คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 168 ความเปลี่ยนแปลงขององค์หญิง
เจี้ยนซูเห็นท่าทีของนางก็อยากพูดอะไร
บางอย่าง ทว่าสุดท้ายกลับไม่ได้เปล่งวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งก้าวออกจากจวนตระกูล
เซี่ย เขาก็ไปถึงร้านโยวหวงแล้ว
เซี่ยเวยกำลังเดินหมากล้อมกับหลี่ว์เสี่ยน
เขามีท่าทีเรียบเฉยและสงบเยือกเย็น ทว่าห
ลี่ว์เสี่ยนฝังตรงข้ามกลับมีสีหน้าหมดอาลัยตาย
อยาก ใคร่อยากเอื้อมมือไปถลกหนังศีรษะตัวเอง
เมื่อเห็นเจี้ยนซูเดินเข้ามาก็โล่งอกประหนึ่งเห็น
ผู้ช่วยชีวิตก็ไม่ปาน
ช่วงนี้ไม่รู้ว่าเซี่ยจวีอันเป็นบ้าอะไร มาเดิน
หมากล้อมกับข้าทุกวี่วัน!
ศีรษะแทบจะล้านเลี่ยนแล้ว!
เซี่ยเวยมองกระดานหมากล้อมตรงหน้า ถาม
ตรงประเด็นทันที “นางว่าอย่างไร”
เจี้ยนซูลอบปาดเหงื่อเย็น “คุณหนูรองหนิง
ตัดสินใจจะลองเสี่ยงดูสักตั้งขอรับ ดูท่าทางจะ
ช่วยคนให้จงได้ มิหนำซ้ำยังดูเหมือนมีความแค้น
กับคนในวังผู้นั้นอยู่หน่อย ๆ ไม่ยอมถอยไม่ว่า
แต่ยังคิดฉวยโอกาสขุดหลุมดักรออีกฝั่ายด้วย
ขอรับ”
เซี่ยเวยวางหมาก ในที่สุดก็ยกหน้าเงยขึ้น
หลี่ว์เสี่ยนลอบมองสำรวจสองนายบ่าว ฉวย
โอกาสขณะที่เซี่ยเวยผินหน้า ค่อย ๆ ใช้นิ้วมือคืบ
คลานไปบนกระดานหมาก รีบเก็บตัวหมากสีดำ
บริเวณหัวมุมขวาสองเม็ดมาซ่อนใต้โต๊ะ
เซี่ยเวย “ตัดสินใจได้สมเป็นนาง”
เจี้ยนซูย่อมเห็นการกระทำของหลี่ว์เสี่ยน เขา
กวาดสายตามองคราหนึ่ง ตอบเซี่ยเวยว่า
“เช่นนั้นให้ทำตามแผนการเดิม เพียงแต่ดำเนิน
กลยุทธ์ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อล่วงหน้าหรือ
ขอรับ”
เซี่ยเวยตอบ “ครั้งนี้เดิมทีถือเป็นโอกาสดีอัน
หาได้ยากอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้มีหนิงรองใช้เงิน
ก้อนโตโหมกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการ
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีในหมู่ชาวบ้าน
ร้านตลาด ส่วนพวกเราก็ลอบผสมโรงอยู่
เบื้องหลัง ถึงเซียวซูจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระ
สนม ทำให้ไม่อาจดำเนินแผนการส่งนางไป
อภิเษกสมรสแทนเสิ่นจื่ออีได้ ทว่าก็สร้างข้อกังขา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ในหมู่ราษฎร มิหนำซ้ำฝั่ายเจ้า
นิกายก็ยังคอยจับจ้องไม่ลดละ แม้ยามนี้เขาจะไม่
อาจสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องในเมืองหลวง แต่หาก
เรื่องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ล้มเหลว เขาไม่มีทาง
นิ่งดูดายแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอเพียงเพิ่มสะเก็ดไฟ
กระตุ้นโทสะของราษฎรสักหน่อยก็จะสร้าง
