คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 159 พี่น้อง
“สองพันห้าร้อยอีแปะ”
“คุณหนูรองเจียง สมองข้าเหมือนทำจาก
เต้าหู้หรือไร”
“นาเกลือตระกูลเหรินคุ้มค่า”
“แต่ท่านไม่คุ้มค่า”
“จะต่อราคาหรือ”
“สองพันอีแปะ มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“สองพันสองร้อยอีแปะ”
“เปิดราคาสูงเหลือเกิน ท่านได้เงินจากคน
แซ่หลี่ว์ไปไม่น้อยแล้วนะ เจรจาการค้าเขาไม่ทำ
กันเช่นนี้!”
“จะไม่ซื้อก็แล้วแต่”
“…หา ท่านจะไปจริงหรือ! ได้ สองพันสอง
ร้อยอีแปะก็ได้ ไม่เปลี่ยนแล้ว!”
…
ท้ายที่สุดหลี่ว์เสี่ยนก็เป็นพ่อค้า แม้เขาจะ
อยากใช้ค้อนทุบศีรษะสตรีรูปงามตรงหน้ายิ่งนัก
แต่เปลือกนอกก็ยังคงรักษารอยยิ้มอันเหมาะสม
ดังเดิม เขาสั่งให้เด็กรับใช้ในร้านนำตั๋วแลกเงิน
ตามจำนวนออกมา ต่างเขียนสัญญาใหม่ จากนั้น
ประทับตราของตนลงไป
ขายออกไปสี่ร้อยอีแปะ แต่ซื้อกลับมาด้วย
ราคาสองพันสองร้อยอีแปะ
แรกเริ่มซื้อมาราคาห้าร้อยอีแปะต่อหุ้น เมื่อ
ขายด้วยราคาสี่ร้อยอีแปะต่อหุ้นจึงขาดทุนหนึ่ง
พันตำลึง บัดนี้ซื้อกลับมาด้วยราคาสองพันสอง
ร้อยอีแปะ หากคำนวณโดยใช้ราคาตั้งต้นที่สี่ร้อย
อีแปะต่อหุ้นก็จะขาดทุนหุ้นละหนึ่งพันแปดร้อย
ตำลึง เมื่อเป็นหนึ่งหมื่นหุ้นจะเท่ากับหนึ่งหมื่น
แปดพันตำลึง!
เขามิได้รู้สึกประหนึ่งดวงใจเพียงกลั่นโลหิต
อีกต่อไป ทว่าไหลพรั่งพรูเป็นน้ำตกเลยต่างหาก!
หลี่ว์เสี่ยนมือสั่นเทาไม่หยุดขณะส่งมอบตั๋ว
แลกเงินสองหมื่นสองพันตำลึงให้เจียงเสวี่ยหนิง
นิ้วออกแรงยึดจับไว้ ไม่ยอมปล่อยอยู่เนิ่น
นาน
เจียงเสวี่ยหนิงดึงไม่หลุด นางช้อนดวงตามอง
เขาด้วยท่าทีสบาย ๆ “จะซื้อหรือไม่ซื้อ”
เขาปิดเปลือกตาฉับ “เอาไป ๆ เชิญเอาไป
เลย!”
ในที่สุดเขาก็ยอมปล่อยมือ ท่าทางไม่เหมือน
คนทำการค้าที่ยินยอมกันทั้งสองฝั่าย แต่เขา
เหมือนถูกเจียงเสวี่ยหนิงปล้นชิงเงิน กรีดดวงใจ
และต้องการเอาชีวิตทั้งเป็นต่างหาก!
