คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 156 ริษยา (1)
หากพูดกันตามตรง แม้จางเจอจะเข้ากรม
อาญามาไม่นานนัก แต่ขอเพียงมีตาย่อมดูออกว่า
เขามีนิสัยใจคอแบบใด
ปีก่อนรองเสนาบดีเฉินอิ๋งเลี้ยงอาหารที่ร้านสี่
เฉิน
งานเช่นนั้นย่อมเรียกหญิงงามจำนวนหนึ่งเข้า
มา ‘ปรนนิบัติรินน้ำและสุรา’ อยู่แล้ว ขุนนาง
บางคนซึ่งมีนิสัยเสเพลและเคยชินกับการทำเรื่อง
ลามกอนาจารเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข กระเซ้าเย้าแหย่
สตรีเหล่านั้น
ใต้เท้าจางผู้นี้องคาพยพสมส่วน ใบหน้าเย็น
ชา นั่งรวมกับผู้อื่นแล้วดูไม่เข้าพวก
เมื่อสตรีในโลกโลกีย์พานพบจึงอดหวั่นไหว
ไม่ได้
อย่างไรเสียบางคนดูเหมือนวิญูชน แต่
ความจริงต่ำช้ากว่าคนที่ตรงไปตรงมาหลายส่วน
ด้วยซ้ำ ในเมื่อมาสถานที่เช่นนี้ย่อมไม่อาจกระทำ
ตนสูงส่งปราศจากมลทิน หรืออย่างน้อยต่อให้
เขาเป็นวิญูชนที่แท้จริง ได้ยั่วเย้าบ้างจะไม่ยิ่ง
สนุกกว่าเดิมหรือ
สตรีสองนางผู้มีร่างกายอ่อนนุ่มราวกับไร้
กระดูกจึงคิดอิงแอบแนบชิด
แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ เขาก็ลุก
ผู้อื่นพลันหัวเราะและโห่ร้อง
ทว่าใต้เท้าจางผู้นี้กลับแสดงท่าทีถ่อมตน แจ้ง
อย่างตรงไปตรงมาว่าตนคออ่อนไม่อาจดื่มสุรา
คงไม่สะดวกอยู่ขัดความสำราญของผู้อื่นที่นี่ จึง
ใคร่ขอตัวลากลับก่อน
พูดจบก็หมุนกายจากไปทันที
ตอนนั้นทุกคนในร้านอาหารสี่เฉินมองหน้า
กันไปมา
รองเสนาบดีเฉินสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ต่อมากรมอาญาก็ลอบลือกันว่าใต้เท้าจางเจอ
ผู้นี้ไม่รู้จักหาความสำราญและไม่รู้จักกาลเทศะ
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายย่อมเคยได้ยินเช่นกัน
นอกจากนี้ยังเคยได้ข่าวการถอนหมั้นของจาง
เจอกับคุณหนูจวนตระกูลเหยาด้วย
เดิมทีขั้นตอนเหลือเพียงแลกเปลี่ยนเวลาตก
ฟาก อยู่มาวันหนึ่งกลับล่มกะทันหัน แม้ไม่รู้ว่า
ฝั่ายใดต้องการถอนหมั้นก่อนกันแน่ แต่จวน
ตระกูลเหยาเป็นตระกูลใหญ่สูงศักดิ์ จางเจอที่
กำเนิดในครอบครัวยากจนคงไม่โง่เขลาจนขอ
ถอนหมั้นเองกระมัง เพราะถึงอย่างไรเขาเองก็
เห็นด้วยกับการหมั้นหมาย ฉะนั้นเหตุผลที่ถอน
หมั้นคงเป็นเพราะคุณหนูเหยาซีผู้งดงามและสูง
ศักดิ์รังเกียจที่คนผู้นี้เงียบขรึมน่าเบื่อหน่าย มักมี
ใบหน้านิ่งเฉยราวกับคนตายนั่นเอง
พวกเขารู้ดีเหลือเกินว่าใต้เท้าจางผู้นี้เป็นคน
แบบไหน
ปราศจากรอยยิ้มตั้งแต่เช้าจดเย็น
ภายในศาลาว่าการของกรมอาญา เขามัก
มาถึงเช้าที่สุดและกลับดึกที่สุด วัน ๆ ขลุกอยู่แต่
กับเอกสารของทางราชการ คดี การฆาตกรรม
คุกหลวง และตัวบทกฎหมาย ต่อให้มีหญิงสาว
หน้าตาสะสวยจากครอบครัวเล็ก ๆ มาชอบพอก็
มักจะยอมแพ้จนตัดใจไปเพราะความเย็นชา
เข้าถึงยากและความน่าเบื่อหน่ายของเขา นาน
วันเข้าก็ไม่มีผู้ใดมาสนใจแล้ว
แต่ตอนนี้…
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายต่างไม่กล้าเชื่อสายตา!
