คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 163 วิถีชีวิตในชาติก่อน
ราตรีเงียบสงบยามวสันต์ หยาดน้ำค้างจาก
หยดพิรุณพร่างพรมไปทั่ว
เจิ้งเปั่ายืนย่นหัวคิ้วอยู่นอกตำหนักเฉียนชิง
อย่างเงียบเชียบ
ขันทีจากกองบันทึกกิจส่วนพระองค์เห็นเพียง
ฮ่องเต้ทรงหยิบแผ่นปั้ายยอดเขียว ยังไม่ทันได้
ตัดสินพระทัยก็มีคุณหนูตระกูลเซียวโผล่มา จึง
กระวนกระวายใจอยู่บ้าง อดถามเจิ้งเปั่าเสียงเบา
ไม่ได้ “ท่านว่ายังต้องเบิกตัวจางกุ้ยเหรินมาถวาย
ปรนนิบัติบรรทมหรือไม่ขอรับ”
เจิ้งเปั่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้าน
ใน ใบหน้าหมดจดภายใต้แสงเหลืองนวลของโคม
ชาววังทางด้านข้างกลับอึมครึม ตอบเพียง “เกรง
ว่าคงไม่จำเป็นแล้ว”
เช้าวันต่อมาฮ่องเต้ก็ยกเลิกการออกว่าราชกิจ
ขุนนางใหญ่ซึ่งเข้าวังตั้งแต่ฟั้าเพิ่งสางเตรียม
ร่วมฟังราชกิจต่างงงงวย มีเพียงบรรดาขันทีซึ่ง
ข่าวสารฉับไวที่เข้ามาประชิดติ้งกั๋วกงเซียวหย่วน
ด้วยท่าทีคล้ายกระตือรือร้นกว่าเดิม
เซียวหย่วนย่อมจับต้นชนปลายไม่ถูก
ที่ผ่านมาเซียวซูค้างแรมในวังหลวงเพื่อถวาย
การปรนนิบัติไทเฮาเป็นปกติ ไม่กลับเมื่อคืนจึงไม่
นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาอะไรในสายตาเขา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเดี๋ยวก็กลับมาเอง
คิดไม่ถึงว่าจนเขากลับถึงจวนแล้วก็ยังไม่พบ
ตัว
ขณะกำลังจะส่งคนไปถามไถ่ พ่อบ้านซึ่งอยู่
ข้างนอกก็มาแจ้งข่าวน่าตื่นตะลึงว่ามีขันทีจากใน
วังมาถ่ายทอดพระราชโองการ
เซียวหย่วนตกใจไม่น้อยนึกว่าเกิดเรื่องใหญ่
ครั้นมารับราชโองการที่ห้องโถงและเห็นว่าผู้มา
ถ่ายทอดคือหวังซินอี้ขันทีดูแลตราพระราช
ลัญจกรซึ่งมีอำนาจภายในวังหลวงก็ยิ่งกระวน
กระวาย
แต่หวังซินอี้ยิ้มร่า “ขอแสดงความยินดีต่อ
ท่านกั๋วกง ขออวยพรท่านกั๋วกง!”
เซียวหย่วนตกตะลึง งุนงงไปชั่วขณะ “ยินดี
เรื่องอันใด”
หวังซินอี้เป็นจิ้งจอกเฒ่าในวังหลวง คิดเพียง
ว่าเรื่องเมื่อคืนตระกูลเซียววางแผนมาอย่างดีแล้ว
ส่วนเซียวหย่วนซึ่งอยู่ตรงหน้าแค่กำลังเสแสร้ง
เขาจึงเอื้อมมือไปตบบ่า รอยยิ้มแฝงการตีสนิท
“เมื่อคืนบุตรีของท่านค้างคืนที่ตำหนักเฉียนชิง
เช้าตรู่วันนี้ข้ามิบังอาจเรียกคุณหนูใหญ่เซียวอีก
ต่อไป แต่ต้องเรียกว่า ‘พระสนมเสียนเฟย’
แล้ว!”
เซียวหย่วนนิ่งอึ้งเป็นอันดับแรก จากนั้นกลับ
สีหน้าแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ “เจ้าพูดอะไรนะ?!”
