คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 17 เต็มไปด้วยความเร่าร้อน (1)
เยี่ยนหลินคิดไม่ถึงเลยว่าคนจากจวนชิงหย่
วนปั๋อจะเรื่องเยอะวุ่นวายเพียงนี้ เนื่องจากชิงหย่
วนปั๋อมาหาเขาเพื่อสนทนาครู่หนึ่งด้วยตนเอง
ทำให้ไม่อาจปลีกตัวได้ชั่วคราว กว่าจะออกมาได้
ก็ใกล้ยามสนธยาแล้ว เดิมทีคิดจะไปเหลาเฉิง
เซียว แต่เมื่อมาถึงปากถนนกลับพบว่าที่นี่ถูก
ทหารของทางการปิดล้อม ครั้นไต่ถามจึงทราบว่า
มีมือสังหารปรากฏตัวเพื่อลอบสังหารขุนนางราช
สำนักที่เหลาเฉิงเซียวเบื้องหน้า สติของเขาถึงกับ
เกือบหลุดลอย
เขาอยากเข้าไป แต่ในนั้นมีเซี่ยเวยอยู่จึงไม่
กล้าก่อเรื่อง
โชคดีที่มีคนเข้าไปรายงาน และขากลับยังพา
เจียงเสวี่ยหนิงมาด้วย
“หนิงหนิง!” ครั้นเห็นนางออกมา ด้วยความ
ร้อนใจ เยี่ยนหลินจึงจับมือนางมองตั้งแต่ศีรษะ
จดปลายเท้าโดยไม่สนใจว่ารอบด้านจะมีคนดูอยู่
หรือไม่ “ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้หกล้มตรงไหนใช่
หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งผ่านเหตุการณ์สุดระทึก
แบบไม่คาดฝัน ถึงแม้จะเดินมาตลอดทาง ทว่าก็
ยังขาแข้งอ่อนระทวยอยู่บ้าง ตอนพบเยี่ยนหลินส
ติยังไม่ค่อยกลับคืนมา
จวบจนได้ยินเขาเรียกอยู่หลายครั้ง นางถึง
กะพริบตา เพียงตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไร แค่
ตกใจแต่ไม่ได้รับอันตราย”
ถึงแม้จะดูเหมือนไม่ได้บาดเจ็บที่ตรงใด แต่
ใบหน้าขนาดเท่าฝั่ามือกลับขาวซีดจนไร้สีเลือด
สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองปราดเดียวก็รู้ว่าได้รับ
ความตื่นตระหนก
หัวคิ้วของเยี่ยนหลินมิเพียงไม่คลายออก แต่
กลับขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
เขาบีบมือนาง รู้สึกว่านิ้วมือนางเย็นเฉียบ ใจ
พลันเหมือนถูกบีบหน่อย ๆ ถึงกระนั้นก็ยังต้อง
พูดกดเสียงเบาปลอบใจนางอยู่ดี “ไม่ต้องกลัว ไม่
ต้องกลัว ตอนนี้ข้ามาแล้ว ต้องโทษข้าที่ไม่ดี เดิม
ทีไม่ควรไว้หน้าคนจวนปั๋อพวกนั้นเลย ไม่ควรให้
เจ้ามารอข้าที่เหลาเฉิงเซียว เช่นนี้แล้วจะได้ไม่
ต้องพบมือสังหาร…”
ผู้ที่เจียงเสวี่ยหนิงกลัวคือมือสังหารที่ไหนกัน
ผู้ที่นางกลัวก็คือพระอาจารย์ของฮ่องเต้ เซี่ย
เวย ผู้ที่ไม่ว่าผู้อื่นจะมองเช่นไรก็เป็นคนดีราวกับ
เป็นนักปราชญ์นั่นต่างหาก
อีกทั้งเมื่อนางหวนนึกถึงบทสนทนาแฝงความ
นัยของคนทั้งสองเมื่อสักครู่ ก็พบว่าเซี่ยเวยล่วงรู้
ความสัมพันธ์ของนางกับเยี่ยนหลินแล้ว
ยามผู้ใต้บังคับบัญชามารายงาน เขาเพียงได้รู้
ว่าเยี่ยนหลินกำลังจะเข้ามา ไม่ได้เอ่ยถึงนาง
แม้แต่คำเดียว ทว่าเซี่ยเวยกลับมองนางและให้
เจี้ยนซูส่งตัวออกมาทันที
ต้องรู้ว่าที่ผ่านมายามนางเที่ยวเล่นข้างนอก
พร้อมเยี่ยนหลินจะปลอมตัวเป็นบุรุษเสมอ และ
ไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
แล้วเซี่ยเวยไปล่วงรู้มาจากที่ใด
ขณะนี้เจียงเสวี่ยหนิงคิดถึงความเป็นไปได้
มากมายหลายประการ บางทีอาจมาจากจวน
หย่งอี้โหว บางทีอาจมาจากเจียงปั๋อโหยวผู้เป็น
บิดานาง แต่สรุปแล้ว เซี่ยเวยก็รู้เรื่องนี้กระจ่าง
แจ้งแก่ใจ
เช่นนั้นเซี่ยเวยในชาติก่อนก็ต้องรู้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้การที่ชาติก่อนไม่ว่านางจะทำเช่น
ไรเซี่ยเวยล้วนแสดงมารยาทโดยรักษาระยะห่างก็
มีคำอธิบายชัดเจนแล้ว นั่นเพราะนางผิดต่อ
เยี่ยนหลิน ทำร้ายจวนหย่งอี้โหวอย่างต่อเนื่อง ถึง
ขั้นว่าภายหลังยังให้โจวอิ๋นจือทำงานสำคัญอีก
ด้วย!
เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบน
ฝั่ามือของหนุ่มน้อย ประหนึ่งว่าได้สัมผัสความ
ร้อนระอุจากก้นบึ้งของหัวใจเขาก็ไม่ปาน ขณะ
ช้อนดวงตาขึ้นก็ประสานเข้ากับดวงตาอันจริงใจ
และเอ่อท้นด้วยความปวดใจของอีกฝั่าย นางไม่
กล้าสบตาไปชั่วขณะ
ทั้งหมดในชาติก่อนล้วนเกิดขึ้นเพราะความ
ต่ำช้าและความจอมปลอมของนาง
เยี่ยนหลินยังคงเป็นห่วงนาง “วันนี้เจ้าได้รับ
ความตระหนก ควรรีบกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้าน
โดยเร็วเพื่อฟืนฟูสติ พวกเราไม่ต้องไปงาน
เทศกาลโคมไฟแล้วก็ได้ รอให้วันหลังมีงานอีก
เมื่อไร ข้าค่อยพาเจ้าไปนะ”
ระหว่างเขาเอ่ยวาจาก็คอยจูงนางขึ้นรถม้าซึ่ง
อยู่ด้านข้าง
ใจของเจียงเสวี่ยหนิงกลับบังเกิดความขื่นขม
และรวดร้าว ดึงมือเขาเอ่ยว่า “ไม่ ข้าอยากไป”
นางฝืนระงับความรู้สึกอยากหลั่งน้ำตาเอาไว้
ยกริมฝีปากเผยรอยยิ้มให้เขา คิดจะใช้สิ่งนี้ทำให้
เยี่ยนหลินสบายใจ บอกเขาว่าตนไม่เป็นอะไร
เยี่ยนหลินมองนางอย่างสงบนิ่ง ผ่านไปครู่
ใหญ่ถึงยิ้มให้ “เจ้าบอกเองนะว่าจะไป!”
เพิ่งจะพูดจบ เขาก็สาวเท้าเข้ามาหนึ่งก้าว
ก่อนโอบเอวนางแล้วอุ้มขึ้นหลังม้า
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะมีสติทัน นางเบิกตา
โพลง พลันหลุดอุทานเสียงเบาด้วยความตกใจ
“เยี่ยนหลิน!”
เยี่ยนหลินหัวเราะเสียงดังโดยไม่อธิบาย ตาม
ด้วยเกาะอานม้าดันตัวขึ้นไปนั่งด้านหลังนางแล้ว
ก็ใช้มือข้างหนึ่งกระตุกบังเหียน มืออีกข้างหวด
แส้ม้า เขากึ่งโอบนางเอาไว้ในอ้อมกอด หวดม้า
พุ่งไปทันที
ม้าแยกขาทั้งสี่ข้างแล้ววิ่งห้อตะบึง
สายลมยามฤดูสารทซึ่งหนาวเย็นเล็กน้อยพัด
ผ่านใบหน้า ส่งเสียงดังหวีดหวิวและชำแรกเข้าไป
ในสาบเสื้อ ผู้คนเดินถนนอันน้อยนิดและ
บ้านเรือนซึ่งเรียงรายสองข้างถนนขยับวูบผ่าน
ครรลองจักษุอย่างรวดเร็ว
แผ่นหลังเจียงเสวี่ยหนิงแนบชิดอกกว้างของ
เด็กหนุ่ม ข้างใบหูมีแต่เสียงสายลมและเสียง
หัวเราะสุขสันต์สาแก่ใจของเขาอยู่เบื้องหลัง นาง
รู้สึกว่าหัวใจตนเต้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนพบมือ
สังหารกับเซี่ยเวยเมื่อสักครู่เสียอีก
ยากเย็นนักกว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะสงบสติ
อารมณ์ได้ นางพลันทนไม่ไหว “นี่เจ้าเพี้ยนอย่าง
นั้นหรือ!”
