คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 164 พระชายาหลินจืออ๋อง (1)
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งห่อเหี่ยวอยู่โรงอุปรากรจน
พลบค่ำ ส่วนเซียวติ้งเฟยซึ่งยามปกติเที่ยวเล่น
อย่างสนุกสนานร่าเริงกับนางกลับไม่กล้าตอแย
เพียงปอกเปลือกถั่วลิสงแกะเมล็ดแตงโมที่ได้รับ
มาให้เรียบร้อยเกลี้ยงเกลาและวางกองข้างมือ
นาง
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงมิได้กินแม้แต่ครึ่งเมล็ด
จวบจนดวงตะวันตกดิน นางก็ลุกขึ้นราวกับ
ตัดสินใจอะไรได้ในที่สุด ตั้งท่าจะเดินออกไปข้าง
นอก
เซียวติ้งเฟยถามทันที “ยังต้องให้จัดการเรื่อง
บัณฑิตซึ่งเป็นพรรคพวกของเวิงอั๋ง รวมถึงพวก
ขอทานตามท้องถนนต่อไปอีกหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “เหตุใดต้องไม่ทำเล่า”
เซียวติ้งเฟยนิ่งอึ้ง “แต่เรื่องนี้…”
เจียงเสวี่ยหนิงบอก “นางทำให้ข้าเป็นทุกข์
ข้าก็จะไม่ปล่อยให้นางมีความสุขหรอก”
เซียวติ้งเฟยอับจนคำพูด ใช้สายตามองส่ง
นางเดินออกจากโรงอุปรากร
วันก่อนราชสำนักถกเรื่องการรื้อคดีสืบสวน
ตระกูลเซียว ทำให้วันนี้ทุกคนตื่นตระหนกเพราะ
ข่าวการแต่งตั้งเซียวซูเป็นพระสนม ฮ่องเต้แต่งตั้ง
เซียวซูซึ่งเป็นศูนย์กลางของความวุ่นวายใน
ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้มิเท่ากับมีพระประสงค์จะ
เข้าข้างตระกูลเซียว เข้าข้างเซียวซูหรือไรเล่า
ทว่ามีข่าวใหม่แพร่ออกมายามพลบค่ำ
ฎีกาที่รองเสนาบดีกรมคลังเจียงปั๋อโหยว
ร้องเรียนติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนส่งถึงมือสำนัก
มหาบัณฑิต หลังจากขุนนางที่ปรึกษาทุกท่าน
ปรึกษากัน ก็ลงความเห็นว่าสมควรรื้อคดีเงิน
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ก้านโจวขึ้นมาสืบสวน
ใหม่
ครานี้ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างงุนงงสงสัย จะ
บอกว่าฮ่องเต้ทรงปฏิบัติราชกิจด้วยความ
เที่ยงตรง แต่ก็ทรงแต่งตั้งเซียวซูเป็นพระสนม จะ
บอกว่าทรงเข้าข้าง แต่ก็ทรงรื้อคดีเงินช่วยเหลือ
ผู้ประสบภัยที่ก้านโจวขึ้นมาสืบสวนอีกครั้งโดยไม่
ไว้หน้า
แม้แต่เซียวหย่วนยังขบคิดไม่เข้าใจ กระวน
กระวายเพราะเรื่องนี้เหมือนกัน
มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่พอคาดเดาอะไรได้
ราง ๆ
ฮ่องเต้หวาดระแวงการมีคนนอนอยู่ข้างกาย
เป็นที่สุด
หากเซียวซูไม่ควรค่าและไม่น่าเชื่อถือ เสิ่น
หลางไม่มีทางแต่งตั้งเป็นพระสนมแน่ ๆ ถ้าลอง
คิดตามศาสตร์การปกครองของฮ่องเต้ สตรีสูง
ศักดิ์ซึ่งถือกำเนิดจากตระกูลใหญ่จะได้รับความ
ไว้วางใจจากฮ่องเต้ได้อย่างไร
คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว ตัดปีกด้วยตนเอง
ขีดเส้นแบ่งเขตความสัมพันธ์
เมื่อเซียวซูยอมละทิ้งที่พึ่งซึ่งมีมาแต่กำเนิด
ย่อมเท่ากับละทิ้งอาวุธในมือและขจัดภัยคุกคาม
ฮ่องเต้จนหมดสิ้น นับจากนี้ความรุ่งโรจน์และ
ตกต่ำของนางล้วนผูกติดกับบุรุษร่วมเรียงเคียง
หมอน ทำได้เพียงร่วมรุกร่วมถอย ร่วมเป็นร่วม
ตายกับเขาเท่านั้น!
