำลังเดินเข้ามาจากระเบียงยาวแล้ว เขา
เดินทอดน่องสบายอารมณ์ด้วยท่าทีเป็น
ธรรมชาติราวกับเดินอยู่ในบ้านตัวเอง ใบหน้าอิ่ม
เอิบด้วยความสุข
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาขึ้นเห็นพอดี
ไม่นานก็ถอนกลับ เลิกคิ้วเรียวยาวอย่างแช่ม
ช้าแล้วถามว่า “บอกเรื่องอะไรหรือ”
เจี้ยนซูอึ้ง
เซี่ยเวยสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากความ
ผิดปกติอันใดทั้งสิ้น “เรื่องการค้าหลี่ว์จ้าวอิ่น
ย่อมมีแผนการในใจอยู่แล้ว ไยต้องให้เจ้าเข้าไป
ก้าวก่ายด้วยล่ะ”
เจี้ยนซู “…”
เหตุผลคล้ายว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่ไฉนรู้สึกว่ามี
บางอย่างไม่ค่อยถูกต้องกันนะ
บทที่ 153 ตัดกุยช่าย (2)
หุ้นจำนวนสองพันหุ้น หนึ่งพันหุ้นแรกซื้อขาย
ราคาหนึ่งพันห้าร้อยอีแปะ ส่วนอีกหนึ่งพันหุ้นซื้อ
ขายด้วยราคาหนึ่งพันหกร้อยอีแปะ
เจียงเสวี่ยหนิงได้เงินเพิ่มสามพันหนึ่งร้อย
ตำลึงทันที
เมื่อนำสองหมื่นตำลึงที่มอบให้เซียวติ้งเฟ
ยก่อนหน้านี้มารวมกับเงินส่วนตัวและเงินจาก
การขายหุ้นอีกสามพันกว่าตำลึงก็จะเท่ากับนางมี
เงินทั้งสิ้นสามหมื่นสามพันตำลึง
หลังจากนางปล่อยหุ้นในมือ ราคาหุ้นที่
โรงเตี๊ยมสู่เซียงก็พุ่งขึ้นอีกหลายสิบอีแปะ
ครั้นเหลียนเอ๋อร์กับถังเอ๋อร์รู้เรื่องก็เอาแต่พูด
ว่าขายขาดทุน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ยินดียินร้ายและหาได้แยแส
ไม่ เพียงเน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่าหากมีจดหมาย
ส่งมาจากโหยวฟางอิ๋น หรือมีข่าวใหม่จาก
โรงเตี๊ยมสู่เซียง จะต้องหาวิธีส่งคนมาแจ้งให้ตน
ทราบโดยเร็วที่สุด
ช่วงเวลาต่อจากนี้ต้องเข้าวังเพื่อเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาอีกครา
ทว่าวันที่สิบหกเดือนสองจะเป็นวันคัดเลือก
พระชายาหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ย คนในวังหลวงย่อ
มอดว้าวุ่นกระวนกระวายไม่ได้ นอกจากนี้ยัง
กำหนดแล้วว่าวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสามจะเป็นวันที่
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีต้องเดินทางไป
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต๋าต๋า มีคนไป
ร่วมถวายความยินดีที่ตำหนักหมิงเฟิงจำนวนไม่
น้อย
ส่วนปลายเดือนหนึ่งเวินเจาอี๋ซึ่งกำลัง
ตั้งครรภ์ก็จะฉลองวันเกิดอย่างยิ่งใหญ่
ความรื่นเริงยินดีอบอวลทั่ววังหลวง
เพียงแต่ค่อย ๆ มีคนพบว่าเกิดข่าวลือ
เหลวไหลแพร่กระจายตามท้องตลาด
อาทิ ราชทูตต๋าต๋ากระทำเรื่องดุร้ายปั่าเถื่อน
