คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 161 ตัดหางเพื่อเอาชีวิตรอด
เจียงปั๋อโหยวถวายฎีกาขอให้สืบสวนตระกูล
เซียวเท่ากับกล้าลูบหนวดเสือแล้วจริง ๆ ตระกูล
เซียวทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างต่างตกตะลึงและ
เดือดดาล ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าในราชสำนักหรือ
ชาวบ้านร้านตลาด ก็มีคนไม่น้อยคาดเดากันว่า
เจียงปั๋อโหยวจะถึงคราวซวยเมื่อใด
ตระกูลเซียวเป็นถึงพระประยูรญาติฝั่าย
พระชนนีที่กำลังเรืองอำนาจในปัจจุบัน เป็น
ตระกูลเดิมของไทเฮา!
ทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าช่วงหลายปีที่
ผ่านมา เสิ่นหลางซึ่งเป็นฮ่องเต้ทรงมีท่าทีต่อ
ตระกูลเซียวเช่นไร นับว่าถึงขั้น ‘ให้ท้าย’ ไปแล้ว
ด้วยซ้ำ แม้ตำแหน่งรองเสนาบดีกรมคลังจะไม่ต่ำ
ต้อยในราชสำนัก ทว่ายามอยู่หน้าพระพักตร์
ฮ่องเต้จะนับเป็นอะไรได้
“ยามปกติรองเสนาบดีเจียงก็ดูมิใช่คนเรื่อง
มาก เหตุใดเลอะเลือนเช่นนี้ ถึงกับแล่นมางัดข้อ
กับตระกูลเซียว”
“เกรงว่าคงทำเพื่อบุตรีกระมัง”
“นั่นสิ ได้ยินว่าเพราะเรื่องการคัดเลือกพระ
ชายาหลินจืออ๋อง พวกตระกูลใหญ่สูงศักดิ์ภายใน
เมืองหลวงต่างลอบทุ่มแรงกันอยู่ลับ ๆ มิใช่ว่าคน
ตระกูลเซียวเป็นผู้แพร่ข่าวเสื่อมเสียของคุณหนู
ตระกูลเจียงตั้งแต่แรกหรือไร”
“ผู้อ่อนแอย่อมไม่อาจงัดข้อกับผู้แข็งแกร่ง
กว่าได้อยู่แล้ว ไยต้องทำเพื่อชำระความแค้นเคือง
นี้ด้วยเล่า”
“น่าเสียดาย น่าเสียดาย”
ไม่มีใครคิดว่าเจียงปั๋อโหยวจะได้รับสิ่งที่
ต้องการจากตระกูลเซียว
จริงดังคาด ไม่ว่าราชสำนักจะวิพากษ์วิจารณ์
เช่นไร ทว่าผู้ออกมายืนเคียงข้างเจียงปั๋อโหยวก
ลับมีไม่มากนัก แต่ละคนกลัวว่าหากออกหน้าจะ
ตกเป็นเปั้าโจมตีก่อนจนคราวเคราะห์มาเยือน
อีกทั้งเมื่อถวายฎีกาขึ้นไปก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ
ถูกเสิ่นหลางระงับและเก็บไว้ไม่ได้ถ่ายทอดคำสั่ง
ลงมา
เซียวหย่วนพึงพอใจยิ่งนัก ปั่าวประกาศว่าจะ
ให้เจียงปั๋อโหยวได้เห็นดีกัน
แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผ่านไปเพียงหนึ่งวัน
ฎีกาซึ่งถูกระงับกลับส่งตรงไปสำนักมหาบัณฑิต
มอบหน้าที่ให้เหล่าขุนนางที่ปรึกษาเป็นผู้ร่างมติ
และหารือกันว่าจะอนุมัติหรือไม่
ถึงจะเป็นความเคลื่อนไหวเล็กน้อย ทว่าแฝง
ความนัยลึกซึ้งในสายตาของผู้เฝั้าจับตาดู
แต่ละฝั่ายลอบวางแผนกันอย่างช่วยไม่ได้
เหล่าขุนนางที่ปรึกษาแห่งสำนักมหาบัณฑิต
นั่งล้อมโต๊ะซึ่งวางฎีกาฉบับหนึ่งอยู่ตรงกลาง มอง
หน้ากันไปมาไม่ยอมเอ่ยวาจา กลัวว่าตนจะคาด
เดาพระราชดำริของฮ่องเต้ผิดไป
บ่ายวันนั้นเซียวหย่วนจึงประหวั่นลนลาน
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นขุนนางฝั่ายหน้า
มิหนำซ้ำยามนี้หากเข้าวังเพื่อขอเข้าเฝั้าก็อาจเผย