สำหรับเสิ่นหลาง ประการแรกคือได้นางมา
ปรนนิบัติบนเตียง ส่วนประการที่สองคือช่วยเขา
โค่นล้มตระกูลเซียว
มิหนำซ้ำหญิงงามเช่นนี้ เขาจะมีเหตุผลอะไร
ให้ปฏิเสธ
เจียงเสวี่ยหนิงเย้ยหยันในใจ เมื่อกลับถึงจวน
ตระกูลเจียงก็ได้ยินว่าเมิ่งซื่อยินดีเป็นล้นพ้น
เรียกเจียงเสวี่ยฮุ่ยไปสนทนาที่ห้องตลอดบ่าย
เพียงคิดก็รู้ว่าเมื่อเซียวซูซึ่งเดิมทีเข้าร่วมการ
คัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋องพลันเข้าวังและ
ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนม เจียงเสวี่ยฮุ่ยก็จะ
ปราศจากคู่ต่อสู้อันร้ายกาจที่สุดอีกต่อไป อีกทั้ง
เสิ่นเจี้ยก็มีใจให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยอยู่ก่อนแล้ว การ
คัดเลือกพระชายาครั้งนี้คงลุล่วงด้วยดีแน่
เจียงเสวี่ยหนิงคร้านจะเข้าไปมีส่วนร่วม
เช้าวันต่อมาฟั้ายังไม่ทันสว่างทั้งจวนก็เริ่ม
สาละวนวุ่นวาย แม้มีเรือนขวางกั้นก็ยังได้ยิน
เสียงบรรดาสาวใช้กำลังช่วยเจียงเสวี่ยฮุ่ยประทิน
โฉม รวมถึงเสียงตกแต่งเครื่องประดับประดา
บางครั้งหากใครทำอะไรชักช้ายังถูกเมิ่งซื่อตำหนิ
ต่อว่าเสียด้วยซ้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงนอนเกียจคร้านอยู่บนเตียงใน
ยามเช้าของวสันตฤดู จ้องมองดอกโบตั๋นสีขาวซึ่ง
ปักอยู่ยอดม่านมุ้ง หวนนึกถึงวันนี้เมื่อชาติก่อน…
ในจวนก็สาละวนวุ่นวายแบบนี้เหมือนกัน
เพียงแต่ตอนนั้นผู้กำลังเสียบปินปักผม
สารพัดท่ามกลางผู้คนคือตัวนางเอง แม้เมิ่งซื่อจะ
มาที่ห้อง ทว่าความปีติยินดีบนใบหน้าดูฝืดฝืนอยู่
บ้าง ยิ่งนางเคลื่อนสายตามองกลับด้วยความ
โอหังหน่อย ๆ สีหน้าของเมิ่งซื่อก็ยิ่งย่ำแย่ ส่วน
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเพียงยืนอยู่ข้างกายเมิ่งซื่อ
ทอดสายตามองนางอย่างลึกซึ้ง
ขณะนั้นนางได้ใจยิ่งนัก เนื่องจากเจียงเสวี่ย
ฮุ่ยไม่รู้ว่านางเคยเห็นผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นใน
วังหลวงและจงใจแอบอ้างจนได้โอกาสเช่นวันนี้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยช่วงชิงครอบครัวของนาง ดังนั้น
นางจะช่วงชิงความรักของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ไม่ว่าอย่างไรเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่ต้องการให้
พวกนางมีความสุข
เพียงแต่การทรมานผู้อื่นมิเท่ากับทรมาน
ตนเองด้วยหรอกหรือ
เสิ่นเจี้ยเป็นวิญูชนผู้หล่อเหลาอ่อนโยนและ
สง่างาม เป็นนักรักอย่างบัณฑิต ทว่าเช่นเดียวกับ
บุรุษในใต้หล้า นั่นคือมิใช่ผู้ลุ่มหลงในรักเดียวแต่
อย่างใด เขาคงค่อย ๆ ค้นพบว่านางมิใช่ผู้ทำให้
เขาหวั่นไหวคนนั้น ช่วงข้าวใหม่ปลามันสองปี
แรกดูดดื่มหวานชื่นไม่ยอมแยกจาก ออดอ้อนให้
เขาไม่ละทิ้งได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อเขาขึ้นครอง
บัลลังก์ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในราชสำนัก
ไทเฮากดดันให้เลือกพระสนมคนใหม่ จากนั้น
เซียวซูก็เข้าวัง เขาจึงเปลี่ยนใจ เพียงรักษาไมตรี
ผิวเผินกับนางผู้เป็นฮองเฮา
สุดท้ายสิ่งที่ช่วงชิงมาก็มิใช่ของตนอยู่ดี
และสิ่งที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยมีก็ใช่ว่านางจะชื่นชอบ
เจียงเสวี่ยหนิงนอนอยู่ครึ่งค่อนวันถึงจะลุก
จากเตียง
มิใช่อยากไปดูว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นเช่นไร แต่
วันนี้เป็นวันหยุดพักให้ขันทีภายในวังผลัดกะพอดี
นางต้องการพบคนผู้หนึ่ง
เซียวซูกลายเป็นพระสนม ใช้แผนการเดิม
ไม่ได้อีก
นางเหลือเวลาไม่มากแล้ว
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากและเดินออกจาก
เรือนของตน เจียงเสวี่ยหนิงก็บังเอิญพบเจียง
เสวี่ยฮุ่ยซึ่งแต่งกายงดงามสดใสขึ้นหลายส่วนและ
มีสาวใช้จำนวนมากรายล้อม ใบหน้างามหมดจด
สอดรับกับการแต่งหน้าอันวิจิตรบรรจง ดูสง่างาม
และสุขุมเยือกเย็น
นางถือผ้าเช็ดหน้าซึ่งปักดอกหงเจียงตรงมุม
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางแวบหนึ่ง ครั้นเห็นเมิ่ง
ซื่ออยู่ข้าง ๆ ก็คร้านจะกล่าวทักทาย เดินผ่านไป
ทันที
ชาตินี้นางเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลายอย่าง
ทั้งความสัมพันธ์กับเซี่ยเวย การตั้งครรภ์ของเวิน
เจาอี๋ ความรุ่งเรืองและการล่มสลายของตระกูล
เยี่ยน การคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง
ช่วงเวลาที่เซียวติ้งเฟยเข้าเมืองหลวง…
เช่นนั้นไยจะช่วยเสิ่นจื่ออีไม่ได้
ผู้คนบนโลกนี้เช่นเมิ่งซื่อก็ดี เจียงเสวี่ยฮุ่ยก็ดี
หรือเสิ่นเจี้ยก็ช่าง ต่อให้วันนี้จะเป็นวันคัดเลือก
พระชายา แต่ก็มิได้รู้สึกว่าต่างจากวันวานหรือวัน
พรุ่งเท่าใดนัก สำหรับเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว ทุกวัน
ของนางคือการพยายามต่อสู้กับโชคชะตาที่ถูก
กำหนดไว้จนตัวตาย ไม่ก้มหัวยอมแพ้เด็ดขาด!
