คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 160 แผนลูกโซ่ (1)
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเมืองหลวงเรื่องการ
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธ-ไมตรีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นับตั้งแต่เซียวเยี่ยบันดาลโทสะสั่งให้คนทุบตี
บัณฑิตนามเวิงอั๋งก็เหมือนไปแหย่รังแตน ไม่เพียง
เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามท้องตลาด แม้แต่ใน
หมู่บัณฑิตเองก็เกิดคำครหาไม่น้อย เดิมทีราช
สำนักมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกับต๋าต๋าเกือบครึ่ง ครั้นเกิดเรื่อง
เช่นนี้จึงมีคนขุดคุ้ยเรื่องเก่าจนสร้างแรงกดดันแก่
ตระกูลเซียวมหาศาล
บัดเดี๋ยวเวิงอั๋งก็ไปร้องทุกข์ บัดเดี๋ยวก็มี
เจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการมาสืบสวน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายังมีเซียวติ้งเฟยที่อยากให้
เกิดเรื่องวุ่นวายอยู่อีกคน
เบื้องบนตั้งแต่เซียวหย่วนและเซียวซู เบื้อง
ล่างตั้งแต่พ่อบ้านจดบ่าวไพร่ นี่เป็นครั้งแรกที่เกิด
เรื่องวุ่นวายจนปวดเศียรเวียนเกล้าขนาดนี้
หากเป็นเพียงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของ
ชาวบ้านร้านตลาดยังพอทำเนา อย่างไรเสียแม้
เซียวซูจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่าน
หญิง ทว่าราชวงศ์นี้ยังไม่เคยมีท่านหญิงเดินทาง
ไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีมาก่อน ดังนั้น
แม้จะทำให้ตระกูลเซียวโกลาหลแต่ก็ปราศจาก
ความพรั่นพรึง
คิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์หลายวันก่อนจะย้อนมา
ซ้ำเติมกะทันหัน
ตระกูลเซียวเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของ
เมืองหลวงซึ่งหยั่งรากลึก แผ่ขยายกิ่งก้านสาขา
เป็นวงกว้าง ยามปกติโอหังอวดดี รังแกราษฎรทั้ง
ในที่ลับและที่แจ้ง ซื้อขายตำแหน่งและ
บรรดาศักดิ์มาไม่น้อย ใช่ว่าไม่เคยมีเจ้าทุกข์
ฟั้องร้องมาก่อน แต่คดีล้วนถูกฝั่ามืออันยิ่งใหญ่
ของตระกูลเซียวทาบปิด เจ้าทุกข์จำนวนมากต่าง
เงียบเสียงโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนตระกูลเซียว
ไม่เคยได้รับความเสียหายอันใด
ทว่าช่วงเวลานี้เหตุการณ์และบุคคลเหล่านั้น
กลับปรากฏออกมาอีกครั้ง
บางคนหยิบยกเรื่องเก่า ติดประกาศทั่วทุกหัว
ระแหงในเมืองหลวง บางคนตีกลองร้องทุกข์
ฟั้องร้องถึงศาลาว่าการอยากให้เจ้าหน้าที่ผดุง
ความเป็นธรรม และมีบางคนขอให้เหล่าบัณฑิต
ร่วมลงรายชื่อถวายเรื่องขึ้นไปให้ฝั่าบาททรง
ทราบ…
แต่น่ากลัวยิ่งกว่าคือมีบางคนเปิดโปงเรื่องที่
ตระกูลเซียวลอบทำจนกลายเป็นข่าวสะพัดในหมู่
ชาวบ้านร้านตลาด หลายฝั่ายตกตะลึงจนต้อง
โจมตีทั้งทางวาจาและตัวอักษร!
“ตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างมีคนรู้เรื่องเงินค่า
เสบียงบรรเทาทุกข์ที่ก้านโจวไม่กี่คน เหตุใดจึง
หลุดไปถึงคนนอกได้” เซียวหย่วนซึ่งเพิ่งได้รับ
รายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาจึงเต้นเป็นเจ้าเข้า
ใบหน้าถมึงทึง ตบโต๊ะจนแท่นวางพู่กันและจาน
ฝนหมึกราคาแพงร่วงหล่น “หรือว่า หรือว่าจะ
เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตอนนั้นที่ซ้ำเติม…”
คดียักยอกเงินค่าเสบียงบรรเทาทุกข์ที่ก้าน
โจวเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน
เมื่อเรื่องนี้ถูกสอบสวน วงการขุนนางในก้าน
โจวก็ถูกกวาดล้างจนสิ้น มีคนถูกตัดศีรษะหลังฤดู
ใบไม้ร่วงหกสิบกว่าคน
อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักจะรู้ว่าผู้ถูกตัด
ศีรษะเหล่านี้แม้มิใช่ผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้บงการที่
แท้จริง…ซึ่งก็คือตระกูลเซียวแห่งเมืองหลวง…
กลับอยู่รอดปลอดภัย! เงินค่าเสบียงบรรเทาทุกข์
ส่วนใหญ่ส่งขึ้นมาเป็นทอด ๆ สุดท้ายเข้ากระเปั๋า
ตระกูลเซียวหมด!
ผู้รู้เห็นเหตุการณ์สมัยนั้นหากมิใช่ขุนนาง
ระดับสูงในปัจจุบันก็ต้องกลายเป็นวิญญาณใน
ยมโลก
ใครมันขุดคุ้ยเรื่องเก่า?
และผู้ใดกันมีความสามารถมาขุดคุ้ยเรื่อง
เก่า?!
ชื่อของศัตรูเก่าแก่ซึ่งเคยมีความแค้นกับ
ตระกูลเซียวแล่นผ่านห้วงความคิดของเซียวซูที
ละชื่อ ทว่าจนใจที่หาสายสนกลในไม่ได้แม้แต่
น้อย “ดูเหมือนศัตรูในที่ลับของพวกเราจะไม่
อยากให้องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเดินทางไป
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีและต้องการพุ่ง
เปั้ามายังตระกูลเซียว ที่สำคัญยิ่งกว่าคือคล้ายจะ
ซุ่มตัวมานาน ลอบรวบรวมจุดอ่อนของพวกเราไว้
ไม่น้อย ครั้งนี้จึงปล่อยเรื่องทั้งหมดในคราวเดียว
เห็นชัดว่าต้องการสู้จนตัวตาย ไม่อยากให้พวก
เราอยู่ดีมีสุข”
ต้องมีความคิดเช่นนี้ และต้องมีความสามารถ
เช่นนี้?
เซียวหย่วนสั่งให้ลูกน้องออกไป สีหน้า
เปลี่ยนแปลงร้อยแปดพันประการ พลันกดเสียง
ต่ำเอ่ย “ข้ารู้สึกว่าหลังจากโค่นจวนหย่งอี้โหว
แล้วฝั่าบาทก็ทรงมีท่าทีแปลกไป โดยเฉพาะเมื่อ
เจ้าลูกชั่วนั่นกลับมา ทุกสิ่งที่ฝั่าบาททรง
แสดงออกล้วนอ่านยากอยู่บ้าง”
ครั้นเซียวติ้งเฟยกลับมาก็ตั้งตนเป็นศัตรูกับ
ตระกูลเซียวไปแทบทุกเรื่อง สร้างความอับอาย
ขายหน้าแก่ตระกูลเซียวยิ่งนัก
ทว่าฝั่าบาทกลับยืนอยู่ฝั่ายเดียวกับเซียวติ้ง
เฟย
เรื่องนี้น่ะช่างเถิด อย่างไรเสียเปลือกนอกของ
เซียวติ้งเฟยก็คือผู้เคยช่วยชีวิตฮ่องเต้ หากฮ่องเต้
ไม่ยืนอยู่ฝั่ายเดียวกับเขาแล้วจะให้ไปยืนอยู่ฝั่าย
เดียวกับผู้ใด
ทว่าครั้งนี้เมื่อชาวบ้านร้านตลาดส่งเสียง
วิพากษ์วิจารณ์มานานขนาดนั้น ทั้งยังถึงขั้นเสนอ
ความคิดเหลวไหลให้ส่งเซียวซูไปอภิเษกสมรส