ขณะนี้แม้เรื่องนาเกลือตระกูลเหรินกำลังจะ
พลิกฟืนแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง และราคาหุ้น
ของนาเกลือก็พุ่งทะยาน แต่หากต้องการให้เงินสี่
ร้อยอีแปะกลับคืนระดับเดิม เห็นชัดว่าคงต้องใช้
เวลาอีกสักพัก
ทว่าวันนี้ต่างจากวันวาน
หลังจากใช้เครื่องขุดบ่อต่อรองจนได้ผลกำไร
ร้อยละห้าของนาเกลือส่วนใหญ่ในแดนสู่ภายใน
ห้าปีจากนี้ แทบพูดได้ว่านาเกลือตระกูลเหรินจะ
อยู่ในสภาวะอยู่ยงคงกระพัน อย่างน้อยหากไม่
ประสบเภทภัยทั้งจากธรรมชาติและจากน้ำมือ
ของมนุษย์ภายในช่วงห้าปีนี้ย่อมไม่ล่มสลายเป็น
อันขาด
พ่อค้าวาณิชรายใหญ่ซึ่งมีเงินเหลือหลายคน
ยังกลุ้มใจว่าซื้อหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินมาไม่ได้
ด้วยซ้ำ ถึงราคาสองพันสองร้อยอีแปะจะถือว่าสูง
มากเมื่อเทียบกับราคาทั้งปัจจุบันและอดีต ทว่า
เมื่อเวลาผ่านไปราคาหุ้นจะต้องสูงเกินจุดนี้แน่
อาจถึงขั้นเกินไปพอสมควรด้วย และยิ่งไม่ต้อง
เอ่ยถึงว่ายังมีแบ่งผลกำไรประจำปี
หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้ขาดทุนแม้แต่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงร้อนเงินก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมด
ทางเลือกจนจำเป็นต้องมาหาหลี่ว์เสี่ยนอยู่ทาง
เดียว ทว่าประการแรก คนผู้นี้ตกหลุมพรางของ
ตนจริง ๆ นางจึงรู้สึกผิดอยู่บ้าง ประการที่สอง
นางไม่ได้เพิ่งทำการค้ากับคนผู้นี้ครั้งแรก แม้เขา
จะเป็นพ่อค้าหน้าเลือดแต่ก็เชื่อถือได้ หากไปหา
ผู้อื่นอาจเกิดเหตุแทรกซ้อนอย่างคาดไม่ถึง
ประการที่สาม หลี่ว์เสี่ยนเป็นคนฉลาด ไม่มีทาง
มองสถานการณ์ไม่ออก เขาย่อมไม่พลาดโอกาส
อันดีที่จะได้ซื้อหุ้นราคาสองพันสองร้อยอีแปะ
ดังนั้นนางจึงมาหา
ขณะนี้ทั้งสองฝั่ายซื้อขายสำเร็จแล้ว นางไม่
จำเป็นต้องอยู่ต่อ หยิบตั๋วแลกเงินเดินจากไป
ทันที
ส่วนหลี่ว์เสี่ยนมองหนึ่งหมื่นหุ้นที่ ‘สูญเสียไป
แล้วได้กลับคืนมา’ ในมือตนเป็นเวลานาน แม้จะ
อยากกัดฟันทนและยอมถอยให้ ทว่าทนแล้วยิ่ง
คิดยิ่งมีโทสะ ยิ่งถอยยิ่งรู้สึกว่าขาดทุน ผ่านไป
เนิ่นนานจึงตบโต๊ะ ผุดลุกหอบสัญญาและเอกสาร
รับรองการซื้อขายขึ้นมา สาวเท้ายาว ๆ ออกไป
ข้างนอก
เด็กรับใช้ตกตะลึง “หลี่ว์เซียนเซิงจะไปที่ใด
ขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนไม่หันหน้ากลับไปมอง “ข้าจะไป
ถามเจ้าคนแซ่เซี่ยให้ชัดเจน!”