ภายในเมืองหลวง เห็นเมืองหลวงเสมือน
สนามแข่งม้าของตนเอง
อาทิ หากจวนหย่งอี้โหวยังคงอยู่ ยังถึงขั้น
ต้องส่งองค์หญิงไปอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อม
สัมพันธไมตรีอีกหรือ
อาทิ ตัวตั้งตัวตีให้ส่งองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
เสิ่นจื่ออีไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีคือ
ตระกูลเซียวซึ่งเป็นตระกูลเดิมของไทเฮา ตระกูล
ตนเองเลี้ยงดูฟูมฟักสตรีในครอบครัวผู้โฉม
สะคราญปานบุปผาไว้ในบ้านเพื่อร่วมการ
คัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง ต้องการเสพสุข
กับชีวิตหรูหรา ทว่ากลับส่งตัวองค์หญิงใหญ่ผู้มี
ชะตาอาภัพถูกโจรกบฏกรีดใบหน้าสมัยยังเป็น
ทารกไปแทน
อาทิ องค์หญิงใหญ่เล่อหยางประสบครา
เคราะห์ตั้งแต่แบเบาะ มีดวงมรณะ หากส่งนาง
ไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีอาจนำเภทภัย
มาสู่ต้าเฉียนมากกว่าเดิมก็ได้
…
แรกเริ่มเป็นแค่เรื่องเล่าเหลวไหลที่ทุกคน
สนทนาหลังดื่มน้ำชาหรือรับประทานอาหาร
แม้แต่ขุนนางราชสำนักยังมิได้คิดจริงจัง
อย่างไรเสียชาวบ้านร้านตลาดก็
วิพากษ์วิจารณ์เหตุบ้านการเมืองเสมอมา ทุกคน
แค่พูดไปอย่างนั้น คงไม่ส่งผลกระทบใหญ่หลวง
อันใด ข่าวลือที่มีแต่การคาดเดาพรรค์นี้นานวัน
เข้าก็จะสลายไปเอง
ทว่าครั้งนี้เหมือนเหตุการณ์จะต่างจากที่ผ่าน
มาโดยสิ้นเชิง
ล่วงเข้าเดือนสอง ข่าวลือตามท้องตลาดไม่
เพียงไม่ทุเลา ตรงข้ามกลับมีแนวโน้มจะรุนแรง
ขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งว่าในวันขึ้นสองค่ำเดือนสองซึ่งเป็นวัน
มังกรเชิดหัว[1] ขณะบัณฑิตซึ่งเดินทางมาสอบที่
เมืองหลวงนามว่าเวิงอั๋งกำลังเดินเที่ยวชม
ธรรมชาติ เขาก็พูดโพล่งอย่างตรงไปตรงมาหลัง
ดื่มจนเมามายว่า “ตระกูลเซียวทะเยอทะยาน
ประดุจหมาปั่า สมควรให้พวกเขาส่งคุณหนูของ
ตนไปสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าต่างหาก”
ขณะนั้นมีบัณฑิตอยู่ด้วยไม่น้อย
อีกทั้งเวิงอั๋งเป็นผู้คงแก่เรียน คำพูดนี้จึง
แพร่กระจายดั่งโยนก้อนหินลงน้ำจนเกิดระลอก
คลื่นนับพัน
เดิมทีจำนวนผู้สนับสนุนและคัดค้านมีกันคน
ละครึ่ง
คิดไม่ถึงว่าถ้อยคำนี้จะแพร่ถึงหูเซียวเยี่ย
คุณชายรองแห่งตระกูลเซียวซึ่งพักฟืนอยู่บ้าน
เนิ่นนานกว่าจะหายจากอาการบาดเจ็บและยัง
ต้องทนรับความแค้นจากเซียวติ้งเฟยอยู่แต่ใน
จวน ยากเย็นนักกว่าจะได้ออกมาข้างนอก ทว่า
กลับได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนพวกนี้เลย
อดเดือดดาลไม่ได้ เมื่อสืบจนรู้ที่มาของถ้อยคำ