เมื่อครู่พวกเขาเห็นเจียงเสวี่ยหนิงตั้งแต่ตอน
อยู่โรงเตี๊ยมสู่เซียงแล้ว อย่างไรเสียสตรีงดงาม
เช่นนี้ก็น่าตื่นตะลึง มองแวบเดียวยากจะละ
สายตา งามกว่าสตรีใดที่พวกเขาเคยพบ!
หากเทียบกับนาง เจียวเอ๋อแห่งหออี่หงหรือ
หลิ่วเหมยแห่งหอเวยชุ่ยอะไรนั่นล้วนกลายเป็น
ของระดับล่างในหมู่มวลระดับล่างอีกที!
หากมิใช่มีงานติดพัน พวกเขาคงเอาแต่พิศ
มองนางโดยไม่ยอมจากไปไหนแน่
คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาเพิ่งจากมาไม่นาน แม่
นางผู้นี้ก็ตามออกมา
มิหนำซ้ำยังร้องเรียก…
ใต้เท้าจาง?!
สายตาของเจ้าหน้าที่ทั้งสองซึ่งมองเจียงเสวี่ย
หนิงพลันเปลี่ยนจากตกตะลึงในคราแรกเป็น
เวทนาสงสาร น่าเสียดาย! สตรีงดงามกลับสมอง
ไม่ดี! ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ ไม่ว่าบุรุษผู้สูงศักดิ์ผู้ใดมา
สู่ขอ สถานะของนางย่อมมีแต่จะสูงส่งขึ้น ไฉนตา
บอดมาชอบจางเจอเข้าเสียได้ กระทั่งว่ายังมอบ
ของขวัญให้ในคืนสิ้นปีด้วย?!
บนถนนมีผู้คนเดินสัญจร รถม้าขวักไขว่
ทั้งคู่ยืนประจันหน้า สงบนิ่งไม่ไหวติง
ประหนึ่งศิลาสองก้อนจมอยู่ก้นธารไหลเอื่อย
เดิมทีจางเจอนึกว่าตนตัดสินใจได้แล้ว ทั้งยัง
ย้ำเตือนตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเมื่อได้พบ
นางอีกครา กำแพงสูงที่สร้างขึ้นในใจกลับ
สั่นคลอนและค่อย ๆ พังทลาย
ร่างกายสงบนิ่งทว่าใจยากจะสงบได้
เขาไม่คาดด้วยซ้ำว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะตาม
ออกมา และยิ่งไม่คาดว่านางจะละทิ้งความ
สำรวมกิริยาเอ่ยปากถามเขาตรง ๆ แต่เมื่อคิดดู
อีกที นี่เป็นตัวตนของนางอยู่แล้วมิใช่หรือ ทำตัว
เด่น โอหังอวดดี งามพิลาสเฉิดฉัน ไม่ค่อยเก็บงำ
อะไรนัก หากมัวขี้ขลาดตาขาวหรือวิตกกังวล
ผลได้ผลเสียต่างหากถึงจะไม่เหมือนนางสักเท่าไร
เจียงเสวี่ยหนิงเชิดหน้ามองเขาเล็กน้อย
ดวงตาสุกใสคู่นั้นแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจอันขุ่น
ข้องอยู่หลายส่วน แต่นางกลับไม่เอื้อนเอ่ย ถาม
คำถามเดิมอีกรอบด้วยความเผด็จการหน่อย ๆ
“ใต้เท้าจางได้รับแล้วหรือยังเจ้าคะ”
ทั้งที่ทุกถ้อยคำสุดแสนจะใส่ใจ แต่จางเจอ
กลับรู้สึกเหมือนมีดกรีดดวงกมล
เขายืนตรงหน้านางเหมือนไม่เป็นอะไร ทว่า
ใจเต็มไปด้วยบาดแผล โลหิตไหลพรั่งพรู ต้อง
ออกแรงกำม้วนภาพวาดในมือถึงทำให้เสียง
กลับมาเรียบเฉยตามปกติ “ได้รับแล้ว”
เจ้าหน้าที่สองนายสบตากัน แทบสงสัยว่าตน
หูฝาดหรือเปล่า ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าคล้ายจะปกติ
ของใต้เท้าจางกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดแผกไป
อย่างหาได้ยาก
ขณะนี้จางเจอได้รับความโปรดปรานจากฝั่า
บาท
