คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 157 พลิกฟืนขึ้นมาใหม่ (1)
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงตบแล้วหมุนกายจากไป
โหยวเย่ว์ผู้ถูกตบไหนเลยจะยอมกล้ำกลืนโทสะ
นางรู้ว่าเมื่อครู่เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเป็นธิดาตระกูล
ใหญ่ตบนางเพื่อบุรุษคนหนึ่งต่อหน้าธารกำนัล
ช่างเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ดังนั้นจึงใช้
สถานการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์ นางปาดน้ำตา
และเริ่มร้องไห้ ฟูมฟายไปพลางพูดจาตัดพ้อไป
พลาง ใช้ถ้อยคำใส่ร้ายปั้ายสีเจียงเสวี่ยหนิงกับ
จางเจอไม่หยุด…
แม้ที่จริงจะมิได้รู้เรื่องอันใดเลยด้วยซ้ำ
ทุกคนในโรงเตี๊ยมสู่เซียงคิดไม่ถึงว่าจะได้ชม
การแสดงฉากเด็ดครั้งใหญ่ในชั่วระยะเวลาไม่กี่
อึดใจ มิหนำซ้ำยังเป็นสมาชิกครอบครัวขุนนาง
เมืองหลวงอีก อดหันไปกระซิบกระซาบกันไม่ได้
เซียวติ้งเฟยรู้มาสักพักแล้วว่าความสัมพันธ์
ระหว่างเจียงเสวี่ยหนิงกับจางเจอไม่ธรรมดา
อย่างไรเสียนับตั้งแต่การปล้นคุกที่เมืองหลวง
ไปจนถึงทงโจว คนทั้งสองก็ร่วมขี่ม้าตัวเดียวกัน
ทว่าเขาเองก็ไม่แจ่มแจ้งในความสัมพันธ์นี้
บางครั้งรู้สึกว่าทั้งสองใจตรงกัน มีใจให้กัน
แต่บางครั้งก็รู้สึกว่ากำลังอดกลั้นราวกับมีบางสิ่ง
กีดขวาง ไม่มีฝั่ายใดกล้าทำอะไรตามความ
ต้องการของตนเอง
โหยวเย่ว์ส่งเสียงร่ำไห้จอมปลอมอยู่ในห้อง
โถง กำลังพูดสารพัดสารพันว่าเจียงเสวี่ยหนิงกับ
จางเจอลอบมีความสัมพันธ์ส่วนตัว หากมิใช่เจียง
เสวี่ยหนิงสำส่อนยั่วยวน แล้วเหยาซีคุณหนูใหญ่
แห่งจวนเสนาบดีเหยาจะถอนหมั้นกับจางเจอได้
อย่างไร เซียวติ้งเฟยได้ยินแล้วเกิดอารมณ์ชั่ววูบ
ใคร่ฉีกกระชากปากเน่า ๆ ของสตรีผู้นี้เสีย
แต่นึกดูอีกทีก็อดทนไว้
เขาเปล่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาด เลิก
ชายเสื้อคลุมด้วยท่าทีสบาย ๆ และนั่งลงข้างโต๊ะ
ตัวหนึ่งภายในห้องโถง ครุ่นคิดเพียงว่าเจียงเสวี่ย
หนิงจะกลับมาเมื่อใดหนอ
นึกไม่ถึงว่านั่งไปได้สองเค่อและรอจนเริ่ม
หงุดหงิดเล็กน้อย เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังไม่กลับ ทว่า
มีเสียงหวดบังเหียนม้าดังมาจากนอกโรงเตี๊ยมสู่
เซียง
ร่างของชายฉกรรจ์บนหลังม้ายังไม่ทันเข้า
โรงเตี๊ยม เสียงแหบพร่าซึ่งเกิดจากการเดินทาง
รอนแรมหลายวันจนลำคอแห้งผากก็ดังเข้ามา
ในความเหนื่อยล้าระคนความปีติยินดีเป็นล้น
พ้น
เขาตะโกนว่า “มีข่าวของนาเกลือตระกูลเห
ริน! เป็นสุดยอดข่าวดีอันยิ่งใหญ่เชียวละ…”
รอยฝั่ามือบวมแดงยังคงปรากฏแจ่มชัดบน
ใบหน้าโหยวเย่ว์ นางกำลังประคบด้วยผ้าชุบน้ำ
คิดอย่างชั่วร้ายว่าหากวันหน้าถึงทีของตนเมื่อไร
ต้องทำให้เจียงเสวี่ยหนิงได้เห็นดีกันแน่ ส่วนอีก
ทางก็กำลังร้อนใจว่าเหตุใดข่าวจากนาเกลือ
ตระกูลเหรินยังมาไม่ถึงเสียที
เมื่อได้ยินเช่นนี้นางจึงผุดลุกพรวดพราด
แล้วเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “ข่าวดีอันใด”
ทุกคนในโรงเตี๊ยมสู่เซียงแทบจะกรูเข้าหา
ทันที เกิดเสียงถามไถ่ดังระงมจนกลบเสียงของ
โหยวเย่ว์ ทำให้ไม่มีผู้ใดสนใจนางมากนัก
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
รอนแรมมานาน
เสื้อนวมบุฝั้ายเต็มไปด้วยฝุั่นดิน ใบหน้าคล้ำ
เหลือง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากปริแตกแห้งผาก
ทว่านัยน์ตาทั้งคู่กลับวาวโรจน์มีชีวิตชีวาเปล่ง
ประกาย กอปรด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บงำ
เขากู่ร้องตะโกนเสียงดัง “ทุกท่านโปรดอยู่ใน
ความสงบ ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ ช่วยฟัง
