คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 169 องค์หญิงแห่งแว่นแคว้น (1)
ยามนี้เวลานี้พวกนางสองคนมิได้อยู่กันตาม
ลำพัง ทว่าอยู่หน้าประตูตำหนักหมิงเฟิง
ท่ามกลางสายตาธารกำนัล การตบเสียงดังสนั่น
ของเสิ่นจื่ออีถือว่าไม่ต้องการไว้หน้าเซียวซูแม้แต่
น้อย
นางสมควรได้รับความอับอาย
แม้แต่เซียวซูยังนึกว่าตนจะอับอาย อย่างไรก็
ตามจิตใจกลับสงบเยือกเย็นโดยมีเพียงคำว่า ‘ก็
สมควรแล้ว’ เท่านั้น นางยกมือลูบใบหน้าเบา ๆ
เอ่ยด้วยระดับเสียงแผ่วเบาราวกับไอหมอก
“หากเลือกไม่ต่ำช้าได้ ใครบ้างจะไม่อยากใช้ชีวิต
อย่างมีเกียรติ หม่อมฉันเองก็มีคำพูดประโยค
หนึ่งอยากทูลองค์หญิงเช่นกัน”
เสิ่นจื่ออีแทบมองนางด้วยสายตาสมเพช
เซียวซูกลับไม่รู้สึกว่าตนมีสิ่งใดให้อับอาย
นางลดมือลงมองฝั่ามือตัวเอง ความเกรี้ยวกราด
ภายในดวงตาอันตรธานสิ้น นางเอ่ยว่า “หม่อม
ฉันคิดมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าองค์หญิงดื้อรั้นอวดดี
เช่นนี้ หากหม่อมฉันเป็นพระองค์ก็ย่อมประพฤติ
เช่นเดียวกัน พระองค์ประทับอยู่เบื้องสูง ไม่ทรง
ทราบความทุกข์ยากของมนุษย์ ย่อมไม่ทรงรู้จัก
ความลำบากของผู้เป็นข้าราชบริพารและข้าทาส
บริวาร”
เสิ่นจื่ออีไม่ปริปาก
เซียวซูยิ้มหวานให้นาง “เชิญเสด็จเถอะเพคะ
องค์หญิง”
ฮ่องเต้เสิ่นหลางและเซียวไทเฮาทรงรออยู่พัก
ใหญ่แล้วจริง ๆ
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยก็ทรงอยู่ด้วย
อาจเพราะผลการเลือกพระชายาเมื่อเดือน
ก่อนไม่สมพระทัยนัก แม้งานอภิเษกสมรสจะจัด
เดือนหน้า แต่สีพระพักตร์กลับหมดอาลัยตาย
อยาก เหมือนไม่ทรงพระเกษมสำราญเท่าไร
นางกำนัลกราบทูลจากภายนอกก่อน จากนั้น
เสิ่นจื่ออีจึงเดินเข้าไปภายในตำหนัก ทว่าร่าเริง
ถือดีผิดจากที่ผ่านมา ถวายบังคมและถวายพระ
พรตามธรรมเนียมปฏิบัติของวังหลวงอย่าง
ถูกต้องตามระเบียบแบบแผน
เซียวซูตามหลังมา
แม้รอยฝั่ามือสีแดงจาง ๆ บนใบหน้าจะมิได้
กระแทกสายตาแต่ก็เห็นชัด
ฮ่องเต้ผู้มีสีพระพักตร์อ่อนเพลียนั่ง
ทอดพระเนตรจากเบื้องสูงผาดเดียวก็กระจ่าง
แจ้ง เลิกพระขนงและปรายพระเนตรมองเสิ่นจื่อ
อีพร้อมแย้ม พระสรวลตรงมุมพระโอษฐ์ แต่กลับ
มิได้ตรัสถามสักคำ มีพระราชปฏิสันถาร
กับเสิ่นจื่ออีตามปกติประหนึ่งไม่ทอดพระเนตร
เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น
เซียวไทเฮาตรัสแสดงความห่วงใยบ้างเป็น
ครั้งคราว
แต่ไม่ทอดพระเนตรใบหน้าเซียวซูสักแวบ
ราชสำนักฝั่ายหน้าเกิดคลื่นลมมรสุม ตระกูล
เซียวตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะการรื้อคดีเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ก้าน
โจว หลักฐานทุกอย่างแพร่สะพัดสู่โลกภายนอก
