คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 155 ตรงไปตรงมา (1)
เจียงเสวี่ยหนิงเรียกให้หลิวหยางเข้ามาและ
พูดเสียงเบาสั่งการไปคำรบหนึ่ง
หลิวหยางตาโตอ้าปากค้าง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับยิ้มบาง “ต่อให้มีคนดึงดัน
คิดจะเดิมพันสักตั้ง แต่ข้าเดาว่าผู้อื่นไม่ยอมให้
นางสมใจอยากหรอก ไปทำตามสิ่งที่ข้าบอก
เถอะ”
*****
เมื่อหลี่ว์เสี่ยนปล่อยหนึ่งหมื่นหุ้นออกไปแล้ว
หุ้นนาเกลือตระกูลเหรินจึงพลันล่มสลาย ราคา
หุ้นร่วงกราวราวกับทิ้งดิ่งลงหน้าผา
แปดร้อยอีแปะ เจ็ดร้อยอีแปะ…
เมื่อถึงวันที่หก แม้แต่ราคาตั้งต้นจำนวนห้า
ร้อยอีแปะก็ไม่ถึง คงเหลือเพียงสี่ร้อยอีแปะ
เท่านั้น
ปั๋อฮูหยินแทบน้ำตานองหน้าอยู่ภายในจวน
“บอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าเป็นกุลสตรีในหอห้องจะ
ทำอะไรไม่ทำ ไยต้องไปยุ่งกับเรื่องบ้าบอที่มีแต่
ปัญหาเช่นนี้ด้วย มิหนำซ้ำเมื่อเกิดเรื่องก็ไม่ฟังคำ
เตือนของผู้อื่น หากขายหุ้นพวกนั้นทิ้งและได้เงิน
กลับคืนมาบ้างเสียแต่เนิ่น ๆ จะตกอยู่ในสภาพ
แบบนี้ได้อย่างไร! เย่ว์เอ๋อร์ ท่านปั๋อโมโหเจ้าจน
ล้มหมอนนอนเสื่อ เจ้าฟังแม่สักคำเถอะนะ ใกล้
ถึงวันคัดเลือกพระชายาอ๋องแล้ว หากยังปล่อยให้
เป็นเช่นนี้ต่อไปอีก…”
โหยวเย่ว์ที่อยู่ภายในห้องนั่งเหม่อลอย
นัยน์ตาทั้งสองข้างจับจ้องสัญญาและเอกสาร
รับรองการซื้อขายหุ้นหลายแผ่นภายในกล่อง
ตรงหน้า นางนอนหลับไม่เต็มตามาหลายวัน
ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยดูน่ากลัวอยู่บ้าง
นางแสร้งไม่ได้ยินคำพูดของปั๋อฮูหยิน
ทำเพียงถามสาวใช้ข้างกายไม่รู้รอบที่เท่าไร
แล้วว่า “มีข่าวใหม่บ้างหรือไม่”
หลายวันที่ผ่านมาสาวใช้ซึ่งคอยปรนนิบัติรับ
ใช้ต่างอกสั่นขวัญหายตาม คนในจวนต่างเห็นว่า
หมู่นี้โหยวเย่ว์มีท่าทีผิดปกติอย่างยิ่ง แต่ถึง
กระนั้นก็ไม่กล้าขัดเจตนารมณ์ ส่งคนไปสืบข่าว
คราวล่าสุดที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงแทบจะทุกครึ่งชั่ว
ยาม
ทว่าตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวล่าสุด