*****
วันนี้เป็นวันหยุดของเจิ้งเปั่า
นับตั้งแต่เขาได้รับความสำคัญจากหวังซินอี้ผู้
เป็นอาจารย์และถูกโยกย้ายไปถวายการ
ปรนนิบัติรับใช้ข้างพระวรกายฮ่องเต้ สถานะ
ภายในวังหลวงของเขาก็ต่างจากในอดีตโดย
สิ้นเชิง ใช่ว่าเขาจะละโมบโลภมากต่อทรัพย์สิน
เงินทอง แต่เดิมทีวังหลวงก็เป็นเช่นนี้ หากผู้อื่น
มอบสินน้ำใจแล้วไม่รับจะตกเป็นเปั้าโจมตี ฝั่าย
นั้นอาจหวาดระแวงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ทำให้
แม้เขาปฏิบัติหน้าที่ที่ตำหนักเฉียนชิงได้เพียงไม่
นานก็หาเงินได้ไม่น้อย
เขามอบให้ครอบครัวเจ็ดส่วน ให้มารดาเก็บ
รวบรวมไว้ใช้ยามพี่น้องจ่ายสินสอดสู่ขอภรรยา
ส่วนเขาเก็บไว้กับตัวสามส่วน ในที่สุดก็ได้
ย้ายออกมาอยู่เรือนหลังเล็กที่ตรอกซานหลี่
นับตั้งแต่เห็นเซียวซูเข้าไปในตำหนักเฉียนชิง
เจิ้งเปั่าก็สังหรณ์ใจพิกล วันหยุดนี้เขาจึงมิได้ออก
จากบ้านไปทำธุระ แต่นั่งรอคอยอยู่ใต้ชายคา
เรือนแทน
จริงดังคาด ไอหมอกยามเช้าตรู่เพิ่งสลายก็มี
เสียงเคาะประตูดังจากเบื้องนอก
เขาลุกไปเปิด
คุณหนูรองเจียงผู้งามแฉล้มยืนอยู่หน้าเรือน
ซอมซ่อของตน นางสวมเสื้อคลุมกันลมสีม่วงเข้ม
ดวงตาเป็นประกายแฝงความเยือกเย็นดุจหิมะ
ราตรี ยามทอดมองมาชวนให้จิตใจปลอดโปร่งจน
ความคิดฟุั้งซ่านทั้งมวลสลายสิ้น
เจิ้งเปั่าย่างเท้าหลีกทางออกข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงใช้มือข้างหนึ่งกระชับเสื้อคลุม
ไม่ได้เดินเข้าไป เพียงมองเขาแล้วพูดว่า “ข้ามา
ขอให้เจ้าตอบแทนบุญคุณ”
ตอนอยู่บ้าน เจิ้งเปั่าสวมเพียงเสื้อคลุมคอ
กลมสีครามอ่อนเรียบง่าย ริมฝีปากแดงฟันขาว
สะอาด ครั้นได้ยินก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
ดวงหน้าหมดจดของเขาทำให้นึกถึงหมอก
พิรุณโปรยซึ่งเปียมความมีชีวิตชีวาแห่งดินแดน
เจียงหนาน
ทันใดนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่ค่อยกล้าสบ
ดวงตาซึ่งกระจ่างสุกใสเสียเหลือเกินคู่นี้ นางจึง
ลดระดับสายตาอย่างแช่มช้าพลางระงับ
ความรู้สึกผิด กล่าวถ้อยคำที่แทบจะโหดร้าย
“ขอโทษด้วย ผู้เอ่ยปากช่วยชีวิตเจ้าหน้าตำหนัก
คุนหนิงวันนั้นคือองค์หญิงใหญ่ เช่นนั้นข้ายัง
ขอให้เจ้าตอบแทนบุญคุณได้หรือไม่”
บทที่ 164 พระชายาหลินจืออ๋อง (2)
หลินจืออ๋องยามปกติเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ไว้พระทัย
จนเกือบแต่งตั้งเป็นพระอนุชารัชทายาท
เพราะฉะนั้นเมื่อเสิ่นเจี้ยจะคัดเลือกพระชายา
ย่อมถือเป็นงานสำคัญอันดับแรกช่วงวสันตฤดู
หลังปีใหม่ นอกเหนือจากการอภิเษกสมรสเพื่อ
เชื่อมสัมพันธไมตรีขององค์หญิงใหญ่
ภายในวังหลวงเริ่มตระเตรียมการกันวุ่นวาย
มาตั้งแต่แรก
แม้เรื่องนี้เจิ้งฮองเฮาจะทรงลงมาจัดการเอง
แต่เดิมทีทุกเรื่องก็ล้วนต้องกราบทูลรายงานไท
เฮา และวันนี้ไทเฮาควรเป็นผู้ดูแลงานทั้งหมด
เพียงแต่เมื่อข่าวเซียวซูได้รับการแต่งตั้งเป็นพระ
สนมแพร่ออกไป ไม่ทราบเพราะเหตุใดไทเฮา
กลับทรงพระพิโรธยิ่ง ระบายโทสะอย่างรุนแรง
ทั้งยังกริ้วจนประชวร เซียวซูจะเข้าไปถวายการ
ปรนนิบัติก็ถูกตะเพิดออกมา ผู้ที่ข่าวสารฉับไว
ภายในวังต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา ลอบลือกัน
