คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 165 ญาติสนิททำร้ายจิตใจ (1)
เจิ้งเปั่าออกมาส่งเจียงเสวี่ยหนิงด้วยสีหน้า
ปราศจากความเปลี่ยนแปลง ราวกับว่าการหารือ
ตลอดสองชั่วยามเมื่อครู่มิใช่เรื่องน่าตกตะลึงพรึง
เพริดที่หากแพร่งพรายจะหัวหลุดจากบ่า เขา
เพียงยืนอยู่ข้างประตูพร้อมพูดว่า “การคุ้มกันใน
วันอภิเษกสมรสย่อมแน่นหนา ฉะนั้นมีเวลาให้
คุณหนูดำเนินการไม่มากแล้ว เจิ้งเปั่าช่วยได้แค่
เท่านี้ ที่เหลือขอให้คุณหนูรองเจียงโปรดวางแผน
ด้วยความละเอียดรอบคอบขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอย่างเลื่อนลอย
ขามาฝีเท้านางมิได้ผ่อนคลาย ส่วนขากลับยิ่ง
หนักอึ้งอย่างเห็นได้ชัด นางเผยอปากหลายครั้ง
ทว่าไม่เอ่ยอะไร
เจิ้งเปั่ามีดวงตาสงบนิ่งกระจ่างใส ประหนึ่ง
มองความรู้สึกผิดและกระวนกระวายซึ่งกำลังเอ่อ
ท้นในใจนางออก เขาจึงส่งยิ้มเป็นเชิงปลอบ
“องค์หญิงใหญ่ทรงเป็นคนดี ข้าน้อยมีบุญคุณ
ต้องตอบแทน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาแผนการ
ของคุณหนูรองเจียง หากเรื่องแดงอย่างมากข้าก็
เพียงรับโทษในฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ในเมื่อ
ตัดสินใจไปแล้ว คุณหนูโปรดอย่าลังเลอีกเลย
ขอรับ”
ชาติก่อนเสิ่นเจี้ยเป็นผู้ช่วยชีวิตเจิ้งเปั่า เมื่อ
เสิ่นเจี้ยขึ้นครองราชย์เขาก็คอยปรนนิบัติรับใช้
ข้างกายนานหลายปี ไม่ว่าเสิ่นเจี้ยจะไปที่ใดเป็น
ต้องเห็นเจิ้งเปั่าอยู่ด้วย ทั้งยังทำงานละเอียด
รอบคอบปราศจากช่องโหว่ เพียงแต่คนผู้นี้วาง
ตนไม่เป็นที่สะดุดตาเสียเหลือเกิน ยามปกติเจียง
เสวี่ยหนิงจึงไม่ค่อยสนใจเช่นกัน จวบจนสุดท้าย
ขณะเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินก่อกบฏ คนผู้นี้ก็ไม่
พูดพร่ำทำเพลงชักกระบี่ยอมตายตามผู้เป็นนาย
คนอื่นจึงได้รู้ว่ายังมีชายชาตรีอกสามศอกผู้เหี้ยม
หาญเช่นนี้อยู่ในวังหลวงด้วย
นางนิ่งเงียบอยู่นาน
แต่หากจะกล่าวถ้อยคำแสดงความรู้สึกผิด
อะไรนั่น ตัวนางเองนั่นแหละต้องการให้เขา
‘ตอบแทนบุญคุณ’ ดังนั้นจึงไม่มีคุณสมบัติและ
ไม่อยู่ในจุดที่จะกล่าวได้จริง ๆ ทำได้เพียงค้อม
กายคารวะคนผู้นี้ที่ตนไม่เห็นในสายตาเมื่อชาติ
ก่อนแล้วก้าวลงบันได
เนื่องจากเป็นแผนการลับสุดยอด วันนี้นางจึง
ออกจากจวนตามลำพัง ส่วนขากลับก็เดินเตร่บน
ท้องถนน
เสียงการดำรงชีพตามท้องตลาดดังอยู่ข้าง
โสต
เจียงเสวี่ยหนิงใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว
ครั้นมาถึงละแวกโรงกระเบื้องเคลือบก็ไปหาโจวอิ๋
