คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 166 ต่างฝั่ายต่างไม่ติดค้าง (1)
เมิ่งซื่อรู้เพียงเซี่ยเวยเป็นสหายในวงราชการ
ของเจียงปั๋อโหยว และเป็นอาจารย์ภายในวัง
หลวงของเจียงเสวี่ยหนิง แต่ไม่รู้ว่าขณะเจียง
เสวี่ยหนิงเดินทางจากบ้านสวนกลับเมืองหลวง
เมื่อสี่ปีก่อน มีเซี่ยเวยซึ่งปกปิดชื่อแซ่ร่วมเดินทาง
มาด้วย!
เขารู้ความลับบางอย่างของจวนตระกูลเจียง
ถ่องแท้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
เมิ่งซื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่ง
ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก โกหกว่าเจียงเสวี่ยหนิงผู้
เป็นบุตรีได้รับการทำนายดวงชะตาจากไต้ซือว่า
ต้องส่งไปหลบเภทภัยที่หมู่บ้านชนบท ปกปิดชาติ
กำเนิดของทั้งสองเป็นอย่างดี คิดไม่ถึงว่าจะถูก
เปิดโปงโดยเซี่ยเวยที่ดูเหมือนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เลยสักนิด แค่คำว่า ‘หลอกลวงเบื้องสูง’ ก็ทำเอา
นางอกสั่นขวัญหาย หน้าถอดสีในบัดดล
แม้แต่เจียงปั๋อโหยวเองก็ยังคาดไม่ถึงอยู่บ้าง
เซี่ยเวยมีฐานะเป็นขุนนางราชสำนัก สุขุม
เยือกเย็น กระทำสิ่งใดปราศจากข้อผิดพลาด
เปียมบารมีและความสง่างามจนแทบทุกคนคุ้น
ชิน แน่นอนว่ารวมถึงเจียงปั๋อโหยวด้วย ส่วน
ถ้อยคำซึ่งฟังคล้ายอ่อนโยนและเป็นมิตรกลับยิ่ง
ซุกซ่อนภยันตรายเป็นล้นพ้น!
เพียงแต่เมื่อเทียบกับความตื่นตระหนก
ความรู้สึกที่มีมากยิ่งกว่านั้นคือคาดไม่ถึง…
เดิมทีนึกว่าเซี่ยเวยเป็นอาจารย์อยู่ในวังหลวง
ต่อให้เขาจะดูแลบุตรีผู้ไม่ได้ความของตนมาก
ขนาดไหนก็คงทำไปเพราะแค่เห็นแก่หน้าสหาย
ร่วมงาน ไม่ควรถึงขั้นตั้งความหวังกับลูกหนิงหรือ
ให้ความสำคัญกับนางเป็นพิเศษสิ
ทว่าเท่าที่เห็นกลับดูไม่เป็นเช่นนั้น
กล่าวถึงขั้นนี้แล้ว หากเสริมอีกแม้แต่ประโยค
เดียวเกรงว่าคงกลายเป็นความผิดมหันต์ที่ไม่อาจ
แก้ไข เจียงปั๋อโหยวเป็นขุนนางมานานหลายปี
ย่อมรู้จักเก็บงำความรู้สึก และโชคดีที่เซี่ยเวยพูด
ด้วยความเป็นมิตร ไม่ว่าอย่างไรย่อมหาทางลงได้
ดังนั้นจึงเผยรอยยิ้ม “จวีอันกล่าวถูกต้องยิ่ง
นัก ลูกหนิงเพียงดื้อรั้นไปบ้างเท่านั้น ไม่ถือว่ามี
อะไรหนักหนา”
เขาโบกมือให้เมิ่งซื่อ “หลินจืออ๋องมีพระจริย
วัตรสูงส่ง ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของฝั่าบาท
สมควรเป็นคู่ครองที่ดี งานวิวาห์ของลูกฮุ่ยไม่
นับว่าเลวร้ายจริง ๆ อีกไม่นานสำนักโหรหลวงจะ
กำหนดฤกษ์ ที่บ้านมีเรื่องต้องเตรียมการ
มากมาย สถานการณ์สับสนยุ่งเหยิง ฮูหยินรีบไป