สถานการณ์ยากลำบากทั้งภายในและภายนอก
ให้แก่ราชสำนักได้ ถึงตอนนั้นต่อให้เสิ่นหลางไม่
ต้องการเรียกตัวคนตระกูลเยี่ยนกลับมาก็คงต้อง
ยอมจำนน หากพลาดโอกาสให้พวกตระกูลเยี่ย
นกลับมาครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกครั้งเมื่อใด”
หลี่ว์เสี่ยนหยิบหมากสีขาวของตนขึ้นมา เลิก
คิ้วเอ่ยว่า “หมายความว่าเจ้าเองก็ไม่อยากรามือ
สินะ ช่างไม่ยอมเสียโอกาสแม้แต่น้อยเลยจริง ๆ”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตามอง
ฝั่ายนั้นปราศจากอาการร้อนตัว วางหมากสี
ขาวลงบนกระดานด้วยท่าทีเกียจคร้าน พูดต่อไป
ว่า “คุณหนูรองหนิงของเจ้าบุกตะลุยอยู่แนวหน้า
ส่วนเบื้องหลังยังมีคนใจดำอำมหิตเช่นเจ้าคอย
วางแผนลึกซึ้งไปอีกขั้น จิ๊ หลังจากคดีหยกหรูอี้
สายภายในวังหลวงของเจ้าก็ถูกกำจัดไปกว่าครึ่ง
คุณหนูรองหนิงผู้นั้นเก่งมาก มีความสามารถกว่า
เจ้าอีก ซื้อใจได้แม้กระทั่งขันทีซึ่งทำงานรับใช้
ใกล้ชิดฮ่องเต้ ข้าว่านะ อย่ายุ่งยากขนาดนั้นเลย
ดีกว่า ข้ามหัวเจียงเสวี่ยหนิงแล้วลอบติดต่อเจิ้ง
เปั่าอะไรนั่นเองและสั่งให้เขาวางยาพิษฮ่องเต้ไป
เลย แค่นี้ก็จบเรื่องแล้วจริงไหม”
วางยาพิษในวังหลวงไหนเลยจะง่ายดายปาน
นั้น
ขอเพียงเป็นสิ่งที่ต้องนำเข้าปากฮ่องเต้ล้วน
ต้องใช้ภาชนะเงิน ตามด้วยผ่านปากของขันที
ก่อนรอบหนึ่ง เรื่องวางยาพิษหากวางแผนไม่ดี
เกรงว่ายังไม่ทันวางยาพิษฮ่องเต้จนสิ้นพระชนม์
ตัวเองก็ต้องตายเพราะยาพิษก่อนแล้ว
หลี่ว์เสี่ยนแค่ล้อเล่นไปอย่างนั้นเอง
เพียงแต่คดีหยกหรูอี้ เจ้าผีตายโหงกงอี๋เฉิง
แอบดำเนินการหลังมาถึงเมืองหลวงจริง ๆ ไม่ทัน
ได้รับอนุญาตจากเซี่ยเวยก็ลอบใช้สายภายในวัง
หลวงทำเรื่องดังกล่าว สุดท้ายก็ดึงดูดความสนใจ
เซียวไทเฮากับฮ่องเต้จนเกิดการกวาดล้างครั้ง
ใหญ่ในวังหลวง ถึงขั้นทำให้เขาเหลือคนใช้งานได้
ไม่กี่คน
หลี่ว์เสี่ยนกำลังใช้เรื่องนี้แดกดันเขา
เซี่ยเวยกลับไม่แยแส กล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“หากเจิ้งเปั่าขาดคุณธรรมและซื้อตัวได้ง่าย ๆ
หนิงรองคงไม่อาจดึงตัวมาเป็นพวกได้ง่ายดาย
เช่นนั้น และเจ้าตัวยิ่งไม่มีวันรับปากลอบอำนวย
ความสะดวกครั้งใหญ่ภายในวังหลวงแก่หนิงรอง
เป็นแน่”
หลี่ว์เสี่ยนพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลเป็นพรวน
ครั้นเห็นว่าความสนใจของเขาไม่ได้อยู่ที่กระดาน
หมากก็ลอบโล่งอก เมื่อวางหมากจึงเริ่มเร่งเร้า
“รีบเข้าสิ ถึงตาเจ้าเดินหมากแล้วนะ ข้าไม่เชื่อ
หรอกว่าวันนี้จะชนะเจ้าไม่ได้”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตากลับมามองกระดาน
หมาก ก่อนจะวางลงไปตัวหนึ่ง
หมอนี่ไม่รู้แฮะ!