นจือ ชาติก่อนเขาเคยทรยศนาง ทำให้นางไม่กล้า
สนิทใจและไม่ได้บอกแผนการทั้งหมด เพียงสั่งให้
เขาทำงานบางอย่าง เมื่ออีกฝั่ายรับปากแล้วถึง
เดินทางย้อนกลับจวนตระกูลเจียง
ยามนี้ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟั้า
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยเลือกพระชายาวันนี้ หาก
ไม่ผิดจากชาติที่แล้ว อีกสักครู่คงประกาศผล เมื่อ
ตนไม่เข้าไปก่อกวน อีกทั้งเจียงเสวี่ยฮุ่ยยังนำ
ผ้าเช็ดหน้าปักลายผืนนั้นไปด้วย ชาตินี้คงสม
ปรารถนากระมัง
จริงดังคาด เมื่อนางย่างเท้าเข้าประตูมาก็
มองเห็นเหล่าสาวใช้กำลังหัวเราะพูดคุยกัน
นอกจากนี้ยังเห็นสิ่งของพระราชทานจากวัง
หลวงวางเรียงรายขณะเดินผ่านห้องโถงอีก
ต่างหาก
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด ชาติก่อนตนชื่อเสียง
ไม่ค่อยดี นางมารเฒ่าในวังหลวงผู้นั้นคัดค้าน
อย่างหนักด้วยซ้ำ ทว่าเสิ่นเจี้ยก็ยังเลือกตนซึ่งถือ
ผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกหงเจียงทันที ส่วนชาตินี้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเองก็ต้องมาถูกตนทำให้เสื่อมเสีย
เกรงว่าคงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการ
ต่อต้านจากวังหลวงอยู่บ้าง แต่เสิ่นเจี้ยก็ยังคง
เลือกเจียงเสวี่ยฮุ่ยโดยไร้ซึ่งความลังเลสินะ
แม้มิได้แสดงออกชัดเจน แต่ความรักที่เกิด
จากเหตุการณ์ในอดีตคงตราตรึงใจเขาอยู่มาก
กระมัง
เรือนของเมิ่งซื่อกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยอยู่ทางทิศ
ตะวันออก เดาว่าพวกนางคงยินดีปรีดาเป็นแน่
เจียงเสวี่ยหนิงคร้านจะไปทำให้พวกนางเสีย
อารมณ์ จึงหมุนกายจะเดินกลับเรือนของตนโดย
ผ่านประตูกลางของระเบียงวนเพื่ออ้อมไปทางทิศ
ตะวันตก
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเพิ่งเดินไม่ถึงไหนก็มีเสียง
เอะอะโวยวายจากทางด้านหลัง
คล้ายจะเป็นเสียงของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
“ท่านแม่! เพื่ออะไรเจ้าคะ ท่านอย่าไปเลย
เจ้าค่ะ!”
“เจ้าปล่อยนะ อย่ามาขวางข้า! เดิมทีเป็นงาน
วิวาห์ดี ๆ ที่มั่นใจเต็มเปียมว่าต้องสำเร็จแน่ หาก
มิใช่นางชื่อเสียงมัวหมองจนทำเสียเรื่อง ไหนเลย
จะถูกผู้อื่นชิงตัดหน้าไปกลางคัน อายุตั้งเท่าใด
แล้ว! อีกไม่นานจะออกเรือนก็ยังมัวไปทำเรื่อง
เหลวไหลไร้สาระข้างนอก! ไม่รู้ทิ้งสิ่งที่เคยเชิญ
ผู้อื่นมาสอนสั่งไปไว้ไหน หากแพร่ออกไปจะ
กลายเป็นเช่นไร ข้าขอดูหน่อยสิว่านางจะยอม
กลับมาเมื่อไหร่!”