จัดการให้ทันเวลาเถอะ”
เมิ่งซื่อถูกเซี่ยเวยพูดแทงใจดำจี้จุดตาย ทำให้
ความโกรธเกรี้ยวและอาการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
อยากตำหนิเจียงเสวี่ยหนิงเมื่อครู่เบาบางลง นาง
หนังตากระตุกหลายครั้ง สุดท้ายก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
หมุนกายแล้วเดินจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงหันหลังให้ ไม่ได้ผินหน้า
กลับไปมอง
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยมีสีหน้าละอายใจคล้าย
ต้องการพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสถานการณ์ไม่
เหมาะจะเอ่ยวาจาจริง ๆ จึงทำได้เพียงเปล่งเสียง
หัวเราะขมขื่น ยกชายกระโปรงยอบกายคารวะ
เจียงปั๋อโหยวกับเซี่ยเวยแล้วถอยจากไปก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงก้มหน้าใช้ผ้าแพรเช็ดมือ
เซี่ยเวยหลุบตามอง เห็นนางออกแรงเช็ดจน
หลังมือเป็นรอยแดงปืนใหญ่ สิ้นคราบสกปรก
แล้วชัด ๆ แต่ก็ยังไม่หยุดราวกับกำลังระบาย
ความโกรธ ดวงหน้าน้อย ๆ ขาวผุดผ่องไร้
ความรู้สึก
เขาจึงเอ่ยว่า “คนไปกันหมดแล้ว”
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงหยุดการกระทำ ผ้า
แพรขาวยับย่นเลอะเทอะไปเป็นแถบ แต่ก็ถือไว้
ไม่ยอมส่งคืนด้วยความเกรงใจ พูดเสียงเบาว่า
“ขอบคุณเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวย “องค์หญิงใหญ่ทรงเตรียมการ
อภิเษกสมรส เจ้าจึงไม่ต้องเข้าไปเรียนในวังหลวง
แล้ว มิได้ทอดทิ้งการเรียนใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาหากนางไม่ยุ่งอยู่กับ
การโหมกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตาม
ท้องตลาด ก็ต้องยุ่งอยู่กับการชมดูเซียวติ้งเฟยสู้
รบปรบมือกับเซียวซูอย่างดุเดือด ไหนเลยยังจะมี
คำว่า ‘การเรียน’ อยู่ในสมองอีก
นางพลันเงยหน้ามองเซี่ยเวย ดูร้อนตัวอยู่
หลายส่วน
แม้นางไม่เอ่ยวาจา ทว่าพอเซี่ยเวยเห็นนาง
หดศีรษะปราศจากความห้าวหาญเหมือนตอน
เงื้อไม้กระบองไล่ตีคน ก็รู้แล้วว่าช่วงนี้นางทิ้งการ
เรียนให้เสียเปล่า จึงเอ่ยเพียงว่า “กิจการงานใด
ล้วนสำเร็จได้เพราะความเพียร หากละเลยจะเสีย
เปล่า ต่อให้กลับบ้านแล้วก็ไม่อาจละเลยการบ้าน
ได้หรอกนะ ไม่แน่วันใดข้าอาจมาเยือนจวนและ
ทดสอบอะไรเจ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวสมองพองโตเป็นสองเท่า
จู่ ๆ เซียนเซิงช่วยพูดออกหน้าแทนก็
ประหลาดใจมาก ถึงนางจะรู้สึกว่าตนไม่มีทาง
เสียเปรียบอันใด แต่มีหรือจะไม่รับรู้ความ
ปรารถนาดีของผู้อื่น เพียงแต่เมื่อคิดถึงต้นสาย