ทำให้เซียวไทเฮาทรงสงสัยว่าคืนนั้นหลังจาก
เซียวซูออกจากตำหนักฉือหนิงของตน นางไป
แลกเปลี่ยนสิ่งใดกับฮ่องเต้กันแน่
ราชวงศ์อันยิ่งใหญ่ ผู้คนนั่งรวมตัวในตำหนัก
กันแน่นขนัด ต่างกล่าวคำอวยพรและแสดงความ
ห่วงใย ทว่ามีแต่ถ้อยคำที่ดูดีแค่เปลือกนอกและ
ไม่ได้สลักสำคัญอะไรอย่างเห็นได้ชัด
เกรงว่าคงมีเพียงเสิ่นเจี้ยที่ทรงแสดงน้ำใจ
ไมตรีอยู่บ้าง
พระองค์ขมวดพระขนงอยู่ตลอดนับตั้งแต่
ทอดพระเนตรเห็นเสิ่นจื่ออีเสด็จเข้ามา บัดเดี๋ยว
ก็ทรงกังวลเรื่องพายุทรายตามเส้นทาง บัดเดี๋ยวก็
ทรงกำชับเรื่องอาหารการกินระหว่างทาง มี
หลายครั้งที่อ้าพระโอษฐ์คล้ายอยากตรัสอะไร แต่
เมื่อเห็นสีพระพักตร์ของพระเชษฐาและพระ
มารดาซึ่งประทับอยู่เบื้องบน สุดท้ายก็ฝืนทน
และล้มเลิก
พระองค์มิใช่โอรสสายตรงพระองค์โตของ
ราชวงศ์ ได้รับการปกปั้องจากพระราชบิดา พระ
เชษฐา และพระมารดามาตั้งแต่ยังเยาว์ อีกทั้ง
มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงตำแหน่งรัช
ทายาทในอดีต ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องทรงแบกรับ
ความคาดหวังของทุกคน และไม่ทรงต้องเผชิญ
การแก่งแย่งชิงดีสารพัดทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ทำให้มีคุณสมบัติจะมากน้ำพระทัยไมตรี
ทว่าความมากน้ำพระทัยนี้ก็ถูกจำกัดด้วย
ความอ่อนแอและขี้ขลาดของพระองค์เอง
ที่ผ่านมาเสิ่นจื่ออีคิดเพียงว่าเสด็จพี่ผู้นี้ทรงให้
ความใกล้ชิดสนิทสนมและมีแต่ความสำราญบาน
ใจ แม้วันนี้นางจะเป็นผู้ประสบเหตุ แต่กลับมอง
เหตุการณ์ด้วยความสงบเยือกเย็นจนเห็นบางสิ่ง
ที่ไม่เคยสังเกต และเห็นรายละเอียดปลีกย่อย
บางประการที่ไม่เคยพบได้ชัดเจน
เมื่อจบการสนทนาก็จุดธูปสักการะเทพเทวา
อ่านพระราชโองการและพระราชทานตราตั้ง
ประจำราชวงศ์ต้าเฉียนแก่เสิ่นจื่ออี เพื่อให้เมื่อ
เดินทางไปถึงซยงหนูแล้วจะได้ใช้สถานะองค์
หญิงคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสองแคว้น
กว่าจะดำเนินพระราชพิธีเสร็จสิ้นก็พ้นยาม
เที่ยง
ชนชั้นสูงและตระกูลใหญ่ภายในเมืองหลวงมี
ผู้ที่คบหาสนิทสนมกับเสิ่นจื่ออี ดังเช่นพระสหาย
ร่วมศึกษาแห่งเรือนหยางจื่อ หรือไม่ก็พระสหาย
จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์เช่นผิงหนานอ๋อง ทุกคนต่าง
เข้าวังหลวงมาเยี่ยมเยียนและร่วมเดินชมอุทยาน
หลวงกับนาง
แม้เซียวซูจะเคยเป็นพระสหายร่วมศึกษาที่
เรือนหยางจื่อ แต่ก็มิได้ตามไป เพียงทอดสายตา
มองอยู่ไกล ๆ ข้างภูเขาจำลองพร้อมสั่งนางกำนัล
ด้านข้าง “ถอนองครักษ์ที่เพิ่มการอารักขาที่
ตำหนักหมิงเฟิงให้หมด ให้ไปประจำที่ประตูวัง
ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและ
ตะวันออกเฉียงเหนือแทน ห้ามผู้ใดเคลื่อนไหว
โดยพลการ จากนั้นส่งคนไปเฝั้าจับตาดูอย่างถ้วน
ถี่ หากคุณหนูรองจวนรองเสนาบดีเจียงมาถึงแล้ว
จงรายงานข้าก่อนเป็นอันดับแรก”
นางกำนัลงงงันเล็กน้อย
เซียวซูกลับหลุบตาเก็บงำประกายคมปลาบ
เดินย้อนกลับตำหนักของตนโดยไม่ปรายตามอง
ผู้คนในอุทยานหลวงแม้แต่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงมาถึงล่าช้า
ระหว่างทางต้องเดินผ่านประตูวังหลายแห่ง
นอกจากประดับประดาด้วยผ้าและโคมไฟ
สวยงามแล้วกลับมิได้ต่างจากการเข้าวังทุก ๆ
ครั้ง ชาติก่อนขณะเสิ่นจื่ออีรับพระราชโองการให้
เดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี นาง
ได้รับคัดเลือกให้เป็นพระชายาหลินจืออ๋องและ
กำลังรอให้พิธีวิวาห์เสร็จสิ้นอยู่ภายในจวน
มิหนำซ้ำเสิ่นจื่ออียังเคืองแค้นและมิได้มาสนิท
สนมด้วย นางย่อมอยากให้เด็กสาวขวางหูขวาง
ตาผู้นี้จากไปไกลได้เท่าใดยิ่งดี ไหนเลยจะเข้าวัง
หลวงมาส่งเสิ่นจื่ออีออกเดินทาง จึงไม่อาจ
เปรียบเทียบได้ว่าทั้งสองชาติต่างกันหรือเปล่า
ทว่าในวังยังมีเจิ้งเปั่า
เพิ่งเดินผ่านประตูวังได้สองบานและยังไม่ทัน
เดินเข้าอุทยานหลวงก็เห็นเจิ้งเปั่าเดินมาจากทาง
ตำหนักเฉียนชิง เขาพูดอย่างรวดเร็วขณะเดิน
เฉียดผ่าน “เสียนเฟยเคลื่อนย้ายองครักษ์
วางแผนให้คนติดกับ ตัวปลอมลอบเข้าตำหนักห
มิงเฟิงแล้ว ยามโหย่วสามเค่อราชรถหงส์ขององค์
หญิงจะเคลื่อนออกจากวัง คุณหนูต้องดำเนินการ
ให้เสร็จสิ้นก่อนยามโหย่วสองเค่อ ให้องค์หญิง
ทรงแต่งกายเป็นนางกำนัลและเดินออกจาก
ประตูซุ่นเจิน และขอให้คุณหนูรีบออกจากวัง
หลวงโดยเร็วที่สุด”
กลางยามโหย่วสามเค่อเป็นฤกษ์มงคลที่
สำนักโหรหลวงคำนวณมา
กลางวันกลางคืนในวสันตฤดูยาวใกล้เคียงกัน
กลางยามโหย่วสามเค่อคือเวลาที่ดวงตะวันเลือน
หายดวงจันทราแรกขึ้น เปลี่ยนจากหยางเป็นห
ยิน
แต่เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าคงทำเหมือนตอน
เนรเทศจวนหย่งอี้โหวกลางดึกนั่นละ ราษฎร
กำลังวิจารณ์เรื่องการอภิเษกสมรส ราชสำนัก
เกรงว่าหากเป็นช่วงกลางวันอาจเกิดเหตุวุ่นวาย
จนจัดการยากเกินไป ด้วยเหตุนี้จึงสร้างเหตุผล
อันยิ่งใหญ่ขึ้นมาเปลี่ยนเวลาเป็นช่วงค่ำ
ครั้นนางได้ฟังก็เพียงผงกศีรษะ มิได้กล่าว
อะไร เดินเข้าไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เหล่านางกำนัลนำทางไปยังอุทยานหลวง
เสิ่นจื่ออีเห็นนางแล้วก็ตัดพ้อว่ามาสาย
เหลือเกินประหนึ่งไม่ได้เป็นอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงเบ้าตาแดง ตอบไปว่า
“เช่นนั้นทรงลงโทษให้หม่อมฉันอยู่เป็นเพื่อนองค์
หญิงมากสักหน่อยเถอะเพคะ”
ยามศึกษาเล่าเรียนที่ตำหนักเฟิงเฉิน ทุกคนรู้