“ท่านแม่…”
เมิ่งซื่อเต็มเปียมเพลิงโทสะ ใบหน้าบึ้งตึง
สาวเท้าอย่างเร็วรี่นำหน้า
เหล่าสาวใช้ไม่กล้าขัดขวาง เจียงเสวี่ยฮุ่ยก็
ขวางไม่อยู่
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วสงสัยอยู่บ้างว่าไฉน
จึงดูเหมือนพุ่งเปั้ามาที่นาง จึงรั้งฝีเท้าหันหน้า
กลับไป ทำให้มองเห็นใบหน้าของเมิ่งซื่อซึ่งกำลัง
เดินออกมาพอดี
ปกติเมิ่งซื่อถือเป็นฮูหยินตระกูลสูงศักดิ์ซึ่ง
รู้จักควบคุมสติอารมณ์ ทว่ายามนี้สีหน้าย่ำแย่
อย่างที่ไม่เคยเป็น ครั้นเห็นนางก็ตวาด “กลับมา
ได้จังหวะพอดี ยังไม่หยุดรอข้าอีก!”
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่อง
อันใดขึ้น
นางปรายตามองเจียงเสวี่ยฮุ่ยทางด้านข้างถึง
พบว่าใบหน้าค่อนข้างซีดเซียว แม้มีสีหน้าจะสงบ
นิ่ง แต่ก็ยากจะปิดบังความหม่นหมองเล็กน้อย
บริเวณหางตา ดูเหมือนไม่สมใจปอง
ได้ครองตำแหน่งพระชายาหลินจืออ๋องเป็น
มั่นเหมาะแล้วมิใช่หรือ
ยังจะไม่พอใจสิ่งใดอีก
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะเย้ยหยันอย่างไร้สาเหตุ
อยู่ในใจ รู้สึกรำคาญเมิ่งซื่อนัก “ท่านแม่มีเรื่อง
อะไรหรือเจ้าคะ”
“มีเรื่องอะไร นี่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่ามีเรื่อง
อะไร ตระกูลเจียงของเรารวมถึงลูกฮุ่ยกำลังจะ
กลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองหลวงแล้ว!”
หากนางไม่พูดน่ะยังดี แต่พอพูดด้วยท่าทีจริงจัง
เช่นนี้เมิ่งซื่อยิ่งปวดหัวหนัก “หากเจ้าไม่ทำลาย
ชื่อเสียงของครอบครัว ไม่เที่ยวเตร่ไม่เป็นโล้เป็น
พายกับผู้อื่นไปทั่ว ไหนเลยจะเกิดเรื่องพวกนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มจับต้นชนปลายได้
นางเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่ได้รับเลือกเป็นพระชายาหรอกหรือเจ้าคะ”
ครั้งนี้อยู่เหนือความคาดหมายของนางจริง ๆ
ความประหลาดใจที่แสดงออกปราศจากการเส
แสร้งแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อปรากฏในสายตาของเมิ่งซื่อกลับทิ่ม
แทงนัยน์ตาเป็นล้นพ้น
ไม่ว่าฟังเช่นไรก็เหมือนท้าทาย ไม่ว่ามองเช่น
ไรก็เหมือนเหน็บแนม!
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตาจากร่างเมิ่งซื่อ
ไปยังเจียงเสวี่ยฮุ่ย รู้สึกว่าค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ
เนื่องจากประการแรก ชาติก่อนเสิ่นเจี้ยเลือกตน
โดยไม่สนถ้อยคำของผู้อื่น ประการที่สอง เมื่อ
นางกลับมาก็เห็นชัดเจนว่ามีสิ่งของพระราชทาน
เพื่อจัดงานมงคลจากวังหลวงตั้งดารดาษในห้อง
โถง
หากไม่ได้รับคัดเลือกแล้วจะพระราชทานข้าว
ของพวกนี้มาเพื่ออะไร
หรือว่า…
ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งผุดในห้วงความคิด
ทว่าสุดท้ายก็ออกจะเหลวไหลอยู่บ้าง นางส่าย
ศีรษะกล่าวพึมพำ “น่าแปลกเหลือเกิน”
ในที่สุดเมิ่งซื่อก็ทนต่อไปไม่ไหว
ขณะที่นางออกมาจากเรือนของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
มีสาวใช้และหญิงรับใช้จำนวนมากติดตาม
ระหว่างทางกลับก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งกลับมา
จากข้างนอกเอาปั่านนี้ กุลธิดาตระกูลใหญ่ใน
เมืองหลวงจะมีสักกี่คนเป็นเช่นเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนหน้านี้ขลุกอยู่กับเยี่ยนหลิน แล้วนี่ยังไป
มั่วสุมกับเซียวติ้งเฟยผู้นั้นอีก!