หากพวกเขาไม่รักชีวิตรั้งอยู่ฟังเรื่องส่วนตัว
ของผู้อื่น รู้ได้เยี่ยงไรเล่าว่าในอนาคตจะไม่ถูกคน
ผู้นั้นหวาดระแวง
ทั้งสองจึงค้อมกายถอยจากไปเงียบ ๆ
เพียงแต่เมื่อเดินไปไกลแล้วยังอดหันกลับมามอง
ไม่ได้ เห็นชัดว่าไม่อาจสะกดกลั้นความสงสัยใคร่
รู้
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ยินดียินร้าย ครั้นได้รับ
คำตอบยืนยันจากจางเจอใจพลันเต้นรัวขึ้นหลาย
ส่วน ทว่าสิ่งที่ตามมาคือลางสังหรณ์อัปมงคลอัน
เบาบาง ดวงใจปวดแปลบราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
มีเสียงหนึ่งดังก้องในหัวสมองว่า ไม่ต้องถาม
ไม่ต้องถามแล้ว
เขาพูดถึงขั้นนี้ จะยังมีสิ่งใดไม่ชัดเจนอีก
ทว่าความเจ็บแสบที่แผ่ขยายต่อเนื่อง
ก่อให้เกิดความรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก นาง
พลันเมินเสียงนั้นด้วยความดื้อดึง “ในนั้นเขียน
อะไรไว้บ้าง ใต้เท้าจางคงเห็นแล้วใช่หรือไม่”
จางเจอตอบ “เห็นแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงยิ้มแย้มอย่างเปิดเผย
แบบที่ไม่เคยทำ “ผู้อื่นต่างรู้ว่าท่านเย็นชาไร้
ความรู้สึก เข้าหายาก แต่เสวี่ยหนิงโชคดีได้รับ
การดูแลจากใต้เท้าตลอดเส้นทางไปทงโจว รู้ว่า
ท่านมีจริยธรรมสูงส่ง รู้จักวางตัวยิ่งนัก จางเจอ
ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ”
จางเจอ ข้ามีใจให้ท่าน
ปราศจากความเขินอายเช่นสตรีทั่วไป มีเพียง
ความกล้าอันแน่วแน่ไม่ยอมเลิกรา
จางเจอรู้สึกว่านางใกล้จะร้องไห้แล้ว แต่
รอยยิ้มบนใบหน้าที่ซีดไปเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
กลับไม่เลือนหาย ราวกับเชื่อมั่นว่าตนจะได้รับ
คำตอบที่ต้องการ
ตลาดขายเนื้อสัตว์และสุรา โลกหล้าสับสน
เซ็งแซ่
ทว่าเขาถูกคำพูดประโยคนี้ดึงกลับสู่ความ
ทรงจำในชาติก่อน
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงก็เคยกล่าวเช่นนี้
เหมือนกัน
แต่ขณะนั้นนางยังไม่ชอบหน้าเขาเพียงเพราะ
เขาเป็นศัตรูตัวฉกาจของโจวอิ๋นจือ มีโอกาส
เมื่อไรเป็นต้องกลั่นแกล้งเขาอย่างอุกอาจไม่เกรง
กลัวผู้ใดเพื่อยั่วโมโห หรือไม่ก็ยั่วเย้าให้เขาอับ
อายทั้งภายในและภายนอกวังหลวง
ด้วยรู้ว่าเขาเข้มงวดและหัวโบราณ นางจึงจง
ใจเย้าเล่น
หากพลั้งเผลอแสดงอาการกระดากแม้ครู่
เดียวก็มักทำให้นางปรบมือหัวเราะร่าเสียงดัง
ประหนึ่งรบชนะอย่างไรอย่างนั้น
ถึงเขาจะพยายามเงียบขรึม ทว่าพอถูกกลั่น
แกล้งนานเข้าก็มีวันที่ข่มกลั้นไม่ได้
วันนั้นเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของฤดูหนาว ขุน
นางราชสำนักถูกเรียกตัวเข้าวังเพื่อหารือข้อราช
กิจ
เขาพำนักค่อนข้างไกลจากวังหลวง อีกทั้ง
เส้นทางยังเปียกลื่นจึงมาสายเล็กน้อย แต่ตอนถึง