สาวใช้ตัวสั่นงันงก ตอบเสียงแผ่วเบาราวกับ
เสียงยุง “ไม่มี ตอนนี้ก็ยังไม่มีเจ้าค่ะ”
โหยวเย่ว์พลันเผยสีหน้าดุร้าย ลุกขึ้นตบหน้า
สาวใช้จนล้มลงพร้อมตวาดด่าทอ “ผ่านมาตั้ง
หนึ่งชั่วยามก็ยังไม่เห็นกลับมา มัวไปทำอะไรกัน
อยู่หา”
ใบหน้าของสาวใช้พลันแดงไปครึ่งแถบ
ปั๋อฮูหยินร้องด้วยความตกใจ “เจ้าเสียสติไป
แล้วหรือ นี่จะทำอะไรอีก ผู้อื่นจะกลับมาหรือไม่
แล้วเกี่ยวอะไรกับสาวใช้ในเรือนส่วนหลังด้วย
เจ้าถูก ผีสางครอบงำจนเสียสติไปแล้วจริง ๆ เย่ว์
เอ๋อร์ ก็แค่เงินไม่กี่พันตำลึง หากปล่อยวางได้
ปล่อยวางไปไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเจ้าได้รับเลือกให้
เป็นพระชายาหลินจืออ๋อง วันหน้าลาภยศ
สรรเสริญก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วไม่ใช่หรือไร”
ใช่ว่าที่ผ่านมาโหยวเย่ว์ไม่เคยนึกถึงสถานะ
ดังกล่าว ทว่าถ้อยคำของปั๋อฮูหยินยามนี้ระคายหู
เป็นพิเศษ กระตุ้นจิตใจที่บอบช้ำตลอดหลาย
วันที่ผ่านมายิ่งกว่าเก่า ทำให้นางแค้นใจยิ่งนัก
นางแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “ง่ายดายขนาดนั้น
เชียวหรือเจ้าคะ”
ปั๋อฮูหยินนิ่งอึ้ง
โหยวเย่ว์กล่าวด้วยท่าทีดุร้าย “เมืองหลวงมี
ธิดาตระกูลใหญ่ตั้งมากมาย ด้านหนึ่งมีเซียวซู อีก
ด้านก็มีเจียงเสวี่ยฮุ่ย! จวนของผู้อื่นร่ำรวย
เพียงใด แล้วจวนของพวกเราล่ะมีสภาพเป็นเช่น
ไร หากต้องเสียกระทั่งเงินเล็กน้อยเท่านี้ไป ข้าก็
ไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อเครื่องประดับศีรษะแล้ว
นะเจ้าคะ ต่อให้ไปเข้าร่วมการคัดเลือกก็รังแต่จะ
เป็นที่หัวเราะเยาะของผู้อื่นเปล่า ๆ !”
ตอนนี้ผู้ไปสืบข่าวของจวนยังไม่กลับมา ทว่า
นางไม่อาจทนรอได้อีก ไม่สนใจคำทัดทานของ
ปั๋อฮูหยิน ลงกุญแจกล่องบรรจุสัญญาและยัดเก็บ
ลูกกุญแจเข้าไปในอก ก่อนจะตะโกนลั่น “เตรียม
รถม้าให้ข้า!”
ปั๋อฮูหยินถาม “เจ้าจะไปไหน”
โหยวเย่ว์ตอบโดยไม่หันหน้ากลับมาด้วยซ้ำ
“ข้าจะไปดูที่โรงเตี๊ยมด้วยตนเอง พวกท่าน
เจตนาไม่อยากให้ข้ารู้ข่าว ฝันไปเสียเถอะ!”