ดีว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางทรงรักใคร่และ
เข้าข้างเจียงเสวี่ยหนิงมากเพียงใด เมื่อที่พึ่งอัน
ยิ่งใหญ่กำลังจะจากไป เจียงเสวี่ยหนิงย่อมมิอาจ
หักใจได้ ดังนั้นการเสแสร้งเช่นนี้จึงปราศจากข้อ
สงสัย และการอยู่ต่อเพื่อจะได้สนทนากันนานขึ้น
ก็สมควรแล้ว นอกจากนี้พวกตนมาถึงเร็วเอง ทั้ง
สองอาจมีเรื่องส่วนตัวจะสนทนากัน ครั้นดวง
ตะวันคล้อยไปทางทิศประจิมทุกคนจึงกล่าว
อำลา บอกว่าจะไปรอส่งองค์หญิงนอกประตู
เมือง
ตอนทุกคนยังอยู่ เจียงเสวี่ยหนิงเกร็งใบหน้า
มิให้น้ำตาหลั่งริน
เมื่อทุกคนจากไป นางจึงจับมือเสิ่นจื่ออี
พร้อมเรียกด้วยความเศร้าระทม “องค์หญิง”
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ บุปผาที่กำลังบาน
สะพรั่งในอุทยานหลวงเหลือไม่เท่าไรแล้ว
ร่มเงาหนาทึบทอดตัวทุกหนแห่ง แสงอาทิตย์
ที่กำลังลับขอบฟั้าทาบทอ
เหล่านางกำนัลยืนอยู่ห่าง ๆ เหล่าพระสหาย
ซึ่งเมื่อครู่สนทนายิ้มแย้มแจ่มใสแยกย้ายกัน
หมดแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบวังเวงปกคลุม
ทั่วอุทยานหลวง
เสิ่นจื่ออีสวมชุดงามวิจิตร แต่ถึงกระนั้น
เครื่องประดับหนักอึ้งก็มีค่อนข้างมากและ
สลับซับซ้อน กดทับศีรษะและบ่า สั่นไหวแกว่ง
ไกวไปมา
นางยิ้มมองเจียงเสวี่ยหนิง “ก่อนหน้านี้
หัวหน้ากองซูบอกจะตามเจ้ามาแต่งหน้าให้ข้า ข้า
บอกว่าหากหนิงหนิงเห็นข้าต้องร้องไห้ขี้มูกโปั่ง
แน่ เมื่อครู่เห็นเจ้าไม่ได้ร้องไห้ ข้ายังนึกว่าตัวเอง
เดาผิดเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่เอาไหนเลย”
ตะวันลับฟั้า บัดนี้ถึงกลางยามโหย่ว
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะยังมีใจรับคำ
กระเซ้าเย้าแหย่ เพียงจูงมือนางให้ลุกออกจาก
ศาลาหลบร้อนโดยยังไม่ทันเช็ดน้ำตา “องค์หญิง
เหลือเวลาไม่มากแล้ว รีบเสด็จกลับตำหนักหมิง
เฟิงพร้อมหม่อมฉันก่อนเถอะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีนิ่งอึ้ง “ทำไมหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองรอบ ๆ เห็นเพียงขันทีน้อย
ผู้หนึ่งกำลังยื่นศีรษะมองมาทางนี้อยู่ไกล ๆ
เท่านั้น เดาว่าคงเป็นขันทีที่วังหลวงส่งมาเฝั้าจับ
ตาดู นางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันในใจ กล่าว
ด้วยความเด็ดเดี่ยวว่า
“เตรียมการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว เสด็จกลับ
ตำหนักหมิงเฟิงพร้อมหม่อมฉันเถิด เมื่อเปลี่ยน
สถานะเปลี่ยนฉลองพระองค์ก็จะออกจากวังได้
ทันที ส่วนเรื่องอภิเษกสมรสย่อมมีตัวเลือกที่ดี
ที่สุดเพื่อจัดการสิ่งที่เกิดตามมาอยู่แล้ว ขอเพียง
พระองค์เสด็จออกจากวังได้อย่างปลอดภัย เรื่อง
ที่เหลือย่อมหายห่วงเพคะ!”