พิรุณยามวสันต์เพิ่งตกเมื่อคืน พื้นถนนเจิ่ง
นองชื้นแฉะ บางคนรวมตัวกันเล่นไพ่ใบไม้[1]อยู่
ในตรอก
สิ่งที่หลี่ว์เสี่ยนได้ยินขณะเดินผ่าน ส่วนใหญ่
กำลังสนทนากันเรื่องการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี
บางครั้งจะมีขอทานวิ่งเท้าเปล่าผ่านเขาไป
เกือบทุกคนแทบจะถือท่อนไม้ไผ่เคาะชามแตก ๆ
ร้องเพลงซึ่งมีถ้อยคำว่า ‘ตระกูลเซียวทำร้าย
บ้านเมือง ให้องค์หญิงอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ ใช้
อำนาจบีบบังคับฮ่องเต้ ต้องรับกรรมหมื่นปี’
อะไรทำนองนี้
นับวันยิ่งลุกลามบานปลายจริง ๆ
แม้หลี่ว์เสี่ยนจะคิดแบบนี้ แต่ก็นึกอยากชม
การแสดงฉากเด็ดอยู่บ้าง คิดเพียงว่าตระกูลเซียว
ถึงคราวเคราะห์ ไม่รู้ใครกันนะคอยกลั่นแกล้งอยู่
เบื้องหลังจนเรื่องราวใหญ่โต ต่อให้ตระกูลเซียว
อยู่ในท้องพระโรงก็ไม่อาจมอบคำตอบที่น่าพึง
พอใจแก่ฮ่องเต้และยากจะจบลงด้วยดีกระมัง
อย่างไรเสียจิตใจของราษฎรก็เปรียบเสมือน
สายน้ำ
ที่จริงฮ่องเต้ซึ่งประทับอยู่เบื้องบนไม่
จำเป็นต้องแยกแยะขุนนางชั่วกับขุนนางผู้ภักดี
หรอก แต่เพื่อให้นั่งอยู่ตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคง
ต้องชนะใจและทำตามความต้องการของราษฎร
จึงจะปกครองบ้านเมืองได้ร่มเย็นเป็นสุข
ยามนี้เซี่ยเวยเพิ่งเลิกการฟังราชกิจ เขาผลัด
ชุดขุนนาง กำลังดื่มชากาหนึ่งซึ่งเพิ่งชงเสร็จ
หลี่ว์เสี่ยนมาได้จังหวะพอดี
เขาเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ นั่งลงฝังตรงข้าม
เซี่ยเวย ยิ้มหวานมองเจี้ยนซูซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง
พร้อมถามว่า “สืบเป็นเช่นไรบ้างแล้ว”
ไม่เสียทีที่เจี้ยนซูติดตามเซี่ยเวยมาหลายปี
เขาโกหกโดยสีหน้ายังเป็นปกติ “เพิ่งเริ่มสืบเมื่อ
วานจึงยังไม่ได้เบาะแสอะไร แต่เป็นไปได้มากว่า
คนทำนาเกลืออื่น ๆ ในแดนสู่อาจเป็นผู้ลงมืออยู่
เบื้องหลังขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนแย้มยิ้มโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน
“อ้อ เห็นทีคงจะสืบยากมากเลยกระมัง”
เจี้ยนซูสันหลังเย็นวาบอย่างน่าประหลาด
เขานิ่งงัน จากนั้นถึงตอบกลับว่า “สืบยากมาก
จริง ๆ ขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนหัวเราะฮ่า ๆ ควักเอกสารรับรอง
การซื้อขายหนึ่งหมื่นหุ้นออกมาจากอกแล้ววาง
บนโต๊ะ เจี้ยนซูหน้าเปลี่ยนสีอย่างชัดเจน ก้มหน้า
งุดทันที
“ข้าว่าคุณชายเจี้ยนซูคงตาบอดไม่รู้จักมัน
แล้วกระมัง”
เขารินน้ำชาให้ตนเองและจิบอึกหนึ่ง กล่าว
แฝงความนัยว่า “เซี่ยจวีอัน เจ้าดูสิ เลี้ยงลูกน้อง
อย่างเตาฉินและเจี้ยนซูไว้ทั้งที เรื่องเล็กน้อยแค่นี้
ยังทำไม่ได้ สืบตั้งแต่เช้าจดเย็นไม่มีวี่แวว
มิหนำซ้ำวันนี้ยังปล่อยให้ตัวต้นเรื่องมาหาข้าถึงที่
เปิดราคาสูงและบอกให้ข้าซื้อหุ้นกลับไปเสีย ข้า
ถึงเพิ่งมารู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังเป็นใคร ข้าว่าเจ้าไล่
ตะเพิดสองคนนี้ออกไปดีกว่า ในเมื่อเรื่องแค่นี้ยัง
ไม่มีปัญญาทำ แล้วจะเก็บไว้ให้เปลืองข้าวสุกหรือ
ไร”
เซี่ยเวยมองเจี้ยนซู “ได้ยินเถ้าแก่หลี่ว์แล้วใช่
หรือไม่”
เจี้ยนซู “…ขอรับ”
การรับผิดแทนเช่นนี้ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร
ชินเสียแล้ว
เซี่ยเวยมองหลี่ว์เสี่ยนอีกครา กล่าวเรียบ ๆ
ว่า “เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ ภายหน้าหากเถ้าแก่ห
ลี่ว์หกล้มตกหลุมจนขาแข้งหัก แล้วจะหวังให้เจ้า
ลากตัวขึ้นมาได้อย่างไรกัน”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
ท่านย่ามัน เหตุใดถึงรู้สึกว่าคำพูดของเจ้าคน
แซ่เซี่ยลอบกระทบกระเทียบว่าเขาทำการค้า
ไม่ได้เรื่อง ทั้งยังคิดโยนความผิดให้ผู้อื่นอีกนะ
เขาหัวเราะเย้ยหยัน “คนเราพอมีภรรยาแล้ว
ก็ลืมพี่น้อง เก่งกล้าสามารถจริง ๆ นะเซี่ยจวีอัน
ยังไม่ทันสู่ขอภรรยาก็ขายพี่น้องทิ้งจนหมดสิ้น
แล้ว!”
