คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 154 นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง (1)
แท่นวางพู่กันกระเบื้องเคลือบหรู่เหยาสีขาว
ตั้งบนโต๊ะยาวแกะสลักเคลือบเงา พู่กันขนาดเล็ก
ด้ามหนึ่งวางพาดริมฝังซ้ายของแท่นวาง รอย
หยดน้ำตาของไผ่นางสนม[1]ปรากฏบนตัวด้าม
น้ำหมึกแข็งตัวเกาะปลายขนแพะอันอ่อนนุ่ม ดู
ออกว่าไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน น้ำหมึกใน
จานฝนหมึกอีกด้านของโต๊ะก็แห้งกรังมานานมาก
แล้ว
คนของนาเกลือตระกูลเหรินที่มารายงาน
สถานการณ์ยืนอยู่นอกผ้าม่าน
แสงตะวันนอกหน้าต่างค่อย ๆ มืดลง เจียง
เสวี่ยหนิงนั่งข้างโต๊ะ ดวงตาอันสงบนิ่งจับอยู่บน
จดหมายขนาดบางสองแผ่นตรงหน้า นางฟังเสียง
ของคนข้างนอก แต่ถึงกระนั้นจิตใจกลับล่องลอย
ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว
“ครึ่งเดือนก่อนยังดี ๆ อยู่เลย เหลือเพียงรอ
ให้เกลือชุดแรกปรากฏเท่านั้น กระทั่งว่าหาผู้ซื้อ
ได้แล้วด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขณะ
ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น นาเกลือไหม้วอด
วายหมดสิ้น เดิมทีนาเกลือในแดนสู่ส่วนใหญ่ก็
เป็นบ่อเพลิงเนื่องจากใช้การชักนำไอความร้อน
มาต้มเกลืออยู่แล้ว ครั้งนี้กลับประมาทเลินเล่อ
จนไอร้อนภายในบ่อเกลือติดไฟ สุดท้ายก็ลุกไหม้
พื้นดินทั้งแถบ ตอนข้าน้อยเดินทางออกจากแดน
สู่ เครื่องขุดบ่อที่สร้างไว้ในนาเกลือก็ถูกเผา
หมดแล้ว…
“เนื่องจากท่านประมุขตระกูลทราบว่าเป็น
เรื่องใหญ่จึงส่งคนมาแจ้งที่เมืองหลวงก่อนขอรับ
“ท่านประมุขเป็นผู้เขียนจดหมาย นอกจากนี้
ยังกำชับข้าน้อยเป็นพิเศษว่าต้องแจ้งให้คุณหนู
ทราบว่าฮูหยินได้รับบาดเจ็บที่นิ้วมือเล็กน้อย แม้
อาการจะไม่ได้หนักหนา แต่ก็ไม่อาจเขียน
จดหมายด้วยตนเองได้ จึงให้ท่านประมุขเป็น
ผู้เขียนแทน ขอคุณหนูอย่ากังวลเกินไปเลย
ขอรับ”
ลายมือในนั้นมีรูปแบบตัวอักษรที่งดงามและ
ลื่นไหลกว่าจดหมายซึ่งโหยวฟางอิ๋นเคยเขียน
โต้ตอบจริง ๆ มองผาดเดียวก็รู้ว่าเป็นลายมือของ
เหรินเหวยจื้อ
เนื้อความส่วนใหญ่อธิบายสถานการณ์
ปัจจุบันของนาเกลือ
เพียงแต่ระดับเพลิงไหม้และความเสียหายที่
นาเกลือได้รับอยู่เหนือความคาดหมายของเจียง
เสวี่ยหนิงอยู่บ้าง นางรู้ตั้งแต่ชาติก่อนแล้วว่าครั้ง
แรกที่สร้างเครื่องขุดบ่อ การขาดความ
ระมัดระวังปั้องกันส่งผลให้ร้อนจนติดไฟเกิดเพลิง
ไหม้บนพื้นดิน ชาตินี้ในเมื่อโหยวฟางอิ๋นแต่งงาน
ไปที่นั่น นางจึงไม่กังวลว่าจะเกิดเหตุอันใดกับเห
รินเหวยจื้อและนาเกลือ ทั้งยังเคยเตือนโหยว
ฟางอิ๋นแล้วว่าต้องเพิ่มความระมัดระวังและ
เตรียมการปั้องกันให้ดี เดิมคิดว่าแม้ทำเช่นนี้จะ
ไม่อาจหลีกเลี่ยงเหตุเพลิงไหม้ได้สมบูรณ์ แต่
อย่างน้อยที่สุดก็จะช่วยปั้องกันการเกิดเหตุและ
ลดทอนความสูญเสีย คิดไม่ถึงว่ามิเพียงไม่อาจ
หลีกเลี่ยง ตรงข้ามกลับรุนแรงกว่าชาติก่อน
เล็กน้อยเสียอีก!