ปลายเหตุ นางกลับไม่ได้รู้สึกว่าเซี่ยเวยดีต่อนาง
เป็นพิเศษ เข้าใจว่าสถานการณ์ของนางคงทำให้
เซี่ยเวยไพล่นึกถึงเรื่องอื่นเสียมากกว่า
สิ่งที่ปรากฏในหัวสมองคือเรื่องของตระกูล
เซียวในชาติก่อน
ใจสั่นสะท้านในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงมิกล้าขัดคำสั่งเซี่ยเวยแม้แต่
น้อย นางผงกศีรษะอย่างว่านอนสอนง่าย ตอบ
กลับไปว่า “อาจารย์สั่งสอนถูกต้องแล้ว วันนี้
ศิษย์จะทบทวนการบ้านเจ้าค่ะ”
ท่าทางอยู่ในโอวาทเกินเหตุของนางทำให้
ความคับข้องใจของเซี่ยเวยพุ่งพรวดอย่างเลี่ยง
ไม่ได้ มิหนำซ้ำยังมีเจียงปั๋อโหยวอยู่ด้านข้าง พวก
เขายังต้องปรึกษาหารือกัน ไม่สะดวกจะรั้งนางไว้
เพื่อพูดคุยอะไรมาก เขาจึงปล่อยไปก่อน ค่อยให้
มาเตรียมตัวรับการทดสอบทีหลัง
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมฉวยโอกาสหนีไปเงียบ ๆ
จวบจนวิ่งอย่างเร็วรี่ถึงประตูกลางและ
หายไปจากครรลองจักษุของพวกเขา นางถึงผ่อน
ฝีเท้า กระทั่งว่ายังอดเหลียวกลับไปมองไม่ได้
เซี่ยเวยผู้นี้ยากจะคาดเดาความคิด ทว่าก็เป็นคน
รู้จักกาลเทศะและวางตัวเหมาะสมจนผู้อื่นยก
ย่อง แม้แต่นางซึ่งรู้จักนิสัยใจคอของเขาดียังอด
สงสัยไม่ได้ สมัยก่อนตระกูลเซียวและราชวงศ์ทำ
อะไรให้เขากันแน่ ไปสร้างความแค้นล้ำลึกไว้เช่น
ไรถึงทำให้คนผู้นี้ฉีกกระชากผิวหนังของ
นักปราชญ์อันหนักแน่นน่าเชื่อถือจนกลายเป็น
มารร้ายได้
คำพูดแปลกประหลาดพิสดารและสีหน้าของ
โหยวฟางอิ๋นเมื่อชาติก่อนผุดขึ้นมาในสมองเจียง
เสวี่ยหนิง นางรู้สึกใคร่รู้จนอยากจะค้นหา
เพิ่มเติมมากขึ้นอีกนิด
แต่ชั่วพริบตาที่เกิดความคิดนี้ก็ร่างสั่นสะท้าน
นางสะกดความคิดโดยพลัน สิ่งสำคัญที่
แท้จริงขณะนี้คือวางแผนว่าจะช่วยเสิ่นจื่ออีให้
หลุดพ้นสถานการณ์อันตรายเช่นไรต่างหาก ส่วน
ความสัมพันธ์ของตนกับเซี่ยเวยในชาตินี้ขอจำกัด
เพียงเท่านี้พอ อย่าได้มากไปกว่านี้อีกเลย…
หยุดยั้งการอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ของเสิ่นจื่ออี ร่วมมือกับเซี่ยเวย?
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นรัวในบัดดล นางยืนอยู่ที่
เดิมพลางยกข้อมือซ้ายอย่างแช่มช้า รอยแผลเป็น
พาดเฉียงสีอ่อนบนข้อมือเรียวยาวขาวกระจ่าง
ยังคงทำให้หวนรำลึกถึงความตื่นตระหนกยาม
โลหิตไหลเป็นทางยาวบนข้อมือได้ราง ๆ
เพิ่งสะกดความคิดแสนอันตรายอย่างหนึ่งลง
ไปได้
ทว่าความคิดซึ่งอันตรายยิ่งกว่ากลับหลุดการ
ควบคุมและครองห้วงความคิดอย่างบ้าคลั่ง ทำ
เอาใจเต้นถี่รัว ไม่ว่าทำเช่นไรก็ไม่อาจสลัดออก!