เยี่ยนหลินหัวเราะจนหน้าอกสั่นสะเทือน สา
แก่ใจนัก “ข้าเพี้ยนน่ะสิ”
เจียงเสวี่ยหนิงโมโหจนหายใจติดขัด
เยี่ยนหลินรู้ว่านางกลัว แต่กลับไม่ยอมลด
ความเร็วม้า ตรงข้ามกลับเร่งแล้วเร่งอีก ทำให้ม้า
วิ่งเร็วยิ่งขึ้น แล้วเอ่ยถามนางว่า “ตอนนี้ไม่กลัว
แล้วสินะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวในใจว่านางตกใจแทบ
ตายแล้ว กำลังจะต่อว่าเขากลับ
ทว่าขณะคำพูดกำลังจะหลุดออกจากปากก็
พลันนิ่งอึ้ง
ใช่แล้ว
ขณะถูกเขาอุ้มขึ้นม้าและวิ่งห้อตะบึงบนถนน
นี้เอง ทุกสิ่งซึ่งได้ประสบพบเจอที่เหลาเฉิงเซียว
กลับกลายเป็นว่างเปล่า ถูกนางทิ้งออกไปจาก
สมอง ลืมเลือนจนหมดสิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติกลับคืนมา ไม่รู้ว่าควร
ซาบซึ้งหรือควรด่าเขาต่อไปดี
ถึงกระนั้นยามลงจากม้า ขาทั้งสองข้างก็อ่อน
ระทวยจนแทบจะยืนไม่อยู่
เมื่อถูกประคองจนยืนอย่างมั่นคงแล้วก็เห็น
เขายักไหล่แอบหัวเราะขบขัน นางพลันหัวเสีย
กำหมัดทุบคนเพี้ยนผู้นี้ไปยกหนึ่ง “ยังจะหัวเราะ
อีก ไม่จบใช่หรือไม่? เจ้าลองทำอีกครั้งดูสิ!”
นางเป็นสตรี ทุบตีไปคนย่อมไม่เจ็บไม่คัน
แม้แต่น้อย
เยี่ยนหลินถูกครอบครัวเลี้ยงดูโดยใช้เวลา
ส่วนใหญ่อยู่ในค่ายทหารมาตั้งแต่เล็ก ฝึกฝน
วิทยายุทธ์มาอย่างหนักแน่นและมั่นคง ไหนเลย
จะกลัวการทุบตีนี้ของนาง
เขาจึงยืนเฉย ปล่อยให้นางทุบตี ต่อมาค่อยใช้
มือกุมหน้าอก แสร้งทำท่าทางเจ็บปวดรุนแรงจน
ไม่อาจเสแสร้งได้อีก “โอ๊ย เจ็บ ๆ ๆ เจ็บจังเลย!”
เจียงเสวี่ยหนิงถลึงตาใส่ ไม่ทุบตีเขาแล้ว
ต่างฝั่ายต่างรู้ว่าเขาไม่เจ็บ
อีกทั้งหน้าอกของหนุ่มน้อยผู้ฝึกวิทยายุทธ์ก็
แข็งแรง ทุบแล้วเขาไม่เจ็บน่ะช่างมันเถอะ ที่
สำคัญคือนางเจ็บมือ
นางจึงหมุนกายเดินไปยังงานเทศกาลโคมไฟ
อันครึกครื้นนั้นทันที “ขี้เกียจจะสนใจเจ้าแล้ว”
เยี่ยนหลินไม่ถือสาเช่นกัน เดินตามมาด้วย
ใบหน้าเปือนยิ้ม ผ่านไปไม่นานนักก็ถามว่า
“ตรงนั้นมีหุ่นน้ำตาลปัน เจ้าอยากกิน
หรือไม่?”