“จริง ๆ นะ เจ้าไม่ได้เห็นขบวนที่มาถ่ายทอด
พระราชโองการเมื่อเช้านี้!” เซียวติ้งเฟยสองตา
เปล่งประกายตอนบรรยายเหตุการณ์เมื่อเช้า ทั้ง
ยังออกท่าทางด้วยกลัวเจียงเสวี่ยหนิงจะไม่เชื่อ
“ไม่ว่าจะเป็นวัตถุล้ำค่าหายาก ผ้าไหมแพรพรรณ
ทรัพย์สินเงินทอง ต่างพระราชทานมาดั่งสายน้ำ
หลาก ข้าตื่นมาดูตั้งแต่เช้าตรู่ โอ้โฮ วางเรียงราย
เต็มลานเรือนเชียวนะ! พอถามถึงรู้ว่านางผู้หญิง
หน้าเหม็นเซียวซูไปหลับนอนกับฮ่องเต้ที่วังหลวง
ทั้งคืน ถือว่ากู้หน้าให้ตนเองได้ ได้รับแต่งตั้งเป็น
พระสนมทันที! ฮ่า ๆ ๆ เจ้าไม่เห็นสีหน้าของ
เซียวหย่วน ข้าน่ะเห็นเขาโมโหแทบกระอักเลือด
…”
“…”
นิ้วมือของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ กำถ้วยชา
แน่น
ขณะนี้ยังอยู่ในโรงอุปรากร
ดอกสาลี่สีขาวพิสุทธิ์แบ่งบานประดับริม
กำแพง ยามต้องลมดูบอบบางราวกับ
แผ่นกระดาษกระเพื่อมไหว เสียงเครื่องดนตรีดัง
แว่วมาจากเวทีอุปรากรชั้นล่าง คลอเสียงร้อง
อ้อยส้อยแฝงสำเนียงไพเราะอ่อนโยนของทางใต้
ผู้ชมโดยรอบโห่ร้องชมเชย
ทว่าห้องรับรองพิเศษชั้นบนกลับเงียบกริบ
ทั้งคู่กำลังลอบวางแผนเรื่องการอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรี เซียวติ้งเฟยจึงเล่าเหตุการณ์
ภายนอกให้เจียงเสวี่ยหนิงทราบอยู่เสมอ หลาย
วันที่ผ่านมาต้องพบปะกันบ่อย ๆ จึงเลือกโรง
อุปรากรแห่งนี้ ประการแรก มีผู้คนไปมาขวักไขว่
สถานที่อันตรายที่สุดคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
ประการที่สอง ทั้งสองคนต่างมีนิสัยรักสนุกชอบ
หาความสำราญเป็นทุนเดิมและไม่ต้องการไปโรง
น้ำชาหรือโรงดนตรีที่จริงจังเกินไปนัก
เซียวติ้งเฟยยังอยากเล่าข่าวลือเหลวไหลที่ตน
ได้ยินมาตลอดทางแก่เจียงเสวี่ยหนิงเพื่อให้นางมี
ความสุขด้วย
ทว่าเพิ่งดื่มชาได้อึกหนึ่งให้ชุ่มคอและกำลังจะ
เอ่ยปากก็เหลือบเห็นสีหน้าตึงเครียดของนาง เขา
ตื่นตระหนกทันที หยุดพล่ามโดยไม่รู้ตัว “เจ้า
เป็นอะไรไป”
ค้างคืนที่ตำหนักเฉียนชิง แต่งตั้งเป็นพระ
สนม!
ถ้อยคำเหล่านี้ประหนึ่งเข็มทิ่มแทงใส่หูของ
เจียงเสวี่ยหนิง เจ็บปวดเสียจนไม่อาจสาแก่ใจได้
ลง!