เรือนหลังของตระกูลเจียงถูกนางทำจนขาย
ขี้หน้าไม่เหลือชิ้นดีแล้ว!
ใบหน้าเมิ่งซื่อประหนึ่งปกคลุมด้วยน้ำค้าง
เย็นเยียบ กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงอย่างเย็นชา
“สมัยก่อนนางคนคิดไม่ซื่อผู้นั้นสั่งสอนเจ้าจนเสีย
นิสัย แต่เจ้าก็หาคนมาปกปั้องได้เสมอ แม้แต่นาย
ท่านยังดัดนิสัยเจ้าไม่ได้ เรื่องนี้ข้าไม่มีอะไรจะพูด
ทว่าการเลือกพระชายาของหลินจืออ๋องเกี่ยวพัน
ถึงเรื่องสำคัญครั้งใหญ่ในชีวิตของพี่สาวเจ้า แต่
นางกลับต้องมาเดือดร้อนเพราะชื่อเสียงของเจ้า
จนพลาดตำแหน่งพระชายาเอกไปอย่างไร้เหตุผล
แม้ได้ตำแหน่งพระชายารองก็ยังถูกผู้อื่นติฉิน
นินทา! เจ้าผ่านวันเกิดอายุสิบเก้าปีไปแล้ว มิใช่
วัยจะออกไปทำเรื่องเหลวไหลข้างนอกแล้วนะ
หากยังไม่อบรมเจ้าก็ไม่รู้ว่าวันหน้าจะไปก่อ
เภทภัยอะไรรุนแรงมากกว่านี้อีกหรือไม่!”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงันในบัดดล ได้เป็นพระ
ชายารองจริงหรือนี่
นางมองเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยกำลังนึกถึงความอับอายที่
ต้องเผชิญขณะเข้ารับการคัดเลือกพระชายา ต่อ
ให้มีเวินเจาอี๋ช่วยพูดให้ ทว่าถ้อยคำถากถางเล็ก
ๆ น้อย ๆ ของเซียวซู รวมทั้งสายตาแฝงการเยาะ
เย้ยจากผู้อื่นก็ยังทำให้นางสุดจะทานทนอย่างที่
ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมิ่งซื่อโบกมือเรียกหญิงรับใช้ร่างใหญ่สอง
นางทางด้านข้างพร้อมพูดว่า “จงเชิญตัวคุณหนู
รองกลับไปเดี๋ยวนี้ กักบริเวณนางนับจากวันนี้
เป็นต้นไปและให้คัดเตือนสตรีหนึ่งร้อยแปดสิบ
จบ! หากข้าไม่อนุญาตห้ามใครปล่อยตัวออกมา
เด็ดขาด!”
ครั้นเหล่าหญิงรับใช้รับคำสั่งพลันเดินมาหา
เจียงเสวี่ยหนิง
อย่างไรเสียเมิ่งซื่อก็คือนายหญิง แม้พวกนาง
เองก็รู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงมิใช่ผู้ที่จะตอแยด้วยได้
แต่คราวนี้อีกฝั่ายทำให้คุณหนูใหญ่เดือดร้อนจน
ส่งผลถึงการคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง ต่อให้
นายท่านมาเองก็คงไม่ทำอะไรพวกตน จึงพากัน
กัดฟันกรอดทำใจแข็ง ตัดสินใจแล้วว่าหากเห็น
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงอาการขัดขืนแม้แต่น้อยก็จะ
ลงมืออย่างรุนแรงทันที
เหตุการณ์อยู่เหนือความคาดหมายของเจียง
เสวี่ยหนิงโดยสิ้นเชิง เสิ่นเจี้ยไม่ได้เลือกเจียงเสวี่ย
ฮุ่ยเป็นพระชายาเอก นางประหลาดใจก่อนเป็น
อันดับแรก ถัดมาย่อมรู้สึกสาแก่ใจด้วยความ
ขบขันหน่อย ๆ
ผู้ใดใช้ให้นางไม่ชอบหน้าเจียงเสวี่ยฮุ่ยเสมอ
มาเล่า
ช่างน่าแปลกเสียจริง
บทที่ 165 ญาติสนิททำร้ายจิตใจ (2)
ชาตินี้นางแทบไม่ขัดขวางด้วยซ้ำ แสดงว่าทั้ง
สองอาจไม่ได้มีวาสนาต่อกันอย่างจริงจังมากนัก
กระมัง
แต่เมิ่งซื่อกลับโยนความผิดมาให้ นางจึงไม่
พอใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นหญิงรับใช้สองคนรุกคืบเข้า
หา เพลิงโทสะก็พลันพุ่งพรวด นางย่นหัวคิ้วเงื้อ
ท่อนไม้จากชั้นวางดอกไม้ด้านข้างขึ้นมาหวดฟาด
สะเปะสะปะ!