เหล่านั้นจึงรีบใช้เงินสั่งคนให้ลอบไปสั่งสอนเวิงอั๋ง
อีกฝั่ายจะได้ไม่กล้าพูดเหลวไหลอีก
เพียงแต่การสั่งสอนครั้งนี้ลุกลามบานปลาย
ใหญ่โต
เวิงอั๋งดำเนินชีวิตโดยปราศจากความยับยั้งชั่ง
ใจ ไม่ค่อยมีเงินติดตัว หลายวันที่ผ่านมาไม่รู้ไป
คบหาสหายคนใดเข้า ถึงกับมอบเงินให้เขา
จำนวนไม่น้อย ทำให้ยิ่งเตร็ดเตร่ด้วยความย่ามใจ
วัน ๆ จมอยู่แต่กับไหสุรา
วันนั้นเขาเพิ่งเดินออกจากเหลาอาหารก็ถูก
คนกลุ่มหนึ่งใช้กระสอบคลุมร่าง
หมัดต่อยเท้าเตะ ใช้ถ้อยคำด่าทอดูหมิ่น
ร่างกายของบัณฑิตเดิมก็อ่อนแอจนทนถูกทุบ
ตีไม่ไหวอยู่แล้ว เขาจึงได้รับบาดเจ็บสาหัสจน
กระอักโลหิตทันที โชคดีขณะนั้นคนขององครักษ์
เสื้อแพรเดินลาดตระเวนยามราตรีออกมาจาก
ตรอกมืด ผู้คุมกองพันโจวอิ๋นจือวรยุทธ์สูงส่ง
หยุดยั้งคนชั่วทำร้ายร่างกายได้สำเร็จ ทั้งยัง
จับกุมเหล่าอันธพาลคุมตัวไปไต่สวนที่ศาลาว่า
การ
การลงทัณฑ์ขององครักษ์เสื้อแพรล้ำเลิศ
เพียงใดเล่า
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามไก่อ่อนพวกนี้ก็ร่ำไห้
คร่ำครวญร้องหาบุพการี สารภาพหมดเปลือกว่า
เซียวเยี่ยเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
จวนกั๋วกงต้องพยายามติดสินบนผู้ไต่สวน
อย่างที่สุดเพื่อมิให้ข่าวรั่วไหล
แต่โลกนี้ไหนเลยจะมีความลับ
กอปรกับผู้ประสบเหตุครั้งนี้คือเวิงอั๋ง บัณฑิต
ผู้เดินทางมาสอบที่เมืองหลวงและมีบรรดาศักดิ์
ซึ่งได้รับจากการสอบ เรื่องจึงลุกลามบานปลาย
ประดุจแหย่รังแตน บัณฑิตเมืองหลวงเดือดดาล
เป็นฟืนเป็นไฟ ลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมจน
เกือบชี้หน้าด่าทอทุกคนในจวนกั๋วกง!
เดิมทีมีบางคนรู้สึกว่าการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเซียว
เป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อเพราะความเมาของเวิงอั๋ง
แต่คุณชายรองตระกูลเซียวนามเซียวเยี่ยกลับสั่ง
ให้คนลอบสังหารเขา แล้วคนในใต้หล้าจะทนเห็น
ผู้แข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอกว่าได้อย่างไร
แม้การใช้กำลังครั้งนี้จะมีเหตุผลรองรับแค่
ไหนก็กลายเป็นไร้เหตุผล!
สายลมอบอุ่นจากทางใต้ทำให้ยอดหญ้าเขียว
ขจีได้หนึ่งส่วนฉันใด ข่าวเรื่อง ‘ตระกูลเซียวร้อน
ตัว คิดฆ่าเวิงอั๋งปิดปาก’ ย่อมแพร่กระจายไปทุก
ตรอกซอยในเมืองหลวงเพียงชั่วข้ามคืนฉันนั้น
มิหนำซ้ำจะจริงหรือเท็จล้วนไม่สำคัญอีก สิ่ง
สำคัญคือพฤติกรรมของตระกูลเซียวสร้างความ
โกรธแค้นแก่สาธารณชน ทุกคนพุ่งเปั้าไปยัง
ตระกูลสูงศักดิ์อันเก่าแก่นี้ทันที!