อย่างออกรสชาติ
เจิ้งฮองเฮาเองก็ลอบขบคิด
เพียงแต่เรื่องนี้ก็ถือเป็นโอกาสดียิ่งสำหรับ
นาง ยากนักจะได้จัดงานใหญ่ หากทำได้ดีจน
ฮ่องเต้พอพระทัย ก็อาจชิงอำนาจการปกครอง
หกตำหนักคืนจากไทเฮาได้อย่างราบรื่น
ด้วยเหตุนี้เจิ้งฮองเฮาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจ
มากกว่าเดิม
สถานที่คัดเลือกพระชายาถูกกำหนดไว้ที่
ตำหนักฉู่ซิ่ว เหล่าชาววังพาคนเข้าตำหนักตั้งแต่
เช้าตรู่ อย่างไรเสียก็เป็นการคัดเลือกของราชวงศ์
ย่อมมีสิ่งต้องตรวจสอบไม่น้อย ด่านสุดท้ายคือ
ปล่อยให้เหล่าผู้เข้ารับการคัดเลือกปรากฏตัวต่อ
หน้าทุกคนเพื่อตัดสินผลลัพธ์
เมื่อเสิ่นเจี้ยเข้าวังมาก็ต้องไปถวายบังคม
ไทเฮาและฮ่องเต้ก่อน
เจิ้งฮองเฮาจึงยังนั่งดื่มน้ำชาอยู่ตรงตำแหน่งที่
นั่งประธานของตำหนักฉู่ซิ่ว กำลังสนทนากับเวิน
เจาอี๋ผู้ได้เลื่อนยศเพราะตั้งครรภ์ทั้งยังบำรุง
ร่างกายจนผิวพรรณขาวนวลเนียน
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งสนทนาไม่กี่ประโยคก็ได้ยิน
เสียงขันทีกู่ร้องเสียงแหลมจากภายนอก “พระ
สนมเสียนเฟยเสด็จ…”
เจิ้งฮองเฮากับเวินเจาอี๋หนังตากระตุกพร้อม
กัน
ทั้งคู่ช้อนดวงตามองเซียวซูซึ่งก่อนหน้านี้ยัง
เป็นคุณหนูตระกูลเซียวและสหายร่วมศึกษา
เรือนหยางจื่อ บัดนี้นางเดินสวมชุดชาววังสีฟั้าน้ำ
ทะเลประกายทองเข้ามา เรือนผมดำขลับเกล้า
เป็นมวยสูง เสียบปินปูั้เหยาสีทองสองอัน แต้ม
กลีบบุปผาคล้ายดอกเหมยตรงหว่างคิ้ว แม้มิได้
แสดงสีหน้าวางอำนาจ แต่ให้ความรู้สึกข่มขวัญ
น่ายำเกรง
วังหลวงมักมีคนใหม่แทนที่คนเก่าเสมอ
นับประสาอะไรกับฝั่าบาทที่มักโปรดปรานคน
ใหม่และลืมคนเก่า
แม้เจิ้งฮองเฮาจะรู้สึกอึดอัด ทว่าก็เคยประสบ
เหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง อย่างน้อยจึงยังคงรักษา
สีหน้าไว้ได้ เพียงแต่ใจยังดูแคลนเซียวซูซึ่งเป็นถึง
คุณหนูตระกูลใหญ่แต่กลับทำเรื่องไร้ยางอาย
ในขณะที่เวินเจาอี๋รู้สึกแย่กว่ามาก
ตัวนางตั้งครรภ์ทว่าก่อนหน้านี้ไม่ทราบเรื่อง
เลย ทั้งยังไม่มีหมอหลวงมาแจ้งข่าวด้วย เห็นได้
ชัดว่าวังหลังแห่งนี้ตกอยู่ใต้การควบคุมของผู้อื่น
ส่วน ‘ผู้อื่น’ นี้เป็นใครทุกคนยังไม่รู้อยู่แก่ใจอีก
หรือ บัดนี้เซียวไทเฮาประชวร แต่หลานสาวเข้า
วังมา อีกทั้งพอแต่งตั้งก็ขึ้นเป็นถึงพระสนม
ระดับเฟย! ตัวนางเองตั้งครรภ์โอรสมังกร แต่ได้
เลื่อนขั้นเป็นเพียงเจาอี๋ คิด ๆ ดูแล้วก็ยากจะสงบ
ใจ
เมื่อเห็นเซียวซู นางจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ทางด้านเซียวซูเอง เรื่องข่าวลือซึ่งแพร่สะพัด
ทั้งภายในและภายนอกวังหลวงมีหรือจะไม่รู้
ทว่าต่อให้คับแค้นเพียงใด ผู้ตัดสินใจก็ยังเป็น
ตัวนาง
นางยืดได้หดได้และบังคับให้ตนแสร้งไม่ได้ยิน
ไม่ว่าอย่างไรก็บรรลุเปั้าหมายแล้ว กระทั่งว่ายัง
กลายเป็นพระสนมผู้ได้รับความโปรดปรานจาก
ฮ่องเต้ภายในชั่วข้ามคืน ผู้อื่นน่ะได้แต่
วิพากษ์วิจารณ์ ยังจะทำอันใดได้อีก
“ถวายบังคมเพคะ ฮองเฮา”
ในอดีตเซียวซูมีสถานะไม่ธรรมดาจึงถวาย
บังคมฮองเฮาเพียงผ่าน ๆ เสมอ แม้แต่ยามนี้ก็ยัง
ค้อมกายถวายบังคมเล็กน้อยพอเป็นพิธีโดยไม่
เห็นฮองเฮาอยู่ในสายตาดังเดิม
ฮองเฮายิ้มฝืดฝืน ไม่อาจกล่าวอะไรได้มาก