แทนองค์หญิง เสิ่นหลางซึ่งเป็นฮ่องเต้กลับไม่เคย
ตำหนิ ตรงข้ามกลับเพิกเฉยไม่แยแส
แม้จะไม่เคยมีท่าทีสนับสนุน แต่ก็ไม่เคย
คัดค้าน
ในราชสำนักมีพวกชอบทำตัวลู่ไปตามลมอยู่
ตั้งเท่าใดเล่า
ครั้นเห็นฮ่องเต้ไม่แสดงท่าทีจึงไม่เข้ามาสอด
มือยุ่ง
นอกจากนี้บรรดาผู้ไม่พอใจตระกูลเซียวย่อม
ถูกปลุกเร้า ฉวยโอกาสขยับขยายสนามรบ นับวัน
ยิ่งโอหังไร้ความยำเกรง แสดงท่าทีว่าต้องการ
ลากตระกูลเซียวลงน้ำให้จงได้
ครั้นเซียวซูได้ฟังถ้อยคำของเซียวหย่วน
ดวงใจก็ยิ่งหนักอึ้ง กล่าวขึ้นมาว่า “ไว้วันหน้าข้า
จะเข้าวังเพื่อขอเข้าเฝั้าไทเฮาอีกครั้ง แต่ยามนี้ไม่
ว่าคนลอบกัดพวกเราจะเป็นใครและที่แท้มีผู้
ใดบ้าง เรื่องก็ล้วนมีสาเหตุมาจากการอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีทั้งสิ้น เสียง
วิพากษ์วิจารณ์บอกให้ข้าไปแทนเสิ่นจื่ออีมีมาก
นัก ข้าไม่มีวันให้คนพวกนั้นสมหวังเด็ดขาดเจ้า
ค่ะ”
นางเป็นสตรีชาติกำเนิดสูงศักดิ์
แผ่นดินนี้มีเพียงตำแหน่งฮองเฮาผู้สูงส่งอยู่
เหนือตำหนักทั้งหกเท่านั้นถึงคู่ควรกับนาง
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต๋าต๋า?
ฝันไปเสียเถิด!
เซียวหย่วนตกใจ “เจ้ามีวิธีแล้วหรือ”
*****
ถึงการเสนอให้เซียวซูไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีแทนองค์หญิงใหญ่เล่อหยางจะสร้าง
ความปันปั่วน ทว่าบรรดาตระกูลสูงศักดิ์ซึ่งมีธิดา
วัยกำลังเหมาะสมจำนวนมากไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
กระทั่งว่ายังยินดีที่ผู้อื่นประสบคราเคราะห์อีก
ต่างหาก
อย่างไรเสียหลินจืออ๋องก็กำลังจะคัดเลือก
พระชายา เซียวซูเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีแนวโน้ม
สูง
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวน
รองเสนาบดีเจียงได้รับผลกระทบเล็กน้อยจาก
การกระทำของเจียงเสวี่ยหนิงที่โรงเตี๊ยมสู่เซียง
จนชื่อเสียงไม่สู้ดี
ผู้ใดใช้ให้สองพี่น้องมาจากจวนเดียวกันเล่า
การแต่งงานของตระกูลใหญ่ขึ้นอยู่กับ
สถานการณ์ภายในครอบครัว หากมีพี่น้องสตรี
คนใดเสื่อมเสียชื่อเสียง พี่น้องสตรีคนอื่นภายใน
จวนย่อมพลอยได้รับผลกระทบ พลาดพลั้งเพียง
สักนิดอาจเป็นผลให้ออกเรือนยาก
ทุกคนพูดกันว่าการมีน้องสาวเช่นเจียงเสวี่ย
หนิงถือเป็นความโชคร้ายของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เมิ่งซื่อบูดบึ้งไม่พูดไม่จาอยู่ในบ้าน
โชคดีเรื่องนี้แพร่สะพัดอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็ผ่าน
พ้น ไม่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่โตมาก ถูกกลบโดย
เรื่องอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีอย่างรวดเร็ว
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งผ่านไปวันเดียว ข่าวลือเหลวไหลที่
รุนแรงยิ่งกว่ากลับถาโถมใส่จวนตระกูลเจียง
ประดุจพายุฝนฟั้าคะนอง!