ขุนนางฝั่ายบุ๋นและบู๊ในราชสำนักตะลึงงัน
คิดไม่ถึงอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปใน
ทิศทางเช่นนี้
ภายนอกโกลาหลวุ่นวาย ภายในวังหลวงย่อม
ไม่อาจสงบนิ่งเป็นธรรมดา
จะกี่มากน้อยก็ต้องมีข่าวเล็ดลอดเข้ามาบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงรอชมดูละครฉากเด็ดด้วยท่าที
สงบนิ่ง
เรื่องของผู้อื่นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
มีเพียงเซียวซูซึ่งได้รับข่าวจากภายนอก
ต่อเนื่องหลายวันจนรู้สึกกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ใน
ที่สุดก็ถึงขั้นระเบิดอารมณ์กับเรื่องเล็กน้อยต่อ
หน้าผู้คนบ้างเป็นบางครั้ง เห็นชัดว่าได้รับ
ผลกระทบจากบรรดาข่าวลือในเมืองหลวง
ผู้อื่นอาจคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่อง
บังเอิญ
ทว่าในสายตาของเซียวซู สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด
หลายวันที่ผ่านมาประหนึ่งวางแผนไว้อย่าง
รอบคอบ มิเช่นนั้นไยแต่ละเรื่องถึงประจวบ
เหมาะนัก บัณฑิตซึ่งขี้ขลาดตาขาวเสมอมาจะ
กล้าก่อเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ก่อนการสอบช่วงฤดู
ใบไม้ผลิได้อย่างไร
ราวกับมีมือคอยบงการอยู่ในที่มืด
นางรู้สึกว่าทุกอย่างพุ่งเปั้ามาที่นาง!
วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนสองต้องออกจากวัง เซียวซู
ไม่สนใจแม้กระทั่งเฉินซูอี๋ เดินขึ้นรถม้าตรงกลับ
จวนกั๋วกงเพื่อเตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ด้วยตนเอง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่รีบร้อน
นางกับคนอื่น ๆ อยู่ข้างหลัง เมื่อเห็นรถม้า
ตระกูลเซียวแล่นฝุั่นตลบจากไป ริมฝีปากยัง
ประดับรอยยิ้มถึงสามส่วนเสียด้วยซ้ำ
อีกแปดวันหลินจืออ๋องจะทรงคัดเลือกพระ
ชายา ผนวกกับอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว คุณหนู
พระสหายร่วมศึกษาจากตระกูลขุนนางส่วนใหญ่
ที่ออกมาจากเรือนหยางจื่อจึงสวมชุดตัวใหม่
โหยวเย่ว์แต่งกายหมดจดงดงาม
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าร่วมการคัดเลือกพระ
ชายาหลินจืออ๋องจึงไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ อ่อน
น้อมถ่อมตนมากขึ้นเรื่อย ๆ มิหนำซ้ำติ้งเฟย
ซื่อจื่อก็ไม่ได้มาประจบประแจงอีก ทำให้โหยว
เย่ว์รู้สึกว่าเจียงเสวี่ยหนิงมันก็เท่านั้นเอง
ขณะเดินออกจากประตูซุ่นเจิน นางจงใจเดิน
ตัดหน้าเจียงเสวี่ยหนิงและชนเข้าครั้งหนึ่ง
เจียงเสวี่ยเลิกคิ้วมอง
โหยวเย่ว์ปั้องปากเบา ๆ หัวเราะพร้อมแสดง
ท่าทีรู้สึกผิดยิ่งนัก “ขอโทษจริง ๆ หมู่นี้คุณหนู
รองเจียงมีท่าทีเซื่องซึม อีกทั้งไม่ค่อยพูดจา ข้าจึง
รู้สึกเหมือนไม่เห็นว่ามีตัวตน ครั้งนี้เผลอเดินผ่าน
ยังคิดอยู่เลยว่าข้างหน้าไม่มีคน คงไม่ได้ชนจน
เหยียบเท้าเข้าหรอกนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจนางโดยไม่ได้
สำแดงฤทธิ์เดชอันใด กลับพูดเหมือนครุ่นคิด
อะไรบางอย่างแทน “ช่วงนี้คุณหนูโหยวดู
เปลี่ยนไปนะ”
โหยวเย่ว์นิ่งอึ้ง “อะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงฉีกมุมปาก เผยรอยยิ้มแฝง
ความนัยลึกซึ้ง “อ้วนขึ้นเล็กน้อย”
ต้าเฉียนยึดถือความผอมเพรียวเป็นความงาม
โหยวเย่ว์ได้ยินนางพูดเช่นนี้สีหน้าก็
แปรเปลี่ยนในบัดดล ยกมือลูบคลำใบหน้าโดยไม่
รู้ตัว คิดว่าช่วงนี้ตนเตรียมตัวสารพัดเพื่อเข้าร่วม
การคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง ผิวพรรณดีขึ้น
ไม่น้อย อีกทั้งยังระมัดระวังไม่กินอาหารที่มัน
เกินไป ย่อมไม่มีทางอ้วนขึ้นแน่
ดังนั้นจึงเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “พูดเพ้อ
เจ้อไปเรื่อย!”