หลี่ว์เสี่ยนลอบยินดีจนหางตั้ง พูดด้วยท่าทีเส
แสร้ง “ดูเจ้าสิ เห็นร้านข้าเหมือนเป็นบ้านตัวเอง
ไม่จ่ายค่าน้ำชาน่ะช่างเถอะ แต่ยามผู้อื่นหมายให้
ข้าอยู่เป็นเพื่อนต้องจ่ายเงินราคาไม่เบาเชียวนา
คนเขาเป็นเด็กสาวงามหยาดเยิ้มเดินทางไปหา
เจ้าที่จวนทุกวัน เจ้ากลับหลบลี้หนีหน้าราวกับ
นางเป็นแมงปั่องเป็นอสรพิษ ไม่รู้จักอารมณ์รัก
ใคร่ของหนุ่มสาวเอาเสียเลย เซี่ยจวีอันเอ๋ยเซี่ยจวี
อัน เจ้าคงไม่ได้ทะเลาะกับนางจนประชดประชัน
หรอกนะ”
เจี้ยนซูทางด้านข้างหนังตากระตุกอย่าง
รุนแรง
เซี่ยเวยค่อย ๆ เคลื่อนสายตาขึ้น สีหน้านิ่ง
เฉยไม่แสดงอารมณ์ “หลี่ว์จ้าวอิ่น หากครั้งหน้า
เจ้ายังซ่อนตัวหมากอีกละก็ จงกินหมากพวกนั้น
ลงไปเสีย”
หลี่ว์เสี่ยนร่างแข็งทื่อในบัดดล “…”
ท่านย่ามัน เจ้ามีดวงตางอกอยู่ตรงท้ายทอย
เรอะ?!
*****
เช้าตรู่วันต่อมา ณ ตำหนักหมิงเฟิง
เหล่านางกำนัลสงบนิ่งเงียบขรึม แต่ละคน
ต่างถือฉลองพระองค์ เครื่องประดับ และเครื่อง
ประทินโฉม
หัวหน้ากองซูหยิบหมึกเขียนคิ้วออกจาก
กล่องและวาดคิ้วให้เสิ่นจื่ออีด้วยตนเอง
เพิ่งวาดได้ครึ่งเดียว น้ำตาก็ไหลรินโดยไม่อาจ
หยุดยั้ง
กลับเป็นเสิ่นจื่ออีเสียอีกที่แสดงท่าทีราวกับ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังเช็ดน้ำตาให้หัวหน้ากองซู
พร้อมกล่าวเจือรอยยิ้ม “หัวหน้ากองซูเห็นจื่ออี
เติบโตมาตั้งแต่เด็ก บัดนี้จื่ออีกำลังจะออกเรือน
แล้ว สมควรยินดีกับจื่ออีถึงจะถูก ไฉนยังร้องไห้
อีกเล่า”
นางไม่เอ่ยปากยังพอทำเนา ครั้นเอ่ยขึ้นมาก็
ทำเอาหัวหน้ากองซูไม่อาจถือหมึกเขียนคิ้วได้
มั่นคงอีกต่อไป
นางรับหมึกเขียนคิ้วมาจากมือหัวหน้ากองซู
ประชิดเข้าหาคันฉ่องดอกกระจับและบรรจงวาด
ให้ตนเองทีละเส้น “สตรีวัยยี่สิบ สุดท้ายแล้วก็
ต้องออกเรือนอยู่ดี เพียงแต่บางคนออกเรือนใกล้
บางคนออกเรือนไกล ไม่ว่าอย่างไรหัวหน้ากองซู
ก็ไม่อาจอยู่กับจื่ออีไปตลอดชีวิต แผ่นดิน
ภายนอกต้องออกไปดูด้วยตาตนเอง มรสุม
ภายนอกต้องแบกรับไว้ด้วยตนเอง เมื่อถึง
ช่วงเวลาสำคัญ หากร้องไห้จะรังแต่ทำให้ผู้อื่นดู
แคลน ไยไม่ยิ้มแย้มแสดงความกล้าสักหน่อย
เล่า”
คิ้วสองข้างบรรจงวาดเป็นเส้นบางและเรียว
ยาวประดุจใบหลิวโค้งงอ ทว่ารอยแผลเป็นจาง ๆ
ใต้หางตายังคงเด่นชัดอยู่บ้าง
เสิ่นจื่ออีวางหมึกเขียนคิ้ว ก่อนจะหยิบพู่กัน
ขนาดเล็กจากกล่องมาแต้มผงสีดอกอิงเถา
เล็กน้อย ก่อนจะวาดเป็นรูปกลีบดอกอิงเถาปลิด
ปลิวตามรอยแผลเดิมอย่างแช่มช้า
ครั้นพิศดูหลังวางพู่กันก็อดหัวเราะไม่ได้