“นี่ พวกเจ้าได้ยินหรือเปล่า คุณหนูจวน
ตระกูลเจียงไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว”
“ข้ารู้ กับใต้เท้าจางเจออะไรนั่นใช่หรือไม่
ถึงกับไล่ตามออกไปต่อหน้าต่อตาธารกำนัล ช่าง
ไร้ยางอายนัก…”
“ไม่ใช่แค่นี้นะ!”
“นางมีสัมพันธ์สวาทกับติ้งเฟยซื่อจื่อแห่ง
จวนกั๋วกงผู้นั้นจริง ๆ ไม่เคยได้ยินหรือว่าซื่อจื่อ
เชื่อฟังคำสั่งนางทุกอย่าง แม้แต่ของพระราชทาน
ของฝั่าบาทยังส่งไปที่จวนตระกูลเจียงเพื่อเอาใจ
สาวงาม”
“สองคนนี้มีสัมพันธ์สวาทกันได้อย่างไร”
“เรื่องนี้เจ้าคงไม่รู้กระมัง เรื่องที่ทงโจวปลาย
ปีก่อน สหายของข้าเป็นทหารอยู่ทงโจว มองเห็น
ชัดเจนแจ่มแจ้ง คุณหนูรองจวนตระกูลเจียงอะไร
นั่นขลุกอยู่กับกลุ่มนักโทษแหกคุกและบรรดา
ชายฉกรรจ์ โอ้โฮ ติ้งเฟยซื่อจื่อผู้นั้นเจ้าชู้เจ้า
สำราญเช่นไรเจ้ายังไม่รู้อีกหรือ พอชม้ายชายตา
กันไป ๆ มา ๆ แล้วจะยังเรียกว่าไม่มี
ความสัมพันธ์อะไรกันได้อีกหรือ อีกทั้งตอนนั้นใต้
เท้าจางก็อยู่ด้วยนะ จิ๊ ๆ ร้ายกาจเสียเหลือเกิน
…”
“ผิดผีแท้ ๆ เชียว!”
…
บทที่ 160 แผนลูกโซ่ (2)
พลันบังเกิดข่าวลือสารพัดอย่างตามตรอก
ซอกซอย เดิมทีเรื่องการปล้นคุกโดยกบฏนิกาย
สวรรค์ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว ยิ่ง
เมื่อสตรีผู้หนึ่งมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ด้วยก็
ยิ่งสร้างความสงสัยใคร่รู้แก่ผู้คนนับไม่ถ้วน ต่าง
เล่าเติมเสริมแต่ง ลือกันเป็นตุเป็นตะ
เมิ่งซื่อบังเอิญได้ยินขณะออกไปข้างนอก
โทสะพุ่งปราดแทบจะเป็นลมล้มพับ
นางเข้าใจได้ราง ๆ แล้วว่า ‘นี่เพียงเริ่มต้น’ ที่
เจียงเสวี่ยหนิงเคยเอ่ยถึงเรื่องที่โรงเตี๊ยมสู่เซียง
หมายความเช่นไร เมื่อกลับถึงจวนตระกูลเจียงก็
หน้าตาถมึงทึง เชิญเจียงปั๋อโหยวมาหาเป็น
อันดับแรก จากนั้นสั่งให้คนไปตามเจียงเสวี่ยฮุ่ย
กับเจียงเสวี่ยหนิงมา
เนื่องจากรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่ยอมรับการ
อบรมสั่งสอนสักเท่าใด นางจึงเน้นย้ำด้วยใบหน้า
เย็นชาเป็นพิเศษ “พาเด็กรับใช้ไปด้วย หากนาง
ไม่มา จงจับมัดและพาตัวมาหาข้าให้จงได้! เพียง
ทำลายชื่อเสียงของตนเองตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้
ก็ช่างมันเถิด ช่วงเวลาสำคัญยังจะทำให้พี่สาว
พลอยเดือดร้อนอีก! หน้าไม่อายนัก!”