“นางช่างกล้าจริง ๆ …”
ชาติก่อนเซียวซูเป็นศัตรูคู่แค้นของเจียงเสวี่ย
หนิง
ขณะเป็นพระสหายร่วมศึกษาที่ตำหนักเฟิง
เฉิน อีกฝั่ายก็เป็นเฉกเช่นจันทร์กระจ่างบนท้อง
นภา ไข่มุกเจิดจรัสบนผืนปฐพี มีชาติกำเนิดดีกว่า
และมีความรู้เหนือกว่านาง มิหนำซ้ำยังสนิทสนม
กับเสิ่นจื่ออี ทุกคนล้วนติดสอยห้อยตาม
ภายหลังอีกฝั่ายยังเข้าวังมาด้วย ตระกูลเดิม
ของเซียวซูยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง รู้จักซื้อใจคน
ทั้งยังมีนางมารเฒ่าไทเฮาคอยหนุนหลัง แม้
ขณะนั้นนางจะเป็นถึงฮองเฮา ทว่าภายใต้ภาวะ
กดดันสารพัดอย่างก็ทำให้ยากนักที่จะได้เปรียบ
กลับเสียเปรียบทั้งในที่ลับและที่แจ้งไม่น้อย
ในสายตาของเจียงเสวี่ยหนิง เซียวซูเป็นคน
ประพฤติตนเหมาะสม วางแผนละเอียดรอบคอบ
เป็นแบบฉบับของสตรีสูงศักดิ์ที่ตระกูลใหญ่
ภายในเมืองหลวงปลูกฝัง ย่อมเหมาะจะดำรง
ตำแหน่งฮองเฮามากกว่านางซึ่งมีนิสัยประดุจ
หญ้าปั่า
สมควรแล้วที่จะหยิ่งผยองและถือตัว
ต่อให้เป็นชาตินี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่เคย
ประมาทศัตรูสักนิด
แต่นางคิดไม่ถึงว่าเซียวซูจะยอมตกต่ำด้วย
ตนเอง ถึงกับยอมพลีกายให้เสิ่นหลาง…
ความสับสนที่ไม่เคยมีพลันถั่งท้นในใจจน
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายตกในม่านหมอก จากนั้นก็
กลายเป็นความรู้สึกเหลวไหลอันไม่อาจบรรยาย
กระทั่งว่ายังทำให้นางเปล่งเสียงหัวเราะอย่างอด
ไม่ได้ “กาลเวลาและเรื่องราวต่าง ๆ ล้วนแปรผัน
นางเองก็มีวันที่ถูกบีบคั้นจนถึงขั้นนี้ด้วย…”
เซียวติ้งเฟยรู้สึกสันหลังเย็นวาบแปลก ๆ
เขาประชิดเข้าหาเจียงเสวี่ยหนิงอย่าง
ระมัดระวัง มองสำรวจสีหน้าพลางเอ่ยว่า “เมื่อ
นางเป็นเช่นนี้ ไม่สมควรดีใจหรอกหรือ
ปราศจากการรับตัวอย่างเป็นทางการ เข้าวังโดย
อ้างว่าเข้าเฝั้าถวายพระพรไทเฮา แต่กลับค้างคืน
ที่ตำหนักเฉียนชิง แม้แต่นางคณิกาหอโคมเขียว
ยังไม่ทำกันเลย ออกมาค้าขายไม่ว่าอย่างไรก็ต้อง
รับเงินก่อนสิ นางกลับดีนัก ถึงกับมอบให้เปล่า ๆ
ล่วงหน้า ไม่กลัวว่าฮ่องเต้จะไม่ให้เงินหรืออย่างไร
ตอนนี้ทั้งเมืองหลวงกำลังวิพากษ์วิจารณ์ ต่อให้
ได้ขึ้นเป็นพระสนม แต่การใช้วิธีการโง่ ๆ เช่นนี้ก็
ถือว่าชื่อเสียงย่อยยับแล้ว”
“วิธีการโง่ ๆ ?” เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะหยัน
“ท่านคิดว่านางมอบให้เปล่า ๆ จริง ๆ ส่วน
ตำแหน่งพระสนมของฮ่องเต้ก็มอบให้เปล่า ๆ
จริง ๆ น่ะหรือ”
บัดนี้ตระกูลเซียวตกอยู่ในวังวนของเสียง
วิพากษ์วิจารณ์ ทว่าจนแล้วจนรอดท่าทีของ
ฮ่องเต้ก็ยังคงคลุมเครือ
แม้การคัดเลือกพระสนมจะเริ่มพรุ่งนี้ แต่เสิ่น
เจี้ยไม่อาจเลือกเซียวซูเป็นพระชายาโดยต้อง
เสี่ยงรับคำวิพากษ์จากคนทั่วหล้าได้ คนผู้นี้สุขุม
ลุ่มลึกมากน้ำใจทว่าแฝงความอ่อนแอ ชาติก่อน
นางสมรสกับเขาและขึ้นเป็นพระชายา สิ่งที่เห็น
คือเขามักมุ่งแสวงหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยง
ภยันตราย อีกทั้งไม่ยอมข้องเกี่ยวกับการแย่งชิง
ภายในราชสำนักมากนัก
ทว่าเสิ่นหลางผู้เป็นพระเชษฐากลับตรงข้าม
ถึงชาติก่อนฮ่องเต้ผู้นี้จะอายุสั้นผิดปกติ นาง
สมรสกับเสิ่นเจี้ยได้สองปีเขาก็ ‘สิ้นพระชนม์ด้วย
พระอาการประชวร’ นอกจากงานเลี้ยงภายใน
ครอบครัวช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันส่ง
ท้ายปีเก่าในวังหลวงก็มิได้มีปฏิสัมพันธ์กับนาง