ตำหนักเฉียนชิงกลับเห็นขุนนางสำคัญกลุ่มหนึ่ง
รวมทั้งเซี่ยเวยราชครูขององค์รัชทายาทกำลังรอ
อยู่ที่ตำหนักข้าง
ทุกคนรู้ดีว่าเซี่ยเวยเป็นถึงพระอาจารย์ของ
ฮ่องเต้ มิหนำซ้ำร่างกายยังไม่ถูกกับความหนาว
เย็น
การที่ฝั่าบาททรงเรียกเหล่าขุนนางเข้าเฝั้า
แล้วให้รออยู่ภายนอก หากเป็นใครอื่นย่อมไม่ใช่
เรื่องแปลกอะไร แต่ให้เซี่ยเวยรออยู่ด้านนอกนี่สิ
ไม่เคยพบเคยเห็นจริง ๆ
ขณะนั้นขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเดินเข้ามาและ
ประหลาดใจเป็นอันมาก “ฝั่าบาททรงตามตัว
พวกเราเข้าเฝั้าเวลานี้มิใช่หรือ ไฉนปล่อยให้คน
มากมายรออยู่ข้างนอกเล่า”
เซี่ยเวยยืนบนขั้นบันได ยังคงมีท่าทีเรียบเฉย
ตอบกลับว่า “ฮองเฮาประทับอยู่ข้างใน”
ทุกคนมองหน้ากันทันที
ขุนนางอาวุโสสะอึกไปชั่วขณะ ก้มหน้าบ่น
พึมพำประโยคหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
จางเจอปรายตามองทางตำหนักเฉียนชิงแวบ
หนึ่ง กระวนกระวายใจอย่างน่าประหลาด
รอกว่าครึ่งเค่อ เจิ้งเปั่าขันทีผู้ส่งมอบฎีกาแห่ง
กองกำกับฎีกาถึงเดินค้อมกายออกมาส่งคนผู้
หนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิง
นางสวมชุดหรูหราผมเกล้ามวยสูง กอดเตา
อุ่นมือคร่ำทองงามวิจิตร ดวงหน้าขาวนวลเนียน
งามเจิดจ้า กลีบปากแต้มสีดอกอิงเถา ทว่าไม่มัน
วาวเท่าปกติ คล้ายชาดทาปากที่แต่งแต้มไปเสียด
สีจนหลุดลอก
ครั้นนางออกมาก็มองเซี่ยเวยซึ่งยืนบน
ขั้นบันไดเป็นอันดับแรก แววเกลียดชังพลันฉาย
วาบในดวงตา จากนั้นค่อยเบนสายตาออก
นางเพิ่งมองเห็นเขาขณะก้าวลงบันได
แววตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นนึกสนุก จงใจเลิก
คิ้วเผยรอยยิ้ม ทว่าถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นประตู
ตำหนักเฉียนชิง นางไม่กล้ากลั่นแกล้งเขาต่อหน้า
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก จึงเพียงเดินนำนาง
กำนัลกลุ่มหนึ่งจากไปอย่างเร็วรี่
ต่อมาเสิ่นเจี้ยก็เรียกพวกเขาเข้าตำหนักเพื่อ
หารือข้อราชกิจ
ขณะถวายบังคมและกำลังจะลุก จางเจอ
บังเอิญเห็นฮ่องเต้หนุ่มผู้สุภาพงามสง่ากำลังจัด
แขนเสื้อที่พลิกเปิดให้กลับมาเรียบร้อย แต้มผงสี
ชมพูไม่ค่อยสะดุดตาเปือนขอบเล็บนิ้วนางข้าง
ขวาอันมันวาว ประหนึ่งเป็นร่องรอยแห่งความ
รัญจวนที่หลงเหลือ
เขาไม่รู้ว่าผู้อื่นสังเกตเห็นหรือเปล่า
ทว่าตลอดระยะเวลาการหารือข้อราชกิจนาน
หนึ่งชั่วยาม แม้เขาจะตอบอย่างคล่องแคล่ว
ฉะฉาน ทว่ายามไม่เปล่งวาจากลับเงียบขรึมกว่า
เคย ทวีความอึดอัดคับข้องใจที่ยากจะสัมผัสได้
ขณะทุกคนกล่าวทูลลาและเดินออกจาก
ตำหนักเฉียนชิง เซี่ยเวยพลันชะงักฝีเท้าปรายตา