คิดไม่ถึงว่ากลับไม่ต้องทำอะไรเลย
เจียงเสวี่ยหนิงเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว
เมื่อมีคนมาแจ้งให้ทราบ ก็ตามไปด้วยใบหน้า
ประดับรอยยิ้ม
เรื่องเจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าร่วมการคัดเลือกพระ
ชายาหลินจืออ๋องเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดของจวน
ตระกูลเจียงช่วงนี้
แม้แต่เจียงปั๋อโหยวยังให้ความสำคัญยิ่ง
อย่างไรเสียก็ดูเหมือนเจียงเสวี่ยฮุ่ยจะมีใจให้
เสิ่นเจี้ยมาก อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังช่วยเวินเจาอี๋ที่
อุทยานหลวง นับว่าได้รับความชื่นชมจากผู้สูง
ศักดิ์ภายในวังหลวง พูดได้ว่าเหมาะเจาะทั้ง
จังหวะเวลาและโอกาส เหลือเพียงทำให้สำเร็จ
ตลอดรอดฝัง
ทว่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกลับมีคนแพร่งพราย
เรื่องเมื่อปีกลายที่เจียงเสวี่ยหนิงเข้าไปมีส่วน
เกี่ยวข้องกับการบุกปล้นคุกหลวงของนิกาย
สวรรค์ ซ้ำยังถูกลักพาตัวไปทงโจว!
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงมาถึง เมิ่งซื่อก็ปาถ้วยน้ำ
ชา โมโหจนตัวสั่น “เจ้าดูสิ เจ้าทำเรื่องงามหน้า
อะไรเอาไว้! ข้านึกว่าพอเจ้าเข้าวังแล้วจะได้รับ
การอบรมเป็นอย่างดี คิดไม่ถึงว่านิสัยดั้งเดิมยาก
แปรเปลี่ยน มิหนำซ้ำยังร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมด้วย!”
ยามคนเลือดขึ้นหน้ามักจะเล็งพลาด เจียง
เสวี่ยหนิงหลบได้อย่างง่ายดาย
นางชำเลืองมองเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งกำลังนั่ง
ขมวดคิ้วมุ่นอยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินอ้อม
เศษถ้วยชาบนพื้นไปค้อมกายคารวะเจียงปั๋อ
โหยวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คารวะท่านพ่อเจ้า
ค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นสอง
เท่า เขาถอนหายใจ สั่งให้คนเกลี้ยกล่อมเมิ่งซื่อ
ก่อนแล้วบอกให้เจียงเสวี่ยหนิงนั่งลง จากนั้นจึง
เอ่ยว่า “เรื่องนิกายสวรรค์ปล้นคุกหลวงและ
เหตุการณ์ที่ทงโจวล้วนเกิดไปแล้ว มิหนำซ้ำยังอยู่
เหนือการควบคุมของยายหนูหนิง ยามนี้โทษนาง
ไปจะมีประโยชน์อันใด นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา
ยังจะอารมณ์พลุ่งพล่านเสียเองอีก ไม่คุ้มค่าเลย”
เมิ่งซื่อหัวเราะเย้ยหยัน “แล้วจะยังโทษนาง
ไม่ได้อีกหรือ?!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยถอนหายใจเบา ๆ “ท่านแม่
โปรดระงับโทสะ เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องคิด
หาวิธีว่าควรรับมือเช่นไรต่างหากเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งบนเก้าอี้ราวกับร่างไร้
กระดูก ก้มหน้าก้มตาแคะเล็บพร้อมกล่าวเสริม
ด้วยท่าทีเกียจคร้าน “นั่นสิเจ้าคะ ในเมื่อเรื่องก็