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์รออยู่ด้านนอก
ลานเรือนยามสนธยายังคงหลงเหลือ
แสงอาทิตย์อัสดง
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองนอกหน้าต่าง
พลางยกมือกดหัวคิ้วเบา ๆ เอ่ยถามขึ้นมาว่า
“แต่ไหนแต่ไรแดนสู่ก็ชักนำไอร้อนมาใช้ต้มเกลือ
ด้วยเหตุนี้การระวังปั้องกันเหตุเพลิงไหม้บน
พื้นดินจึงเข้มงวดเสียยิ่งกว่าเข้มงวด ต่อให้
คุณชายเหรินจะไม่ใส่ใจ แต่คนงานสัญญาจ้าง
ระยะยาวซึ่งทำหน้าที่ต้มเกลือก็ไม่ควรประมาท
เลินเล่อสิ แล้วเกิดเพลิงไหม้จนลุกลามบานปลาย
ขนาดนี้ได้อย่างไร”
ผู้ที่ยืนอยู่นอกผ้าม่านพลันอึกอัก
เจียงเสวี่ยหนิงจึงดูออกว่าเหตุการณ์ซับซ้อน
กว่านั้น “เหตุเกิดจากคนรึ”
คนผู้นั้นเงยศีรษะ ตอบด้วยน้ำเสียงคับข้องใจ
และค่อนข้างเดือดดาล “เกิดจากคนขอรับ!
คุณหนูรองเจียงอยู่ไกลถึงเมืองหลวง เดิมทีท่าน
ประมุขตระกูลกับฮูหยินไม่อยากให้ท่านกังวล
เรื่องนาเกลือมากเกินไปนัก จึงกำชับข้าน้อยเป็น
พิเศษว่าห้ามเล่าเรื่องนาเกลือเด็ดขาด พวกท่าน
ย่อมมีวิธีแก้ไขกันเอง แต่ข้าน้อยไม่อาจกล้ำกลืน
โทสะที่อัดอั้นอยู่ภายในใจได้ ท่านคงไม่ทราบ
จวนชิงหย่วนปั๋อน่ะส่งคนจากเมืองหลวงไปที่นั่น
คนหนึ่งโดยแจ้งว่าเพื่อดูแลฮูหยิน แต่เมื่อไปถึงนา
เกลือกลับถืออำนาจบาตรใหญ่”
ที่แท้ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนนาเกลือ
ตระกูลเหรินเมื่อค่อนเดือนก่อน
คนผู้นี้ถือปั้ายจวนชิงหย่วนปั๋อ แจ้งว่าท่าน
ปั๋อกังวลว่าเมื่อโหยวฟางอิ๋นแต่งงานไปแล้วจะไม่
มีความสุขจึงส่งคนมาดูแลโดยเฉพาะ อีกทั้งหาก
เกิดเหตุอันใดกับนาเกลือจะได้ช่วยเหลือ อย่างไร
เสียก็เป็นพ่อบ้านจากตระกูลใหญ่ มี
ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ถ้า
มีเรื่องต้องประสานกับทางการจะได้ส่งเขาไป
แต่นี่เป็นเพียงคำพูดสวยหรู
วันแรกที่คนผู้นี้มาถึงก็เรียกร้องสุราอาหาร
กับห้องพักชั้นเลิศ แดนสู่มิอาจเทียบเมืองหลวง
ได้อยู่แล้ว นอกจากนี้นาเกลือตระกูลเหรินก็กำลัง
อยู่ในช่วงลำบากเพราะกำลังบุกเบิกสร้างกิจการ
ใหม่ ไหนเลยจะทำให้เขาพึงพอใจได้