พิรุธ ทั้งยังกลัวจะถูกผู้อื่นกุมจุดอ่อน จึงสั่งให้
เซียวซูซึ่งเป็นเด็กรุ่นเยาว์เข้าเฝั้าถวายพระพรไท
เฮา
*****
ตำหนักฉือหนิงยามพลบค่ำทาบทอด้วย
แสงอาทิตย์อัสดง
เหล่านางกำนัลซึ่งถวายการปรนนิบัติเสวย
พระกระยาหารเย็นเดินออกมาเป็นทิวแถว
เซียวซูสวมชุดหรูหรางามสง่าดูมีชีวิตชีวาขัด
กับตำหนักฉือหนิงใต้แสงสายัณห์สลัวบนท้องฟั้า
อย่างชัดเจน นางยืนนิ่งรอการเรียกตัวเข้าเฝั้าอยู่
ครู่หนึ่ง จากนั้นเดินข้ามประตูตำหนักเข้าไป
เซียวไทเฮาเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นนาง เอ่ยขึ้นมา
ว่า “สมัยข้าอายุเท่าเจ้า ก็สง่างามเช่นนี้ เจ้าคงมา
เพราะเหตุการณ์ช่วงหลายวันที่ผ่านมากระมัง ข้า
ได้ยินหมดแล้วละ”
เซียวซูใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก
นางรู้สึกถึงความผิดปกติได้เล็กน้อย ท่านอา
หญิงผู้สูงส่งซึ่งเคยปกครองหกตำหนักเคยมี
น้ำเสียงอึดอัดกลัดกลุ้มเช่นนี้ที่ไหน แล้วจะมาพูด
รำลึกความหลังได้อย่างไรกัน
“ต่อให้เป็นความสง่างามของท่านอาใน
ปัจจุบัน อาซูก็ยากจะเทียมทัด นับประสาอะไร
กับอดีตเล่าเจ้าคะ” เซียวซูค้อมกายคารวะ ลุก
ขึ้นแล้วเข้าหาด้วยความสนิทสนมดังเคย “ท่าน
อาคาดการณ์แม่นยำดั่งเทพยดา ช่วงนี้ท่านพ่อ
ยากจะสงบจิตใจได้ ท่านอาก็ทราบอยู่แล้วว่าแต่
ไหนแต่ไรมาเขาปราศจากความเด็ดขาด
นอกจากนี้ยังคำนึงว่าเพิ่งล่วงสู่ฤดูใบไม้ผลิ บัด
เดี๋ยวร้อนบัดเดี๋ยวหนาว สภาพอากาศแปรปรวน
โดยมิอาจคาดเดา ท่านพ่อจึงสั่งให้อาซูมาเข้าเฝั้า
และจะได้ขอคำชี้แนะจากท่านด้วยเจ้าค่ะ”
เซียวซูเอ่ยวาจาไร้ช่องโหว่เสมอมา มิหนำซ้ำ
ยังชวนเบิกบานใจยิ่งนัก หากเป็นเมื่อก่อนครั้นได้
ฟังรับรองว่าเซียวไทเฮาต้องหัวเราะและดึงนาง
มาสนทนากันไปแล้ว
แต่ยามนี้กลับเพียงจ้องมอง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้า
เซียวซูค่อย ๆ เลือนหาย นางจึงกล่าวอย่างแช่ม
ช้า “สมัยก่อนข้าจะไปเทียบเจ้าได้อย่างไร เจ้าก็
พูดเองนี่ ผู้ที่ต้องการคำชี้แนะจากข้าก็คือท่านพ่อ
ของเจ้า คือพี่ชายไม่ได้ความของข้า! ส่วนเจ้าเอง
เคยต้องการข้าเมื่อใดกันเล่า”
ครั้นเอ่ยปาก เซียวซูก็คุกเข่าโน้มกายเบื้อง
หน้าพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความตื่นตระหนก “ท่าน
อา ไยต้องกล่าวหนักเช่นนี้ด้วย”
รอยยิ้มบนใบหน้าเซียวไทเฮาอันตรธานสิ้น
ทั้งยังเผยความอำมหิตหลายส่วน นางพูดลอด
ไรฟันว่า “พี่ชายเลอะเลือนของข้าเลี้ยงบุตรี
ออกมาได้ดีเสียจริง! ปกติข้ารู้เพียงว่าเจ้าฉลาด
เฉลียว มุ่งหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยง
ภยันตราย เป็นผู้เดียวในเมืองหลวงที่คู่ควรจะ
ครองตำแหน่งผู้ปกครองหกตำหนักแห่งนี้! และ
เจ้าก็ไม่ทำให้เสียชื่อ! ตัวอยู่ในบ้าน แต่กลับ
วางแผนชั้นยอดให้บิดาได้จริง ๆ !”