ชาติที่แล้วนางใช้หนี้บุญคุณจากการกรีด
ข้อมือในกาลก่อนบีบคั้นให้เซี่ยเวยปล่อยจางเจอ
เช่นนั้นชาตินี้นางจะใช้บุญคุณเพียงหนึ่งเดียวนี้
ขอร้องเซี่ยเวยได้หรือไม่…
บทที่ 166 ต่างฝั่ายต่างไม่ติดค้าง (2)
เสิ่นหลางมีพระราชโองการให้คนเริ่มสืบคดี
เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ทงโจวของตระกูล
เซียวทันทีโดยปราศจากการเตือนล่วงหน้า เหล่า
ขุนนางราชสำนักผู้ปฏิบัติงานทั้งเบื้องบนจดเบื้อง
ล่างต่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าฮ่องเต้มีพระประสงค์สิ่ง
ใดกันแน่ กลัวว่าหากทำงานผิดพลาดแล้วไม่เพียง
มิอาจได้ความดีความชอบ ยังจะสูญเสียความ
โปรดปรานจนชักนำภัยมาสู่ตัวด้วย
เซี่ยเวยมาเยือนจวนตระกูลเจียงครั้งนี้
สาเหตุหลักคือต้องการหารือเรื่องดังกล่าวกับ
เจียงปั๋อโหยว
หลังจากเหตุการณ์ตรวจยึดทรัพย์จวนหย่งอี้
โหว ความเปลี่ยนแปลงในราชสำนักก็ทำให้คนอก
สั่นขวัญแขวน บางครั้งเจียงปั๋อโหยวจำต้องขอ
ความช่วยเหลือจากเซี่ยเวย เนื่องจากรองราชครู
หนุ่มผู้นี้มองการณ์ไกลและเชี่ยวชาญการวางกล
ยุทธ์
ครั้นเริ่มสนทนาก็ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยาม
ระหว่างนั้นเจียงปั๋อโหยวมิได้เอ่ยถึงเรื่องของ
เจียงเสวี่ยหนิงตรงระเบียงทางเดินแม้แต่น้อย
จวบจนสนทนาเสร็จสิ้นและกำลังจะส่งออก
นอกประตู เขาถึงกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “สิ่งที่ยาย
หนูหนิงพบเจอมาค่อนข้างลำบากจริง ๆ แต่เมื่อ
บุพการีต้องเผชิญชะตากลั่นแกล้งเยี่ยงนี้ก็ยากจะ
ทำให้พึงพอใจกันทุกฝั่ายได้เช่นกัน ช่วงสองปีที่
นางเพิ่งกลับมาก็เคยคิดจะเข้มงวดกวดขัน ทว่า
นางไประหกระเหินอยู่ข้างนอกมาลำบากพอดู
ประการแรกจึงเกรงว่านางจะอ่อนไหวจนเสียใจ
และขุ่นข้อง ส่วนประการที่สองก็กลัวนางรู้สึกว่า
พวกเรามิได้รักใคร่เอ็นดู ดังนั้นจึงอยากผ่อนปรน
ทำดีด้วยบ้าง แต่หากดูแลหละหลวมจนนางไม่
รู้จักมารยาทและไม่เข้าใจผู้อื่นแล้วจะเติบโต
ก้าวหน้าได้อย่างไรกัน ไม่นานนักนางก็ออกไป
เที่ยวเล่นกับเยี่ยนซื่อจื่อ อีกทั้งซื่อจื่อยังตามใจ
นางอีก เฮ้อ ไม่เอ่ยถึงแล้วดีกว่า”
เซี่ยเวยมองเขา
เจียงปั๋อโหยวส่ายศีรษะคล้ายต้องการสลัด
ความกลัดกลุ้มนั้นออกไปเสีย ก่อนจะจ้องมอง
เซี่ยเวยพร้อมเอ่ยว่า “ความเปลี่ยนแปลง
นับตั้งแต่ยายหนูหนิงเข้าเมืองหลวง จวีอันคงเห็น
ในสายตา ถือว่าเห็นนางเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
เช่นกัน ข้าเห็นจวีอันยอมสั่งสอนนาง อีกทั้งยาม
นางอยู่ต่อหน้าเจ้าก็ว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก จู่ ๆ
ข้าก็รู้สึกว่าตนเป็นบิดาไม่ได้ความขึ้นมาเลย”
ในฐานะขุนนางราชสำนัก ผู้ใดบ้างเล่าไม่
กล่าวว่าเซี่ยเวยมีจริยธรรมสูงส่งและเที่ยงตรง
เจียงปั๋อโหยวเองก็ไม่ได้คิดเป็นอื่น
การที่เซี่ยเวยปฏิบัติกับเจียงเสวี่ยหนิงดีเป็น
พิเศษ เขาคิดว่าเป็นเพียงความเมตตาที่อาจารย์มี
ต่อศิษย์ “อุปนิสัยใจคอของจวีอันข้าย่อมไว้ใจ
เพียงแต่หากยายหนูหนิงเรียนรู้จากจวีอันได้สัก
กระผีกจนเลิกนิสัยดื้อรั้นไม่รู้ความนี้ไปเสีย ข้าก็
วางใจแล้ว”
ดื้อรั้นไม่รู้ความ?