“ดูสิ ลอยโคมประทีป พวกเราไปลอยด้วยกัน
สักดวงเถอะนะ”
“หนิงหนิง เจ้าดูของบนหัวพวกนางสิ งาม
จริง ๆ ข้าซื้อให้เจ้าชิ้นหนึ่งนะ”
“โคมประทีบ โคมประทีป!”
“มีทายปริศนาด้วย เร็วเข้า ตามข้ามา!”
เจียงเสวี่ยหนิงมีนิสัยชอบเที่ยวเล่นมาตั้งแต่
เกิดอยู่แล้ว หลังจากย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ นี่
ถือเป็นการออกจากบ้านที่มีความหมายครั้งแรก
แรกเริ่มนางยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่เมื่อถูก
เยี่ยนหลินพาไปทางซ้ายทีทางขวาที ไม่นานนักก็
ตามหาความรู้สึกยามเป็นสาวน้อยกลับคืนมาได้
เดินท่องไปท่ามกลางฝูงชน ไร้การผูกมัด
โลกทางนี้ปราศจากความคับแคบของตำหนัก
คุนหนิง กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ปล่อยให้มัจฉาเช่น
นางแหวกว่ายอย่างมีความสุข
ด้วยเหตุนี้ นางจึงนึกออกว่าเพราะเหตุใดสมัย
ยังเป็นสาวน้อยถึงชอบอยู่กับเยี่ยนหลิน…
นางเป็นเด็กซึ่งเติบโตมาจากแถบชนบท ครั้น
หวนสู่เมืองหลวงกลับต้องศึกษากฎเกณฑ์เช่นนั้น
เช่นนี้ตามคนในจวน ต้องกังวลว่าตนเองจะไม่
เป็นที่ชื่นชอบของบิดามารดา ‘ใหม่’ และยัง
กังวลว่าจะถูกบ่าวไพร่หัวเราะเยาะว่าไม่อาจ
เทียบพี่สาวผู้เติบโตอยู่ในจวนได้อีกด้วย วัน ๆ ไม่
อาจออกไปข้างนอก ผู้คนและเรื่องราวที่พบเห็น
จึงมักจะมีอยู่แค่นั้น ช่างน่าอึดอัดและไร้รสชาติ
เป็นเยี่ยนหลินที่มอบโอกาสให้นางหลุดพ้น
จากทุกสิ่ง
แม้ว่าเขาจะอายุยังน้อย แต่ก็ติดตามบิดาไป
ยังสถานที่หลายแห่ง มีหลายสิ่งอยู่เหนือขอบเขต
ความรู้ของคนทั่วไป ทั้งยังพานางกระทำสิ่งต่าง
ๆ อย่างอุกอาจในเมืองหลวงแห่งนี้ นอกจากนี้ยัง
เล่าถึงทัศนียภาพอันงดงามและจารีตประเพณี
ของโลกภายนอกที่นางไม่เคยรู้ เขาจึงเป็นเสมือน
หน้าต่างอันสว่างจ้าบานหนึ่งซึ่งทำให้นางได้รับรู้
ทุกสิ่งที่สงสัยใคร่รู้อย่างลึกซึ้ง
มิหนำซ้ำเขายังมอบความรักที่นางไม่เคย
ได้รับมาก่อนอีกด้วย
ประหนึ่งสีที่งามจัดจ้ามากที่สุดบนภาพเขียน
หนุ่มน้อยแสนดีเช่นนี้ สมัยก่อนนางมีจิตใจ
อันเย็นชาถึงเพียงไหนกัน ถึงได้หักใจใช้คำพูดอัน
แสนโหดร้ายทารุณทำร้ายเขาได้ลงคอ
เยี่ยนหลินพานางไปทายปริศนา
ถึงแม้รางวัลจากการทายปริศนาโคมไฟจะ
เป็นของเล่นไม่มีราคาค่างวด เพราะได้รับมาโดย
ไม่ต้องจ่ายเงินจนให้ความรู้สึกคล้ายได้มาเปล่า ๆ
แต่ยามถือของกองโตในมือเข้าจริงกลับมีความสุข
ยิ่งกว่าใช้เงินซื้อหาเสียอีก
โคมประทีปอันงดงามมีเต็มท้องถนน เมื่อล่วง
เข้ายามวิกาลก็สว่างไสวทุกดวง ยามผู้คนเดิน
สัญจรท่ามกลางพวกมัน ก็เหมือนดั่งเยื้องกราย
ท่ามกลางห้วงมหรรณพแห่งแสง
บทที่ 17 เต็มไปด้วยความเร่าร้อน (2)
มีร้านหาบเร่แผงลอยกำลังร้องขายอาหารอยู่
ข้างทาง
เยี่ยนหลินเห็นมีคนตั้งขายข้าวหัวไก่[1]ตะกร้า
หนึ่ง กำลังร้องเรียกลูกค้าที่กำลังเดินผ่านไปผ่าน
มาให้เข้ามาซื้อ เขาก็นึกได้ทันทีว่าหนิงหนิงชอบ
กินสิ่งนี้ เลยจูงมือนางไปซื้อ
มีคนซื้อจำนวนมาก สุดท้ายจึงเหลือไม่เท่าไร
พ่อค้าหาบเร่ผู้นั้นเห็นเขาแต่งกายหรูหรา
งดงามก็รีบเค้นรอยยิ้มพูดว่า “เพิ่งส่งมาจากซูโจว
เมื่อวานซืน เป็นเมล็ดบัวหัวไก่ชั้นดี รสเลิศนัก
ท่านจะลองชิมดูไหมขอรับ?”