ดังนั้นไม่พ้นสามวันอีกฝั่ายจึงอาละวาดยก
ใหญ่ กระทั่งชี้หน้าบริภาษโหยวฟางอิ๋นว่าเป็นลูก
ของนางคนชั้นต่ำ
โหยวฟางอิ๋นเป็นคนนิสัยดีเข้ากับคนง่าย
เพียงใดเล่า
เมื่อเดินทางไปแต่งงานที่เสฉวน นางกับเหริน
เหวยจื้อก็เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน เงิน
ที่คนงานสัญญาจ้างระยะยาวสมควรได้รับก็ไม่
เคยขาดแม้แต่แดงเดียว ยามปกตินางไม่เคย
แบ่งแยกลำดับชั้นสูงต่ำ ใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่
เป็นนิจ กิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน
เมื่อมีนายหญิงน้อยแสนดีเช่นนี้ ผู้ใดบ้างจะ
ไม่กล่าวชมเชย
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างล้วนชื่นชอบ
ส่วนพ่อบ้านจากเมืองหลวงถือตัวว่ามาจาก
ครอบครัวนายหญิงน้อย คิดว่าตนมีจวนชิงหย่วน
ปั๋อหนุนหลัง ทั้งที่เป็นแค่ขี้ข้าแต่กลับคิดเหยียบ
ศีรษะผู้อื่นขึ้นเป็นเจ้านาย!
ไม่ทันไรก็ทุบตีด่าทอบ่าวไพร่ที่คอยปรนนิบัติ
รับใช้รวมถึงคนงานอยู่เสมอ
บางครั้งยังเข้าไปในนาเกลือ ชี้นิ้วสั่งและเจ้ากี้
เจ้าการสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ ต่อให้ผู้อื่นจะหยุดพัก
หายใจหรือดื่มน้ำก็ต้องถูกเขาตำหนิว่าแอบอู้
ผ่านไปไม่กี่วันทุกคนในนาเกลือจึงพากัน
รังเกียจ
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ความเคียดแค้นชิงชังใน
น้ำเสียงของผู้แจ้งข่าวจากแดนสู่ก็ถึงขีดสุด “วัน
นั้นผู้เฒ่าที่เป็นคนงานสัญญาจ้างระยะยาวกำลัง
ชักนำไอร้อนเพื่อต้มเกลืออยู่ในนาเกลือ แต่ไป
ขวางทางเขาโดยมิได้เจตนา เขาดื่มสุรามาจึงไม่
ฟังคำอธิบายของผู้ใด คนอื่น ๆ เห็นเขาไม่พอใจก็
เข้ามาห้าม คิดไม่ถึงว่าจะอาละวาดหนักกว่าเดิม
หยิบกระบอกไม้ไผ่ด้านข้างมาทุบตีทำร้ายจนท่อ
ไม้ไผ่ที่ใช้ชักนำไอร้อนหัก เครื่องขุดบ่อเดิมทีก็
สร้างจากไม้ไผ่ กอปรกับยังมีไอร้อนพวยพุ่งจาก
ใต้ดิน ฉะนั้นเมื่อติดไฟจึงลุกไหม้ พี่น้องหลายคน
ได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยเหลือคน เพิ่งจะเกิดเหตุ
ไม่นานเจ้าสารเลวนั่นก็ตกใจหลบหนี มิหนำซ้ำยัง
โยนความผิดให้ผู้อื่นด้วยขอรับ!”
