คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 158 หลี่ว์เสี่ยนกลืนน้ำลายตนเอง
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ซึ่งคอยดูแลรับใช้
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกได้ราง ๆ ว่าคุณหนูกลับมา
คราวนี้เหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
ช่วงบ่ายคนจากจวนชิงหย่วนปั๋อมาที่จวน
ตระกูลเจียง แจ้งว่าคุณหนูของพวกนั้นถูกเจียง
เสวี่ยหนิงตบต่อหน้าธารกำนัล ต้องการคำอธิบาย
อย่างชัดเจน เจียงปั๋อโหยวสรรหาถ้อยคำมาพูด
เกลี้ยกล่อมให้คนกลับไปก่อน แจ้งว่าหากเจียง
เสวี่ยหนิงกลับมาแล้วจะถามไถ่ให้ชัดเจน จากนั้น
ค่อยมอบคำตอบให้จวนปั๋อ
ทั้งจวนตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างพูดกันว่า
คุณหนูรองก่อเรื่องแล้ว
แต่เมื่อนางกลับมาแล้วได้ยินว่านายท่าน
และฮูหยินรอให้ไปพบ ก็ตอบเรียบ ๆ เพียงสอง
คำว่า “ไม่ไป”
เจียงปั๋อโหยวย่อมเดือดดาลเป็นล้นพ้น ส่วน
เมิ่งซื่อระบายโทสะอยู่ในห้องยกใหญ่ กล่าวโทษ
เจียงเสวี่ยหนิงว่าเลือกสร้างปัญหาในช่วงเวลา
สำคัญที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยต้องเข้ารับการคัดเลือกพระ
ชายาหลินจืออ๋อง จงใจไม่อยากเห็นพี่สาวของตน
ได้ดี
เจียงเสวี่ยหนิงกลับห้อง หยิบเงินสิบตำลึง
ออกมาก้อนหนึ่ง
ส่งให้เหลียนเอ๋อร์นำไปมอบให้เจียงปั๋อโหยว
กับเมิ่งซื่อ กล่าวเพียงประโยคเดียวว่า “เป็นข้า
เองที่ตบโหยวเย่ว์จริง ๆ เงินจำนวนนี้มอบให้นาง
ไปรักษาใบหน้าแล้วกัน หากยังไม่ยอมก็เขียน
หมายฟั้องร้องส่งไปศาลาว่าการและลากตัวข้าไป
ขึ้นศาลเลย ไว้ศาลตัดสินข้าเช่นไรข้าก็จะชดใช้
ตามนั้น ขอแค่จวนปั๋อของพวกเขากล้าขายหน้าก็
พอ”
ตลอดทั้งคืนนางแทบจะพูดแค่นี้
จากนั้นก็รับประทานอาหาร ล้างหน้าล้างตา
บ้วนปากตามปกติ กระทั่งว่ายังล้มตัวลงนอนเร็ว
กว่าเดิมครึ่งชั่วยามด้วย
ดูปกติสามัญ
ทว่าถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์ปรนนิบัตินางมา
สักระยะแล้ว รับรู้ได้ฉับไวว่านางมีเรื่องภายในใจ
ต่างลอบถอนหายใจ ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังอีก
ทั้งไม่กล้าปล่อยให้คนเข้าไปรบกวนนาง
เช้าวันต่อมามีข่าวแพร่จากจวนชิงหย่วนปั๋อ
ว่าเมื่อวานหลังโหยวเย่ว์ถูกเจียงเสวี่ยหนิงตบที่
โรงเตี๊ยมสู่เซียง ครั้นกลับจวนไปก็เสียสติโดยไม่
ทราบสาเหตุ นางโมโหจนเป็นลมศีรษะกระแทก
ธรณีประตู เสียโฉมไม่ว่า มิหนำซ้ำยังหมดสติไป
หลายชั่วยาม
ไม่ง่ายเลยกว่าจะเชิญหมอมาตรวจอาการ
และให้ความช่วยเหลือ ทว่าพอฟืนมากลับสติไม่
สมประกอบ
ปากพร่ำบ่นแต่คำว่า ‘หุ้น’ ‘ขึ้นแล้ว’ ‘ตก
แล้ว’ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ เวลาส่วนใหญ่จดจำ
บุพการีมิได้ แต่ครั้นจำได้ขึ้นมาก็จะทึ้งผมขว้าง
ปาข้าวของส่งเสียงบริภาษด่าทอ ทั้งร่ำไห้ทั้ง
อาละวาด