ข้าวหัวไก่มีอีกชื่อหนึ่งว่าเชี่ยนสือ ปกติจะ
ปลูกทางตอนใต้ ชื่อได้มาจากรูปลักษณ์ภายนอก
ที่เหมือนหัวไก่ ทว่าตอนกินเมื่อบิออกมาแล้วจะมี
‘ข้าว’ หรือก็คือเนื้อข้างในนั่นเอง
ดูคล้ายเมล็ดบัวอยู่บ้าง
เยี่ยนหลินหยิบขึ้นมาดูผ่าน ๆ ตอบกลับไปว่า
“ช่วงสองวันนี้สภาพน้ำของแม่น้ำเฉา[2]ไม่สู้ดี
แล้วข้าวหัวไก่สดใหม่เช่นนี้จะขนส่งมาจากซูโจ
วได้อย่างไรกัน? ต่อให้เป็นลิ้นจี่ที่ควบม้าด่วนแปด
ร้อยลี้ก็ยังส่งมาถึงไม่รวดเร็วขนาดนี้เลย ปลูก
ที่สือช่าไห่[3]สินะ?”
พ่อค้าผู้นั้นหัวเราะแก้เก้อทันที “ขอรับ
ขอรับ ท่านช่างดวงตาหยั่งรู้จริง ๆ เพียงแต่
รสชาติไม่ได้ด้อยไปกว่าของซูโจวเลยนะขอรับ
ท่านลองชิมดูสิ!”
เยี่ยนหลินบิออกแล้วหยิบเมล็ดกลม ๆ
ออกมาเมล็ดหนึ่ง ส่งใส่ปากเจียงเสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากโดยสัญชาตญาณ
เยี่ยนหลินพลันถามนางว่า “อร่อยหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เยี่ยนหลินจึงกล่าวกับพ่อค้าว่า “ของเจ้าที่
เหลือเอามาให้ข้าหมดเลยก็แล้วกัน”
เขามอบเศษเงินให้ก้อนหนึ่ง เก็บข้าวหัวไก่
เหล่านั้นมาแล้วเดินจากไปโดยไม่รออีกฝั่ายทอน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเล่นไปกินไป สุดท้ายเมื่อ
เที่ยวเล่นจนเหนื่อยแล้ว เยี่ยนหลินก็จูงมือนางไป
นั่งพักเท้าบนขั้นบันไดหน้าวัดไปั๋กั่วซื่อ
หน้าวัดปลูกต้นแปะก๊วยเป็นแถบใหญ่
ครั้นถึงปลายฤดูสารทเช่นตอนนี้ ใบไม้ล้วน
โรยราและปลิดปลิวจนหมดสิ้น ร่วงหล่นจากลำ
ต้นปูเต็มพื้น
เหล่าสมณะภายในวัดทำวัตรเย็นเสร็จสิ้นแล้ว
บนถนนที่ไกลห่างดูอึกทึกคึกคัก ทว่าสถานที่ที่อยู่
ใกล้นั้นกลับมีเสียงระฆังยามเย็น ทั้งสุขสงบและ
เงียบงัน
เยี่ยนหลินนั่งเคียงข้างเจียงเสวี่ยหนิง
หลายวันนี้เขาได้ยินเรื่องราวบางอย่างที่
เกิดขึ้นภายในจวนตระกูลเจียงมาบ้าง รู้สึก
เหมือนนางจะเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
คล้ายต่างไปจากเมื่อก่อนมาก
เขาอยากเอ่ยถาม ทว่าทันใดที่หันศีรษะไปนั้น
เขาก็เห็นนางนั่งขดเท้าบนขั้นบันได ใช้ปากคาบ