จวนชิงหย่วนปั๋อส่งคนไปแดนสู่?
เจียงเสวี่ยหนิงตกใจ หัวคิ้วขมวดมุ่น
นางครุ่นคิดไม่นานก็เข้าใจเหตุผล ใบหน้า
ค่อย ๆ บึ้งตึง
คราแรกที่โหยวฟางอิ๋นเดินทางไปแต่งงานยัง
แดนสู่ จวนปั๋อไม่เคยสนใจไยดี
แต่เนื่องจากโหยวเย่ว์มีหุ้นในมือจำนวนหนึ่ง
เมื่อราคาหุ้นนาเกลือเพิ่มสูง จวนปั๋อซึ่งเป็น
ตระกูลใหญ่ที่กำลังตกต่ำและดูดีเพียงเปลือกนอก
ก็เริ่มสนใจนาเกลือ ส่งคนไปโดยอ้างว่าจะดูแล
โหยวฟางอิ๋น แท้จริงแล้วกลับส่งไปเพื่อจับตาดู
สอดมือ และตอดกินช้า ๆ เกรงว่าคงคิดการใหญ่
ไม่เบา
เพียงแต่เมื่อไปด้วยความคิดชั่วร้ายเช่นนี้ย่อม
ไม่มีวันทำเรื่องดีงามอันใด
นางจึงไม่ประหลาดใจแล้วที่นาเกลือเกิดเพลิง
ไหม้
แม้ครั้งนี้โชคดีที่ไม่เกิดเรื่องราวใหญ่โต ทว่า
ภายหน้าอาจไม่โชคดีดังเดิม!
จิตใจมนุษย์เต็มไปด้วยความละโมบไม่รู้จัก
พอ
เมื่อนึกถึงอาการหน้าถอดสีประหนึ่งฟั้ากำลัง
จะถล่มของโหยวเย่ว์หน้าประตูวัง อีกฝั่ายคงคาด
ไม่ถึงกระมังว่าเรื่องครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพราะหาเรื่อง
ใส่ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงสะอิดสะเอียนครอบครัวนี้
มากกว่าเดิม
นางเคาะโต๊ะเบา ๆ ครั้งหนึ่ง เอ่ยถามว่า
“ผู้อื่นเป็นเช่นไรบ้าง”
คนผู้นั้นตอบ “เรียนคุณหนูรองเจียง
เนื่องจากนาเกลือมีพื้นที่กว้างขวาง อีกทั้งมีคนมา
พบเหตุการณ์นี้ทันท่วงทีจึงปราศจากผู้เสียชีวิต
แต่คนงานบางคนต้มเกลือมาทั้งชีวิต ไม่อาจหักใจ
ทนดูเกลือขาวบริสุทธิ์ประดุจเกล็ดหิมะเสียหาย
ในกองเพลิง พวกเขาจึงเสี่ยงชีวิตเข้าไปนำออกมา
ได้จำนวนหนึ่ง บางคนถูกกระแทกจนได้รับ
บาดเจ็บ แต่ไม่นับว่าสาหัสมากนัก ตอนนี้คงเชิญ
ท่านหมอมาตรวจอาการและรักษาแล้ว นายหญิง
น้อยถึงขั้นควักเงินส่วนตัวเพื่อซื้อยาอีกด้วย
นอกจากนาเกลือที่สูญสิ้นไป ทุกอย่างก็ยังดีอยู่
ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ “เช่นนั้นก็ดี”
นางเคยบอกวิธีจัดการเหตุไม่คาดฝันก่อน
โหยวฟางอิ๋นเดินทางไป ‘สมรส’ กับเหรินเหวยจื้
อถึงแดนสู่แล้ว โหยวฟางอิ๋นกับเหรินเหวยจื้อคง
นำมาใช้งาน
ถ้าอย่างนั้นเรื่องต่อจากนี้ก็ถือว่าง่ายดาย