มองเขาทีหนึ่งแล้วจึงพูดว่า “คดีทุจริตที่สนาม
สอบเจียงหนานเกี่ยวพันกว้างขวางมากนัก วาจา
ของใต้เท้าจางวันนี้น้อยกว่าปกติอยู่นะ”
บทที่ 156 ริษยา (2)
จางเจอมิได้สนิทสนมกับพระอาจารย์ของ
ฮ่องเต้
ทว่าขณะนั้นใจสั่นสะท้าน
เขาตอบกลับว่า “เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก นิสัย
พูดน้อยมาแต่เดิมจึงยิ่งมิกล้ากล่าวถ้อยคำ
เหลวไหลขอรับ”
ใบหน้าของเซี่ยเวยมักประดับรอยยิ้ม มี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความเป็นมิตร แม้อยู่
ในช่วงเหมันต์ก็มักทำให้คนอบอุ่นราวกับอาบสาย
ลมวสันต์
แต่เมื่อฟังคำกล่าวนี้แล้ว เซี่ยเวยกลับไม่ตอบ
คำ
ขุนนางอาวุโสด้านข้างเข้ามาเชิญเซี่ยเวยให้
ร่วมเดินทางไปสำนักมหาบัณฑิต เซี่ยเวยจึงมุ่ง
ตรงไปยังห้องรอเข้าเฝั้าพร้อมขุนนางที่ปรึกษาคน
อื่นเหมือนไม่เคยเอ่ยสิ่งใด
จางเจอยืนอยู่หน้าขั้นบันไดครู่หนึ่ง จากนั้น
เดินไปทางหอเหวินยวนทางทิศตะวันออก
คดีทุจริตในสนามสอบนั้นสลับซับซ้อน
พัวพันถึงขุนนางซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคุมสอบ
หลายคน จำต้องสอบถามเงื่อนงำจากผู้มีส่วน
เกี่ยวข้อง
เพียงแต่ระหว่างทางกลับใจคอไม่ค่อยอยู่กับ
เนื้อกับตัว
ถึงขั้นมองไม่เห็นว่าเจียงเสวี่ยหนิงพาเหล่า
นางกำนัลเดินมาแต่ไกลเมื่อใด เขาจึงไม่ได้หลีก
ทาง
คล้ายว่านางไปอุทยานหลวงมาแล้วรอบหนึ่ง
นางกำนัลผู้ติดตามคนหนึ่งถือกรรไกร ส่วนคนที่
เหลือถือกิ่งเหมยต้องหิมะกันหลายกิ่ง
อากาศกำลังหนาวเหน็บ ดอกเหมยบาน
สะพรั่ง
บ้างสีแดง บ้างสีขาว บ้างสีเหลือง
มีเพียงกิ่งโค้งงอเล็กบางขนาดราวหนึ่งฉื่อซึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงถืออยู่เท่านั้นที่มีสีเขียวอ่อน
ประดุจถั่วเขียว หายากยิ่งนัก
ได้ยินว่ามีเหมยสีเขียวหายากต้นหนึ่งปลูกอยู่
มุมตะวันออกของอุทยานหลวง ตอนนั้นเมื่ออดีต
ฮ่องเต้เสิ่นหลางขึ้นครองราชย์ได้หนึ่งปี ราชครู
สมณะหยวนจีปลูกเหมยต้นนี้เนื่องจากแพ้เดิม
พันเซี่ยเวย ครั้นถึงช่วงฤดูหนาวของทุกปีจะผลิ
ดอกบานสะพรั่ง กลีบดอกล้วนเป็นสีเขียวอ่อน
บรรดาชาววังรักใคร่ทะนุถนอม มิกล้าแตะ
ต้องโดยพลการ
แต่เมื่อตกอยู่ในมือเจียงเสวี่ยหนิง นางกลับ
หักและบีบชมเล่นเบา ๆ ตามใจชอบ ประหนึ่ง
มิได้ล้ำค่าอะไรสักนิด
เขารู้ว่าได้พบเจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่มีเรื่องดี
หลังจากค้อมกายถวายบังคมก็ไม่อยากหาเรื่องใส่
ตัว หลีกออกซ้ายตั้งท่าจะเดินจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากให้เขาไปซ้าย นางจึง
ยืนอยู่ทางซ้าย
เมื่อเขาเดินไปขวา เจียงเสวี่ยหนิงก็เปลี่ยนไป
ยืนทางขวา
ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ขวางทางเขาได้พอดิบพอดี