ข้าวหัวไก่เมล็ดสุดท้ายอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่สนใจ
สิ่งรอบตัว หากเป็นผู้อื่นจะแกะสิ่งที่อยู่ภายใน
ออกมากิน ส่วนนางบางครั้งจะคาบขึ้นมากินตาม
ความเคยชิน เหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวอย่างไรอย่าง
นั้น
เขาจึงหัวเราะพรวดทันที
ไม่เหมือนเดิมที่ไหนกัน ยังคงเป็นหนิงหนิงผู้
นั้นของเขาอยู่ดีนั่นแหละ
เยี่ยนหลินเองก็เริ่มเหนื่อยแล้ว จึงล้มตัวลง
นอนข้างกายนาง ทอดสายตามองท้องนภายาม
ราตรีซึ่งดารดาษด้วยดวงดารา หัวเราะบอกนาง
ว่า “หนิงหนิง อีกไม่นานข้าก็จะบรรลุนิติภาวะ
แล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดชะงัก นิ่งเงียบ
นางไม่อยากคุยเรื่องที่เขาตั้งใจจะพูดจริง ๆ
ฉะนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าอยากแนะนำคนผู้หนึ่งกับ
เจ้า”
เยี่ยนหลินสงสัย “ใครน่ะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ
“ชื่อโจวอิ๋นจือ เดิมทีเป็นบ่าวของบ้านข้า
ต่อมาติดตามท่านพ่อทำงาน ท่านพ่อหาตำแหน่ง
ที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรให้เขาตำแหน่งหนึ่ง
หลายวันนี้ราชสำนักเหมือนจะเกิดเรื่องของผู้คุม
กองพันโจวอะไรนี่แหละ เขามาขอร้องข้า
อยากจะได้ตำแหน่งนี้ เลยมาขอทางเจ้า”
คนผู้นี้เยี่ยนหลินเคยได้ยินชื่อมาก่อน
เขาไม่ซักถามให้มากความ ตอบกลับไปว่า
“เช่นนั้นวันหลังเจ้าให้เขานำเทียบระบุตนมาหา
ข้าก็พอแล้ว”
คำขอของนาง ขอเพียงเขาทำได้ ล้วนทำให้
สำเร็จสมปรารถนาเสมอ
คำตอบเช่นนี้แทบไม่ต่างจากชาติก่อนเลย
นั่นทำให้เจียงเสวี่ยหนิงพานนึกถึงโจวอิ๋นจือ
นางไม่อยากให้จวนหย่งอี้โหวเดินซ้ำรอยเดิมเช่น
ชาติที่แล้ว ทั้งยังต้องการช่วยเยี่ยนหลิน แต่
ตอนนี้นางไม่ใช่ผู้ใดทั้งสิ้น ผู้ที่เรียกใช้งานได้ก็มี
อยู่คนเดียว สุดท้ายตอนนี้นางก็ทำได้เพียงเท่านี้
ส่วนจะช่วยได้ถึงขั้นไหนนั้น แม้แต่ตัวนางเองยัง
ไม่มั่นใจ
ยามนี้จึงค่อย ๆ ลดมือลง
ข้าวหัวไก่สดใหม่นุ่มนิ่มเมล็ดหนึ่งถูกนางบีบ
ตรงปลายนิ้ว ขนตากระเพื่อมไหวเบา ๆ ทันใด
นั้นก็เอ่ยถามว่า “เยี่ยนหลิน เจ้าดีต่อข้าเช่นนี้ ที่
แท้ชอบอะไรในตัวข้าหรือ?”