เซี่ยเวยหวนนึกถึงกิริยาท่าทางของเด็กสาว
ทิ่มแทงคนราวกับหนามแหลม เปราะบางราวกับ
บุปผชาติประดับเหนือยอดผา ทว่าพอเขาได้ฟัง
ถ้อยคำอันอ่อนโยนของเจียงปั๋อโหยวกลับรู้สึกคับ
ข้องใจอยู่บ้าง
เขาจึงรั้งฝีเท้า
รอยยิ้มบนใบหน้าเบาบางเกือบเลือนหาย
อย่างแทบไม่เคยเกิดขึ้น เขากล่าวกับเจียงปั๋อโหย
วอย่างแช่มช้า “นิสัยของหนิงรองแข็งนอกอ่อน
ใน เกรงว่าคงมีชีวิตไม่สู้ดีนักมาตั้งแต่เด็ก นาง
ชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง ขอเพียงผู้อื่นดีด้วยสัก
หน่อยก็มอบให้ทั้งหัวใจ สตรีไม่สมควรถูกเลี้ยงดู
จนกลายเป็นเช่นนี้เลย ประเดี๋ยวจะถูกคนอื่นพา
เสียได้ เป็นเพราะรู้สึกย่ำแย่แท้ ๆ ถึงก่อเรื่อง ตัว
นางหวนคืนเมืองหลวงโดยไม่ได้ผ่านการอบรมสั่ง
สอนมาดิบดีอะไร พวกคำพูดการกระทำมิควร
และเกเรผิดระเบียบของนางไม่เคยทำให้ใต้เท้า
เจียงกับฮูหยินรู้สึกผิดหวังเลยหรือไรเล่า เด็ก
สาวน่ะความคิดละเอียดอ่อน ต่อให้ไม่ได้ยินใคร
พูดจากปาก เพียงมองสายตาก็อดตกใจและ
ผิดหวังไม่ได้อยู่แล้ว นางทั้งมิได้ดื้อรั้นซุกซนและ
มิได้ไม่รู้ความหรอก เพียงแต่พวกท่านไม่เข้าใจ
ส่วนคนแซ่เซี่ยเองก็มองไม่ออกจนพวกเราต่างทำ
ร้ายนาง”
เจียงปั๋อโหยวนิ่งอึ้ง อับจนวาจา
เซี่ยเวยกล่าวจบแล้วคล้ายรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ไม่เอ่ยอะไรมากไปกว่านี้อีก เพียงกล่าวว่า “ขอ
อำลา” จากนั้นจึงเดินช้า ๆ ผ่านระแนงดอกจื่อ
เถิงซึ่งกำลังแตกยอดอ่อนและออกมาจากจวน
รถม้าของเขารออยู่ที่ประตูข้าง
ทว่าเมื่อเดินออกไปเจี้ยนซูกลับไม่ได้อยู่บนที่
นั่งสารถี กลับยืนลำตัวเหยียดตรงอยู่ด้านข้าง
มองมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
เซี่ยเวยขมวดคิ้ว
ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม เงาร่างซึ่งยืนอยู่หลังรถก็
ก้าวออกมาคารวะเซี่ยเวย “ศิษย์คารวะอาจารย์
รออาจารย์มาสักพักแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกระวนกระวายยิ่งนัก ยิ่งรออยู่
ข้างนอกนานเข้า ความกล้าหาญซึ่งผุดขึ้นมาเพียง
เล็กน้อยอย่างกะทันหันก็ใกล้สูญสิ้น เกือบล้มเลิก
ความคิดและหนีกลับห้องอยู่แล้ว
โชคดีเซี่ยเวยออกมาพอดี
นางกัดฟันเดินเข้าไปคารวะ ฝืนเค้นรอยยิ้ม
พริ้มเพรา ทว่าใจเต้นถี่กระชั้นดั่งรัวกลอง
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าตอนนางเอ่ยปากขอร้อง
ให้เขาช่วยจางเจอก่อนกระทำอัตวินิบาตกรรมใน
ชาติก่อนยังไม่ตื่นเต้นขนาดนี้เลย!