มีคนบอกว่าคุณหนูจวนปั๋อผู้นี้ใช้เงินเก็บ
ส่วนตัวทั้งหมดซื้อหุ้นนาเกลือตระกูลเหริน ไม่
ง่ายเลยกว่าจะทนผ่านช่วงหุ้นทิ้งดิ่งถึงก้นเหวและ
กำลังจะตีกลับขึ้นมาได้ แต่พอกลับบ้านก็พบว่า
บุพการีตัดสินใจขายหุ้นทิ้งพอดี แล้วผู้ใดจะทน
รับความสะเทือนใจเช่นนี้ไหว ดังนั้นพอศีรษะ
กระแทกจนเสียสติจึงพูดจาผรุสวาทกับบุพการี
ของตน
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศ จวนปั๋อ
อับอายขายหน้าไม่เหลือชิ้นดี
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องย่อมไม่อาจ
หลีกหนีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่ถ้อยคำกึ่งเท็จ
กึ่งจริงระหว่างนางกับจางเจอซึ่งโหยวเย่ว์เสกสรร
ปันแต่งที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงก็แพร่ไปตามท้องถนน
หญิงรับใช้จากเรือนเมิ่งซื่อมาเชิญตัวเจียง
เสวี่ยหนิงแต่เช้าตรู่ เห็นชัดว่าหัวเสียถึงขีดสุด
ต้องการเรียกนางไปซักถามให้ชัดเจน
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังนั่งหวีผมหน้ากระจก
เมื่อฟังหญิงรับใช้พูดจบ นางก็หยิบแจกัน
ดอกไม้ทางด้านข้างปากระแทกศีรษะอีกฝั่ายด้วย
ใบหน้าเฉยชา กล่าวเสียงเรียบว่า “นี่เพียงเริ่มต้น
ก็มาคิดบัญชีกับข้าเสียแล้ว ยังเร็วไปหน่อยนะ!
รอดูอีกสักสองวันเถอะ”
สองปีก่อนยามนางทำตัวยโสโอหังใช่ว่าจะไม่
เคยลงมือกับบ่าวไพร่สาวใช้
แต่ไม่เคยน่ากลัวอย่างครั้งนี้
ถึงขั้นน้ำเสียงเจืออารมณ์ขัน ทว่าใบหน้าสงบ
นิ่งดุจทะเลสาบน้ำแข็งคล้ายปราศจากความรู้สึก
คว้าของปาอัดศีรษะคนทันที
หญิงรับใช้รู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงก่อเรื่องมาจึงใช้
น้ำเสียงไม่ค่อยดี แต่เมื่อถูกแจกันดอกไม้กระแทก
หน้าผากและใช้มือคลำจนพบโลหิตก็ตกใจจน
ความกล้าหดหาย ตะโกนแหกปากร้องไห้โวยวาย
เจียงเสวี่ยหนิงทำเหมือนไม่ได้ยิน
นางหยิบต่างหูรูปจันทร์เสี้ยวแกะจาก
ปะการังสีแดงตรงโต๊ะเครื่องแปั้งมาประดับใบหู
ก่อนจะสั่งให้เหลียนเอ๋อร์นำจดหมายที่ตนเขียน
เสร็จตั้งแต่เช้าไปมอบให้คนส่งหาโหยวฟางอิ๋นที่
แดนสู่ จากนั้นสั่งถังเอ๋อร์บอกให้คนเตรียมรถม้า
เพื่อออกจากจวน
ก่อนไปนางเปิดกล่องหยิบสัญญาและเอกสาร
รับรองการซื้อขายหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินหนึ่ง
หมื่นหุ้นออกมา แม้กระทั่งตราประทับยังพกติด
ตัวไปด้วย มุ่งออกจากจวนขึ้นรถม้าเดินทางไป
ร้านโยวหวง
หลี่ว์เสี่ยนดื่มน้ำชาด้วยความคับข้องใจอยู่ชั้น
บนตั้งแต่เช้า
เมื่อเงยหน้าเห็นนางเดินเข้าประตูมาหนังตาก็
กระตุก ลางสังหรณ์อัปมงคลเบาบางพุ่งโจมตี
จิตใจ
เขาลุกขึ้นต้อนรับ “นี่ไม่ใช่คุณหนูรองเจียง
หรอกหรือ วันนี้มาเยือนร้านอันซอมซ่อ คงมา
เลือกพิณคันใหม่อีกแล้วกระมัง”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “มิใช่”
หลี่ว์เสี่ยนเลิกคิ้ว “ไม่ได้มาซื้อของ?”