จางเจอรู้ว่านางตั้งใจกลั่นแกล้งอีกแล้ว
ใบหน้าเฉยเมยยิ่งไร้ความรู้สึก ครั้นเหลือบเห็น
นางหยักโค้งริมฝีปากสีชมพูคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
มองมา ความหงุดหงิดรำคาญใจก็ยิ่งไหลทะลัก
เขาเอ่ยว่า “กระหม่อมยังมีธุระ ขอฮองเฮา
โปรดหลีกทางให้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงโบกมือสั่งให้นางกำนัลหลบไป
ไกล ๆ หมายมั่นว่าจะขวางทางให้จงได้ เมื่อเห็น
ดวงตาเย็นชาของเขา จึงใช้ดอกเหมยสีเขียวกิ่ง
นั้นเชยคางเรียวแหลมของเขาขึ้นเพ่งพิศใบหน้า
กล่าวด้วยถ้อยคำแฝงการกระเซ้าเย้าแหย่ “ใต้
เท้าจางทั้งอารมณ์ร้ายและนิสัยแข็งกร้าว ทว่าคิ้ว
กลับงามนัก หากเปินกงจะไม่หลีกเสียอย่างเล่า”
กิริยาวาจาเช่นนี้ไหนเลยจะเหมือนฮองเฮาซึ่ง
เป็นมารดาแห่งแผ่นดิน
ในที่สุดจางเจอก็ปัดนางออก กล่าวด้วยความ
เฉยชาใบหน้าเคร่งขรึม “ฮองเฮาทรงเป็นถึง
มารดาแห่งแผ่นดิน เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุด
แห่งตำหนักคุนหนิง ย่อมต้องมีพระจริยวัตร
เหมาะสม ฝั่าบาททรงเป็นทั้งพระสวามีและเจ้า
ผู้ปกครอง ดังนั้นเมื่อฮองเฮาตรัสด้วยถ้อยคำไม่
สำรวมเช่นนี้ เกรงจะก่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใน
ราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายนึกไม่ถึงว่าเขาจะเปล่ง
วาจา
นางนิ่งอึ้งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นปรบมือ
ราวกับพบเรื่องน่าสนุกอะไรเข้า “ยังนึกว่าเจ้าพูด
น้อยปากหนักเสียอีก หาเรื่องตั้งหลายครั้งจนนึก
ว่าฝึกฝนตนกลายเป็นเซี่ยจวีอันคนที่สองไปแล้ว
กำลังหมดสนุกอยู่พอดี คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีช่วงที่
ไม่อาจสะกดกลั้นเพลิงโทสะอยู่ด้วย!”
จางเจอไม่รู้สึกรู้สา เพียงตอบว่า “ฮองเฮา
ทรงเป็นเช่นนี้ ไม่ทราบทรงนำฝั่าบาทไว้ที่ใด ทรง
นำกระหม่อมไว้ที่ใด และทรงนำความถูกต้อง
ความยุติธรรม ศีลธรรม และเกียรติยศไว้ที่ใด
เล่า”
คราวก่อนตอนพบเจียงเสวี่ยหนิงที่พระราชวัง
ฤดูร้อนก็แบบนี้
ผู้ใดจะคาดคิดว่าครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำ
กล่าว แม้สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่ยังไม่เลือนหาย ทว่า
ดวงตาฉายความโกรธเกรี้ยวเล็กน้อย แต่ถึง
กระนั้นกลับทำให้ดวงหน้ายิ่งสะคราญโฉมเป็น
เท่าตัว นางย่างมาถึงเบื้องหน้าเขาจนปลายเท้า
แทบจะชนปลายเท้า ฉีกมุมปากเอ่ยว่า “ผู้ใดใช้
ให้คราวก่อนเปินกงพบใต้เท้าจางแล้วเกิดต้องใจ
ขึ้นมาเล่า”
เดิมทีคำกล่าวแบบนี้ควรเป็นถ้อยคำรัก
ซาบซึ้งตรึงใจ แต่เมื่อเอ่ยจากปากนางกลับไม่
สำรวม หยาบคาย และแฝงการประชดประชัน
อย่างรุนแรง!