แม้นางจะมีรูปโฉมงดงาม แต่คุณหนูตระกูล
ใหญ่ในเมืองหลวงคนอื่นก็ไม่ด้อยกว่า
เรื่องนิสัยใจคอ นางกลิ้งกลอกและกำเริบเสิบ
สานกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง
ความรู้และความประพฤติก็ธรรมดาสามัญยิ่ง
นัก หากใช้คำพูดของมารดาบังเกิดเกล้าของนาง
ก็คือ ‘เอาไปเป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัวไม่ได้’
แต่เยี่ยนหลินกลับชอบนางเสียอย่างนั้น
เยี่ยนหลินรู้สึกว่านางแกล้งโง่ เขาตอบด้วย
เหตุผลอันเปียมล้น “เห็นเจ้าครั้งแรกข้าก็รู้แล้ว
ว่าเจ้าต่างจากสตรีในเมืองหลวง ยามดวงตาทั้ง
สองมองผู้คนมีแต่ความซื่อสัตย์และจริงใจ ไม่รู้จัก
ปิดบังแม้แต่น้อย หากต้องการก็เข้าไปแย่งชิง
หากไม่ยินดีก็ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น หากยินดีก็
พูดจาเอาใจจนจิตใจวาบหวาม ทว่ายามเสียใจ
กลับแอบไปร้องไห้ ข้าจึงคิดว่านี่คือผู้ที่สมควร
ได้รับความรักใคร่ทะนุถนอม หากทำให้เจ้าเก็บ
ข้าเอาไว้ในดวงใจได้ทุกวัน ใช้สายตามุ่งหวังนั่น
มองดูข้าด้วยประกายวิบวับ มาง้องอนอ้อนออด
ข้าอย่างเอาอกเอาใจ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เบิกบาน
ใจมากทีเดียว”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกดวงตาร้าวระบมอีกครา
“แต่ผู้อื่นล้วนไม่ชอบข้า หว่านเหนียงไม่ชอบ
ท่านแม่ไม่ชอบ บ่าวไพร่ในจวนไม่ชอบ คนอื่นใน
เมืองหลวงล้วนไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้นเจ้าเคยคิด
หรือไม่ว่าที่จริงแล้วเจ้าชอบผิดคน?”
เยี่ยนหลินเอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่…ข้าไม่อาจเป็น
สาวน้อยที่เพียงถูกเจ้าทะนุถนอมดั่งแก้วตาดวงใจ
ก็พึงพอใจไปตลอดกาลผู้นั้นได้
ข้าต้องมีวันเติบใหญ่ ย่อมมีวันกลายเป็นคน
ชั่วช้า
ในที่สุดเยี่ยนหลินก็รับรู้ได้ว่าเสียงของนางเจือ
การสะอื้นไห้ เขาจึงค่อย ๆ ยันตัวนั่งบนขั้นบันได
จ้องมองเบ้าตาแดงก่ำของนาง รู้สึกเหมือนขาด
อากาศหายใจ อึดอัดคับข้องเล็กน้อย
เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนาง
แต่กระนั้นกลับหัวเราะ
“พูดเหลวไหล เจ้าคิดดูสิ ที่จริงแล้วหว่าน
เหนียงของเจ้าไม่จำเป็นต้องให้คนในจวนรู้ว่าเจ้า
กับพี่สาวถูกสับเปลี่ยนตัวกันเลย ขอเพียงนางไม่
พูด พี่สาวเจ้าก็จะเป็นบุตรีภรรยาเอกแห่งจวน
ตระกูลเจียงตลอดไป หากนางจากไปแล้ว
ความลับนี้ก็จะถูกกลบฝังไปตราบนานเท่านาน
ทว่าก่อนสิ้นใจ ทั้งที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตนอยู่
แต่ยังส่งเจ้ากลับจวน ยอมให้บุตรีตัวเองเผชิญ
ความเสี่ยงที่จะต้องทนทุกข์ แล้วจะบอกว่านางไม่
รักเจ้าได้อย่างไรกันเล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาร่วงเผาะทันที
นางนึกถึงหว่านเหนียง
และนึกถึงกำไลที่ต้องส่งมอบให้เจียงเสวี่ยฮุ่
ยซึ่งหว่านเหนียงยัดใส่มือนางก่อนจากไปวงนั้น
ไม่รู้เพราะเหตุใด ถึงแม้จะพยายามไม่ให้
น้ำตาไหลรินอย่างสุดความสามารถ แต่กลับร่ำไห้
รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ข้าวหัวไก่เมล็ดนั้นชุ่มน้ำตา