เซี่ยเวยเองก็หัวเราะ ความเย็นชามลายหาย
“ไม่ใช่เป็นเพราะเห็นว่าพี่หลี่ว์ยังพอมีราคาค่า
งวดอยู่บ้างหรอกหรือ”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
กระทั่งเรื่องแบบนี้ยังทำได้ลงคอ แล้วจะยังมี
เรื่องใดทำไม่ลงอีก?!
เขาตบโต๊ะลุกพรวด “คนแซ่เซี่ย วันนี้ข้าหลี่ว์
จ้าวอิ่น…”
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า
เจียงเสวี่ยหนิงนำเงินจำนวนมากเช่นนั้นไปทำ
อะไร”
หลี่ว์เสี่ยนตะลึงงัน
เดิมทีเขาคิดมาตัดสัมพันธ์ฉันมิตรสหาย แต่
พอถูกเบี่ยงประเด็นก็ลืมเลือนในบัดดล ย่นหัวคิ้ว
เผยสีหน้าจริงจัง “เมื่อครู่ตอนข้ามอบตั๋วแลกเงิน
ให้นางก็คิดอยู่ ว่ากันตามเหตุผลแล้วเงินในมือ
คุณหนูผู้นี้คงมีไม่น้อย อย่างต่ำก็ต้องหลายหมื่น
ตำลึง แต่สร้างความปันปั่วนเรื่องหุ้นทีไรล้วนเป็น
เพราะขาดเงินทั้งสิ้น นางกำลังทำอะไรเจ้ารู้
หรือไม่”
เซี่ยเวยถาม “ขามาเจ้าได้เห็นและได้ยินสิ่ง
ใดบ้างล่ะ”
หลี่ว์เสี่ยนตอบ “ขามาคนน้อย ตาม
ท้องตลาดจะไปได้ยินเรื่องอะไรได้ ก็มีแต่เรื่อง
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีนั่น…”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้หนังตาพลันกระตุก
เขาใจหายวาบ ตกตะลึงพรึงเพริดขึ้นมา
หลายส่วนโดยไม่ทราบสาเหตุ “เรื่องนี้เป็นฝีมือ
ของเจียงเสวี่ยหนิงหรือ?!”
ไหนเลยจะมีแค่เจียงเสวี่ยหนิงเล่า
ยังมีเซียวติ้งเฟยที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอีกคน
เซี่ยเวยใช้นิ้วเคาะถ้วยชาเบา ๆ “น่าจะเป็น
เช่นนั้น”
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกไม่ชอบมาพากล “นางเป็นสตรี
รอการออกเรือน ไยต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่อง
พวกนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังลุกลามบานปลายถึง
เพียงนี้แล้ว หากทำพลาดจนเรื่องแดงขึ้นมาก็ไม่มี
ผู้ใดรู้ว่าตระกูลเซียวจะกลับมาแก้แค้นหรือเปล่า
หากต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในเมืองหลวง
ห้ามตอแยตระกูลเซียวเด็ดขาด เรื่องนี้ไม่
สมเหตุสมผลเลย นอกเสียจาก…”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้ เขาพลันเหลือบมองเซี่ยเวย
แวบหนึ่ง
เซี่ยเวยทอดสายตามองใบชาเล็กละเอียดซึ่ง
บัดเดี๋ยวจมบัดเดี๋ยวลอยอยู่ในถ้วย นิ่งเงียบเป็น
เวลานาน เขาย่อมรู้ความนัยที่หลี่ว์เสี่ยนยังกล่าว
ไม่จบ…
นอกเสียจากเจียงเสวี่ยหนิงไม่คิดจะอยู่เมือง
หลวงอีกต่อไป
——————–
1. ไพ่ใบไม้ เป็นไพ่จีนชนิดหนึ่ง ขนาด
ใกล้เคียงกับใบไม้