ข้าพูดก่อน! เจ้าบ้านของพวกเราหรือก็คือคุณชาย
เหรินร่วมแรงร่วมใจกับฮูหยินขจัดภยันตรายที่นา
เกลือกำลังเผชิญจนหมดสิ้นแล้ว! กำลังจะกอบกู้
นาเกลือขึ้นมาใหม่ภายในหนึ่งเดือนนี้”
ทุกคนพลันประหลาดใจอย่างยิ่ง “มี
ความสามารถขนาดนี้เชียวหรือ”
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมรีบเบียดฝูงชนเข้ามาส่งน้ำให้
ชามหนึ่ง
ชายฉกรรจ์รีบกล่าวขอบคุณและรับมา เขา
กระดกดื่มน้ำชามใหญ่เป็นอันดับแรก จากนั้นจึง
เล่าสถานการณ์ล่าสุดแก่ทุกคนอย่างรวบรัดและ
ตรงประเด็น “หลังจากเกิดเรื่องที่นาเกลือ มี
หลายคนได้รับบาดเจ็บ แม้แต่ทางการยังเข้ามามี
ส่วนร่วม สมาชิกในครอบครัวของเหล่าคนงาน
เองก็มาขอความเป็นธรรมที่นาเกลือ…”
ตอนนี้กล่าวได้ว่า ‘เคราะห์ซ้ำกรรมซัด’ แล้ว
จริง ๆ
ไฟไหม้นาเกลือและเกิดเรื่อง มิหนำซ้ำยังเกิด
จากคนตระกูลเดิมของโหยวฟางอิ๋นอีก สุดท้าย
จึงไปกระตุ้นความโกรธแค้นของคนจำนวนหนึ่ง
เนื่องจากคนงานหนุ่มบางคนต้องใช้ร่างกายดูแล
ปากท้องทั้งครอบครัว เพลิงไหม้ครั้งนี้ส่งผลให้
ได้รับบาดเจ็บกันไม่มากก็น้อย ไม่อาจลงนาเกลือ
หรือทำงานอื่นใดได้ในครึ่งเดือนจนถึงครึ่งปี
ความเสียหายเช่นนี้ย่อมต้องทวงถามจากผู้ว่าจ้าง
เป็นธรรมดา
เหรินเหวยจื้อกับโหยวฟางอิ๋นต่างมี
มนุษยธรรมและจิตใจดีงาม
เขาแทบจะเชิญหมอจำนวนมากมาตรวจดู
อาการตั้งแต่วันเกิดเหตุ ชดเชยด้วยเงินซึ่งเดิมที
เหลือเพียงน้อยนิดอยู่แล้วเป็นค่าทำขวัญ
การกระทำนี้ถือเป็นมหากุศลและทำความดี
ครั้งยิ่งใหญ่ บรรดาคนงานจึงปราศจากความขุ่น
ข้องอันใด
ทว่าบนโลกนี้มักมีผู้คอยซ้ำเติมมากกว่าให้
ความช่วยเหลือยามทุกข์ยาก
สถานการณ์เลวร้ายของนาเกลือยังไม่แก้ไข
เจ้าของและผู้ดูแลนาเกลือแห่งอื่นก็มาหาถึงที่
แล้ว พวกเขาแสร้งแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อ
นาเกลือตระกูลเหรินก่อน ทั้งยังมอบของขวัญ
ปลอบใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จำนวนหนึ่งอีกด้วย เหริน
เหวยจื้อกับโหยวฟางอิ๋นนึกว่าพวกเขามาด้วย
เจตนาดี ใครจะคิดว่าคนพวกนี้กลับเปลี่ยนเรื่อง
ในบัดดล ขอวิธีสร้าง ‘เครื่องขุดบ่อ’ แบบหน้า
ด้านไร้ยางอาย บอกว่าอย่างไรเสียนาเกลือ
ตระกูลเหรินก็ล่มสลายแล้ว ในเมื่อมีของดีอยู่ใน
มือ ไม่สู้สอนผู้อื่นสร้างยังดีกว่า มัวเก็บไว้ในมือ
พวกเขาไปก็ไร้ประโยชน์
วิธีสร้างเครื่องขุดบ่อเป็นของเหรินเหวยจื้อ
และเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพลิกฟืนนาเกลือ
ตระกูลเหรินขึ้นมาใหม่ แล้วจะส่งมอบให้ผู้อื่น
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้อย่างไร
เขาฝืนสะกดกลั้นไม่แตกหักและส่งแขก
เดิมทีนึกว่าคนพวกนี้ทำครั้งแรกไม่สำเร็จแล้ว
จะรามือ อย่างไรเสียก็ต้องมียางอายกันบ้าง ไม่
ควรบังคับจิตใจผู้อื่น คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าของนา
เกลือแดนสู่ไม่ถูกชะตาเหรินเหวยจื้อมานานแล้ว
จึงอยากฉวยโอกาสซ้ำเติม เมื่อขอวิธีสร้างเครื่อง
ขุดบ่อไม่สำเร็จก็ลอบรวมหัวกับพ่อค้ารับซื้อเกลือ
กระทั่งยังรวบรวมอันธพาลมาข่มขู่คนงาน ทำให้
ไม่มีใครกล้ามาทำงานให้นาเกลือตระกูลเหรินอีก
นาเกลือตระกูลเหรินจึงถูกทำให้โดดเดี่ยว
เหรินเหวยจื้อกับโหยวฟางอิ๋นไหนเลยจะยังดู
ไม่ออกอีกว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีวันเลิกราโดยง่าย
แม้เดิมทีทุกคนได้ยินชายฉกรรจ์แจ้งว่ามีข่าว
ดี กำลังจะเริ่มกอบกู้นาเกลือตระกูลเหรินขึ้นใหม่
แต่ครั้นได้ยินเรื่องนี้ก็ยังอดกังวลไม่ได้
มีคนส่งเสียงบริภาษด่าทอ “จะไร้ยางอายมารดา
มันเกินไปแล้ว!”