เมื่อความอำมหิตอุบัติในใจ ยามลงมือย่อมไม่
ไว้ไมตรี
ท่อนไม้ฟาดใส่ศีรษะและเนื้อตัวจนเจ็บปวด
หญิงรับใช้ทั้งสองยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ถูกฟาดจน
ร้องเสียงหลง
เมิ่งซื่อรู้เสมอมาว่าเจียงเสวี่ยหนิงดื้อด้านไม่
ยอมอยู่ในโอวาท แต่ก็คิดไม่ถึงว่านางไม่เพียงกล้า
ต่อต้าน มิหนำซ้ำยังกล้าลงมืออีกด้วย ทำเอาเมิ่ง
ซื่อโมโหแทบเป็นลมล้มพับ เปล่งเสียงด่าทอทันที
“เอาใหญ่แล้ว เอาใหญ่แล้ว! เอาใหญ่แล้วจริงๆ!”
เหตุชุลมุนวุ่นวายตรงระเบียงทางเดินเสียงไม่
เบาเลย
เจียงปั๋อโหยวกลับมาจากศาลาว่าการและ
กำลังจะพาเซี่ยเวยไปยังห้องอักษรของตน ครั้น
ผ่านมาเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกำลังเงื้อท่อนไม้ไล่ทุบ
ตีหญิงรับใช้ด้วยใบหน้าดุร้ายก็ขมวดคิ้วตวาด “นี่
เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?! ยังไม่รีบวางอีก!”
เกิดเสียงดัง ‘ปัก’ ทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงได้
ยินบิดาแล้วก็ฟาดท่อนไม้ใส่แผ่นหลังด้านขวา
ของหญิงรับใช้ อีกฝั่ายเจ็บจนล้มพังพาบ เมื่อนาง
หันหน้ากลับมามองถึงค่อยโยนท่อนไม้ลงพื้นและ
ปัดมือ
เมิ่งซื่อโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้านางพลางพูดว่า
“นายท่าน ท่านดูนางสิ ตอนนี้ไม่เห็นใครอยู่ใน
สายตา อีกไม่นานคงควบคุมไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงปั๋อโหยวลอบทอดถอนใจ เพียงถามว่า
“เกิดอะไรขึ้น”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ที่เดิม ริมฝีปากประดับ
รอยยิ้มหยัน ไม่ตอบคำ
เซี่ยเวยยืนรั้งฝีเท้าอยู่ข้างกายเจียงปั๋อโหยว
เช่นกัน
เนื่องจากเดินทางออกจากสำนักมหาบัณฑิต
มาทันที เขาจึงยังสวมชุดเซินคอแหลมสีนิลข้างใน
สาบเสื้อซ้อนทับใต้ลำคอเผยลูกกระเดือกนูนเด่น
เขาถอดเสื้อคลุมขุนนางตัวนอกแล้ว จึงปราศจาก
เสื้อคลุมนักพรตที่เคยสวมใส่ยามปกติอย่างยาก
จะได้พบ เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมบัณฑิตสีน้ำเงินเข้ม
ปักลายเมฆาอสุนีบาตสีเงินแทน
ร่างกายดุจกระบี่บนยอดเขา ดวงตาดั่งหิมะ
สองกองใต้หุบเหว