สำหรับนาง
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปนอกผ้าม่าน “คุณชาย
เหรินส่งเจ้ามาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังขาด
คนทำงานอยู่เลย”
——————–
1. ไผ่นางสนม มีลักษณะเฉพาะคือมีรอยด่างสี
ม่วงคล้ำเป็นวง ๆ กระจายอยู่ทั่วคล้ายหยด
น้ำตา จึงมีอีกชื่อคือ ‘ไผ่น้ำตา’
บทที่ 154 นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง (2)
ข่าวเรื่องนาเกลือตระกูลเหรินประสบเหตุเป็น
ดั่งเปลวเพลิงลุกไหม้ แผดเผาทะลุกระดาษที่
ห่อหุ้มอยู่ภายนอกในชั่วพริบตา
โรงเตี๊ยมสู่เซียงแทบเกิดจลาจล
นอกจากแขกภายในโรงเตี๊ยมจะไม่ลดลงแล้ว
กลับทวีเพิ่ม ทุกคนล้วนอยากรู้ว่านาเกลือตระกูล
เหรินที่ก่อนหน้านี้ขยับขยายกิจการใหญ่โตจะลง
เอยเช่นไร
ภายในจวนชิงหย่วนปั๋อ โหยวเย่ว์ยิ่งร้อนใจ
จนปากเป็นร้อนใน ทอดสายตามองนอกประตู
เป็นระยะ
ชิงหย่วนปั๋อนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะภายในห้อง
อักษร เมื่อเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ความไม่พอใจที่สั่ง
สมก็ปะทุ หลายวันก่อนเขาเพิ่งยิ้มระรื่นหน้าชื่น
ตาบานกับโหยวเย่ว์ แต่บัดนี้กลับพูดจาร้ายกาจ
ทิ่มแทงจิตใจราวกับจะแตกหักกัน “เคยบอก
ตั้งแต่แรกแล้วว่าพ่อค้าพวกนั้นเชื่อใจไม่ได้ แต่
เจ้าอยากอวดเบ่งใช้เงินซื้อหุ้นบ้าบออะไรนั่น!
คราวนี้เป็นอย่างไรเล่า ไฟไหม้นาเกลือแล้ว! มีเงิน
มากเท่าไหร่ก็เสียไปหมดโดยเปล่าประโยชน์!
ฉวยโอกาสที่ตอนนี้ข่าวเพิ่งแพร่ออกมา ราคาหุ้น
ยังไม่ได้ตกรุนแรงมากนัก รีบขายไปให้หมดเลย
นะ! เงินที่เสียไปได้กลับคืนมาเท่าไหร่ก็เอา
เท่านั้น!”
โหยวเย่ว์กำลังอารมณ์ขุ่น เมื่อได้ยินเช่นนี้
ใบหน้าจึงบิดเบี้ยวไปหลายส่วน
นางไม่คิดจะรักษาจารีตที่ต้องให้เกียรติผู้
อาวุโสอย่างยากจะพบเห็น
นางเคลื่อนสายตากลับมามองบิดาพร้อม
ระเบิดหัวเราะเย้ยหยัน “ท่านพ่อกล่าวเช่นนี้ไม่
รู้สึกละอายบ้างหรือเจ้าคะ! หลายวันก่อนยังถาม
ข้าอยู่เลยว่าราคาขึ้นไปเท่าไหร่แล้ว แต่พอเกิด
เรื่องกลับตำหนิข้าเหมือนตนคาดการณ์ได้
ล่วงหน้าราวกับตาเห็นแน่ะ!”