มากนัก แต่เจียงเสวี่ยหนิงก็ยากจะลืมเลือนสาย
พระเนตรชั่วร้ายขณะมองผู้อื่นจากบัลลังก์บน
เบื้องสูง
อารมณ์แปรปรวน หมกมุ่นกามารมณ์
จำได้ว่านางเข้าวังเพื่อเข้าเฝั้าเป็นครั้งสุดท้าย
ในฐานะพระชายาอ๋องคือช่วงเทศกาลไหว้
พระจันทร์
ขณะนั้นเสิ่นเจี้ยได้รับพระราชทานพระยศ
เป็นพระอนุชารัชทายาทแล้ว อีกทั้งเสิ่นหลางก็ใช้
ผงห้าศิลา[1]ซึ่งหลอมโดยนักพรตมาช้านาน
ประทับนิ่งไม่ไหวติงใบหน้าเคลิบเคลิ้มอยู่บน
บัลลังก์ เมื่อทอดพระเนตรเห็นเสิ่นเจี้ย กับนาง
เดินจับมือกันเข้ามา แววตาชั่วร้ายวาววับก็
ประทับบนร่างนาง หลังจากสนทนากันเล็กน้อย
เสิ่นเจี้ยก็รู้สึกได้ถึงความไม่เหมาะสม จึงอ้างว่ามี
เรื่องจะสนทนากับเสิ่นหลางตามลำพัง ให้นาง
ออกไปก่อน
นางก้มหน้าขอตัวลาด้วยความกระวน
กระวาย
ทว่าจวบจนเดินออกมาและนั่งรออยู่ตำหนัก
ข้าง นางก็ยังคงรู้สึกว่าสายพระเนตรประดุจ
อสรพิษนั้นยังคงตามติดจนตัวสั่นสะท้าน
วันนั้นไม่รู้สองพี่น้องสนทนาอะไรกันบ้าง เสิ่น
เจี้ยผู้สุขุมเยือกเย็นและเป็นมิตรเสมอ ๆ กลับ
หน้าบูดบึ้ง เมื่อถึงจวนก็เข้าห้องทรงพระอักษรไม่
ออกมาอีก
ขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงยังยินดีจะประจบเอา
ใจสามี
นางให้ห้องเครื่องตุ๋นน้ำแกงลูกนกพิราบเห็ด
นางฟั้า จากนั้นยกไปที่ห้องทรงพระอักษร
กลางดึก
หากเป็นเช่นก่อนเก่า นางย่อมเข้าออกห้อง
ทรงพระอักษรได้ทุกเมื่อ
แต่วันนี้มีคนขวางอยู่ด้านนอก
เมื่อเด็กรับใช้เข้าไปแจ้ง เสิ่นเจี้ยถึงเดิน
ออกมา
ตอนประตูห้องอักษรเปิด เจียงเสวี่ยหนิงเห็น
คนนั่งอยู่ข้างในไม่น้อย บริเวณที่นั่งริมหน้าต่าง
ติดกับชั้นวางของสะสมปรากฏชายชุดนักพรตสี
ขาวพิสุทธิ์เด่นสะดุดตา เซี่ยเวยผินหน้ามาสบ
สายตาของนางเข้าพอดี เพียงแต่นางไม่ทันมี
ปฏิกิริยาตอบสนองอันใดประตูก็เคลื่อนปิดเสีย
แล้ว ส่วนผู้ยืนอยู่ตรงหน้าคือเสิ่นเจี้ยซึ่งกำลังยิ้ม
ให้นางอย่างอ่อนโยน
เสิ่นเจี้ยรับโถน้ำแกงที่นางยกมา กล่าวว่าจะ
กลับห้องดึกหน่อย ก่อนสั่งให้บ่าวไพร่ส่งนางกลับ
ด้วยความเอาใจใส่
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไปล้มตัวนอนที่ห้อง ผ่าน
ไปเนิ่นนานกว่าจะนอนหลับลง
จวบจนฟั้าเริ่มสาง ร่างซึ่งเย็นเยียบเล็กน้อยก็
สอดกายเข้ามาในผ้าห่มอุ่นและโอบกอดนาง นาง
พยายามลืมตา เห็นกระดาษกรุหน้าต่าง
กลายเป็นสีครามเข้มหลังปรากฏแสงอรุโณทัย
แล้ว
นางพบเสิ่นหลางอีกคราตอนพระราชพิธี
สวรรคตของฮ่องเต้ซึ่งร่างถูกบรรจุลงโลงอัน
หรูหรา…
เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่ค่อยรู้จักและเข้าใจฮ่องเต้
ซึ่งมีอำนาจกุมความเป็นความตายของผู้อื่นเท่าไร
จริง ๆ แต่เมื่อวิเคราะห์จากเบาะแสต่าง ๆ ก็
พบว่าเขาย่อมไม่ใช่เจ้าผู้ปกครองผู้ทรงเมตตา
ธรรมซึ่งคำนึงถึงอาณาประชาราษฎร์อะไรนั่น
หรอก
เสิ่นหลางเหมือนคนสติวิปลาสมากกว่า
เซียวซูที่อายุยังน้อยแต่รู้จักใช้เรื่องหยกหรูอี้
ใส่ความนางก็ย่อมมิใช่คนดี
หากเซียวซูมิได้จ่ายค่าตอบแทนมากพอ เสิ่น
หลางไม่มีทางแต่งตั้งนางเป็นพระสนมโดยเมิน
เฉยเสียงของคนใต้หล้า มิหนำซ้ำความคิดอ่าน
ของฮ่องเต้ผู้นี้ยังล้ำลึกยากหยั่งถึง ยามเช้าตรู่ไม่
สั่งให้คนส่งตัวนางกลับจวนเพื่อรอพิธีแต่งตั้ง แต่
ให้อยู่ในวังทันทีและยกเลิกการออกว่าราชการ
ไม่ยอมให้เกียรติแม้แต่น้อยจริง ๆ ทำให้เซียวซู
ตกเป็นขี้ปากของคนในแผ่นดิน ช่างโหดเหี้ยมนัก!