เซียวซูตะลึงงันช้อนดวงตามอง
เซียวไทเฮายิ้มเยาะ “ตอนนี้ผู้คน
วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกันดุเดือด เดิมทีตระกูลเซียวก็เป็น
หนามทิ่มแทงนัยน์ตาและตกเป็นเปั้าสายตาของ
ผู้อื่นอยู่แล้ว! บิดาเจ้ามองสถานการณ์ไม่ออก แต่
เจ้าไม่มีทางไม่รู้ ยิ่งอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งไม่
อาจผลีผลาม ทว่าดูสิเจ้ากลับออกความคิดอะไร
ให้บิดา ถึงกับใช้เรื่องทงโจวมาสาดโคลนใส่บุตรี
เจียงปั๋อโหยว!”
เซียวซูคล้ายยังไม่เข้าใจวาจาของไทเฮา
“เจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของอาซู
หากปราศจากนาง ตำแหน่งพระชายาหลินจือ
อ๋องต้องเป็นของข้าแน่ อาซูทำไม่ถูกต้องหรือเจ้า
คะ”
“เลอะเลือนแล้ว!”
เซียวไทเฮาเห็นว่ามาถึงขั้นนี้นางยังฟังไม่
เข้าใจอีก ก็ตบหน้าฉาดด้วยความหัวเสียถึงขีด
สุด!
เพียะ!
เซียวซูถูกตบจนเซถลาล้มกระแทกพื้น
เซียวไทเฮาชี้หน้าตะคอกด้วยความผิดหวัง
“เสียทีที่ข้าสั่งสอนเจ้ามานานหลายปี คิดไม่ถึงว่า
สุดท้ายเจ้าก็เป็นแค่บุตรีที่พี่ชายเลอะเลือนของ
ข้ามีกับสตรีหน้าโง่ข้างนอก ความฉลาดเฉลียวที่
เห็นยามปกติล้วนเสียเปล่า ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้า
ขวานสมองมีแต่ขี้เลื่อย! เจ้าอาศัยเรื่องของเจียง
เสวี่ยหนิงสาดโคลนใส่เจียงเสวี่ยฮุ่ย แน่นอนว่า
ย่อมทำให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยเสื่อมเสีย แต่เจ้าไม่คิดบ้าง
หรือว่าผู้อื่นเองก็จะโต้กลับ ยิ่งไปกว่านั้นบัดนี้ทั้ง
ราชสำนักและชาวบ้านร้านตลาดต่าง
วิพากษ์วิจารณ์เจ้า ต้องการผลักไสเจ้าไปอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าแทนเล่อหยาง
ขอเพียงเจี้ยเอ๋อร์มองสถานการณ์ออกอย่าง
ชัดเจน เมื่อนั้นเขาจะยังเลือกเจ้าเป็นชายาได้
อย่างไร?! ปากคนบนโลกมีมากมาย เพียงถ่ม
น้ำลายใส่เจ้ากันคนละครั้งก็ทำให้เจ้าจมน้ำตาย
ได้แล้ว! ต่อให้ไม่เลือกเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็ยังมีเฉินซูอี๋
จ้าวซูอี๋อยู่ดี! ไหนเลยจะถึงคราวเจ้า?!”