ชิงหย่วนปั๋อไม่เอาไหนก็ส่วนไม่เอาไหน ทว่า
ยามอยู่ในบ้านถือเป็นผู้วางอำนาจมากที่สุด ไหน
เลยจะทนฟังคำพูดเหน็บแนมทิ่มแทงใจแบบนี้ได้
เพลิงโทสะพุ่งปราดจากก้นบึ้งของหัวใจ
เขาตบโต๊ะลุกพรวดหมายจะสั่งสอนบุตรี
อกตัญู ชี้หน้าด่าทออย่างรุนแรง “เอาใหญ่แล้ว
นะ เอาใหญ่แล้ว! จวนของเราเลี้ยงดูและมอบทุก
อย่างให้เจ้า! ยังมีหน้ามาพูดได้อย่างไรว่าเงิน
ส่วนตัวเป็นของเจ้า นั่นไม่ใช่สิ่งที่จวนเรามอบให้
หรือไร?!”
ปั๋อฮูหยินไม่เข้าใจเรื่องการค้า รู้เพียงว่าหาก
เกิดเรื่องที่นาเกลือราคาหุ้นต้องตกแน่นอน และ
ยังรู้ด้วยว่าบุตรีทำการค้าขาดทุนเสียแล้ว แต่ต่อ
ให้ตนจะกลัดกลุ้มเป็นล้นพ้น โหยวเย่ว์ก็ยังคง
เป็นธิดาของนาง
ครั้นเห็นชิงหย่วนปั๋อระเบิดอารมณ์จะ
อาละวาด นางก็ยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาเดินเข้าไป
รั้ง
นางร่ำไห้วิงวอน “ท่านปั๋อ เย่ว์เอ๋อร์กำลังจะ
เข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาอ๋องแล้วนะเจ้าคะ
จะลงมือไม่ได้เด็ดขาด! ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็น
บุตรีในไส้ของท่าน ตอนนี้ราคาหุ้นยังไม่ได้ตกถึง
จุดต่ำสุดมิใช่หรือ พวกเรามากล่อมให้นางรีบ
ปล่อยหุ้นโดยเร็วก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
นางพูดพลางผินหน้ากลับไปแนะนำโหยวเย่ว์
“อย่าก่อเรื่องอะไรช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
เลย หากให้คนทั้งเมืองหลวงหัวเราะเยาะ แล้ว
จวนปั๋อของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในเมื่อเจ้า
ชอบหลินจืออ๋อง เช่นนั้นจงทำให้พระองค์ทรง
ทราบเรื่องของเจ้าเพียงว่าเจ้าชอบเขาก็พอ ลูก
เอ๋ย ถอยสักก้าวแล้วปล่อยให้เรื่องจบลงเท่านี้เถิด
ถ้าขายตอนนี้อย่างน้อยยังได้กลับคืนมาบ้างนะ”
โหยวเย่ว์ไหนเลยจะยอมฟัง
นางรู้สึกว่าบุพการีช่างโง่เขลา “ขายออกไป
เพื่อให้ได้เงินกลับคืนมาเนี่ยนะ เวลาเช่นนี้ข่าว
แพร่ไปแล้ว พวกท่านนึกว่าคนในเมืองหลวงพวก
นั้นเป็นคนดีหรือไร เมื่อเกิดเรื่องกับนาเกลือแล้ว
ผู้ใดยังจะซื้อหุ้นที่ไม่มีทางได้เงินกลับคืนมาอีกเล่า
ต่อให้ท่านยอมขายก็เกรงว่าไม่มีใครยอมซื้อ
หรอก! เช่นนี้ไยไม่ลองเดิมพันดูสักตั้ง ในเมื่อเกิด
เรื่องกับนาเกลือ เจ้าคนแซ่เหรินกับนางสารเลว
นั่นก็ยังไม่ตายมิใช่หรือ เงินที่มีอยู่ในมือเพียงน้อย
นิดไม่อาจกอบกู้ให้พลิกฟืนกลับคืนมาได้หรอก
เจ้าค่ะ!”