เกิดไปแล้ว หรือจะจับข้ายัดกลับเข้าไปในครรภ์
ท่านแม่แล้วให้ถือว่าไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ
หรือ ผู้อื่นวางแผนลอบกัดเช่นนี้ คงแทบทนรอ
พวกท่านจัดการข้าให้ตายไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำไป”
เมิ่งซื่อ “พูดจาพิลึกพิลั่น เจ้ายังรู้จักที่ต่ำที่สูง
บ้างหรือไม่!”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบด้วยความซื่อตรง “ไม่เจ้า
ค่ะ”
ในที่สุดเจียงปั๋อโหยวก็ทนต่อไปไม่ไหว หน้า
หงิกตวาดด้วยโทสะ “เอะอะกันเสร็จหรือยัง! คิด
ว่ายังวุ่นวายกันไม่พออีกหรือ”
ครานี้ภายในห้องจึงสงบได้เสียที
เจียงปั๋อโหยวจับอะไรบางอย่างได้จากคำพูด
ของเจียงเสวี่ยหนิงเมื่อครู่ พลันเอ่ยถาม “ที่ยาย
หนูหนิงบอกว่ามีคนวางแผนลอบกัดหมายความ
เช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงหรี่ตายิ้ม “หากมิได้ประโยชน์
ย่อมไม่รีบตื่นตั้งแต่เช้า เห็นชัดว่าสาเหตุของเรื่อง
วุ่นวายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากข้า แต่อยู่ที่ท่านพี่
ต่างหาก ปีก่อนฝั่าบาทเคยตรัสว่ามีพระประสงค์
จะแต่งตั้งพระอนุชารัชทายาท อีกทั้งบัดนี้ยังไม่
ทราบว่าเด็กในท้องเวินเจาอี๋เป็นชายหรือหญิง
สตรีจำนวนมากในเมืองหลวงจึงจ้องตำแหน่งพระ
ชายาหลินจืออ๋องตาเป็นมัน ท่านพ่อเป็นขุนนาง
ราชสำนัก คิดว่าคงพบเห็นเรื่องพรรค์นี้มามาก
แล้วกระมัง เหตุการณ์ครั้งนี้ลูกได้รับความ
เดือดร้อนเพราะท่านพี่แท้ ๆ ทว่าสุดท้ายกลับ
ตำหนิลูกแทน ช่างน่าขันเสียจริง”
เมิ่งซื่อตะลึงงันในบัดดล
แม้เจียงเสวี่ยฮุ่ยจะมิได้เอ่ยอะไรมาก ทว่า
กลับมองเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง จึงผงกศีรษะ
เบา ๆ
ใช่ว่าเจียงปั๋อโหยวจะปราศจากความคิดนี้
เปลือกนอกเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ มีคนขุด
เหตุการณ์ตอนปีกลายของยายหนูหนิงขึ้นมา
ทว่าเมื่อคิดลึกลงไปอีกชั้น ผู้ได้รับผลกระทบ
ต่อจากนั้นกลับเป็นลูกฮุ่ยซึ่งกำลังจะเข้ารับการ
คัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง และพอคิดลึกลง
ไปอีกทอด ผู้ได้รับประโยชน์ย่อมเป็นคู่แข่งที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกฮุ่ย
เพียงแต่คู่แข่งผู้นี้…
เขาขมวดคิ้วมุ่น ไม่เอ่ยวาจาอยู่นาน
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงน้อยครั้งนักจะรู้สึกมี
ความหวังและสุขใจกับเรื่องที่ใกล้จะสำเร็จตาม
ต้องการ ยามนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเมืองหลวง
เรื่องการอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีแทบเกิด
จากการโหมกระพือของนางทั้งสิ้น ชาติก่อน
หลังจากตระกูลเซียวถูกกำจัดจนราบคาบ เซี่ย
เวยก็ปั่าวประกาศความผิดอุกฉกรรจ์สารพัด