เหล่านางกำนัลถอยออกไปข้างนอกตั้งแต่
แรก ตำหนักใหญ่จึงมีแต่ความเงียบสงัด
เปลือกตาที่หลุบต่ำของเซียวซูกระเพื่อมไหว
เบา ๆ ยามเงยศีรษะขึ้นมาอีกครั้งก็มีท่าทีเลื่อน
ลอยราวกับเพิ่งนึกประเด็นสำคัญเหล่านี้ออก
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงคุกเข่าตรงหน้าเซียวไทเฮา
โขกศีรษะคล้ายเริ่มอกสั่นขวัญหาย “อาซูบังเกิด
โทสะจนเลอะเลือน ถึงกับลืมไปว่ายังมีเรื่องเช่นนี้
อยู่ด้วย ทว่าบัดนี้ความผิดพลาดครั้งใหญ่ก็เกิดไป
แล้ว ท่านอา ท่านอา ท่านอยู่ในวังมานานหลายปี
อีกทั้งฝั่าบาทก็ทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน
ย่อมมีหนทางใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้ากลัวพวกเขาจะ
ส่งข้าไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี…”
น้ำตาไหลรินระหว่างเอ่ยวาจา
ยามปกติเซียวไทเฮามักจะสั่งสอนและชี้แนะ
นางฉันญาติสนิท เนื่องจากนางมิได้รักสนุกและ
เอาแต่ใจ บางครั้งเซียวไทเฮาจึงดีต่อเซียวซู
มากกว่าเสิ่นจื่ออีซึ่งเป็นธิดาในไส้อยู่หลายส่วน
เสียด้วยซ้ำ
ทว่าตอนนี้เห็นเซียวซูสูญเสียความสงบเยือก
เย็น จึงเอือมระอาและผิดหวังอยู่บ้าง
นางกล่าวอย่างเลือดเย็น “หากเจ้าไม่ใช้แผน
เลอะเลือนเช่นนี้ บางทีข้าอาจยังช่วยได้ ถึง
อย่างไรตระกูลเซียวก็มีอำนาจยิ่งใหญ่ หากส่งตัว
เจ้าไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี เกรงว่า
ฮ่องเต้คงรู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงใจ ต้อง
ปั้องกันไม่ให้ตระกูลเซียวสมคบคิดกับต๋าต๋า
วางแผนช่วงชิงราชบัลลังก์แน่ แต่เจ้ากลับดีนัก
ส่งมีดถึงมือฮ่องเต้ด้วยตนเอง ปล่อยให้เขามี
ข้ออ้างลดความแข็งแกร่งของตระกูลเซียวก่อน
เสียได้!”
เซียวไทเฮาหลับตา บังเกิดความรู้สึกต่ออีก
ฝั่ายราวกับตัวหมากที่ถูกทิ้ง จะปรายตามองแวบ
เดียวยังเสียดายเวลา กล่าวเพียงว่า “ความคิดไม่
เข้าท่าของเจ้าจับพลัดจับผลูไปหยั่งเชิงความคิด
ของฮ่องเต้พอดี บัดนี้ทิ้งเรื่องวุ่นวายไว้แล้วยังต้อง
ให้ข้ามาคอยเก็บกวาดอีก เรื่องอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีน่ะแม้แต่ข้าเองก็หมดทางช่วย
เจ้ากลับไปเสียเถิด วันหลังก็ไม่จำเป็นต้องเข้าวัง
มาหาบ่อย ๆ แล้ว”
เซียวซูคล้ายไม่เชื่อว่าอีกฝั่ายจะตัดไมตรี
ขนาดนี้
นางทอดสายมองท่านอา ถามกลับไปว่า
“ท่านอาจะทนดูอาซูไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าซึ่งอันตรายสุดแสนนั่นหรือ
เจ้าคะ”
เซียวไทเฮาใบหน้าปราศจากความรู้สึก ตอบ
โดยไม่สะทกสะท้าน “แม้กระทั่งจื่ออีที่เป็น
เลือดเนื้อเชื้อไขของข้า นางยังไปได้ แล้วเจ้ามี
เหตุผลอันใดจะไปไม่ได้”
เซียวซูก้มหน้า
เซียวไทเฮาลุกขึ้นโดยไม่แยแสนางอีก ทิ้งท้าย
ไว้ประโยคเดียว “ราชวงศ์ปราศจากบิดาและ
บุตร เจ้านั่นละโง่เขลาเกิน ไม่อาจโทษได้หรอกว่า
ข้าใจดำอำมหิตเกินไป”
ครั้นกล่าวจบ เงาร่างของเซียวไทเฮาก็ลับ
หายไปหลังฉากบังลม
แสงสายัณห์เบื้องนอกลาลับจนเลือนหายไป
หมดแล้วเช่นกัน ภายในตำหนักจึงมีแต่ความ