นางถลึงตา แสดงอาการดึงดันไม่รับฟัง
ความเห็นต่าง ถึงขนาดเผยความดุร้ายน่าพรั่น
พรึงหลายส่วนอีกด้วย
ทุกคนตะลึงงัน
นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ปั๋อฮูหยินก็ยิ่งร่ำไห้ปิมว่าจะ
ขาดใจ ส่วนท่านปั๋อถูกเพลิงโทสะแผดเผา
สติสัมปชัญญะ คว้าหวายที่อยู่ไม่ไกลมาง้างไป
ทางโหยวเย่ว์ ด่าทอดังลั่นว่า “นางลูกอกตัญู
นางลูกอกตัญู!”
โหยวเย่ว์เห็นชิงหย่วนปั๋อบันดาลโทสะท่าทาง
ดุร้ายก็หวาดกลัวอยู่บ้าง
แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมรับว่าตนล้มเหลว
จึงกลั้นหายใจเชิดหน้าลำตัวเหยียดตรง กล่าว
ด้วยความแน่วแน่ “เงินที่ได้มาเป็นเงินของข้า
เมื่อขาดทุนไปก็ยังคงเป็นเงินของข้า แล้วมันเกี่ยว
อะไรกับพวกท่านด้วย ข้าจะขายเมื่อถึงเวลาที่
สมควรเอง!”
นางสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากห้องไป
ไม่นานก็มีเสียงแจกันตกแตกดังมาจากห้อง
อักษรทางด้านหลัง ทว่านางมิได้รั้งฝีเท้า เดินกลับ
ห้องตนทันที เมื่อเข้าไปแล้วก็ปิดประตู ครั้น
ปลอดคนร่างกายก็เริ่มสั่นเทาไม่หยุด ใบหน้า
ปราศจากสีโลหิต ซีดเผือดระคนคล้ำหมองอย่าง
ชัดเจน
“เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร…”
โหยวเย่ว์ใช้มือปั้องใบหน้า ร่างกายค่อย ๆ
ไถลทรุด ในที่สุดก็เผยความสับสนลนลานทำ
อะไรไม่ถูกยามอยู่ลับตาคน
ช่วงเวลาต่อจากนั้นนับว่าผ่านไปด้วยความ
ทุกข์ทรมานเหลือแสน
ทั้งที่อีกไม่นานจะถึงวันคัดเลือกพระชายา
หลินจืออ๋อง แต่นางกินไม่ได้นอนไม่หลับ
กระสับกระส่ายเพราะเรื่องหุ้นนาเกลือตระกูลเห
ริน ใบหน้าซึ่งเดิมทีกว่าจะบำรุงจนอิ่มเอิบและชุ่ม
ชื่นกลับดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ใต้ขอบตา
ปรากฏวงคล้ำ ต่อให้ใช้เครื่องประทินโฉมชั้นเลิศ
ก็ยากจะกลบ ถึงขั้นสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หากมี
ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็จะลุกขึ้นถาม
ทันทีว่ามีข่าวเรื่องนาเกลือส่งมาแล้วใช่หรือไม่
ทว่าจนแล้วจนรอดข่าวจากโรงเตี๊ยมสู่เซียงก็
ไม่เปลี่ยนแปลง
นั่นคือนาเกลือเกิดเพลิงไหม้สาหัสจนเกือบ
วอดวาย แต่เหรินเหวยจื้อกับโหยวฟางอิ๋นไม่
เป็นไร กำลังจะกอบกู้นาเกลือให้พลิกฟืนคืนมา
อีกครั้ง
ข่าวพรรค์นี้จะเชื่อลงได้อย่างไร
ผู้ทำการค้าในใต้หล้ามีมากมาย ทว่าผู้ที่ล้ม
แล้วไม่อาจตะเกียกตะกายกลับขึ้นมาน่ะมีอยู่ทุก
หัวระแหง
คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้ตั้งความหวังมากนัก
มีคนร้อนใจจนต้องการขายหุ้นที่ตนซื้อมาทิ้ง
ไปเสียตั้งแต่วันที่ข่าวเพลิงไหม้นาเกลือแพร่มาถึง
ทว่าจนใจที่ข่าวแพร่กระจายเป็นวงกว้าง
เหลือเกิน ทุกคนรู้หมดว่าเกิดเรื่องแล้ว มีไม่กี่ราย
ยอมจ่ายเงินรับซื้อและกลายเป็นคนหน้าโง่ที่
ขาดทุน
แม้จะแขวนปั้ายราคาหุ้นแต่กลับปราศจากผู้
ซื้อ
ราคาดิ่งลงเรื่อย ๆ ทุกวัน
คราแรกอยู่ที่หนึ่งพันหกร้อยอีแปะ จากนั้นก็
หนึ่งพันห้าร้อยอีแปะ หนึ่งพันสี่ร้อยอีแปะ
ครั้นวันที่สี่ก็ดิ่งลงเหวมาอีกห้าร้อยอีแปะ!
เนื่องจากวันนี้เถ้าแก่หลี่ว์แห่งร้านโยวหวงซึ่ง
ถือหุ้นอยู่ในมือมากที่สุดในเมืองหลวงไม่อาจทน
รับความกระทบกระเทือนจากเหตุการณ์ทางนา
เกลือได้ ครั้นพิจารณาอย่างถ้วนถี่ อาจเพราะ
ต้องการความมั่นคง เขาจึงปล่อยหนึ่งหมื่นหุ้น
ออกไปก่อนเพื่อยับยั้งความเสียหายของตนเอง
*****
ขณะข่าวแพร่มาถึงเจียงเสวี่ยหนิง นางกำลัง
นั่งเดินกลหมากอยู่หน้ากระดาน หมากดำหมาก
ขาวเดินไปครึ่งกระดานแล้ว พอได้ยินจึงเงยหน้า
ขึ้นมา ดวงตาทอประกายแปลกประหลาด
เล็กน้อย
ผ่านไปเนิ่นนานถึงเปล่งเสียงหัวเราะ
ดวงตาดำขลับฉายแววเจ้าเล่ห์ให้เห็นรำไร
นางใช้ตัวหมากเคาะคางตนเองเบา ๆ พลางเอ่ย
ว่า “ตอนแรกฉวยโอกาสช่วงวิกฤติกดราคาซื้อ
หุ้นของข้า ก็นึกว่าเจ้าพ่อค้าหน้าเลือดคนนี้จะทน
ได้สักแค่ไหน! คิดไม่ถึงว่าเขาเองก็จะขายทิ้ง…”
คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือผู้ส่งข่าวจากนาเกลือ
ก่อนหน้านี้ มีนามว่าหลิวหยาง เขารั้งอยู่ในเมือง
หลวงมาหลายวันแล้ว ทว่าไม่อาจอ่านความคิด
ของคุณหนูรองเจียงผู้นี้ได้เลย
เขาละล้าละลังครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถามว่า “จะ
ฉวยโอกาสซื้อกลับมาหรือไม่ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงวางหมากกลับลงไปใน
กระดาน เลิกคิ้วมองเขาแล้วตอบว่า “รีบร้อนไป
ไย ตอนนี้ราคายังสูงอยู่ที่เก้าร้อยอีแปะ รอให้ร่วง
อีกสักสองวันก็ยังไม่สาย”
ยิ่งไปกว่านั้น…
นางมองกระดานหมากพลางเริ่มใช้ความคิด
เผชิญเหตุการณ์เช่นนี้แม้แต่หลี่ว์เสี่ยนยังทนไม่
ไหว ไฉนคนโง่งมเช่นโหยวเย่ว์ถึงไม่แตกตื่นเลย
นะ
ยังคงดึงดันจะเสี่ยงเดิมพันต่อ
ส่วนเซียวติ้งเฟยหมู่นี้ใช้เงินราวกับสายน้ำ
กำลังจะถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงคำนวณสถานการณ์ภายใน
จวนชิงหย่วนปั๋อ พลันคิดแผนการขึ้นมาได้ จึง
กล่าวกับหลิวหยางด้านนอกว่า “คนจวนชิงหย่วน
ปั๋อยังไม่เคยพบเจอเจ้าสินะ”