“บัดนี้สมควรเรียกว่าน้องหญิงเสียนเฟยแล้ว
สินะ”
เวินเจาอี๋เบ้ปากเย็นชา ใช้มือลูบไล้ท้องซึ่งนูน
อย่างเห็นได้ชัด จงใจไม่ลุกและกล่าวด้วยท่าที
เกียจคร้าน “ตามหลักแล้วหม่อมฉันสมควรถวาย
บังคมเสียนเฟย แต่เนื่องจากตั้งครรภ์ อีกทั้ง
ครรภ์นี้ยังอ่อนแอมาก มิกล้ากระทบกระเทือน
ขอเสียนเฟยทรงอภัยด้วยเพคะ”
เซียวซูยิ้ม “ไม่เป็นไร วันหลังค่อยทำก็ได้”
เวินเจาอี๋อยู่ห่างจากตำแหน่งเฟยเพียงก้าว
เดียว ขอแค่ให้กำเนิดพระโอรสอย่างราบรื่น
ตำแหน่งกุ้ยเฟยย่อมไม่หนีไปไหน หรือต่อให้เป็น
พระธิดาก็ยังได้ครองตำแหน่งเฟยแน่ ๆ ไหนเลย
จะต้องถวายบังคมเซียวซูอีก
คำพูดของเซียวซูฟังคล้ายปกติธรรมดา ทว่า
ความหมายกลับชั่วร้ายยิ่งนัก!
เวินเจาอี๋สีหน้าแปรเปลี่ยนทันที นิ้วทั้งห้ากำ
ที่พักแขนจนแน่น เกือบระเบิดอารมณ์เดี๋ยวนั้น
เจิ้งฮองเฮารีบแก้สถานการณ์ ถามกลั้ว
หัวเราะว่า “น้องเสียนเฟยได้รับการแต่งตั้ง
กะทันหัน ตำหนักและข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่าง
อยู่ระหว่างเตรียมการ พวกข้ายังไม่มีโอกาสได้พบ
หน้า เพียงแต่วันนี้ตำหนักฉู่ซิ่วเป็นสถานที่สำหรับ
คัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง ไม่ทราบน้อง
เสียนเฟยมาที่นี่เพราะเหตุอันใด”
นางกำนัลทางด้านข้างยกเก้าอี้มาวางไว้ให้
แล้ว
เซียวซูค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่ง ตอบอย่างเรียบ
เฉยว่า “ฝั่าบาททรงมีราชกิจติดพัน อีกทั้งทรง
กังวลเรื่องการคัดเลือกพระชายาของหลินจืออ๋อง
หม่อมฉันจึงมาโดยมิได้รับเชิญเพื่อช่วยฝั่าบาท
สังเกตการณ์สักหน่อย ฮองเฮาคงไม่ถือสานะเพ
คะ”
มาโดยมิได้รับเชิญ
เจิ้งฮองเฮาโทสะสุมอก ไม่รู้ว่าตนสมควรพูด
เช่นไรดี หลังจากผ่อนอารมณ์ลงอีกครู่หนึ่งถึงฝืน
ยิ้มตอบ “การที่ฝั่าบาททรงห่วงใยย่อมเป็นเรื่องดี
ที่สุดอยู่แล้ว”
เซียวซูหัวเราะเบา ๆ ไม่เอ่ยอันใดอีก
ไม่นานนักหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยก็เดินเข้า
ตำหนักฉู่ซิ่วมาหลังจากไปถวายพระพรฮ่องเต้
และไทเฮา เขาสวมเสื้อคลุมมังกรสี่เล็บสีเงินยวง
ห้อยหยกประดับเอว ใบหน้ายังคงอ่อนโยนสุขุม
ลุ่มลึก เพียงแต่สีหน้าเหมือนไม่สู้ดีนัก
เมื่อเขาเข้ามาเห็นเซียวซูก็ตะลึงงันเช่นกัน
ทว่าหัวสมองเต็มไปด้วยคำตักเตือนของ
ฮ่องเต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของไทเฮา ทำให้คร้าน
จะใส่ใจ เมื่อถวายบังคมพี่สะใภ้แล้วจึงนั่ง
ยามนี้นางกำนัลจึงพาสตรีสูงศักดิ์ที่เข้ารับการ
คัดเลือกจากตระกูลต่าง ๆ เข้ามา ครั้นคัดกรอง
มาแล้วมีจำนวนไม่มากนัก พวกนางยืนเรียงแถว
ละหกคน พระสหายร่วมศึกษาแห่งเรือนหยางจื่อ
ก็มีกันหลายคน
เจียงเสวี่ยฮุ่ย เฉินซูอี๋ เหยาหรงหรง รวมทั้ง…
ฟางเมี่ยวผู้มีสีหน้าสับสน
บิดาของนางเป็นหัวหน้าสำนักโหรหลวง อีก
ทั้งนางยังเคยเป็นพระสหายร่วมศึกษาเรือนห
ยางจื่อ ย่อมมีรายชื่อเข้าร่วมการคัดเลือกพระ
ชายาอ๋องเช่นกัน
ฟางเมี่ยวรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตน
มากนัก เพียงมาอย่างขอไปที
ทว่าไม่ควรเลยจริง ๆ ไม่รู้วังหลวงเป็นอะไร
ไปแล้วถึงต้องให้พวกนางมากันแต่เช้าตรู่ ตอน
บรรดาสาวใช้จัดแจงจนเสร็จสรรพและเร่งให้นาง