อย่างของตระกูลเซียวให้ใต้หล้ารู้ นางสืบเสาะ
จากเงื่อนงำที่ได้มาจนทราบจุดอ่อนบางประการ
ทำให้จี้จุดเจ็บของตระกูลเซียวได้ตรงจุด เดิมที
สองพ่อลูกตระกูลเซียวก็เป็นผู้นำกองทหาร
เดินทางไปทงโจวจนรู้ถึงการมีอยู่ของนางมา
ตั้งแต่แรก ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ‘คนฉลาด’ ย่อม
นึกออกเป็นธรรมดา
ครานี้เซียวซูคงทุกข์มากเลยกระมัง
นางมองสำรวจเจียงปั๋อโหยว ตีไข่ใส่สีใน
ความคลางแคลงใจอันหนักอึ้งมาแต่เดิมของเขา
เพิ่มอีกหน่อย “ผู้ใดได้รับผลประโยชน์สูงสุด ผู้
นั้นคือมือมืดคอยบงการอยู่เบื้องหลัง เมืองหลวง
กำลังถกเรื่องให้ส่งเซียวซูไปอภิเษกสมรสแทน
องค์หญิงใหญ่ หากตระกูลเซียวไม่ต้องการให้
เซียวซูไป วิธีการง่ายดายที่สุดก็มีแต่ตบแต่ง
เซียวซูให้เป็นฝังเป็นฝา หลินจืออ๋องทรงเปียม
ความสามารถ หล่อเหลาและสง่างาม มิหนำซ้ำ
ยังมีอนาคตยาวไกล นี่มิใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดหรือ
เจ้าคะ หากหลินจืออ๋องทรงเลือกนางเป็นพระ
ชายา ต่อให้ฝั่าบาททรงลังเลก็ยังไม่สะดวกจะช่วง
ชิงภรรยาของพระอนุชาส่งไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกระมัง ดังนั้นนางจึงต้องมุ่งมั่นคว้า
ตำแหน่งพระชายาหลินจืออ๋องมาให้จงได้”
แผนลูกโซ่นี้เกิดจากตระกูลเซียวร้อนใจ ถูก
เสียงวิพากษ์วิจารณ์บีบคั้นจนอับจนหนทาง
เมิ่งซื่อไม่เคยใคร่ครวญลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน
เพิ่งจะฉุกคิดได้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหลุบตาไม่ปริปาก
ส่วนเจียงปั๋อโหยวทอดสายตามองธิดาคนรอง
ซึ่งขณะนี้ริมฝีปากประดับรอยยิ้มเย้ยหยัน
เห็นชัดว่าเรื่องราวมิได้เรียบง่ายเช่นนั้น ทว่าใน
ที่สุดก็ไม่ได้ถามว่านางเป็นผู้คอยโหมกระพืออยู่
เบื้องหลังหรือเปล่า เพียงกล่าวว่า “ลูกเกาทัณฑ์
วางพาดบนสายแล้ว ตระกูลเซียวรังแกคนจนเกิน
เหตุ แล้วจวนตระกูลเจียงของข้าจะยอมเป็นฝั่าย
ถูกกระทำได้อย่างไร”
วันต่อมารองเสนาบดีเจียงแห่งกรมคลังผู้เป็น
มิตรเสมอมาก็ถวายฎีกาฉบับหนึ่ง ขอให้รื้อฟืนคดี
เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ก้านโจวเมื่อสามปี
ก่อนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เซียวซูไป
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าแทนองค์
หญิงใหญ่ ถือเป็นการแทงตระกูลเซียวอย่าง
รุนแรงครั้งหนึ่งเลยทีเดียว!
ราชสำนักตกตะลึงพรึงเพริด ถกเถียงกัน
เซ็งแซ่
ข่าวแพร่มาถึงตามท้องถนนในตอนที่เจียง
เสวี่ยหนิงกำลังพิงหน้าต่างชั้นสองฟังนักแสดงชื่อ
ดังขับร้องอุปรากรร่วมกับเซียวติ้งเฟย
เซียวติ้งเฟยทำงานรับใช้เป็นวัวเป็นม้า แกะ
เมล็ดแตงให้นางด้วยความเต็มใจโดยไม่คำนึง
เกียรติยศและศักดิ์ศรี จากนั้นวางไว้ใกล้มือนาง
ถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า “เจ้ารู้เรื่องคดีเงิน
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ก้านโจวได้อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตามองค้อน “เกี่ยวผาย
ลมอะไรท่านด้วย”
เซียวติ้งเฟย “…”
ไฉนสตรีดี ๆ พอขลุกอยู่กับข้านานวันเข้าถึง
พูดคำหยาบเลียนแบบข้าได้เนี่ย
เขาย่นหัวคิ้ว “เจ้าเป็นสตรีนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นหัวเราะ ยกจานเมล็ดแตง
มาตั้งตรงหน้า คว้าขึ้นมากำหนึ่งแล้วโยนใส่ปาก
ปราศจากบุคลิกของกุลสตรีผู้อ่อนโยนเยี่ยง
คุณหนูตระกูลใหญ่แม้แต่น้อย
แต่กิริยาท่าทางทำตามอำเภอใจเช่นนั้น…
เซียวติ้งเฟยมองเคลิ้ม บังเกิดขวัญกล้าเทียม
ฟั้า ลอบเข้าใกล้เงียบ ๆ หวังจะกุมมือขาวผุดผ่อง
ข้างนั้นของนาง
เจียงเสวี่ยหนิงตบใบหน้าเขาเบา ๆ คราหนึ่ง
พร้อมเลิกคิ้ว “รนหาที่ตายรึ”
เซียวติ้งเฟยกุมหน้าด้วยความน้อยใจ “ข้าเพิ่ง
ช่วยเจ้าทำงานตั้งมากมาย รางวัลสักนิดสักหน่อย
ก็ไม่มีเลยหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงผลักจานใส่เมล็ดแตง “ให้ท่าน
เอาไหม”
เซียวติ้งเฟย “…”
ข้าก็เป็นคนแกะมารดามันเองไม่ใช่หรือไร
เขาอึดอัดคับข้องใจ แต่เมื่อเห็นว่าเจียงเสวี่ย
หนิงจะนำเมล็ดแตงจานนั้นกลับคืนก็รีบตะครุบ
มากำหนึ่ง ก่อนจะยืนริมหน้าต่างมองลงไปยัง
ด้านล่างเป็นเพื่อนนาง
กำลังแสดงเรื่อง ‘ความฝันยามต้มข้าวฟั่าง
[1]’
เป็นเรื่องราวน่าเศร้าและแปลกประหลาด
พิสดาร
เซียวติ้งเฟยชมอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็จับจ้อง
นางเป็นเวลานาน ถามขึ้นมาว่า “เจ้าแค่อยาก
ช่วยองค์หญิงให้พ้นจากกรงขังจริง ๆ หรือ”
นิ้วมือซึ่งกำลังหยิบเมล็ดแตงของเจียงเสวี่ย
หนิงหยุดชะงัก นางเคลื่อนสายตากลับมามองเขา
ประหนึ่งรู้สึกว่าคำถามนี้ช่างพิลึกพิลั่น
“ไม่อย่างนั้นข้าจะทำไปเพื่ออันใด”
เซียวติ้งเฟยไม่เอ่ยวาจา
เขามิใช่คนโง่งม มองดูสีหน้าคนเพื่อทำมาหา
กินตั้งแต่เด็ก ฝึกปรือฝีมือด้านการจับอารมณ์
ความรู้สึกที่ผู้อื่นกำลังเก็บงำอยู่จนล้ำเลิศ
ผ่านไปเนิ่นนานเขาพลันเปล่งเสียงหัวเราะ “ข้า
แค่กำลังคิดว่ายามเจ้ามององค์หญิง ใช่บังเกิด
ความรู้สึกเหมือนกำลังมองตัวเองอยู่หรือเปล่า
นะ”
——————–
1. ความฝันยามต้มข้าวฟั่าง ประพันธ์โดยเสิ่น
จี้จี้สมัยราชวงศ์ถัง เรื่องมีอยู่ว่าบัณฑิตหลูผู้
มีชีวิตยากลำบากไปพักอยู่โรงเตี๊ยม
เดียวกับหลี่ว์ต้งปินซึ่งเป็นหนึ่งในแปดเซียน
อีกฝั่ายมอบหมอนให้และบอกว่าหากใช้
หนุนนอนจะร่ำรวยรุ่งเรือง ขณะนั้นเจ้าของ
โรงเตี๊ยมกำลังหุงข้าวฟั่าง บัณฑิตหลูจึง
นอนรอ เขาฝันว่าตนมีอาชีพการงาน ฐานะ
คู่สมรส และบุตรที่ดีตลอดชั่วอายุขัยแปด
สิบปี แต่พอตื่นมาจึงพบว่าเป็นแค่ความฝัน
ส่วนข้าวฟั่างก็ยังไม่สุก จึงใช้อุปมาว่าฝัน
สลาย ไม่อาจเป็นจริง