มีคนหัวเราะ “ผู้คนบนโลกหล้าล้วนไปมาหา
สู่กันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งสิ้น มีอะไรน่า
แปลก! นับแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน มีเรื่อง
เช่นนี้ให้เห็นน้อยเสียที่ไหนกันเล่า”
มีคนถามด้วยความใจร้อน “ต่อจากนั้นล่ะ
แก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร”
เสี่ยวเอ้อร์นำเครื่องเคียงสองจานซึ่งเพิ่งทำ
เสร็จใหม่ ๆ จากครัวและหมั่นโถวสองสามลูกมา
วางบนโต๊ะ
ชายฉกรรจ์เดินทางมาจากแดนสู่ ระหว่าง
ทางหากไม่รีบเร่งก็นอนหลับพักผ่อน อาหารที่ได้
กินมีน้อยยิ่งนัก พูดไม่กี่ประโยคก็หน้ามืดวิงเวียน
เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารมาจึงรีบขอบคุณ
เขากินหมั่นโถวสองคำก่อน ต่อมาดื่มน้ำร้อน
อึกหนึ่ง จากนั้นถึงเล่าต่อ
พูดได้ว่าขณะนี้นาเกลือตระกูลเหรินกำลัง
เข้าตาจน ถูกบีบคั้นทุกทิศทาง
เหรินเหวยจื้อเกือบยอมแพ้
ในขณะที่ฮูหยินจากเมืองหลวงผู้อ่อนโยนเป็น
มิตรซึ่งเพิ่งแต่งงานมาแดนสู่ได้ไม่นาน เมื่อเผชิญ
เรื่องเช่นนี้กลับเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ไม่ยอมถอยแม้แต่
ก้าวเดียว ไม่รู้ใช้วิธีการอะไรถึงกับเชิญท่านเจ้า
เมืองมายังนาเกลือโดยแจ้งว่าต้องการให้เขาเป็น
สักขีพยาน ต่อมาจึงส่งเทียบเชิญเป็นวงกว้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของนาเกลือซึ่งใช้บ่อน้ำ
บาดาลผลิตเกลือให้มาร่วมงานเลี้ยง
แดนสู่ส่งส่วยเป็นเกลือบ่อ แม้ปริมาณสู้เกลือ
ทะเลซึ่งผลิตจากดินแดนเลียบชายฝังไม่ได้ แต่นา
เกลือน้อยใหญ่รวมแล้วก็มีกว่าร้อยแห่ง
นางให้จัดงานเลี้ยง เลี้ยงดูปูเสื่อด้วยสุรา
อาหารชั้นยอด
ท่านเจ้าเมืองนั่งตรงกลาง บรรดาเจ้าของนา
เกลือคนอื่น ๆ นั่งอยู่ด้านข้าง
สุราผ่านไปสามรอบ ไม่มีผู้ใดเริ่มเอ่ยปากก่อน
จวบจนพ่อค้าเกลือซึ่งมีอำนาจมากสุดในงาน
เลี้ยงถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “เถ้าแก่เหริน
แจ้งว่าเชิญพวกข้ามาร่วมหารือการแบ่งปันวิธี
สร้างเครื่องขุดบ่อ บัดนี้อาหารก็กินแล้ว สุราก็ดื่ม
แล้ว ไม่สู้คุยธุระพูดจาอย่างเปิดอกกันเลยดีกว่า”
บทที่ 157 พลิกฟืนขึ้นมาใหม่ (2)
เหรินเหวยจื้อกับโหยวฟางอิ๋นสบตากัน
จากนั้นจึงลุกขึ้น
ผู้คนต่างมองสามีภรรยาคู่นี้ ทว่าทั้งสองกลับ
สั่งให้พ่อบ้านยกปึกกระดาษเซวียนหนาเตอะซึ่ง
เขียนตัวอักษรและลงตราประทับเอาไว้แต่แรก
เข้ามา ส่งให้เจ้าของนาเกลือในงานคนละแผ่น
เหนือความคาดหมายของทุกคนยิ่งนัก
เมื่อก้มอ่านสิ่งที่เขียนบนกระดาษก็ยิ่งขมวด
คิ้วมุ่น มองหน้ากันไปมา ถึงขั้นมีคนเปล่งเสียง
หัวเราะเย้ยหยันถามว่า “เถ้าแก่เหรินความความ
ว่าอย่างไรกันนี่?!”
ครานี้เซียวติ้งเฟยยังอดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ “บน
กระดาษเขียนอะไรไว้หรือ”
ชายฉกรรจ์คีบอาหารยัดเข้าปากเคี้ยวสอง
สามครั้ง ยามฉีกปากยิ้มกอปรด้วยบุคลิกอย่าง
ชาวบ้านในชนบทอยู่บ้าง
ทุกคนล้อมเขาไว้ตรงกลาง ร้อนใจเป็นอัน
มาก…
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขียนบนกระดาษแผ่นนี้ช่วย
พลิกสถานการณ์!