ออกมา นางจึงนับนิ้วทำนาย ยามเหม่าสามเค่อ
จะมืดก็ไม่มืด จะสว่างก็ไม่สว่าง หยินหยาง
สับเปลี่ยนยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด เป็นเวลาที่ผีร้ายนับ
ไม่ถ้วนออกอาละวาด มิใช่ฤกษ์งามยามดีที่จะ
ออกจากบ้านเลย
ครั้นถึงหน้าประตูวัง ก็มองเห็นเส้นแสงสี
ครามประดับทางทิศตะวันออก เฉียงใต้
ฟางเมี่ยวคลำหาเหรียญทองเหลืองที่ตนซ่อน
อยู่ในแขนเสื้ออย่างอดไม่อยู่ ถึงกับทำนายได้ลาง
ร้ายให้ตนเองจนอกสั่นขวัญหาย ใคร่เบือนหน้า
หนีและวกกลับจวนในบัดดล เกรงจะประสบครา
เคราะห์เลือดตกยางออก
นางยืนระหว่างเจียงเสวี่ยฮุ่ยกับเฉินซูอี๋ เมื่อ
อยู่รวมกับคุณหนูใหญ่จากตระกูลบัณฑิตซึ่งวันนี้
แต่งกายเฉิดฉันสะดุดตาเช่นทั้งสอง แม้ตัวนางจะ
สวมชุดกระโปรงลายสะบัดหมึกสีเหลืองอ่อนอัน
งดงาม แต่งแก้มทาชาดบนริมฝีปาก แต่กลับ
ปราศจากความโดดเด่นเตะตาแม้แต่น้อย
ครั้นฟางเมี่ยวเดินเข้ามาเห็นเซียวซูก็พึมพำ
เดิมทีทุกคนต่างเป็นสหายร่วมชั้นเรียนที่
ตำหนักเฟิงเฉิน พริบตาเดียวคนเขาก็มีขนอัน
วิจิตรปักก้นกลายร่างเป็นไก่ฟั้ามยุราเสียแล้ว ไม่รู้
เหมือนกันว่าวันนี้เซียวซูมาเพราะเหตุใด
บทที่ 164 พระชายาหลินจืออ๋อง (3)
เจียงเสวี่ยฮุ่ยสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง มุม
ผ้าเช็ดหน้าลายปักโผล่จากซอกนิ้ว
สายตาของเสิ่นเจี้ยเคลื่อนไปยังร่างนางทันที
ที่อีกฝั่ายเดินเข้ามา
ขันทีด้านข้างถือถาดเคลือบเงาวางห่วงหยกสี
ขาวบริสุทธิ์ชิ้นหนึ่ง เขาหยิบมันและลุกขึ้นมา ตั้ง
ท่าจะเดินไปหาเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เวินเจาอี๋พลันเผยรอยยิ้ม
อย่างไรก็ตาม เซียวซูเห็นแล้วกลับแค่น
หัวเราะกล่าวเตือนเรียบ ๆ ว่า “ฝั่าบาทตรัสว่า
ท่านอ๋องทรงเลือกพระชายาเพื่อสายพระโลหิต
ของขัตติยวงศ์ พระนามของพระชายาเอกจะถูก
จารึกในพระสุพรรณบัฏ นางจึงควรต้องกอปร
ด้วยจริยธรรมและมีชาติกำเนิดใสสะอาดเพคะ”
เสิ่นเจี้ยฝีเท้าหยุดชะงัก
ครั้นมองเห็นเจียงเสวี่ยฮุ่ยยืนหลุบตาอยู่ตรง
นั้นก็หวนนึกถึงวันฝนพรำที่ตนนัดพบเยี่ยนหลิน
เขาควบม้าไปข้างหน้าแต่กลับทำให้ม้าลากรถของ
ผู้อื่นตกใจ ยากเย็นนักกว่าเขาจะดึงไว้อยู่ ทว่าก็
ยังพลาดพลั้งจนดินโคลนกระเซ็นใส่เต็มร่าง
สตรีซึ่งนั่งอยู่ด้านในตื่นตระหนก
เขานึกว่าอีกฝั่ายจะถือสาหาความ
คิดไม่ถึงว่าผ่านไปอึดใจหนึ่งกลับมีมือเรียว
ยาวสมส่วนยื่นออกมาและส่งผ้าเช็ดหน้าให้เขา
คนผู้นั้นหัวเราะเสียงต่ำเบา ๆ ขณะเอ่ยว่า
“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ โปรดเช็ดหน้าเช็ด
ตาก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
วันนั้นเขาพบเยี่ยนหลิน แต่ตนเองกลับใจ
ลอยไปครู่หนึ่ง
เยี่ยนหลินจึงถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เยี่ยนหลินจึงขอดู
ผ้าเช็ดหน้าปักลายผืนนั้น ขบคิดด้วยดวงตา
วาววับอยู่สักพักก็เอ่ยกับเขาว่า “ทรงดูดอกเจียง
สีแดงดอกนี้สิพ่ะย่ะค่ะ คิดว่าผู้ที่นั่งอยู่บนรถม้า
คงเป็นคุณหนูตระกูลเจียง”
เสิ่นเจี้ยจึงถามว่าเป็นคุณหนูใหญ่หรือคุณหนู
รอง
เยี่ยนหลินกลอกตาค้อน “หนิงหนิงน่ะของ
เปินซื่อจื่อ ของท่านอ๋องย่อมเป็นคุณหนูใหญ่
ตระกูลเจียงอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อันที่จริงกาลเวลาก็ผันผ่านมาเนิ่นนาน เขา
แทบลืมเสียงหัวเราะซึ่งกดต่ำเบา ๆ เสียงนั้นหมด
สิ้น เหลือเพียงผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเจียงสีแดง
ผืนนั้นที่เก็บไว้กับตัวเพื่อรำลึกถึง
เสิ่นเจี้ยคิดว่าหากเลือกพระชายาก็สมควร
เลือกผู้ที่ทำให้ตนหวั่นไหว
ทว่าไยไม่อาจสมปรารถนากันนะ
ข่าวเรื่องเหตุการณ์ที่ทงโจวก่อนหน้านี้ของ
คุณหนูรองตระกูลเจียงลุกลามอย่างรุนแรง ทำให้
คุณหนูคนอื่นผู้อยู่ใต้ชายคาตระกูลเจียงพลอย
เสื่อมเสีย มิเช่นนั้นวันนี้เขาคงเลือกเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ทันทีโดยไม่ต้องสนใจคำตำหนิจากเสด็จแม่กับ
ฮ่องเต้แล้ว…
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเคยช่วยเวินเจาอี๋ เวินเจาอี๋จึง
ค่อนข้างเอนเอียงไปทางนาง และหวังว่าเจียง
เสวี่ยฮุ่ยจะถูกเลือกเพื่อจะได้กลายมาเป็นกำลัง
สนับสนุนของตนภายหลัง ทว่าเซียวซูทาง
ด้านข้างพูดคำก็ฝั่าบาทสองคำก็ฝั่าบาท นางจึง
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันและชักจะหวาดระแวง
ในเมื่อฮ่องเต้ตรัสแล้ว ย่อมมิกล้าดึงดัน
เวินเจาอี๋เห็นเสิ่นเจี้ยยืนนิ่งไม่ไหวติงจึงกลอก
ตา หันเหใจความของประเด็นสนทนาโดยเริ่ม
เป็นฝั่ายเกลี้ยกล่อมแทน “เสียนเฟยตรัสถูกต้อง
เวลาเลือกพระชายาควรต้องเลือกผู้มีชาติกำเนิด
ใสสะอาดไม่ใช่หรือเพคะ ถือเป็นธรรมเนียม
ปฏิบัติของบรรพชนซึ่งมิอาจเพิกเฉย หากเลือก
พระชายาเอกแล้วยังไม่อาจหักห้ามพระทัย ใช่ว่า
จะรับพระชายารองไปพร้อมกันมิได้ สุดท้ายขอ
เพียงไม่ขัดพระประสงค์ของฝั่าบาทก็พอ”
เสิ่นเจี้ยกำห่วงหยกซึ่งเป็นเสมือนสิ่งแทน
ตำแหน่งพระชายาเอกแน่นเป็นเวลานาน
แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ สูงส่งเป็นถึงหลินจือ
อ๋อง…
แต่เขากลับไร้อิสระจะตัดสินใจเรื่องการ
แต่งงานของตน
เสิ่นเจี้ยย่อมเหลือบเห็นผ้าเช็ดหน้าปักลาย
ดอกหงเจียงในมือเจียงเสวี่ยฮุ่ย ทว่าเมื่อถ้อยคำ
ของเวินเจาอี๋ดังเข้าหู ขณะกำลังเคลื่อนสายตาไป
มองเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็พลันรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอีก
ครา เกรงว่ายิ่งมองจะยิ่งทวีความอึดอัดจึงเบน
สายตาไปด้านข้างทันที
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ทราบเป็นคุณหนูตระกูล
ใด ยืนก้มหน้าขยับปากขมุบขมิบ คล้ายกำลังสวด
มนต์อย่างเงียบ ๆ
แม้จะรู้สึกคุ้นตา พอจำได้ราง ๆ ว่าเป็นหนึ่ง
ในพระสหายร่วมศึกษาเรือนหยางจื่อ แต่ก็มิได้
รู้สึกว่างดงามเท่าใดนัก เมื่อเคลื่อนสายตาถัดไปก็
เห็นเฉินซูอี๋
ขณะนี้เองเซียวซูเอ่ยมาจากด้านหลังอีกครา
“อย่างไรเสียฝั่าบาทก็ยังทรงให้ความสำคัญต่อ
ท่านอ๋อง สตรีผู้มีชาติตระกูลสูงส่งและเปียม
ความรู้จะเป็นผู้ถวายความช่วยเหลือท่านอ๋อง
และคอยดูแลจวนอ๋องได้ดีที่สุด…”
เสิ่นเจี้ยเกิดความรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก
ขึ้นมาในบัดดล
เดิมทีเขาเคยรู้สึกว่าเฉินซูอี๋มีบุคลิกงามสง่า
และเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว แต่ยามนี้ก็พลอยนึก
รังเกียจนางด้วย ต่อให้เป็นตุ๊กตาดินก็ยังมีโทสะ