นางนึกถึงเจียงเสวี่ยหนิง “ต้องให้หนิงหนิง
วาดจึงจะงดงามสมบูรณ์เหมือนของจริง เพียงแต่
ข้าไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี เดิน
ทางไกลออกจากด่านเยี่ยนเหมิน เมื่อถึงต๋าต๋าก็
ไม่มีผู้ใดวาดให้อีก ลองวาดเองหลาย ๆ รอบเพื่อ
ฝึกมือให้เชี่ยวชาญก็ดีนะ”
หัวหน้ากองซูปาดน้ำตา “วันนี้พอองค์หญิง
ทรงเข้าเฝั้าเพื่อทูลลาฝั่าบาทและไทเฮาแล้ว อดีต
พระสหายร่วมศึกษาก็จะเข้าวังมาถวายคำอำลา
ถึงตอนนั้นค่อยเชิญคุณหนูรองเจียงวาดถวาย
พระองค์นะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีหัวเราะ
“หากนางมาเกรงว่าคงร้องไห้ขี้มูกโปั่งจนไม่
อาจถือพู่กันได้มั่นคงแน่ ไหนเลยจะวาดให้ข้าได้
อีก”
รอยแผลเป็นนี้เกิดจากคมอาวุธกรีดใบหน้า
ขณะผิงหนานอ๋องและนิกายสวรรค์ก่อกบฏตั้งแต่
นางยังแบเบาะ โชคดีที่แม่นมคุ้มกันนางไว้ใต้ร่าง
ก่อนจะสิ้นชีวิตถึงรอดพ้นอุบัติภัย สำหรับบรรดา
ผู้เคยประสบเหตุการณ์ภายในวังหลวง รอย
แผลเป็นนี้คอยย้ำเตือนพวกเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ถึงความอัปยศและเคราะห์กรรมที่ราชวงศ์เคย
ได้รับ
ยามยังเยาว์นางไม่กล้าส่องคันฉ่อง
เมื่อเจริญวัยขึ้นเรื่อย ๆ คนรอบกายต่างบอก
ว่านางคือองค์หญิงผู้สูงส่ง ไม่ว่าจะมีรูปโฉมเช่นไร
หากนางต้องการสิ่งใดย่อมได้รับสิ่งนั้น เนื่องจาก
มีสายพระโลหิตขัตติยวงศ์อยู่ในกาย ไม่มีวัน
แปรเปลี่ยนเพราะรอยแผลเป็นนี้เด็ดขาด
นานวันเข้านางจึงเชื่อ
เนื่องจากคนเหล่านี้พูดไม่ผิด แทบไม่มีสิ่งใด
ในแผ่นดินที่นางไม่ได้มา ครั้นอยู่ในวังจนเบื่อ
หน่ายก็เรียกตัวบุตรหลานชนชั้นสูงและเชื้อพระ
วงศ์เข้าวังมาเล่นสนุก ทุกคนต่างสรรเสริญเยินยอ
นางนั่งอยู่บนพระเพลาของพระราชบิดาและเล่น
ฎีกาบนโต๊ะทรงงาน จะแอบอยู่ด้านหลังพระ
เชษฐาและดึงพระเกศาของพระองค์ก็ยังได้ หรือ
หากไปเที่ยวเล่นที่จวนหย่งอี้โหวแล้วก่อเรื่องก็
มีเยี่ยนหลินช่วยออกหน้ารับผิดให้แทน…
ทว่าตอนนี้นางไม่อยากไปอภิเษกสมรส
ผู้ที่เคยรักใคร่ตามใจและเอาใจใส่นางพลัน
แปรผัน พวกเขาทั้งแล้งน้ำใจ โหดร้าย รวมถึง
สร้างความลำบากใจและความคับแค้น เรียกได้
ว่าตัวนางเองยังเหมือนไม่รู้จักพวกนั้นเลย ทั้งยัง
ไม่กล้ายอมรับว่ารู้จักด้วย
ยามนี้นางจึงเข้าใจแล้วว่าแม้มีสถานะสูงส่ง
เป็นถึงองค์หญิง แต่บางครั้งโชคชะตาก็ไม่อยู่ใน
การควบคุม มิหนำซ้ำเนื่องจากตนเป็นองค์หญิง
นั้นแล โชคชะตาจึงยิ่งยากจะคาดเดาและ
ต้านทาน เฉกเช่นรอยแผลเป็นที่ไม่อาจลบเลือน
ได้ตลอดกาลนี้
ยี่สิบปีก่อนสิ่งที่เล็งใส่นางคือคมอาวุธของโจร