นางโอหังอวดดีในจวนจนชิน หลังจากได้รับ
คัดเลือกเข้าวังเป็นพระสหาย ร่วมศึกษาที่เรือนห
ยางจื่อ แม้แต่โหยวซวงซึ่งเป็นพี่สาวยังด้อยกว่า
ขั้นหนึ่ง ดังนั้นถึงแม้บ่าวไพร่จะลำบากใจ แต่ก็
ต้องเตรียมรถม้าให้นางด้วยความจำยอมเพราะ
เกรงว่าจะถูกทุบตีด่าทอ
ปั๋อฮูหยินร้องเรียกอยู่ด้านหลัง แต่นางไม่ยอม
ฟังแม้แต่น้อย
ขณะรถม้าเดินทางออกจากจวน ชายหนุ่ม
รูปร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่งก็ควบม้ามาหยุดหน้า
ประตู หากเป็นยามปกติโหยวเย่ว์ย่อมถามไถ่
สถานะ ทว่าตอนนี้สภาวะจิตใจไม่ปกติ เพียง
กวาดสายตามองแวบหนึ่ง จากนั้นเร่งสารถีให้
บังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมสู่เซียง
หลายวันที่ผ่านมาราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเห
รินร่วงลงต่อเนื่อง ต่อให้ใช้วัวเก้าตัวก็ฉุดรั้ง
กลับมาไม่ได้ แรกเริ่มยังมีผู้รอชมความสนุกสนาน
จำนวนมาก แต่เมื่อราคาร่วงนานวันเข้าก็เห็นจน
ชาชิน คิดเพียงว่านาเกลือแห่งนี้จบสิ้นแล้ว ส่วนผู้
ซื้อหุ้นก็ถือว่าซวยไป
เดิมทีโหยวเย่ว์จึงนึกว่าวันนี้ไม่น่าจะมีคนมาก
นัก
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งลงรถม้าก็ได้ยินเสียงคนดัง
ออกมาจากโรงเตี๊ยม อึกทึกคึกคักอย่างยิ่ง
“คิดไม่ถึงจริง ๆ ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ใครกัน
นะกล้าซื้อหนึ่งหมื่นหุ้นนั้นไป”
“ร่วงถึงสามร้อยอีแปะแล้ว ไม่มีใครสนใจแล้ว
ละ!”
“ไม่ใช่ลือกันว่ามีข่าวจากแดนสู่ว่ากำลังสร้าง
นาเกลือตระกูลเหรินขึ้นมาใหม่หรอกหรือ
เพียงแต่เมื่อเหรินเหวยจื้อคิดค้นเครื่องขุดบ่อ
อะไรนั่นก็ทำให้คนรอบนาเกลืออิจฉา ฉวยโอกาส
ช่วงวิกฤติบีบคั้นให้เขาสอนนาเกลือแห่งอื่นสร้าง
เครื่องขุดบ่อบ้างถึงจะยอมช่วยเหลือ มิเช่นนั้นจะ
ขัดขวางสุดกำลัง ข้าว่านาเกลือตระกูลเหรินไร้ค่า
แล้วละ แต่เจ้าเครื่องขุดบ่อนี้คงพอมีราคาค่างวด
จ่ายเงินสามร้อยอีแปะต่อหุ้นเพื่อซื้อสิ่งนี้ถือว่าไม่
ขาดทุน!”
“แต่หากบอกวิธีกับผู้อื่นก็หมดค่าแล้วมิใช่
หรือ…”
“นั่นสินะ ที่แท้ผู้ใดหนอขวัญกล้าเพียงนี้”
“ไม่แน่อาจมีเงินแต่ไม่รู้จะนำไปใช้กับอะไรก็
ได้นะ”
ครั้นโหยวเย่ว์ได้ยินเรื่องนี้ขณะอยู่ข้างนอกก็
ใจหายวาบ เดินเข้าไปถามผู้ที่เพิ่งเอ่ยวาจาเมื่อครู่
โดยลืมไปเสียสนิทว่าตนเป็นธิดาตระกูลใหญ่ซึ่ง
ต้องสำรวมกิริยา “มีคนซื้อหนึ่งหมื่นหุ้นของเถ้า
แก่หลี่ว์ไปแล้วหรือ”
คนส่วนใหญ่ภายในโรงเตี๊ยมเป็นบุรุษ ไม่นึก
ว่าจะมีสตรีโผล่มา
เพียงแต่เมื่อเงยศีรษะมอง แม้องคาพยพบน
ใบหน้าของแม่นางผู้นี้จะงดงามหมดจด ทว่าสี
หน้าค่อนไปทางดุร้าย ดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้าง
เบิกโพลง ฟันขบเข้าหากันเล็กน้อย เห็นแล้วรู้สึก
เย็นวาบ
คนผู้นั้นเห็นนางแต่งองค์ทรงเครื่องต่างจาก
ชาวบ้านสามัญจึงไม่กล้าชักช้า
เขาตอบกลับทันที “มีคนซื้อไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่า
ผู้อยู่เบื้องหลังเป็นใคร เพิ่งเกิดขึ้นหนึ่งชั่วยาม
ก่อนนี่เอง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ยังเป็นหุ้นมูลค่าตั้ง
หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงอยู่เลย บัดนี้ขายออกแค่
สามพันตำลึง การค้าของเถ้าแก่หลี่ว์ครั้งนี้ถือว่า
ขาดทุนยิ่งแล้ว”
โหยวเย่ว์ใจเต้นรัวในบัดดล
ความหวังที่ซ่อนเร้นผุดขึ้นมา ขอเพียงมีคน
ยอมซื้อ เช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นอาจมั่นคง
ไม่แน่ว่าอาจยังเพิ่มสูงขึ้นอีกก็ได้!