อยู่สามส่วน เขาไม่พอใจ พลันหันศีรษะไปส่งห่วง
หยกให้สตรีซึ่งยืนอยู่ระหว่างเฉินซูอี๋กับเจียงเสวี่ย
ฮุ่ย กล่าวด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจว่า “ในเมื่อ
ถูกคัดเลือกให้เข้ามาที่ตำหนัก แสดงว่าต่อให้เป็น
ผู้ใดก็ย่อมดีทั้งสิ้น เช่นนั้นข้าเลือกนางแล้วกัน”
ตำหนักฉู่ซิ่วพลันเงียบกริบ
ตอนฟางเมี่ยวได้ยินถ้อยคำแฝงความนัยซึ่งโต้
กลับไปมาอยู่เหนือศีรษะ นางก็รู้สึกว่าคนเหล่านี้
ต่างไม่ธรรมดา เกรงว่าหากพูดจาไม่เข้าหูจนได้
เรื่องนางอาจเลือดตกยางออกเอาได้ จึงสวดวัชร
ปรัชญาปารมิตาสูตร[1]ด้วยความศรัทธาเพื่อขับ
ไล่เสนียดจัญไรและเภทภัยให้ตนเอง
ห่วงหยกส่งถึงตรงหน้า แต่นางยังมองไม่เห็น
จวบจนขันทีผู้หนึ่งเปล่งเสียงตะโกนดังลั่นครั้ง
ที่สาม หลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วร่าง “คุณหนูฟาง!”
ฟางเมี่ยวถึงได้สติ
นางเงยหน้าเห็นเสิ่นเจี้ยกำลังยื่นห่วงหยกมา
ให้ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงเล็กน้อย ขณะจ้องมอง
มาก็เผยสีหน้าไม่เป็นมิตรอย่างหาได้ยากยิ่ง
คล้ายคาดไม่ถึงว่าตนจะถูกเมิน
ยามนี้ฟางเมี่ยวถึงรู้สึกตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
นางพลันตัวสั่นสะท้าน
เสิ่นเจี้ยไม่นึกว่าจะยังมีคนใจลอยตอน
คัดเลือกพระสนม ท่าทางของอีกฝั่ายเหมือนไม่
ค่อยเต็มใจเสียด้วยซ้ำ เขาจึงแค่นหัวเราะถามว่า
“เจ้าไม่ยินดี?”
ฟางเมี่ยวอยากพูดเหลือเกินว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่
นักพรตกำมะลออย่างนางจะไปเกี่ยวข้องได้!
นางอ้าปาก คำว่า ‘ไม่ยินดี’ มาถึงริมฝีปาก
แล้ว ทว่าจู่ ๆ ก็นึกถึงคราเคราะห์ที่ตนคำนวณได้
ก่อนออกจากบ้าน ทั้งยังเห็นว่าสายตาของคน
รอบด้านก็ล้วนมาจับที่ร่างของตน ทำให้เริ่มเย็น
สันหลังวาบ
คนผู้นี้เป็นถึงพระอนุชาของฮ่องเต้เชียวนะ…
หากปฏิเสธเขาต่อหน้าธารกำนัล เกรงว่า
เคราะห์เลือดตกยางออกคงมาถึงภายในชั่ว
พริบตาแล้วจริง ๆ
อาการแข็งทื่อก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนใน
บัดดล นางรับห่วงหยกชิ้นนั้นมาอย่างเร็วรี่ ค้อม
กายตอบว่า “ยินดี ๆ หม่อมฉันยินดีเพคะ!”
เสิ่นเจี้ย “…”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ไม่เพียงไม่คลายโทสะ ตรง
ข้ามกลับเพิ่มพูนกว่าเดิมอีก!
เจิ้งฮองเฮากับเวินเจาอี๋มองหน้ากันไปมา
ส่วนเซียวซูยิ่งคาดไม่ถึงว่าเสิ่นเจี้ยจะเลือกฟาง
เมี่ยว พลันผุดลุกพรวด
เฉินซูอี๋ทางด้านข้างมีสีหน้าไม่น่าดูชม
เจียงเสวี่ยฮุ่ยลอบกำมือแน่นเงียบ ๆ หลับตา
ลงอย่างแช่มช้า
ส่วนฟางเมี่ยวยิ้มแหยให้เสิ่นเจี้ย ทว่ารอยยิ้ม
นั้นน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก ให้ฟั้าผ่าท่านปูั่
มันเถอะ! รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ฤกษ์ออกจากบ้านไม่ดี
ตอนนี้ถึงคราวซวยสุด ๆ อย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย!
——————–
1. วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นพระสูตรว่า
ด้วยปัญญาญาณอันสมบูรณ์ประดุจเพชรที่
จะตัดภาพมายา อันได้แก่อวิชชาและ
อุปาทานอันเป็นเครื่องกีดขวางมิให้บุคคล
บรรลุความรู้แจ้ง