เซี่ยเวยคิดไม่ถึงว่านางจะรอตนอยู่ที่นี่ จึง
ปรายตามองเจี้ยนซู
เจี้ยนซูส่ายศีรษะเป็นนัยว่าตนก็ไม่ทราบ
เขาแววตาวาววับ คาดเดาได้อย่างง่ายดายว่า
นางมีธุระเลยมาหา จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่
อ่อนโยนกว่าเดิมหลายส่วน “มีเรื่องอะไรหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงเสียงสั่นเล็กน้อย “ศิษย์ ศิษย์
ใคร่ขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ อาจารย์มอง
โลกอย่างถ่องแท้และหลักแหลม คงทราบกระแส
ร้อนแรงตามท้องถนนเป็นอย่างดี อะ องค์หญิง
ใหญ่ทรงพระเมตตาศิษย์ยิ่งนัก ทว่าถูก
สถานการณ์บีบบังคับจนวงศ์ตระกูลทอดทิ้ง ต้อง
เดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ถึงต๋าต๋า ชนเผ่าปั่าเถื่อนกินเลือดกินเนื้อ พระองค์
ทรงเป็นแค่สตรีอ่อนแอทั้งยังมีสถานะพิเศษ จะ
ทราบได้อย่างไรว่าวันหน้าจะไม่ถูกทำร้ายโดยชน
เผ่าปั่าเถื่อน แม้ศิษย์พอจะมีกำลังอยู่น้อยนิด แต่
ถึงกระนั้นก็เกรงว่ายังไม่อาจช่วยพระองค์ได้ ไม่
ทราบ ไม่ทราบว่าจะขอให้อาจารย์ช่วย ช่วย…”
เซี่ยเวยพลันขยับหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงพูดพลางมองสำรวจสีหน้าเขา
ครั้นเห็นท่าทีเช่นนี้ก็คิดว่าเซี่ยเวยคงไม่ยอมรับ
ปาก จึงชูมือซ้ายให้สัตย์สาบานทันที “มีเพียงครั้ง
นี้เท่านั้นไม่มีครั้งหน้าแล้ว! มิใช่ศิษย์ทวงบุญคุณ
แต่เนื่องจากกำลังของตนไม่เพียงพอจึงต้องขอ
ความช่วยเหลือจากอาจารย์เพื่ออำนวยความ
สะดวกอยู่บ้าง! หลังเสร็จเรื่องแล้วศิษย์กับ
อาจารย์จะไม่ติดค้างซึ่งกันและกัน บุญคุณ
ความแค้นหมดสิ้น ไม่ข้องเกี่ยวกันอีกต่อไปเจ้า
ค่ะ!”
ไม่ติดค้างซึ่งกันและกัน
บุญคุณความแค้นหมดสิ้น
ไม่ข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป!
นางต้องการตัดขาดกับข้าขนาดนี้เชียวหรือ
เซี่ยเวยจับจ้องนาง ใจซึ่งเดิมทีสงบนิ่งพลัน
สับสนอลหม่านดั่งพายุโถมกระหน่ำ ความโกรธที่
ไม่อาจสาธยายได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างที่เกร็งเขม็ง
แม้กระทั่งมือซึ่งไพล่หลังยังกำหมัดแน่น
รอยยิ้มเลือนหายจากริมฝีปากจนไม่
หลงเหลือ
เมฆครึ้มค่อย ๆ คืบคลานมาปรากฏในดวงตา
ชาติก่อนยามเจียงเสวี่ยหนิงทวงบุญคุณบังคับ
ให้เขาตอบแทน ตัวนางอยู่ภายในตำหนัก ได้ยิน
เพียงคำว่า “ได้” อันเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของ
เขาเท่านั้น ไม่เคยรู้เลยว่าเซี่ยเวยซึ่งอยู่นอก
ตำหนักมีสีหน้าเช่นไรกันแน่ แต่คิดว่าคงเรียบเฉย
สงบนิ่งประดุจนักปราชญ์ที่ไม่แปดเปือนโลก
โลกีย์กระมัง
ทว่ายามนี้…
เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับหุบเหวลึกยากจะ
หยั่ง นางรู้สึกว่าหากตนกระตุ้นโทสะอีกฝั่าย อาจ
ถูกบีบคอจนสิ้นชีพในพริบตาเลยก็ได้ จึงถอยหลัง
ก้าวหนึ่งด้วยความหวาดหวั่น
นางเงียบงันเป็นเวลานาน
ไม่กล้าเปล่งวาจา
ในที่สุดเซี่ยเวยก็รั้งสายตากลับมาพร้อมส่งยิ้ม
อย่างเป็นมิตรให้ เสมือนความเกรี้ยวกราดและ
สภาวะอารมณ์เหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่ผู้อื่นคิดไป
เอง เขาเดินผ่านข้างกายนาง เสียงที่เปล่งออกมา
ปราศจากความรู้สึกใดและไม่ได้กล่าวมากกว่า
ชาติที่แล้วแม้แต่คำเดียว “ได้”