“ผู้ดูแลร้าน เตรียมห้องส่วนตัวชั้นบนให้ที”
นางคำนวณคร่าว ๆ ว่าหากเป็นอย่างที่นา
เกลือตระกูลเหรินเคยทำ อย่างช้าสุดวันนี้ก็ต้องมี
ข่าวชัดเจนส่งมาจากนาเกลือ ไม่ว่าอย่างไรนางก็
ไม่อาจรอฟังอยู่ที่จวน มิสู้มารอที่นี่เองดีกว่า
นางจึงย่นหัวคิ้วกล่าวกับผู้ดูแลร้าน
ผู้ดูแลร้านอดตะลึงงันไม่ได้ “แม่นาง วันนี้มี
แขกจำนวนมาก ห้องส่วนตัวชั้นบนเต็มหมดแล้ว
ขอรับ”
โหยวเย่ว์ขมวดคิ้วฉับ นางเห็นว่าชั้นบนนั้นยัง
มีห้องส่วนตัวห้องหนึ่งยังเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้
ชัด ๆ รู้สึกคล้ายว่าเขากำลังพูดโปั้ปดมดเท็จ จึง
พลันเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ข้าเป็นถึงบุตรี
ภรรยาเอกแห่งชิงหย่วนปั๋อ โรงเตี๊ยมเจ้าจะแบ่ง
ห้องส่วนตัวให้สักห้องไม่ได้เชียวหรือ”
บทที่ 155 ตรงไปตรงมา (2)
ราษฎรเกรงกลัวขุนนาง นับประสาอะไรกับ
ผู้ดูแลร้านซึ่งเป็นพ่อค้า
เขาเงยหน้ามองห้องส่วนตัวว่างเปล่านั้นด้วย
ท่าทีลำบากใจยิ่งนัก “แม่นาง ห้องส่วนตัวชั้นบน
มีแม่นางอีกคนจองล่วงหน้าแล้ว ทำการค้าต้อง
ยึดถือความจริงใจ ข้าไม่อาจตัดสินใจได้จริง ๆ
ขอรับ”
โหยวเย่ว์กวาดสายตามองรอบด้าน จากนั้น
เชิดคางเบา ๆ พร้อมกล่าวอย่างดูแคลน “คนที่
เข้าออกโรงเตี๊ยมของเจ้ามีแต่พวกพ่อค้าและ
แรงงานชั้นต่ำ ข้ามาที่นี่ก็ถือว่าให้เกียรติโรงเตี๊ยม
ของเจ้าแล้ว! ผู้ใดจองก็เรียกออกมาเลย คงไม่
กล้าไม่พอใจอันใดแน่”
บรรดา ‘พ่อค้าและแรงงานชั้นต่ำ’ โดยรอบ
อดสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ได้
แม้แต่ผู้ดูแลยังเผยสีหน้าย่ำแย่อยู่หลายส่วน
ขณะนี้เองก็พลันมีเสียงหัวเราะเย็นชาดังแว่ว
มา “ไยคุณหนูโหยวต้องแย่งชิงแม้กระทั่งห้อง
ส่วนตัวที่ข้าจองด้วยเล่า”
เสียงนี้…
โหยวเย่ว์หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล ร่างกายเกร็ง
เขม็ง
แม้จะไม่เต็มใจอย่างยิ่งยวด แต่เมื่อหันหน้า
กลับมาก็ยังเห็นใบหน้าที่นางจงเกลียดจงชังเข้า
กระดูกดำอยู่ดี…เจียงเสวี่ยหนิง!
ช่วงนี้วังหลวงต้องเตรียมการคัดเลือกพระ
ชายาอ๋องและการเดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี เหล่าพระสหายร่วมศึกษาจึงไม่
จำเป็นต้องเข้าวังอีกต่อไป โหยวเย่ว์เลยไม่ได้พบ
เจียงเสวี่ยหนิงมาระยะหนึ่งแล้ว
เมื่อพบกันอีกครา ดวงตากลับพร่าพราย
เหลือเกิน
อากาศเริ่มอบอุ่น อีกฝั่ายสวมกระโปรงจีบสี
เหลืองอ่อน ชุดประจำฤดูใบไม้ผลิเนื้อบางขับเน้น
ให้ดูอรชรอ้อนแอ้น เรือนผมสีนิลแผ่สยายดั่งขน
กา เรือนร่างสมส่วน ใบหน้าขนาดเท่าฝั่ามือยิ่ง
งามหยดย้อย นัยน์ตาเปล่งประกายแวววาว ทำ
ให้ผู้อื่นเห็นแล้วอับอายที่ไม่อาจเทียบเคียง
ยังมีอีกคนยืนเยื้องหลังนางเล็กน้อย นั่นคือติ้ง
เฟยซื่อจื่อซึ่งวันก่อนเคยพบหน้าภายใน
พระราชวังนั่นเอง
รัศมีแห่งความสูงศักดิ์และสง่างามแผ่ทั่ว
สรรพางค์กายของเขา กอปรกับมีดวงตาดอกท้อ
สุดโฉดชวนหลงใหลคู่หนึ่ง
เขาเดินมาหยุดข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง หาก
ไม่แยแสรอยยิ้มชั่วร้ายขี้เล่นบางเบาแทบมองไม่
เห็นที่ประดับบนริมฝีปาก ก็รู้สึกว่าช่างเป็นคู่ที่น่า
มองและเหมาะสมกันยิ่งนัก
ทั้งสองแยกกันเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม ผู้อื่นจึง
ไม่ทราบว่ารู้จักกัน
ทว่าเมื่อโหยวเย่ว์เห็นแล้วพลันเปล่งเสียงด่า
ทอในใจ ชายบ้าตัณหาหญิงร่านราคะ!
ต่อให้ไม่นับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องนี้ เดิมที
นางกับเจียงเสวี่ยหนิงก็ผูกความแค้นกันอย่าง
ลึกซึ้งมาก่อน แต่นางเองก็เคยได้ยินพฤติกรรม
หลังกลับเมืองหลวงของเซียวติ้งเฟย จึงไม่ค่อย
กล้ามีเรื่อง
แต่วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงแสดงท่าทีผิดปกติ ส่ง
ยิ้มร่าเริงให้นางเสมือนว่าทั้งคู่ไม่เคยขัดข้องหมอง
ใจกัน “ยากนักจะได้พานพบในสถานที่เช่นนี้ ข้า
เองก็สนิทสนมกับฟางอิ๋น เป็นห่วงสถานการณ์ที่
แดนสู่ของนางจึงมารอฟังข่าวคราว ในเมื่อคุณหนู
โหยวหาห้องส่วนตัวไม่ได้ มิสู้มากับข้าดีหรือไม่”
วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงกินยาผิดมาหรือไร
นี่คือความคิดแรกที่ผุดในหัวสมองของโหยว
เย่ว์
นางหวาดระแวงไม่ไว้ใจแม้แต่น้อย ไม่อยาก
ไปยังห้องส่วนตัวแล้ว แค่นหัวเราะเอ่ยว่า “ผู้ใด
ไม่รู้บ้างว่าคุณหนูรองเจียงมีวิธีทำร้ายคนนับพัน
นับหมื่นประการ ข้าไม่อาจทนรับไหวหรอกนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าขณะนี้หลิวหยางคงกำลัง
โน้มน้าวชิงหย่วนปั๋ออยู่ที่จวนเพื่อหลอกเอาหุ้น
จำนวนสี่พันหุ้นในมือโหยวเย่ว์ออกมาสุดชีวิต
ย่อมไม่อาจปล่อยให้นางกลับไปตอนนี้จนทำลาย
แผนการ
ครั้นใช้ความคิดจึงนึกแผนยั่วยุขึ้นมาได้
ทว่าขณะกำลังจะเอ่ยปาก หางตาพลัน
เหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากประตูหน้า
ทำให้ลืมเลือนถ้อยคำที่ยังไม่ได้เปล่งจนหมดสิ้น
รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากทางโลกไปชั่วขณะ
เหมือนเขาจะไม่ชอบสวมใส่ชุดขุนนาง สวม
เพียงเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มจืดชืดไร้ชีวิตชีวา
ต่อให้ไม่ได้ชายตามองใคร แต่ผู้อื่นก็ยังคงรู้สึกได้
ถึงความสุขุมเยือกเย็นเหนือคนทั่วไป
เย็นชาดุจศิลา อ้างว้างดั่งสระน้ำเย็นเยียบ
คิ้วเรียวยาวราวกับสลักเสลาตกนิด ๆ นิ้ว
เรียวยาวผอมซูบข้างหนึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อหลวม
กว้าง กำลังถือกระดาษม้วนหนึ่ง
เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
และเซียวติ้งเฟยซึ่งยืนอยู่ใกล้ชิด ทว่าก็ยังคงเดิน
เข้ามา มีเจ้าหน้าที่ของทางการตามหลังมาด้วย
อีกสองนาย
ผู้ดูแลสะดุ้งตกใจ
เขารีบเดินออกมาจากหลังโต๊ะแล้วประสาน
มือคารวะ “ไอ้โหยว มีเหตุอันใดถึงให้ท่าน
เจ้าหน้าที่ทั้งหลายต้องมาด้วยตนเองหรือขอรับ”
ชาวบ้านร้านตลาดไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเห็น
ขุนนาง ผู้ดูแลร้านจึงจำจางเจอไม่ได้
จางเจอกลับไม่แจ้งสถานะของตน เพียงยก
มือคลี่กระดาษแผ่นนั้นและบอกให้ผู้ดูแลร้านมอง
อย่างถ้วนถี่ “ช่วงนี้บุคคลในภาพมาที่โรงเตี๊ยม
ของท่านบ้างหรือเปล่า”
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเพ่งพินิจ ส่ายหน้าตอบกลับ
“หากผู้มีหน้าตาเช่นนี้มาที่โรงเตี๊ยม ข้าน้อยย่อม
จำได้แน่นอน แต่ข้าน้อยจำไม่ได้เลยขอรับ”
จางเจอย่นหัวคิ้วเบา ๆ
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายกระซิบอะไรบางอย่าง
กับเขา
เขากลับนิ่งเงียบ เพียงเก็บภาพเหมือนใบนั้น
กล่าวขอบคุณผู้ดูแลและเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งที่อยู่ไม่ไกลนักแต่
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกเหมือนอยู่ไกลกับเขาสุด
ขอบฟั้า จิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คิด
เพียงว่า เขามองเห็นข้าชัด ๆ แต่ทำเหมือนไม่
รู้จักกัน
โหยวเย่ว์จำได้ชัดเจนว่าความบาดหมางครั้ง
แรกที่ตนมีกับเจียงเสวี่ยหนิงเกิดจากการปะทะ
คารมกันเรื่องจางเจอ ยามเห็นจางเจอเดินเข้ามา
จึงอึ้งก่อนเป็นอันดับแรก ต่อมาก็มองสีหน้าของ
เจียงเสวี่ยหนิงโดยไม่รู้ตัว
ครั้นเห็นจางเจอผู้นั้นเดินเข้ามาด้วยท่าที
คล้ายไม่รู้จักเจียงเสวี่ยหนิง นางก็แทบปั้องปาก
หัวเราะ
กล่าวโพล่งวาจาประชดประชันแฝงด้วยความ
ยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่นว่า “แหม ข้านึกว่า
คุณหนูรองเจียงกับใต้เท้าจางผู้นั้นต่างมีใจให้กัน
เสียอีก ที่แท้ก็แสดงออกด้วยความกระตือร้น
เพียงฝั่ายเดียวอย่างหน้าด้านไร้ยางอาย หมายจับ
อีกฝั่ายนี่เอง! ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกนะ ได้ยินว่า
ใต้เท้าจางผู้นี้มิใช่คนลามกผีทะเล ไหนเลยจะ
สนใจสตรีจิตใจโลเล เจ้าชู้หลายใจอย่างคนบาง
คนได้เล่า!”