กบฏ
ยี่สิบปีต่อมาสิ่งที่ทำร้ายนางคือการทอดทิ้ง
ของผู้ร่วมสายโลหิต
ตำหนักหมิงเฟิงประดับประดาสีสันสดใส
นางจ้องมองใบหน้าซึ่งเผยความสงบเยือกเย็น
ผิดสามัญในคันฉ่อง รู้สึกว่าตลอดหลายวันที่ผ่าน
มาตนซูบผอมลงเล็กน้อย คล้ายต่างจากในกาล
ก่อนอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้อาลัยอาวรณ์นัก
มีเสียงเร่งจากภายนอกขณะนางหลุบตา
พร้อมลุกพอดี
เป็นกระแสเสียงที่ไพเราะเสนาะหูทว่าเย็นชา
“องค์หญิงใหญ่ เสียเวลาไปหนึ่งเค่อ ฝั่าบาทกับ
ไทเฮาคงทรงรอนานแล้ว”
เสิ่นจื่ออีเดินออกไป
ครั้นทอดสายตามองนอกประตูตำหนักไกลๆ
ก็เห็นองครักษ์สองนายยืนเฝั้าระวังอย่างเข้มงวด
เมื่อเทียบกับตำหนักหมิงเฟิงก่อนหน้านี้ก็มิรู้ว่า
คุ้มกันแน่นหนากว่าตั้งเท่าใด นางกำนัลและขันที
ต่างยืนก้มหน้าใต้กำแพงวังสีชาด เซียวซูซึ่งเพิ่ง
ได้รับการแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยได้เดือนกว่ายืนอยู่
หน้าสุด
ในอดีตเคยเป็นสหายร่วมศึกษาหาความรู้
เป็นลูกพี่ลูกน้องที่แสนดี ทว่ายามนี้กลับ
กลายเป็นพี่สะใภ้
เสิ่นจื่ออีกวาดสายตามองรอบด้าน “มีคนเฝั้า
แน่นหนาจริงนะ หรือเสียนเฟยยังกังวลว่าข้าจะ
หลบหนีอีก”
เซียวซูประทินโฉมจนเพริศพริ้งกล่าวคล้ายยิ้ม
คล้ายไม่ยิ้ม “องค์หญิงอาจไม่ทรงหลบหนี แต่
รับรองได้หรือว่าผู้อื่นจะไม่คิดช่วยเหลือ”
“พรืด”
เสิ่นจื่ออีพลันหลุดหัวเราะ เคลื่อนสายตา
กลับมามองร่างเซียวซู
“ที่จริงเสด็จแม่ทรงชื่นชมเจ้ามาตั้งแต่เด็ก
ตรัสอยู่เสมอว่าให้ข้าสนิทสนมกับเจ้าให้มาก เดิม
ทีเจ้ากับข้าก็ถือเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ย่อมสนิทชิด
เชื้ออยู่แล้ว แต่บัดนี้เจ้าเปลี่ยนสถานะกลายเป็น
พี่สะใภ้ของข้า เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เสด็จแม่กริ้วจนประชวรเพราะเจ้า เจ้านี่ก็ช่าง
กตัญูเสียจริง ประพฤติตนได้ไม่ผิดต่อการอบรม
สั่งสอนของนางเลยเชียว ช่วงนี้เปินกงมักมีคำพูด
หนึ่งเก็บงำในใจอยากกล่าวกับเจ้าเหลือเกิน เจ้ารู้
หรือไม่…”
เซียวซูยืนมองนางอยู่หน้าขั้นบันได
เสิ่นจื่ออีเดินลงไปก้าวหนึ่ง ยืนบนตำแหน่งสูง
กว่าหนึ่งขั้น พลันเงื้อมือตบหน้านางโดยไม่บอก
ไม่กล่าว!
เพียะ!
เซียวซูคาดไม่ถึง ปินทองซึ่งเสียบเรือนผม
หล่นกระแทกพื้น รูม่านตาหดรั้ง
ความเกรี้ยวกราดอันดำมืดปรากฏเล็กน้อย
ภายในดวงตา
แต่นางไม่ได้บันดาลโทสะ จ้องตอบเสิ่นจื่ออี
ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
เสิ่นจื่ออีกล่าวอย่างเรียบเฉย
“เจ้าทำตัวต่ำช้าเสียจริง”