ครั้นพิจารณาเหตุการณ์ทั้งก่อนและหลัง
อย่างถ้วนถี่ ท่าทีที่ฮ่องเต้มีต่อตระกูลเซียวคงทำ
ให้เซียวซูรู้สึกชัดถึงภยันตราย ส่วนนางมารเฒ่าที่
ตำหนักฉือหนิงยอมสละได้แม้กระทั่งบุตรีของตน
แล้วหลานสาวอย่างนางจะนับเป็นอะไรได้
เซียวซูเป็นคนหยิ่งยโส
ชาติที่แล้วถึงขั้นพยายามวางแผนแย่งชิง
ตำแหน่งฮองเฮากับเจียงเสวี่ยหนิงอย่างเต็มที่
ขบวนรับตัวเข้าวังขณะเป็นพระสนมยังยิ่งใหญ่
กว่าฮองเฮาแห่งตำหนักหลักเสียอีก เพราะฉะนั้น
หากต้องการให้ฝั่ายนั้นเดินทางไปอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีไกลถึงต่างบ้านต่างเมือง แล้ว
เจ้าตัวจะไปยอมได้อย่างไร
ใช่แล้ว
มีเพียงหนทางนี้จริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตามองถ้วยชาอันวิจิตร
ประณีตในมือ กล่าวรำพึงกับตนเองว่า “ตัดหาง
เพื่อเอาตัวรอด โต้กลับเมื่อถึงทางตัน ข้าไม่รู้เลย
ว่าประเมินนางสูงส่งเกินไปหรือว่าดูแคลนนาง
เกินไปกันแน่”
เดิมทีนึกว่าเซียวซูคงรังเกียจที่จะกระทำเรื่อง
น่าอัปยศอดสูและลดตัวเช่นนี้เสียอีก…
เซียวติ้งเฟยรู้สึกถึงอารมณ์ผิดปกติของนาง
อย่างชัดเจน เมื่อครุ่นคิดก็เข้าใจว่าประเด็นสำคัญ
อยู่ที่ใด…
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางนั่นเอง!
เซียวซูซึ่งเดิมทีทุกคนโวยวายจะผลักไสให้ไป
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีแทนเสิ่นจื่ออี
ครั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมแล้วยังมี
เหตุผลใดในโลกให้สตรีของฮ่องเต้ไปอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีอีกเล่า เซียวซูเหมือนจะ
เสียชื่อเสียง ทว่ากลับเอาตัวรอดได้!
เช่นนั้นเสิ่นจื่ออี…
เพล้ง!
ถ้วยซึ่งบรรจุน้ำชาอยู่ครึ่งหนึ่งปลิวกระแทก
ฉากบังลมงดงามตรงหน้าจนแหลกละเอียด น้ำ
ชาเย็นชืดสาดกระเซ็นไปทั่ว เปือนเปรอะภาพ
ขุนเขาสายน้ำงามตระการ
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองด้วยใบหน้าไร้
ความรู้สึก ไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน
——————–
1. ผงห้าศิลา หมายถึง ยาเสพติดซึ่งประกอบ
ไปด้วยผงแร่ห้าชนิด ทำให้คึกคัก
กระปรี้กระเปร่า เพ้อพก มึนเมา และ
กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