แต่ความจริงแล้วหาได้สลับซับซ้อนไม่
ถึงขั้นเรียบง่ายเลยด้วยซ้ำ
มีเพียงไม่กี่ประการ ประการแรก นาเกลือ
ตระกูลเหรินยินดีแบ่งปันวิธีสร้างเครื่องขุดบ่อแก่
ทุกคน ประการที่สอง มีเงื่อนไขการแบ่ง ภายใน
ห้าปีต่อจากนี้ต้องแบ่งผลกำไรร้อยละห้าแก่นา
เกลือตระกูลเหริน ประการที่สาม ผู้ที่ยอมรับ
เงื่อนไขสองประการข้างต้นได้ต้องลงนามใน
สัญญาทันทีโดยมีท่านเจ้าเมืองเป็นสักขีพยาน
และมีผล ณ เดี๋ยวนั้น
เจ้าของนาเกลือในงานอ่านจบโดยไม่ต้องใช้
เวลานาน แม้กำไรร้อยละห้าถือว่าไม่มาก แต่คน
ในงานน่ะมีกันตั้งร้อยคน!
ช่างเป็นความคิดที่เหลวไหล แปลกใหม่
พิสดารเสียเหลือเกิน!
มีคนใคร่โยนแผ่นสัญญาทิ้งแทบจะทันทีที่
อ่านจบ แต่พอเหลียวมองสีหน้าคนรอบ ๆ และ
พิเคราะห์อย่างถ้วนถี่อีกครั้งก็อดหลั่งเหงื่อเย็น
เยียบท่วมร่างไม่ได้!
พวกเจ้าของนาเกลือรายใหญ่ไม่เต็มใจสละ
กำไรของตนทั้งที่ถือครองทรัพย์มหาศาลและบ่อ
เกลือขุดพบใหม่อันอุดมสมบูรณ์ ทว่าคนในงาน
ส่วนมากเป็นเจ้าของนาเกลือรายย่อย ดำเนิน
กิจการด้วยความยากลำบาก ถูกนาเกลือขนาด
ใหญ่เบียดครองพื้นที่ตลาดเป็นทุนเดิม รายได้ทุก
ปีน้อยแสนน้อย ต้องฝืนประคับประคองรายรับ
รายจ่าย ส่วนบ่อเกลือที่ถือครองส่วนใหญ่ก็ขุดใช้
จนหมดสิ้นแล้ว
อันที่จริง ‘ขุดใช้จนหมดสิ้น’ ของนาเกลือมิได้
หมายความว่าไร้น้ำเกลือในบ่อ แต่หมายความว่า
วิธีขุดในปัจจุบันไม่อาจดึงน้ำเกลือใต้ชั้นดินซึ่งลึก
กว่านี้มาได้ จึงเรียกว่าเป็น ‘บ่อร้าง’
แต่ ‘เครื่องขุดบ่อ’ ที่เหรินเหวยจื้อคิดค้น
กลับขุดได้ลึกขึ้น!
บ่อที่เคยร้างจะกลับมาผลิตน้ำเกลือได้ใหม่
เช่นเดียวกับนาเกลือของตระกูลเหริน แล้วจะ
ไม่ให้เจ้าของนาเกลือรายย่อยซึ่งอับจนหนทาง
และอิจฉาตาร้อนหวั่นไหวได้อย่างไร แค่ยอมแบ่ง
กำไรร้อยละห้าก็จะเปลี่ยนบ่อร้างเป็นบ่อใหม่
เปลี่ยนจากไม่มีเป็นมีได้เชียวนะ!
โหยวเย่ว์ฟังแล้วดวงตาเปล่งประกาย
เซียวติ้งเฟยตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่ามีวิธี
แก้ปัญหาที่ต้นตอเช่นนี้อยู่ด้วย
คนส่วนใหญ่ในโรงเตี๊ยมต่างเป็นพ่อค้า ไหน
เลยจะฟังผลได้ผลเสียที่แฝงอยู่ไม่ออก
มีคนตบโต๊ะร้องชมเชยทันที “ช่างเป็นกล
ยุทธ์หาทางรอดยามอับจนอันล้ำเลิศ! พวก
เจ้าของนาเกลือรายใหญ่อาจไม่ยอมคายกำไร
ร้อยละห้า แต่สำหรับเจ้าของนาเกลือรายย่อย
กลับเป็นการค้าขายที่ไม่ต้องลงทุน ขอเพียงมี
กำไรค่อยแบ่งให้นาเกลือตระกูลเหรินเท่านั้นเอง
หากไม่ลงนามก็เสียเที่ยวแล้ว! เช่นนี้พวกเจ้าของ
นาเกลือรายใหญ่จะกลายเป็นเบี้ยล่างแทน
เนื่องจากพอแนะนำวิธีเอาน้ำเกลือออกจากบ่อ
ขนาดเล็ก แล้วทำให้นาเกลือซึ่งถูกทิ้งร้างกลับมา
รุ่งโรจน์ได้ แน่นอนว่าราคาจะต้องต่ำลง ปริมาณ
เกลือที่ผลิตได้ก็ย่อมมากพอจะเบียดตลาดของนา
เกลือรายใหญ่และส่งผลคุกคามพวกเขา! หาก
พวกเขาลงนาม เถ้าแก่เหรินจะไม่เพียงผ่านพ้น
วิกฤติ แต่นาเกลือตระกูลเหรินยังได้รับส่วนแบ่ง
ผลกำไรอันไม่มีที่สิ้นสุดด้วย เท่ากับว่าอีกห้าปี
ข้างหน้าจะได้รับส่วนแบ่งผลกำไรของนาเกลือ
ทั้งหมดในแดนสู่รวมร้อยละห้า! หากเจ้าของนา
เกลือรายใหญ่ไม่ยินยอมลงนาม ต่อไปจะถูกปิด
ล้อมโดยนาเกลือรายย่อย ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
หากต่อไปจะล่มสลายเพราะถูกโอบล้อมโจมตี
ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ชนะแน่ไม่มีแพ้ ล้ำเลิศ
ล้ำเลิศ!”
ชายฉกรรจ์ได้ยินเขากล่าวชื่นชมผู้เป็นนายก็ดี
อกดีใจหัวเราะร่วน เรอครั้งหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ยัง
ไม่จบนะ! เมื่อฮูหยินของเราเห็นพวกเขาสีหน้าไม่
สู้ดียังพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค บอกว่าพลาด
แล้วพลาดเลย หากลงนามตอนนี้จะต้องจ่ายผล
กำไรเพียงร้อยละห้า แต่หากรอให้ผ่านไปอีกสาม
เดือนค่อยลงนามต้องจ่ายร้อยละสิบ โอ๊ย พวก
ท่านไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนนั้น คืนนั้นมีคนลง
นามถึงหกสิบเจ็ดสิบคนแน่ะ เถ้าแก่เหรินต้องรีบ
ทิ้งงานในนาเกลือของพวกเราไปเริ่มคุมงานเพื่อ
สร้างเครื่องขุดบ่อตามนาเกลือรายใหญ่ต่าง ๆ
แทนก่อน ตอนนี้ทางแดนสู่กำลังคึกคักมากเลย
ละ!”
ทุกคนเปล่งเสียงชมเชยไม่ขาดปาก พูดตลอด
ว่าเถ้าแก่เหรินและฮูหยินช่างร้ายกาจ
นาเกลือตระกูลเหรินพลิกฟืนกลับมา ผู้ใดจะ
คาดคิดเล่า
เดิมทีต่างนึกว่านาเกลือหมดทางเยียวยาแล้ว
ราคาหุ้นดิ่งลงถึงจุดต่ำสุด ทว่าหากเป็นเช่นนี้
เกรงว่าพรุ่งนี้คงพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง!
มีคนพลันเผยสีหน้าแปลกประหลาด เอ่ย
เสียงค่อยว่า “เช่นนั้นหนึ่งหมื่นหุ้นที่เถ้าแก่หลี่ว์
เพิ่งขายเมื่อไม่กี่วันก่อนจะไม่…”
“ขาดทุนสิ ขาดทุนครั้งใหญ่แล้ว!”
“ทิ้งหุ้นสี่ร้อยอีแปะออกไป ผู้ใดจะคิดว่าวันนี้
กลับมีข่าวดี…”
เซียวติ้งเฟยไม่รู้เรื่องการค้า แต่เขามักได้ยิน
ชื่อเสียงเรียงนามของ ‘หลี่ว์เสี่ยน’ เสมอ เมื่อได้
ยินคนพูดว่าครั้งนี้เขาขาดทุนอักโขก็ยินดีจนแทบ
หัวเราะ
และด้านข้างก็มีผู้เปล่งเสียงหัวเราะออกมา
จริง ๆ
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาโหยวเย่ว์มีสีหน้าอิดโรย
ลงมาก ยามนี้ใบหน้ากลับสดใส ความยินดีปรีดา
ภายในอกล้นปรี่จนแสดงออกมา ถึงกับหัวเราะร่า
ร้องว่า “เยี่ยม” สามครั้ง “ข้ารู้อยู่แล้ว ข้ารู้อยู่
แล้วว่าราคาต้องขึ้น! ฮะ ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ …”
ทุกคนพลันตระหนกตกใจ
แต่นางไม่แยแสสายตาคนรอบข้าง นึกได้ว่า
ช่วงนี้ตัวเองตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับบุพการี กดดัน
มากช่วงที่ตัดสินใจว่าถึงอย่างไรก็ไม่ยอมขายหุ้น
เด็ดขาด นางจึงรู้สึกสาแก่ใจคล้ายได้แก้แค้น
อยากรีบกลับจวนอย่างอดรนทนไม่ไหว ใคร่หยิบ
หลักฐานการซื้อขายหุ้นเหล่านั้นออกมา ให้
บุพการีและพี่น้องวิสัยทัศน์คับแคบของนางเบิก
ตาดูให้ดีเสียบ้าง…
จะได้รู้ว่าที่แท้แล้วผู้เฉลียวฉลาดและ
คาดการณ์แม่นยำมากสุดเป็นใคร!
ครั้งนี้นาเกลือตระกูลเหรินไม่เพียงกอบกู้
สถานการณ์สำเร็จ กระทั่งว่ายังสู้ศึกเอาชนะพลิก
ฟืนได้อย่างงดงามด้วย!
หากแผนดำเนินไปอย่างราบรื่นจะต้อง
กลายเป็นนาเกลืออันดับหนึ่งแห่งแดนสู่แน่!
ไม่กล้าจินตนาการเลยว่าในเมื่อราคาหุ้นนา
เกลือตระกูลเหรินเคยทะยานสูงถึงพันห้าร้อยพัน
หกร้อยอีแปะ บัดนี้เมื่อมีข่าวกลับมาจะมีคน
ต้องการซื้อหุ้นสักเท่าใด และราคาจะขึ้นไปอีกกี่
เท่าตัว
นั่นคือเงินขาววาววับเชียวนะ!
เดิมทีรถม้าจอดอยู่นอกโรงเตี๊ยม โหยวเย่ว์
แผดเสียงตะโกนเรียกสารถี จากนั้นรถม้าก็ห้อ
ตะบึงกลับเข้าจวนปั๋อด้วยความคึกคัก
ทว่าขณะเดินผ่านระเบียงทางเดินกลับเห็น
ชายหนุ่มคนที่ตนเห็นตอนออกจากจวน
บางทีอาจเป็นคนจากที่ไหนมาเยี่ยมคารวะ
ท่านพ่อกระมัง
ยามออกจากจวนนางคิดถึงแต่เรื่องหุ้น ส่วน
ยามกลับจวนก็มีแต่ความลิงโลดต้องการไปโอ้
อวดคนในครอบครัว ดังนั้นแม้พบคนผู้นี้ถึงสอง
คราก็ไม่เคยคิดถามไถ่ตามนิสัย กลับวิ่งตรงไปยัง
เรือนของตนกับพี่สาวทันที
คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งเดินผ่านประตูโค้งก็เห็น
ท่านปั๋อและปั๋อฮูหยินกำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่นคล้าย
สนทนาอะไรบางอย่างกันอยู่ในห้องของนาง
บทที่ 157 พลิกฟืนขึ้นมาใหม่ (3)
โหยวเย่ว์นึกว่าพวกเขามารอตนที่นี่
ความถือดีหวนคืนสู่ร่างในบัดดล นางเปล่ง
เสียงหัวเราะจองหอง พูดเสียงดังขึ้นมา “ข้าบอก
พวกท่านตั้งแต่แรกแล้วว่าหุ้นนาเกลือตระกูลเห
รินพวกนั้นน่ะ…”
นางเพิ่งเอ่ยวาจา เด็กรับใช้คนหนึ่งก็ถือค้อน
เหล็กออกมาจากห้องจนปะทะนางที่กำลังเดิน
เข้ามาจากข้างนอกพอดี เขาตกใจรีบก้มหน้างุด
เดินจากไป ประหนึ่งเพิ่งทำเรื่องที่ไม่สมควรให้
ผู้ใดรับรู้
โหยวเย่ว์พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
นางเงียบเสียงทันควัน เมื่อเดินเข้าไปจึง
มองเห็นสภาพภายในห้อง…
กล่องเก็บสัญญาและหลักฐานการซื้อขายหุ้น
ซึ่งนางเคยลงกุญแจไว้วางอยู่กลางโต๊ะ
ทว่าแม่กุญแจทองเหลืองอันแข็งแกร่งกลับถูก
บางอย่างทุบจนบุบเบี้ยว!
กล่องเปิดกว้างหันออกมา ภายในว่างเปล่าไม่
มีสิ่งใดหลงเหลือ!
พริบตานั้นโหยวเย่ว์รู้สึกเหมือนถูกสาย
อสุนีบาตฟาดยามฟั้าแจ้ง นางหยุดชะงัก โผเข้า
ไปหยิบกล่องใบนั้นขึ้นมา พลิกดูครู่หนึ่งก็ไม่พบ
บรรดาหลักฐานการซื้อขายหุ้นของตน “หุ้น
หลักฐานการซื้อขาย สัญญา! ของของข้าล่ะ ของ
ของข้าไปไหนแล้ว พวกท่านทำอะไร?!!!”
นางสูญสิ้นสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง สองตา
แดงก่ำ
ชิงหย่วนปั๋อรู้อยู่แล้วว่าเมื่อนางกลับมาต้อง
อาละวาด ช่วงหลายวันมานี้เขาเบื่อหน่ายความ
ไม่รู้จักแยกแยะหนักเบาของนางมาตั้งนานแล้ว
จึงแค่นเสียงเย็นชา “ยากนักที่วันนี้ตระกูลเซียว
จะสั่งให้คนนำสิ่งของมามอบให้พวกเรา ข้าว่าเจ้า
ไม่จำเป็นต้องไปเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายา
หลินจืออ๋องหรอก หากได้เป็นซื่อจื่อเฟยของ
จวนกั๋วกงก็คงไม่เลวเช่นกัน คนเขาเป็นคนดี ยาม
สนทนาบังเอิญคุยเรื่องนาเกลือตระกูลเหริน ติ้ง
เฟยซื่อจื่อควักตั๋วแลกเงินออกมาโดยไม่รีรอ ยอม
จ่ายเงินซื้อหุ้นบ้าบออะไรนั่นของเจ้าด้วยราคา
สามร้อยสามสิบอีแปะต่อหุ้น! ข้ากับท่านแม่ของ
เจ้าจึงตัดสินใจขายแทนไปหมดแล้ว! ข้าว่าเจ้าน่ะ
…”
“คนตระกูลเซียว? สามร้อยสามสิบอีแปะ
สามร้อยสามสิบอีแปะ!” โหยวเย่ว์รู้สึกมีโลหิต
หยดจากดวงใจ ไม่กล้าเชื่อเลยว่าตนได้ยินสิ่งใด
อยู่ นัยน์ตาทั้งคู่พลันแดงฉาน คว้ากล่องเปล่าปา
ใส่บุพการีราวกับคนสติวิปลาส “ผู้ใดบอกให้พวก
ท่านขาย? พวกท่านมีสิทธิ์เจ้ากี้เจ้าการกับสมบัติ
ของข้ารึ?! พวกท่านทราบหรือไม่ พวกท่านทราบ
หรือไม่ ราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินจะมีมูลค่า
เท่าใด?! หลักฐานการซื้อขายล่ะ? สัญญาล่ะ?! ข้า
ไม่สนใจว่ามันใช่คนตระกูลเซียวหรือเปล่า พวก
ท่านต้องนำกลับมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!!!”
ชิงหย่วนปั๋อและปั๋อฮูหยินต่างตะลึงงัน
กระดาษแผ่นหนึ่งรวมถึงตั๋วแลกเงินบาง ๆ
สองฉบับถูกวางทับอยู่มุมโต๊ะ
โหยวเย่ว์มองเห็นตอนกำลังเสียสติ พลันชิง
กลับมาไว้ในมือราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายได้
นางพลิกอ่าน เห็นตัวอักษรเขียนระบุบนสัญญา
อย่างชัดเจนว่าขายสี่พันหุ้นของนางด้วยราคา
หนึ่งพันสามร้อยยี่สิบตำลึงจนหมดเกลี้ยง
และส่วนที่ลงนามและประทับตราเห็นชัดว่า
คือ…
ตราประทับของเซียวติ้งเฟย!
ชิงหย่วนปั๋อและปั๋อฮูหยินไม่รู้สิ่งที่เกิด
ภายนอกแม้แต่น้อย เพียงพอจับเค้าได้ว่าดู
เหมือนนาเกลือจะพลิกฟืนมาใหม่ พากันซักไซ้ไล่
เลียงทันที
แต่โหยวเย่ว์สมองขาวโพลน
นางกำสัญญาตัวสั่นสะท้าน รายละเอียด
ปลีกย่อยหลายวันที่ผ่านมาผุดในหัวสมองและ
ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน “ไม่ใช่เซียวติ้งเฟย ไม่ใช่
เซียวติ้งเฟย! แต่เป็นนาง นางวางแผนกลั่นแกล้ง
ข้า! เป็นนาง…”
เสียงที่เปล่งประหนึ่งโลหิตท่วมคอ นางเข่น
เขี้ยวเคี้ยวฟัน แค้นใจยิ่งนัก!
มือกำแผ่นกระดาษ สุดท้ายไม่อาจทนรับ
ความสะเทือนใจที่ความปีติยินดีแปรเปลี่ยนเป็น
ความเศร้าโศก ความหวังที่จุดประกายขึ้นมาใหม่
มอดดับในชั่วพริบตา เบื้องหน้าพลันดับวูบแล้ว
ล้มตึง
ผู้อื่นไหนเลยจะคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์
เช่นนี้
ทุกคนต่างช่วยเหลือไม่ทัน มองศีรษะนาง
กระแทกธรณีประตูจนสิ้นสติสมประดีไปตาปริบ
ๆ ทว่านิ้วมือยังคงกำสัญญาแผ่นนั้นแน่นไม่ยอม
ปล่อย
*****
หลิวหยางปฏิบัติภารกิจที่เจียงเสวี่ยหนิง
มอบหมายจนลุล่วง ออกมาจากจวนปั๋ออย่าง
หวุดหวิดโดยสวัสดิภาพ เขาบังเอิญพบเซียวติ้ง
เฟยระหว่างทาง จึงรีบควักตราประทับ หนังสือ
สัญญา เอกสารรับรองการซื้อขายหุ้นออกมาจาก
อกและส่งใส่มือเขา
เซียวติ้งเฟยรู้เพียงนางขอยืมชื่อตนไปทำธุระ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องใด
ครานี้จึงแจ่มแจ้งในบัดดล เขาลูบคางพลาง
หัวเราะ “อย่างนี้นี่เอง ไม่รู้ว่ามีความแค้นความ
พยาบาทอะไรต่อกันนะเนี่ย อืม สตรีผู้นี้ไม่อาจ
ล่วงเกินจริง ๆ ไม่อาจล่วงเกินได้เลย!”
เขาโบกมือให้หลิวหยางไปก่อน แล้วตามหา
เจียงเสวี่ยหนิง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ไหน
เมื่อออกจากโรงเตี๊ยมสู่เซียง เขาหาตาม
ทิศทางที่นางจากไปแต่ก็ไม่พบตัว จนเดินไปถึง
หน้าศาลาหลบฝนริมถนนถึงมองเห็นเงาร่างซึ่ง
กำลังนั่งนิ่ง
ผู้คนสัญจรไปมาไม่มากนัก เจียงเสวี่ยหนิงนั่ง
ห่อเหี่ยวบนขั้นบันไดศาลาตามลำพัง นัยน์ตาทั้งคู่
จ้องไปข้างหน้าราวกับกำลังมองอะไรสักอย่าง
แต่เซียวติ้งเฟยรู้สึกว่านางไม่ได้มองสิ่งใดทั้งสิ้น
สีหน้าเสมือนกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
เขาเดินไปส่งเสียงเรียก นางถึงเงยหน้ามอง
ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน ถามด้วยท่าทีมิได้ผิดแผก
ไปจากเดิม “ได้มาแล้วหรือ”
เซียวติ้งเฟยส่งของให้ สายตาทวีความพินิจ
พิเคราะห์อีกหลายส่วน รู้สึกว่าท่าทางเมื่อครู่ของ
นางไม่ปกติ พอนึกได้ว่านางไล่ตามจางเจอ
ออกไป ดวงใจก็หนักอึ้งและอดเป็นห่วงไม่ได้
เขาเอ่ยถามหลังจากละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าไม่เป็นไรนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา คิดเพียงว่าไฉนนาง
ลืมถามจางเจอเสียได้ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร แต่
ถ้อยคำของเขาก็บอกกล่าวชัดเจนแล้ว หากยัง
ถามอีกจะทำให้ดูเหมือนนางปล่อยวางไม่ได้ รบ
เร้าพัวพันไม่ยอมหยุด
“ข้าไม่เป็นไร”
นางตอบเซียวติ้งเฟยเช่นนี้พร้อมก้มหน้านับ
สัญญาและหลักฐานการซื้อขาย
เซียวติ้งเฟยยืนอยู่ตรงหน้านาง มองเห็นชัดว่า
น้ำตาร่วงหล่นทีละหยดจนสัญญาเปียกชื้น แต่ถึง
กระนั้นเสียงของนางก็ยังคงปราศจากความรู้สึก
อันใด “รออีกสองวันเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น ค่อย
ขายออกไปอีกครั้ง ทีนี้ก็จะไม่ขัดสนเรื่องเงิน
แล้ว”
*****
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
ณ ห้องทำพิณในจวนเซี่ยเวย หลี่ว์เสี่ยนมือ
สั่นจนทำชาร้อนหกใส่ขาตนเอง ร้อนลวกจน
กระโดดตัวลอยทันที เสียงที่เปล่งออกมายังแปร่ง
หูไปหลายส่วน ทว่าทำได้เพียงรั้งตัวเด็กรับใช้
ตรงหน้ามาถามด้วยความเหลือเชื่อ
“นาเกลือตระกูลเหรินพลิกฟืนกลับคืนมา?!”
ตอนเด็กรับใช้ทราบข่าวก็รู้แล้วว่าเถ้าแก่ร้าน
ของตนต้องเดือดดาลแน่ อย่างไรเสียเขาก็เพิ่ง
ขายหนึ่งหมื่นหุ้นทิ้งด้วยราคาต่ำ กลายเป็นว่า
ผ่านไปไม่ถึงสองวันราคากลับสูงขึ้นมาอีก ช่างน่า
ตื่นเต้นประหนึ่งกระโดดหน้าผาหรือขึ้นสู่สรวง
สวรรค์เสียเหลือเกิน!
แม้หลี่ว์เสี่ยนจะเป็นจิ้งจอกเฒ่าอยู่ในแวด
วงการค้ามาช้านาน แต่เวลาเช่นนี้ก็ยังยากจะ
ยอมรับ
เขานั่งลงอย่างหดหู่ แทบกลายเป็นคนเบื้อใบ้
“เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร…”
นั่นมันหนึ่งหมื่นหุ้น!
หนึ่งหมื่นหุ้นเชียวนะ!
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกว่าต่อให้แล่เนื้อเถือหนังตนก็ยัง
ไม่เจ็บปวดขนาดนี้เลย เขากุมศีรษะเดินวนไป
เวียนมาในห้องทำพิณ “ใต้หล้าไหนเลยจะมีเรื่อง
บังเอิญเช่นนี้ ต้องมีคนวางแผนอยู่เบื้องหลังแน่!
ไม่มีทางบังเอิญเช่นนี้หรอก! เซี่ยจวีอัน เซี่ยจวีอัน!
นี่เป็นเงินก้อนโตเชียวนะ! เจ้ารีบส่งคนไป เจี้ยนซู
ไม่สิ เตาฉินก็ได้! ช่วยข้าสืบเบื้องลึกเบื้องหลังที
ข้าอยากขอดูมารดามันเสียหน่อยว่าเจ้าลูกเต่า
สารเลวตัวไหนกินหัวใจหมีดีเสือท่านย่ามัน กล้า
กินแม้กระทั่งเงินของข้าด้วย สืบ ข้าจะสืบ!!!”
เซี่ยเวยหาแผ่นไม้เหมาะ ๆ จะสร้างตัวพิณได้
จากร้านโยวหวงและเริ่มทำพิณขึ้นมาใหม่แล้ว
พอได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวประดุจอสุนีบาตของห
ลี่ว์เสี่ยน เขาก็ทำเพียงพับชายแขนเสื้อสีขาว
บริสุทธิ์ที่เลื่อนลงมากลับไปใหม่ กล่าวด้วย
น้ำเสียงปราศจากความรู้สึกทางโลกใด ๆ “เจี้ยน
ซู ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ช่วยไปสืบให้หลี่ว์จ้าวอิ่
นที”
เจี้ยนซู “…”
แต่เขาจำได้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานเมื่อรู้ว่า
คุณหนูรองหนิงเริ่มแตะต้องหุ้น เซียนเซิงของตน
พูดว่า “เรื่องการค้าหลี่ว์จ้าวอิ่นย่อมมีแผนการใน
ใจอยู่แล้ว ไยต้องให้เจ้าเข้าไปก้าวก่ายด้วยล่ะ”
เขาจึงเงยศีรษะมองใบหน้าเฉยชาหลุดพ้นโลกีย์
ของเซี่ยเวย ก่อนจะเหลือบมองหลี่ว์เสี่ยนซึ่งกัด
ฟันแทบแตกเพลิงโทสะพวยพุ่งอยู่ด้านข้าง ลอบ
ย้ายเถ้าแก่หลี่ว์ผู้นี้ไปไว้ด้านหลังอีกหนึ่งลำดับ
เซี่ยเวยไม่ได้ยินคำตอบจึงเคลื่อนสายตามอง
เขา พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ไปสืบเสีย เข้าใจ
หรือไม่”
เหงื่อเย็นเยียบพลันผุดบนหน้าผากเจี้ยนซู
เขารับทราบแล้ว ดังนั้นจึงค้อมกายเอ่ยว่า
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปสืบเดี๋ยวนี้”
ทว่าหากสืบอะไรได้แม้แต่นิดเดียว ก็ถือว่าข้า
จบเห่แล้วละ!