เมื่อเทียบกับชุดนักพรตซึ่งให้ความรู้สึกราว
กับผู้เร้นกายจากทางโลกอันสูงส่งเช่นที่ผ่านมา
แม้วันนี้ยังคงบริสุทธิ์พ้นโลกีย์เฉกเช่นสายลมและ
จันทรากระจ่าง แต่กลับทวีความเยือกเย็นอัน
สูงส่งเหลือประมาณ
เขาคล้ายจะเป็นคนนอก ทว่ากลับล่วงรู้
สถานการณ์ภายในจวนตระกูลเจียงและ
พฤติกรรมยามปกติของเจียงเสวี่ยหนิงอย่าง
ละเอียด เขาเคลื่อนสายตาไปที่ร่างเจียงเสวี่ยหนิง
เมิ่งซื่อ เจียงเสวี่ยฮุ่ย รวมถึงท่อนไม้ซึ่งกำลังกลิ้ง
อยู่บนพื้นรอบหนึ่ง รอยยิ้มบางปรากฏบนริม
ฝีปาก
เมิ่งซื่อ “นางชอบออกไปขลุกกับคนไม่ดีและ
ก่อเรื่องวุ่นวาย ข้าอยากควบคุมและสั่งสอนนาง
แต่นางโอหังจนเคยชิน ไม่ยอมจำนนยังพอทำเนา
ยังมีหน้ามาคว้าท่อนไม้ไล่ทุบตีด่าทอบ่าวไพร่อีก!
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางจะไม่ทำให้จวนตระกูล
เจียงเสื่อมเสียจนหมดสิ้นเอาหรือ!”
เจียงปั๋อโหยวค่อนข้างหงุดหงิดแล้วจริง ๆ
ไม่มีผู้ใดอยากให้คนนอกเห็นเรื่องเสื่อมเสีย
ภายในบ้าน ทว่าตอนนี้มีแขกอยู่ด้วย เพียงกวาด
ตามองก็รู้แล้วว่าตัวการคือเจียงเสวี่ยหนิง เขาจึง
พูดว่า “หลายวันที่ผ่านมาเกิดเสียง
วิพากษ์วิจารณ์แพร่สะพัดทั่วเมืองหลวงจริง ๆ
ยายหนูหนิง แม้คำพูดของท่านแม่เจ้าจะฟังแล้วดู
ตื่นตูมเกินควรไปสักหน่อย แต่ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
เช่นกัน อีกทั้งเจ้ากำลังจะถึงวัยยี่สิบปีที่ต้องคุย
เรื่องการออกเรือน สิ่งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของเจ้า
เอง และเจ้าควรเก็บเนื้อเก็บตัวบ้างแล้ว วันนี้จะ
ยังไม่ถือสาหาความ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปก่อน
เถอะ”
วาจานี้คล้ายเจียงปั๋อโหยวกล่าวกับเจียงเสวี่ย
หนิง แต่ที่จริงแฝงเจตนาบอกให้รู้จักปล่อยวาง
เสียบ้าง เมิ่งซื่อมีโทสะสุมเต็มอกมาแต่เดิม ยามนี้
จึงอดสติหลุดไม่ได้ เผยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“แต่ว่านายท่าน หากมิใช่นางทำลายชื่อเสียงของ
ตระกูลจนทำลูกฮุ่ยเดือดร้อน แล้ววันนี้ลูกฮุ่ยจะ
ถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะและได้เป็นแค่พระชายารอง
ได้อย่างไรกันเจ้าคะ?!”