พอกล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อและทิ้งเจียงเสวี่ย
หนิงไว้ข้างหลัง เดินตรงไปยังรถม้าจวนชิงหย่วน
ปั๋อที่มารับ
แต่เพิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ใจหายวาบ
เนื่องจากสาวใช้ที่คอยรับใช้นางกำลังยืนทำ
หน้าแตกตื่นอยู่ข้างตัวรถ แสดงอาการทั้ง
หวาดกลัวและลนลาน ครั้นเห็นนางก็ร้องเรียก
“คุณหนู” จากนั้นน้ำตาก็ไหลริน
โหยวเย่ว์กระวนกระวายสุดขีด “มีอะไร”
สาวใช้หวาดกลัวอย่างยิ่ง ตอบด้วยอาการสั่น
เทาว่า “นาเกลือ นาเกลือแดนสู่เกิดเพลิงไหม้
ไหม้ไปทั้งแถบเลยเจ้าค่ะ ราคาหุ้น…”
เกิดเสียงระเบิดดัง ‘ตูม’ ในสมองของโหยว
เย่ว์
ใบหน้านางเหยเกบิดเบี้ยวทันที คว้าแขนสาว
ใช้กล่าวด้วยน้ำเสียงดุร้าย “เจ้าพูดเหลวไหล
อะไร อยู่ดี ๆ จะเกิดเรื่องได้อย่างไร?!”
เสียงของนางค่อนข้างดัง ทุกคนที่ยืนอยู่หน้า
ประตูวังได้ยินกันทั่ว
สายตาสงสัยใคร่รู้ของใครต่อใครต่างพุ่งขวับ
มาทางนี้
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ริมทาง กวาดสายตาผ่าน
ร่างโหยวเย่ว์ไปอย่างแช่มช้า ทอดสายตาไปยัง
สถานที่อันเวิ้งว้างห่างไกลสุดลูกหูลูกตา ใต้
ท้องฟั้าสีครามปรากฏเงาสกุณาโผผินจำนวนไม่
น้อย น้ำแข็งที่เกาะตัวกันบนแม่น้ำและทะเลสาบ
นอกเมืองคงละลายไปพอสมควรแล้ว อีกไม่กี่
เดือนบุปผาบนขุนเขาจะบานสะพรั่งไปทั่ว
นับเป็นช่วงเวลาอันดีที่จะออกท่องชมธรรมชาติ
ตอนนั้นหากได้ติดสอยห้อยตามเสิ่นจื่ออีไปด้วยก็
คงดี
——————–
1. วันมังกรเชิดหัว เป็นวันที่ระลึกถึงมังกร
ตรงกับวันที่สองเดือนสอง จะมีการปล่อย
โคมมังกร ปล่อยปลา ตัดผม ไหว้เทพเจ้าเห
วินชาง และทำบุญทำทาน เป็นต้น