มืดมนอนธการ
ดังนั้นไม่ว่าเซียวไทเฮาซึ่งจากไปแล้วหรือนาง
กำนัลซึ่งเดินเข้ามา จังหวะที่เงาร่างของเซียว
ไทเฮาลาลับและความมืดเข้าปกคลุมนั้น ไม่มีผู้ใด
สังเกตเห็นเลยว่าความเคารพเทิดทูน ประหวั่น
พรั่นพรึง เจ็บปวดรวดร้าวที่ปรากฏบนใบหน้า
งามพิลาสของเซียวซูได้เลือนหายสิ้นประหนึ่งสี
บนภาพวาดเปียกน้ำ เหลือเพียงผิวหนังอัน
สะคราญซึ่งประดับด้วยองคาพยพงามวิจิตร
ราวกับหุ่นมนุษย์
กระทั่งว่ายังดูพิลึกอยู่บ้าง
นางลุกขึ้นอย่างสงบเยือกเย็นผิดปกติ เดิน
ออกจากตำหนักใหญ่โดยใบหน้ายังคงประดับ
รอยนิ้วทั้งห้าที่เซียวไทเฮาฝากไว้
เหล่านางกำนัลถือโคมชาววังตามมาส่งนาง
ออกจากวังหลวง
อาจเพราะได้ยินมาบ้างว่าไทเฮากริ้วจัดยาม
ประทับในตำหนัก พวกนางกำนัลจึงไม่กล้ามอง
สำรวจนางให้ถ้วนถี่แม้แต่น้อย มองแวบเดียวก็
ก้มหน้างุด
ทว่าเพิ่งเดินไปได้ครึ่งทาง เซียวซูก็ชะงักฝีเท้า
นางกำนัลประหลาดใจ หันหน้ากลับไปมอง
เห็นเซียวซูยืนอยู่ใต้กำแพงวัง เงยหน้ามอง
บางแห่งเหนือศีรษะ จิ้งจกขนาดไม่ใหญ่นักนอน
หมอบอยู่บนขอบกำแพงสีชาด ร่างกายบริเวณ
อื่นปราศจากสิ่งผิดปกติอันใด มีเพียงส่วนหางที่
หายไปช่วงหนึ่ง แลดูโล่ง ๆ ที่แท้ก็เป็นรอยขาด
นางกำนัลตกใจ “ขันทีภายในวังต้องประมาท
เลินเล่อเป็นแน่แท้ ไฉนจึงมีเจ้าตัวนี้อยู่ได้”
ก่อนจะเดินเข้าไปไล่จิ้งจก
จิ้งจกตัวนั้นตกใจ ไต่ขอบกำแพงหายลับไปใน
บัดดล
เซียวซูหลุบเปลือกตา สีหน้าฉายแววกลัด
กลุ้มเล็กน้อย ความเศร้าหมองที่ไม่อาจสาธยาย
ถั่งท้นภายในจิตใจ หากกาลก่อนเคยมีคนบอกว่า
ข้าจะถูกคนบีบคั้นทีละก้าวจนถึงขั้นต้องตัดหาง
เพื่อเอาตัวรอด ข้าคงคิดว่าคนผู้นี้กล่าววาจา
เหลวไหลไร้สาระ ทั้งยังสั่งให้คนนำไม้กระบองมา
ทุบตีและขับไล่ไสส่งไปแล้ว
แต่บัดนี้…
สภาวะแห่งความเป็นจริงตั้งอยู่ตรงหน้านาง
อย่างโหดร้าย
ถ้อยคำเย็นชาของเซียวไทเฮาภายใน
ตำหนักฉือหนิงเมื่อครู่ยังคงดังก้องในหัว แต่ถึง
กระนั้นก็มิได้ทำให้นางผิดหวังเสียใจ หรือกระทั่ง
ละอายแก่ใจเลยสักนิด
นางจะไม่รู้ผลลัพธ์จากการใส่ไคล้เจียงเสวี่ย
หนิงด้วยเรื่องเหตุการณ์ที่ทงโจวได้อย่างไรเล่า
และยิ่งไม่มีทางไม่ล่วงรู้สถานการณ์ปัจจุบัน
อย่าว่าแต่หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยเลย ขอเพียงภายใน
เมืองหลวงมีผู้ช่างสังเกตสักหน่อย ย่อมไม่มีวันสู่
ขอตนในยามนี้มาสร้างปัญหาไม่รู้จบแก่
ครอบครัวของตัวเอง
เจียงเสวี่ยหนิง!
เซียวซูชิงโคมชาววังจากมือนางกำนัลโดยไร้
พิรุธ เพียงเอ่ยว่า “มอบให้ข้าเถอะ ข้ารู้จัก
เส้นทางในวังหลวง ต้องการอยู่เงียบ ๆ คนเดียว
ข้าออกจากวังเองก็ได้”
นางกำนัลไม่กล้าพูดมาก ทั้งยังโล่งใจที่ไม่ต้อง
ยุ่งยาก หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็มิได้ปฏิเสธ
ทว่าเมื่อนางกำนัลเดินจากไปแล้ว เซียวซู
กลับหมุนกาย มิได้มุ่งหน้าไปยังประตูซุ่นเจินตรง
หัวมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ไปยัง
ตำหนักเฉียนชิงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางพระราชวังแทน!