คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 162 ขอพระเมตตา
“นาง?”
เสิ่นหลางเพิ่งทรงถือแผ่นปั้ายยอดเขียว[1]ซึ่ง
กองบันทึกกิจส่วนพระองค์[2]ถวายขึ้นมา ยังมี
พระราชดำริอยู่เลยว่าเวินเจาอี๋อารมณ์ร้าย
กว่าเดิม วันนี้ไม่สู้เรียกตัวจางกุ้ยเหริน[3]มา
ปรนนิบัติดีกว่า นางทั้งอ่อนโยนและละเอียด
รอบคอบ น่าสำราญไปอีกแบบ แต่เมื่อเจิ้งเปั่าเข้า
มากระซิบข้างพระกรรณก็พลันเลิกพระขนง
พระเนตรฉายความประหลาดพระทัยเป็น
อันดับแรก จากนั้นจึงเผยแววใคร่ครวญ
เจิ้งเปั่าลังเลเล็กน้อย “เรื่องนี้ผิดธรรมเนียม
ให้ไล่นางไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางยกพระหัตถ์ “ไม่ต้อง เราอยากลอง
ฟังดูว่านางต้องการพูดอะไร”
เจิ้งเปั่าประหลาดใจอยู่บ้าง ลอบใจเต้นรัว
เกิดคลื่นใต้น้ำในราชสำนัก ยามนี้บุตรีภรรยาเอก
จวนกั๋วกงซึ่งเป็นศูนย์กลางของวังน้ำวนกลับขวัญ
กล้ามาขอเข้าเฝั้าฮ่องเต้อย่างอุกอาจ ที่แท้
วางแผนอะไรอยู่กันแน่
เพียงแต่เขาไม่กล้าเผยสีหน้า ออกไปเรียกตัว
เซียวซูเข้ามา
เซียวซูรออยู่ข้างนอกนานมากแล้ว
ตอนแรกนางนึกว่าตนจะหวาดกลัวการ
ตัดสินใจเลือกครั้งนี้จนกระสับกระส่าย ทว่าเมื่อ
ทอดสายตามองแสงสว่างซึ่งส่องลอดออกมาจาก
บานหน้าต่างตำหนักเฉียนชิง สมองกลับแจ่มชัด
อย่างไม่เคยเป็น ท่านอาน่ะผิดแล้ว ผิดอย่าง
มหันต์!
ผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินคือฮ่องเต้ ต่อให้อีก
ฝั่ายสูงส่งเป็นถึงไทเฮาผู้เป็นพระชนนีของฮ่องเต้
ทว่าจะตั้งตนเป็นศัตรูกับฮ่องเต้ได้อย่างไร
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการสนับสนุนหลินจือ
อ๋อง!
เสิ่นเจี้ยย่อมอ่อนโยนและงามสง่า แต่ยังไม่ถึง
ขั้นทำให้เซียวซูหมายมั่นจะออกเรือนด้วยให้จงได้
เดิมทีเซียวซูเลือกเขาเพราะปรารถนาตำแหน่ง
พระชายาหลินจืออ๋องและเพราะฮ่องเต้ไร้
พระโอรสจนต้องการสถาปนาเสิ่นเจี้ยขึ้นเป็นพระ
อนุชารัชทายาท แท้จริงแล้วนางมิได้ทำเพื่อ
ตำแหน่งพระชายาอ๋องสักหน่อย แต่ทำเพื่อ
ตำแหน่งฮองเฮาซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งใน
อนาคตนั่นต่างหาก!
ทว่าบัดนี้ประการแรก เวินเจาอี๋ตั้งครรภ์
ประการที่สอง เรื่องที่นางหาเหตุสาดโคลนใส่
เจียงเสวี่ยหนิงไปกระตุ้นโทสะของเจียงปั๋อโหยว
กลายเป็นว่าหยั่งเชิงจนทราบท่าทีของฮ่องเต้ที่มี
ต่อตระกูลเซียวอย่างชัดแจ้ง เช่นนั้นจะยังมีสิ่งใด
ที่ไม่กระจ่างใจอีกเล่า
ท่านอามิได้พูดผิด
ราชวงศ์ปราศจากบิดาและบุตร
ความจริงไม่ใช่แค่ราชวงศ์หรอกที่ปราศจาก
บิดาและบุตร ขอเพียงเป็นตระกูลใหญ่ซึ่งกุม
อำนาจอยู่ในมือ สายสัมพันธ์ฉันคนในครอบครัวก็
ล้วนเจือจางผิดวิสัย การที่ชาวบ้านร้านตลาดให้
ความสำคัญกับเรื่องบิดาต้องเมตตาส่วนบุตรต้อง
กตัญูนั้นเกิดจากพวกเขาไร้สิ่งอื่นใดนอกจาก
สายสัมพันธ์ครอบครัว ทว่าสำหรับผู้กุมอำนาจ
พวกเขามีโอกาสครอบครองทุกสิ่งในใต้หล้า แล้ว
คนในครอบครัวจะนับเป็นอะไรได้
ด้วยเหตุนี้สำหรับนาง ความเจริญรุ่งเรืองและ
ความเสื่อมถอยของตระกูลเซียวจะไปสำคัญอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางเอาตัวเองให้รอดยัง
ยากเลย!
เจิ้งเปั่าออกมาถ่ายทอดกระแสรับสั่ง นาง
กล่าวขอบพระทัย จากนั้นเดินค้อมกายเข้า
ตำหนักและโขกศีรษะถวายบังคมก่อน
เสิ่นหลางทอดพระเนตรนางจากเบื้องสูง
รอยฝั่ามือบนใบหน้าเซียวซูปรากฎเด่นชัด
เป็นพิเศษใต้แสงตะเกียงหรุบหรู่ แต่ถึงกระนั้น
กลับขับให้นางดูน่าเวทนาสงสารขึ้นอีกหลายส่วน
เช่นกัน เจ้าผู้ปกครองจอมร้ายกาจทรงเล่นแผ่น
ปั้ายยอดเขียวในพระหัตถ์ ตรัสถามด้วยความสน
พระทัยยิ่งนัก “ญาติผู้น้องไม่เคยสนิทชิดเชื้อกับ
ญาติผู้พี่เช่นเรามาก่อน ขณะนี้วังหลวงกำลังจะ
ลั่นดาลแล้ว เหตุใดยังมาหาเราถึง ที่นี่อีก”
เซียวซูตอบ “หม่อมฉันมาวันนี้ก็เพื่อถวาย
ความสวามิภักดิ์ต่อฝั่าบาทเพคะ”
เสิ่นหลางพระเนตรวาวโรจน์เล็กน้อย “อ้อ?”
เซียวซูรู้ดีแก่ใจว่าความเป็นความตาย
เกียรติยศและความอดสูล้วนขึ้นอยู่กับวันนี้ นาง
ลอบกำมือแน่น สุดท้ายจึงตัดสินใจเด็ดขาด
“สมัยก่อนรองเสนาบดีเจียงติดตามฝั่าบาทจน
สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ ทำงานสอดคล้องตามพระ
ประสงค์เสมอมา หากไม่ทรงยินยอม ต่อให้มอบ
ความกล้าอีกสิบเท่าเขาก็ไม่กล้าถวายฎีกา
เพียงแต่รองเสนาบดีเจียงมิใช่คนชอบแส่ไม่เข้า
เรื่อง หากปราศจากผู้ยั่วโทสะ เกรงว่าคงไม่ลงมา
เหยียบย่ำปลักโคลนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการ
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีหรือคดีเก่าอย่าง
เรื่องเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยล้วนอยู่ที่
พระราชดำริของพระองค์ทั้งสิ้น หม่อมฉันอยู่
ตระกูลเซียวมาช้านาน ย่อมคุ้นเคยต่อเรื่องใหญ่
น้อยต่าง ๆ ดี การยั่วโทสะรองเสนาบดีเจียงจน
ถวายฎีการ้องเรียนตระกูลเซียวเป็นการแสดง
ความสวามิภักดิ์ของหม่อมฉันต่อฝั่าบาทประการ
แรก หากฝั่าบาททรงมีพระประสงค์จะลงดาบ
ตระกูลเซียว หม่อมฉันก็ยินดีถวายความ
ช่วยเหลืออันแสนเล็กน้อยเพคะ”
เสิ่นหลางทอดพระเนตรนาง พระเนตรฉาย
ประกายเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ทรงพระสรวลเย้ยหยัน
“อย่างเจ้านี่นะ? พูดจาใหญ่โตน่าฟังถึงเพียงนี้
เกรงว่าคงแค่ไม่อยากเดินทางไปบ้านปั่าเมือง
เถื่อนเพื่ออภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
กับต๋าต๋ามากกว่ากระมัง”
หน้าผากเซียวซูปรากฏเหงื่อเย็นเยียบผุดซึม
นางหลับตาพร้อมตอบว่า “ขอฝั่าบาททรง
พระเมตตาด้วยเพคะ”
ในที่สุดเสิ่นหลางก็ทรงลุก นิ้วพระหัตถ์ควง
แผ่นปั้ายยอดเขียวซึ่งมีชื่อของจางกุ้ยเหรินยื่น
ออกไปเชยคางอันงดงามของเซียวซู หรี่พระเนตร
ลงเล็กน้อยขณะตรัสว่า “ญาติผู้น้องประสงค์จะ
เข้ารับการคัดเลือกชายาหลินจืออ๋องไม่ใช่หรือ
แล้วต้องการให้เรามีเมตตาเช่นไร”
แม้นิ้วมือของเจ้าผู้ปกครองจะมิได้สัมผัส
ผิวหนัง ทว่าพฤติกรรมเกี้ยวพาราสีนั้นเหมือน
กำลังปฏิบัติต่อหญิงนางโลมก็ไม่ปาน!
ความอัปยศอดสูเอ่อท้นทันที
เซียวซูกะพริบตา สุดท้ายก็ทำได้เพียงสะกด
กลั้นลงไปเสีย นางเคลื่อนนิ้วมือสั่นระริกไปยังปก
เสื้อ ปลดรังดุมด้านหน้าอย่างแช่มช้า เปลื้อง
เสื้อผ้าอาภรณ์ออกจนหมดท่ามกลางการจับจ้อง
อย่างร้อนแรงของเสิ่นหลาง
ราตรีต้นวสันต์ อากาศยังคงหนาวเย็น
ครั้นผิวพรรณขาวละเอียดประดุจหิมะโผล่พ้น
ก็สั่นเทิ้ม ส่วนชูชันตั้งตระหง่านประดุจขุนเขา
กำลังกระเพื่อมไหว ร่องลึกกอปรด้วยเส้นสายอัน
งดงาม อวบอิ่มจนแทบไม่อาจใช้มือกอบ ส่วน
บริเวณที่แบบบางนั้นคอดกิ่ว…
นางคุกเข่าหมอบข้างเท้าเสิ่นหลาง ความหยิ่ง
ผยองที่เคยมีอันตรธานสิ้น สูญสลายกลายเป็น
ความเกลียดชังอันประมาณมิได้ในบัดดล
น้ำตาหยดหนึ่งจมหายลงไปในพรมอ่อนนุ่ม
นางฟังเสียงอ่อนหวานที่เจตนากดให้แผ่วเบาของ
ตนอย่างใจเย็น “ขอฝั่าบาททรงพระเมตตาด้วย
เพคะ”
——————–
1. แผ่นปั้ายยอดเขียว เป็นแผ่นปั้ายทาสีเขียว
บนส่วนยอด เขียนชื่อของเหล่าพระสนม
เอาไว้ มีให้ฮ่องเต้เลือกเพื่อตัดสินว่าคืนนี้จะ
ให้ผู้ใดถวายการปรนนิบัติ
2. กองบันทึกกิจส่วนพระองค์ เป็นหน่วยงาน
ของขันทีซึ่งมีหน้าที่จดบันทึกการร่วม
บรรทมของฮ่องเต้กับเหล่าพระสนม
3. กุ้ยเหริน ยศของสนมที่เป็นรองเฟยกับผิน