เพลานั้นความอดทนของจางเจอถึงขีดสุด
แล้ว
เขารู้ว่าอีกฝั่ายกำลังกลั่นแกล้ง จึงถอยหลัง
หนึ่งก้าว หลุบตาเอ่ยว่า “กระหม่อมซื่อสัตย์
เที่ยงตรงไม่เกรงกลัวข่าวลือ แต่พระจริยวัตรของ
พระองค์อาจก่อให้เกิดคำติฉินนินทา เกรงว่าเสียง
วิพากษ์วิจารณ์ในราชสำนักคงไม่ส่งผลดีต่อ
พระองค์แน่ ขอทรงสำรวมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาที่หลุบต่ำมองเห็นเพียงชายชุดปักหาง
หงส์ของเจียงเสวี่ยหนิง
เงียบกริบไปครู่หนึ่ง
หลังจากนั้นกลีบดอกเหมยสีเขียวก็ปรากฏใน
ครรลองจักษุ เจียงเสวี่ยหนิงใช้เหมยเขียวกิ่งนั้น
จิ้มหางตาเขา เมื่อเขาเคลื่อนตาขึ้นมองเบา ๆ
เสี้ยนแหลมคมและเย็นเยียบเล็กน้อยตรงปลาย
กิ่งเรียวบางก็กรีดบริเวณหางตาจนเกิดรอยโลหิต
ซึม
ความเจ็บปวดเบาบางเหลือแสน แต่ก็มีอยู่
จริง
เจียงเสวี่ยหนิงทำหน้าครุ่นคิด จ้องเขาแล้ว
เอ่ยว่า “ใต้เท้าจางเป็นคนรักษาจรรยามารยาท
มีความอดทนอดกลั้น ไฉนวันนี้ถูกถ้อยคำ
เหลวไหลไร้สาระของเปินกงยั่วยุไม่กี่ประโยคก็
ทนไม่ได้เสียแล้วเล่า”
จางเจอไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงมิได้ชักกิ่งเหมยกลับ ยังคงจิ้ม
หางตาเขาดังเดิม นางเบนสายตามาเพ่งพิศ
ดวงตาอันนิ่งเฉยของเขาเป็นเวลานาน ทันใดนั้นก็
คลี่ยิ้ม ถามด้วยท่าทีราวกับว่าแม้แต่ตัวนางเองยัง
ไม่กล้าเชื่อ “เจ้ากำลังริษยา?”
ยามนั้นความอดทนของจางเจอคล้ายถึงขีด
สุด สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะตัวโยนอยู่ด้านหลัง
ครั้นกลับถึงจวน เดิมทีเขายังคงคิดว่าเจียง
เสวี่ยหนิงเพียงพูดเพ้อเจ้อก่อกวนจิตใจเขา
เหมือนที่ผ่านมา ทว่าเมื่อเขาพลิกอ่านเอกสาร
ทางราชการก็พบว่าตนไม่อาจสลัดถ้อยคำ
เหลวไหลนั้นออกไปจากสมอง เจียงเสวี่ยหนิง
ลอบสนับสนุนโจวอิ๋นจือ แต่โจวอิ๋นจือเป็นภัยร้าย
อันยิ่งใหญ่ของราชสำนัก แล้วเขาจะลุ่มหลงความ
งามของนางจนกระทั่งเกิดจิตริษยาได้อย่างไร
นางก็แค่จงใจพูดหลู่เกียรติ
จวบจนพลิกเอกสารไปทีละหน้า เขากลับ
พบว่าอ่านไม่เข้าใจแม้แต่ครึ่งประโยค
ตะเกียงเดียวดายทอแสงสว่างตลอดราตรี สิ่ง
ที่ผุดในสมองมีเพียงชาดทาปากที่เลือนหายและ
ฝุั่นผงสีชมพูซึ่งติดบนเล็บของฮ่องเต้เท่านั้น
จางเจอชิงชังความสามารถในการสำรวจ
รายละเอียดปลีกย่อยของตนเป็นครั้งแรก
แม้จะหลงเหลือร่องรอยเพียงเล็กน้อย แต่นั่น
ก็ทำให้เขาปะติดปะต่อเรื่องราวได้ส่วนหนึ่ง ทว่า
ความสามารถนั้นกลับทำให้เขาหงุดหงิดกระวน
กระวายจนไม่อาจอ่านต่อ คิดเพียงว่า ไฉน
แผ่นดินจึงมีสตรีชั่วร้ายเช่นนี้อยู่นะ
อย่างไรก็ตาม ถัดจากนั้นอีกนานแสนนาน
ยามทอดสายตามองหมู่เมฆานอกหน้าต่างเหล็ก
ขนาดเล็กขณะถูกคุมขัง เขากลับลืมเลือน
สภาพแวดล้อมโดยรอบจนหมดสิ้น มักนึกถึง
ถ้อยคำหยอกล้อที่นางกล่าวกับเขารวมถึงรอยยิ้ม
ยั่วเย้าทว่าเสียดแทงดวงใจในวันนั้นอยู่เสมอ…
“ผู้ใดใช้ให้คราวก่อนเปินกงพบใต้เท้าจางแล้ว
เกิดต้องใจขึ้นมาเล่า”
ความยั่วเย้าและเสียดแทง โทสะและการเย้ย
หยันเมื่อตอนนั้นล้วนเลือนหายไปจากดวงหน้าใน
ความทรงจำ ทิ้งไว้เพียงสายลมเย็นสดชื่นกับเหม
ยกลางหิมะสีเขียวอ่อน
นางเคยกลั่นแกล้ง แต่ก็เคยขอความ
ช่วยเหลือจากเขา
นางเคยทำร้ายเขาด้วยวาจา แต่ก็เคยแสดง
ความอ่อนโยนเป็นบางครั้ง
นางฉุดกระชากเขาเข้าสู่วังวน แต่สุดท้ายคน
รักตัวกลัวตายเช่นนางกลับยอมสละชีวิตเพื่อ
ชดใช้คืนให้…
และยามนี้หลังจากผ่านมาสองชาติ นางก็มา
ยืนอยู่ตรงหน้าเขาและมิได้เรียกขานว่า ‘ใต้เท้า
จาง’ ด้วยอาการเย้าแหย่อีกต่อไป แต่เรียกเขาว่า
‘จางเจอ’ ด้วยท่าทีจริงจังผิดปกติ ยอมรับอย่าง
ตรงไปตรงมาว่ามีใจให้
ชาตินี้นางไม่ใช่ฮองเฮา ส่วนเขาก็ไม่ใช่ข้าราช
บริพาร
เดิมทีควรได้ครองคู่กัน
จางเจอเหมือนถูกมีดทื่อแห่งโชคชะตาผ่าร่าง
เป็นสองส่วน ส่วนที่เผยให้เห็นภายนอกนั้นเย็น
ชาเปียมสติปัญญา ทว่าอีกส่วนกลับจมดิ่งสู่ขุม
นรก ทุกข์ระทมและสิ้นหวัง
เขาตกในห้วงภวังค์ หวนสู่อารามซั่งชิงที่ทง
โจววันนั้นอีกครา
เซี่ยเวยในชาตินี้สวมชุดนักพรตพลิ้วไสวยืน
บนชะง่อนผาขรุขระ เอ่ยถามเขาว่า “เจ้าเองก็
ต้องใจนางเช่นกันหรือไม่”
เขารั้งฝีเท้า นิ่งเงียบอยู่นาน ตอบเน้นทีละคำ
กลับไปว่า “ข้าเคารพรักนาง”
ช่วงเวลานั้นเขาเปิดเผยตรงไปตรงมาที่สุดใน
สองชาติแล้ว กระทั่งว่าโยนภาระหน้าที่ทั้งหมด
ทิ้ง ได้รับการปลดปล่อยโดยสมบูรณ์
ทว่าหางตาเซี่ยเวยกระตุกเล็กน้อย เปล่งเสียง
หัวเราะและถามคล้ายสงสัยใคร่รู้เป็นอันมาก
“ถ้าอย่างนั้นก็น่าแปลกเสียจริง เหตุใดคนแซ่เซี่ย
ถึงรู้สึกว่าใต้เท้าจางเปิดเผยกับผู้อื่นมากกว่าจะ
เปิดเผยกับผู้ที่มีใจให้อีกเล่า”
เขายืนสบตาเซี่ยเวยอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน
เซี่ยเวยกลับแค่นเสียงขึ้นจมูกเบา ๆ กล่าวกับ
เขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปราศจากความเป็นมิตร
“หนิงรองเป็นคนตื้นเขิน หากเจ้าพะว้าพะวังก็
อย่าไปตอแยนางดีกว่า”
สายลมที่โชยปะทะใบหน้าไม่หลงเหลือความ
หนาวเย็นแล้ว ผู้คนในเมืองหลวงต่างเปลี่ยนเป็น
สวมชุดฤดูใบไม้ผลิที่ตัดเย็บใหม่ ต้นหลิวข้างทาง
ปรากฏสีเขียวรำไรให้เห็น
แม้มวลผกากำลังจะผลิบาน ทว่าดอกเหมย
ยามเหมันต์คงโรยราหมดสิ้นแล้วกระมัง
จางเจอได้สติกลับคืนมา
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองเขา รู้สึกว่า
ดวงตาคู่นี้คล้ายผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาชั่วกัปกัลป
ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอยู่ราง ๆ
ทว่านางไม่มีเวลาคิดอ่านให้ลึกซึ้ง
เนื่องจากต่อมาถ้อยคำของจางเจอทำเอาหัว
สมองขาวโพลน สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงดังหึ่ง ๆ
รู้สึกเท้าเบาหวิวศีรษะหนักอึ้งประหนึ่งกำลัง
เหยียบปุยฝั้าย
จางเจอจ้องมองนางพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้า
“คุณหนูรองเจียงโปรดอภัย ข้ามีคนที่ต้องใจอยู่
แล้ว”