เจียงปั๋อโหยวหน้าเปลี่ยนสีทันที
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเองก็รู้สึกว่าถ้อยคำของเมิ่งซื่อไม่
ค่อยเหมาะสม จึงกระตุกแขนเสื้อคิดจะหว่าน
ล้อมให้จากไปด้วยกันก่อน
นึกไม่ถึงว่าเซี่ยเวยซึ่งก่อนหน้านี้ยืนอยู่
ด้านข้างไม่เอ่ยวาจาเป็นเวลานานจะพลันหัวเราะ
เดิมทีเขาก็มีรูปโฉมประดุจเซียนอยู่แล้ว ยาม
หัวเราะจึงน่าดูชมยิ่งนัก
ทว่าน้ำเสียงอ่อนโยนที่เปล่งออกมากลับชวน
ให้กระวนกระวายอย่างไม่ทราบสาเหตุอยู่บ้าง
เขากล่าวกับเมิ่งซื่อว่า “ฮูหยินคิดว่าตำแหน่งพระ
ชายารองหลินจืออ๋องยังไม่เพียงพออีกหรือ”
เมิ่งซื่อนิ่งอึ้ง
นางเคยพบรองราชครูผู้นี้ กิริยาท่าทางของ
เขาสุภาพอ่อนโยน กอปรด้วยบุคลิกของ
นักปราชญ์โบราณ ยามเอ่ยวาจาทำให้รู้สึก
เหมือนต้องสายลมยามวสันต์ แต่ถ้อยคำ ณ ยาม
นี้ทำให้นางหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างน่าประหลาด
ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไรไปชั่วขณะ
เซี่ยเวยไม่เหลือบแลเจียงปั๋อโหยวทาง
ด้านข้างแม้แต่น้อย เขาย้ายสายตากลับไปหา
เจียงเสวี่ยหนิง เมื่อเห็นนางมองมาอึ้ง ๆ คล้าย
นึกไม่ถึงว่าเขาจะพูดเช่นนี้ ความอึดอัดคับข้องใจ
ก็พลันแผ่ซ่าน
ทว่าใบหน้าเขายังคงสงบเฉยปราศจากพิรุธ
เพียงกวักมือเรียกนาง “หนิงรอง มานี่”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้เจตนาที่แท้จริง แต่นับจาก
จบเหตุการณ์ที่ทงโจว ความสัมพันธ์ระหว่างนาง
กับอาจารย์ผู้นี้ก็นับว่าปรองดอง นึกแค่ว่าอีกฝั่าย
คงมีเรื่องจะสนทนาด้วย จึงเดินเข้าไปหาโดยไม่
คิดอะไรมาก
ตอนเดินถึงตรงหน้า นางเตี้ยกว่าเขากว่าครึ่ง
ศีรษะ
เซี่ยเวยถือผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ เขามอง
สำรวจพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงส่งผ้า
แพรให้พร้อมกล่าวต่อไปโดยไม่เงยหน้าด้วยซ้ำ
“ทั้งที่บุตรีของท่านเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
เหตุการณ์ที่ทงโจวโดยมิได้สมัครใจ ฮูหยินกลับ
ตำหนิโทษบุตรีซึ่งตกอยู่ในอันตรายจนเกือบ
สิ้นชีวิตเช่นนี้ก็ออกจะลำเอียงอยู่บ้างจริง ๆ”
เมิ่งซื่อถึงรู้สึกตัวว่าเขาพูดประโยคนี้กับตน
มิหนำซ้ำยังพูดอย่างตรงไปตรงมาอีกว่าตน
ลำเอียง!