เจียงเสวี่ยหนิงวางสัญญาและเอกสารรับรอง
การซื้อขายหนึ่งหมื่นหุ้นบนโต๊ะเก็บเงินตรงหน้า
เขาทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แต่มาขาย
ของ”
ดวงตาของหลี่ว์เสี่ยนเกือบจะถลนตั้งแต่
พริบตาที่นางหยิบกระดาษปึกนี้ออกมา สายตา
แทบเกาะติดมือของนางและเคลื่อนตามไปหยุด
ตรงโต๊ะเก็บเงิน ดวงใจแตกสลายแล้วจริง ๆ !
กระดาษเหล่านี้…
มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาคุ้นตาแค่ไหน
นั่นไม่ใช่หุ้นที่เขาปล่อยขายราคาต่ำไม่กี่วันก่อน
หรอกหรือ?!
เหตุใดถึง…
มาอยู่ในมือเจียงเสวี่ยหนิงได้?
ขมับของหลี่ว์เสี่ยนเต้นตุบ ๆ รู้สึกเลือดลมตี
ขึ้นสมองจนปากสั่นระริก เขาจำต้องยกมือขึ้นมา
กุมหน้าผาก จึงพอจะยังสะกดกลั้นความรู้สึก
อยากตวาดด่าด้วยอารมณ์ชั่ววูบไว้ได้ “ผู้ที่ลอบ
ซื้อหุ้นคือท่านเองหรือ?!”
หากเจียงเสวี่ยหนิงตกอยู่ในสถานะเดียวกับห
ลี่ว์เสี่ยน เกรงว่าคงไม่อาจสงบเยือกเย็นได้เช่นกัน
นางจึงแสดงความใจกว้างอย่างเปิดเผย มีทีท่าไม่
ถือสาหาความแม้แต่น้อย ตอบกลับอย่างเป็นมิตร
ว่า “ข้าเอง”
หลี่ว์เสี่ยนโมโหแทบคลั่ง “แล้วตอนนี้ท่านคิด
จะเปลี่ยนมือขายคืนให้ข้า?!”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มแย้ม “กำลังขาดเงิน
เล็กน้อยพอดีน่ะ หากเถ้าแก่หลี่ว์ซื้อกลับไปได้ก็
คงดีเหลือเกิน”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
มารดาเจ้าเถอะ เจ้าซื้อหุ้นจากมือข้าด้วย
ราคาสี่ร้อยตำลึง และยังจะให้ข้าซื้อกลับด้วย
ราคาสูงอีก นี่ไม่เท่ากับว่าข้าต้องซื้อและขายสิ่งที่
เป็นของตนใหม่โดยขาดทุนก้อนโตอย่างนั้นหรือ
เห็นข้าเป็นไอ้หน้าโง่เช่นนี้ก็ฝันไปเถอะ!
เจียงเสวี่ยหนิงพินิจสีหน้าบูดบึ้งของเขาก็รู้
เจตนา จึงคิดจะนำบรรดาสัญญาและเอกสารจาก
ไป “ดูท่าเถ้าแก่หลี่ว์คงไม่สนใจ ข้าไปถามผู้อื่น
แล้วกัน”
ปึง!
หลี่ว์เสี่ยนกดกระดาษไว้ กล่าวเสียงแข็ง
กระด้าง “เปิดราคา”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”