ว่าพลางมองเซียวติ้งเฟยอย่างมีเลศนัย ความ
นัยและคำเหยียดหยามนั้นชัดเจนยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงหงุดหงิดโดยไร้สาเหตุ
ถึงกับตบโหยวเย่ว์อย่างไม่ไว้ไมตรีต่อหน้าต่อ
ตาธารกำนัล!
เพียะ!
เสียงดังฟังชัด
โถงน้ำชาชั้นล่างเงียบกริบในบัดดล ทุกคน
ตาโตอ้าปากค้าง มองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยความตก
ตะลึงพรึงเพริดกันไม่มากก็น้อย
ส่วนเซียวติ้งเฟยได้ยินเสียงตบแล้วใบหน้า
แข็งทื่อ นึกไม่ถึงว่าโฉมสะคราญที่ตนเห็นว่า
งดงามนุ่มนวลผู้นี้จะมีด้านน่าหวาดกลัวด้วย อด
ร่างสั่นสะท้านไม่ได้
โหยวเย่ว์ตะลึงงันกุมใบหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็กรีดร้องลั่น “เจียงเสวี่ยหนิง นางหญิง
แพศยา!”
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางอย่างเย็นชา ไม่เปล่ง
วาจาสักคำ หมุนกายเดินออกจากโรงเตี๊ยมทันที
หากเมื่อครู่ไม่ได้พบจางเจอ ในโอกาสพิเศษที่
จะได้มาเก็บเกี่ยวสิ่งที่ตนหว่านออกไปเช่นวันนี้
เกรงว่านางคงรับมือโหยวเย่ว์ด้วยความอดทนได้
ทว่าชั่วเสี้ยวเวลาที่จางเจอปรากฏตัวก็ทำเอา
ความคิดเตลิดเปิดเปิง
นางรู้ดีแก่ใจว่าหากออกไปตอนนี้คงมีข่าวลือ
เหลวไหลแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
เพียงแต่…
ขนาดเรื่องลอบวางแผนบีบให้เซียวซูไปสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีนางยังลงมือทำ แล้วคำติฉิน
นินทาซึ่งไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและไม่อาจ
เปลี่ยนใจนางได้แม้แต่น้อยพวกนั้นจะนับเป็น
อะไรได้
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แยแส!
นางรีบสาวเท้าไล่ตามจางเจอ เมื่อเข้าไปใกล้
ก็ตะโกนใส่แผ่นหลังของเขาว่า “ใต้เท้าจาง!”
จางเจอรั้งฝีเท้าหมุนกายกลับมา
เจ้าหน้าที่ทางการสองนายที่ติดตามเขาก็หัน
หน้ามาด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นเจียงเสวี่ย
หนิงก็นิ่งอึ้งอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเคลื่อนสายตา
ลังเลไปที่จางเจอ
จางเจอนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง
ประหนึ่งปราศจากเจ้าหน้าที่สองนายนั้น นางยืน
กายเหยียดตรงอยู่เบื้องหน้าพร้อมเอ่ยถามเขา
โดยไม่ปกปิดความรู้สึกอีกต่อไป “ใต้เท้าจาง
ได้รับของที่ข้ามอบให้ในคืนวันสิ้นปีแล้วหรือยัง
เจ้าคะ”
สายตาของเจ้าหน้าที่ทั้งสองนายตกตะลึงพรึง
เพริด