ใบหน้าบัดเดี๋ยวคล้ำบัดเดี๋ยวซีด
แม้เซี่ยเวยจะเป็นถึงพระอาจารย์ของฮ่องเต้
และเป็นสหายเก่าของเจียงปั๋อโหยว ทว่ายามนี้
กลับพูดจาปกปั้องเจียงเสวี่ยหนิง นางจึงอดไม่
พอใจไม่ได้ ทว่าสถานะของอีกฝั่ายมิใช่ธรรมดา
กระทั่งเจียงปั๋อโหยวเองยามปกติยังไม่กล้าผิดใจ
กระทำสิ่งใดด้วยความระมัดระวังยิ่ง นางจึงฝืนได้
แต่ยิ้มเอ่ย “มิใช่ข้าลำเอียง ภายในจวนตระกูล
เจียงเรามีเรื่องซึ่งไม่อาจเปิดเผยที่รองราชครูเซี่ย
เองก็ไม่รู้”
ความจริงแล้วเจียงเสวี่ยหนิงไม่แยแสสิ่งที่
เกิดขึ้นด้านหลังมากนัก นางรับผ้าเช็ดหน้าจาก
เซี่ยเวยด้วยความงุนงงเล็กน้อย
มีอะไรเปือนหน้าข้าหรือ
นางยกขึ้นมาเช็ด ทว่าผ้ากลับสะอาดหมดจด
ปราศจากรอยเปือนแม้แต่น้อย
เซี่ยเวยลดตามอง เตือนนางด้วยน้ำเสียงเรียบ
เฉย “เช็ดมือ”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มมอง ถึงพบว่าสองมือตน
เต็มไปด้วยฝุั่นดิน
คงเปือนตอนเงื้อท่อนไม้เมื่อครู่
นางร้อง “อ้อ” แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณเซียน
เซิง” จากนั้นจึงเริ่มเช็ดมือ
เซี่ยเวยมองสำรวจนาง ไม่เห็นนางแสดง
ความรู้สึกผ่านสีหน้ามากนัก ความโศกเศร้าและ
เย้ยหยันที่ปรากฏเพียงชั่ววูบขณะโยนท่อนไม้ทิ้ง
คล้ายไม่เคยดำรงอยู่ แม้แต่ผู้ที่ยืนข้างหลังก็อย่าง
กับไม่ใช่ญาติสนิท เลยคิดได้ว่าวันนั้นระหว่าง
เดินทางจากทงโจวกลับมาเมืองหลวง เมื่อนาง
อ่านจดหมายที่เขียนโดยเจียงปั๋อโหยวจบขณะนั่ง
โดยสารบนรถม้าของเขา ก็ดูเหมือนจะแสดงสี
หน้าเฉยชาเช่นนี้เหมือนกัน
โลกนี้บางครั้งยิ่งเป็นญาติสนิทกันมากเท่าใดก็
ยิ่งทำร้ายกันมากเท่านั้น
เขาใคร่ยื่นมือลูบศีรษะเจียงเสวี่ยหนิงและ
บอกว่าไม่ต้องเสียใจ ทว่าสุดท้ายก็อดกลั้นไว้
ครั้นเห็นนางใช้ผ้าแพรขาวเช็ดคราบสกปรกแล้ว
จึงยิ้มบางพลางช้อนตามองเมิ่งซื่อ “ผู้อื่นไม่ทราบ
ความลับดำมืดภายในจวนของท่านจริง ๆ ถึงแม้
ชาติกำเนิดของพระชายารองเจียงจะเป็นเรื่อง
เก่าแก่ซึ่งผ่านมานานนมแล้วก็ตาม อีกทั้งยังได้รับ
การเลี้ยงดูจากฮูหยิน แจ้งต่อทางการว่าเป็นบุตรี
ที่เกิดจากภรรยาเอก เดิมทีก็เป็นเรื่องสมควร
เพราะสุดท้ายทางราชวงศ์ก็มิได้ตรวจสอบ
เพียงแต่หากผู้อื่นไม่พอใจและขุดคุ้ยขึ้นมาสืบสาว
เอาความจนสุดท้ายมอบโทษฐานหลอกลวงเบื้อง
สูงให้คงไม่ดีแน่ ในฐานะลูกศิษย์ แม้หนิงรองจะ
ดื้อรั้นทว่าก็กตัญูรู้คุณอาจารย์ เด็กสาวมักจะ
อารมณ์หุนหันยากจะยอมอยู่ในโอวาท คนแซ่เซี่ย
จึงขอบังอาจขอร้องแทนนาง ขอฮูหยินโปรด
เมตตาด้วย”
น้ำเสียงปราศจากการต่อว่าเสียดสี แต่ยาม
ทะลุเข้าโสตกลับน่าตื่นตระหนกประหนึ่งเสียง
อสุนีบาต!
เมิ่งซื่อตกตะลึงพรึงเพริด
นางเงยหน้ามองเซี่ยเวย ภาพที่เห็นคือ
นัยน์ตายิ้มแย้มประดุจขุนเขายามวสันต์ซึ่งสุขุม
อ่อนโยนคู่หนึ่ง