เยี่ยนหลินมองจนปวดใจ หยิบมาจากปลาย
นิ้วนางแล้วอมใส่ปาก เปียมรสเค็มอันขื่นขม
เขาพูดขึ้นมาว่า “หนิงหนิงของข้าคู่ควรกับ
ความรักที่ดีที่สุดในแผ่นดิน”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้า ยังคงร้องไห้ต่อไป
ดวงหน้าขาวอมชมพูของหญิงสาวยามอยู่ใต้
แสงโคมประทีปรางเลือนโดยรอบ ประหนึ่งดอก
ถาน[4]ผลิบานใต้แสงจันทรา ส่วนคราบน้ำตาที่
ไหลรินกำซาบซับแสงดารายามราตรี เห็นแล้วทั้ง
รู้สึกน่าเวทนาทั้งทำให้คนปวดใจ
เยี่ยนหลินเอ่ยเบา ๆ อีกครา
“ไม่ต้องร้องแล้ว”
ยามนี้เขารู้สึกเหมือนถูกมารเข้าครอบงำ มิ
อาจยับยั้งชั่งใจ และไม่อาจบังคับมือไม้ของ
ตนเองได้ ขยับกายประชิดเข้าหา ใช้นิ้วมือซึ่ง
กำลังสั่นระริกเล็กน้อยของตนสัมผัสแก้มนาง
ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไป
จุมพิตและใช้ลิ้นโลมเลียคราบน้ำตาสายนั้นที
ละน้อย
เขาเข้าหานางตามสัญชาตญาณ ราวกับสัตว์
ร้ายตัวน้อยที่ฟันงอกแล้ว ทว่ายังมีนิสัยอัน
อ่อนโยนอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ส่วนเยี่ยนหลินกลับรู้สึกว่าขณะริมฝีปากตน
ประกบลงบนใบหน้านางพลันร้อนรุ่มไปทั้งร่าง
แม้กระทั่งดวงใจภายในอกก็ยังเต้นรัวอย่างบ้า
คลั่ง
ตอนนี้เขาแทบไม่รู้ตัวแล้วว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่
ริมฝีปากของเขาเคลื่อนลงต่ำ แตะทาบทับ
กลีบปากอ่อนนุ่มคู่นั้นของนางโดยไม่รู้ตัว
นางรู้สึกหนาวยะเยือกเล็กน้อย
ส่วนเขาร้อนรุ่ม
ภายในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ที่สัมผัส อุณหภูมิ
ที่แตกต่างกันทำให้เยี่ยนหลินตกใจจนได้สติ ยาม
นี้เมื่อมองเห็นดวงตาซึ่งไม่รู้ว่าตกใจหรือตะลึงงัน
อยู่ใกล้แค่คืบ ปลายนิ้วเขาก็ผละออกทันที ราว
กับถูกเหล็กร้อนนาบประทับอย่างไรอย่างนั้น
“ข้า ข้า…”
เมื่อกี้เขาทำอะไรลงไป!
ใบหน้าของเยี่ยนหลินพลันแดงก่ำ ไม่รู้ว่าควร
เอาหน้าไปไว้ไหน เขารีบหันหลังส่งเสียงกระแอม
“ขะ ข้าเสียมารยาทแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
บนขั้นบันไดหน้าวัด ไร้ซึ่งสรรพสำเนียงใดไป
ชั่วขณะ
ชายหนุ่มได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่าง
รุนแรงของตนเอง
เขามองต้นแปะก๊วยซึ่งใบปลิดปลิวเกือบหมด
ต้นนั้น ผ่านไปเนิ่นนานถึงหันหลังกล่าวกับเด็ก
สาวที่นั่งบนขั้นบันได “หนิงหนิง รอให้ผ่านพิธี
สวมกวาน เจ้าแต่งงานกับข้าเถอะนะ”
——————–
1. ข้าวหัวไก่ เป็นเมล็ดของบัวพันธุ์หนึ่งที่มี
ดอกสีม่วง เมล็ดด้านหนึ่งสีน้ำตาลแดงด้าน
หนึ่งสีขาว เรียบเป็นเงามีลาย เป็นสมุนไพร
จีน เมล็ดใช้เป็นยาแก้ปวด บำรุงไต
2. แม่น้ำเฉา เป็นทางน้ำที่ไหลแยกจาก
แม่น้ำสวี ใช้เป็นเส้นทางขนส่งเสบียงอาหาร
จากแหล่งชุมชนมายังเมืองหลวงหรือสถานที่
อื่นที่กำหนดไว้
3. ทะเลสาบสือช่าไห่ เป็นการรวมกันของ
ทะเลสาบเฉียนไห่ ทะเลสาบโฮ่วไห่ และ
ทะเลสาบซีไห่ ตั้งอยู่บริเวณกลางกรุงปักกิ่ง
4. ดอกถาน มีอีกฉายาหนึ่งว่า ‘ดอกไม้แห่ง
รัตติกาล’ เพราะจะเบ่งบานและส่งกลิ่นหอม
เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น