นางจูงมือเสิ่นจื่ออีเดินไปข้างหน้า
ทว่าเพิ่งไปได้สองก้าวก็รู้สึกถึงแรงต่อต้าน
จากด้านหลัง เมื่อหันศีรษะกลับไปก็เห็นเสิ่นจื่ออี
กำลังยืนมองมาด้วยสีหน้างุนงงสงสัยอยู่ที่เดิม
บทที่ 169 องค์หญิงแห่งแว่นแคว้น (2)
พริบตานี้เอง เจียงเสวี่ยหนิงพลันใจเต้นรัว
เสิ่นจื่ออีเอ่ยซ้ำอีกรอบ “ออกจากวัง?”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าดวงใจถูกร้อยด้วยสาย
ธนูอันบอบบางและแขวนกลางอากาศ แม้แต่
เสียงยังสั่นเครือ “ใช่เพคะ องค์หญิงทรงจำไม่ได้
แล้วหรือ วันนั้นหม่อมฉันเคยถามพระองค์นะเพ
คะ”
ดูเหมือนเสิ่นจื่ออีจะนึกไม่ออก
ก่อนเจียงเสวี่ยหนิงเข้าวัง เคยนึกถึง
เหตุการณ์สารพัดอย่างหลังจากเข้ามาแล้ว ไม่ว่า
จะเป็นความล้มเหลวและการถูกเปิดโปงหรือ
แม้แต่การขัดขวางจากเซียวซู แต่ไม่มีสิ่งใดตรง
กับสถานการณ์ในเวลานี้เลย
นางรู้สึกว่าต้องเกิดความผิดพลาดอันใดสัก
อย่าง
คำตอบในคืนนั้นของเสิ่นจื่ออียังคงวนเวียน
ในหู เจียงเสวี่ยหนิงมองนางพร้อมย้ำเตือนอีก
ครา “ในวันเกิดของหม่อมฉัน องค์หญิงทรงร่ำ
สุราในวังหลวง หม่อมฉันถามพระองค์ว่าจะไม่
เสด็จไปอภิเษกสมรสและหนีไปให้ไกล ๆ เลยดี
หรือไม่ ทรงตอบหม่อมฉันกลับมา ทั้งยังตรัสว่า
แค้นพระทัยที่เกิดเป็นเชื้อพระวงศ์…”
ท้องนภามืดมิด
โคมชาววังภายในอุทยานหลวงสว่างเรือง
โรจน์
เสียงสกุณาและเหล่าแมลงดังระงมทั้งใกล้
ไกล แต่ถึงกระนั้นกลับยิ่งทำให้วังเวง
เสิ่นจื่ออีตกในภวังค์ โคมชาววังส่องสะท้อน
ในดวงตา ทว่ากลับเป็นเพียงเงาสะท้อนซึ่ง
ปราศจากความหมาย ไม่อาจมอบความอบอุ่นได้
สักเท่าไรนัก
นางกะพริบตา กลีบดอกอิงเถาชมพูใต้หางตา
ขยับเบา ๆ
ดุจหยาดน้ำตาสีชมพู
ในที่สุดนางก็จำได้ รู้สึกตื้นตันใจเบ้าตาแดง
ก่ำ แต่ยามยิ้มแย้มกอปรด้วยความรู้สึกขมขื่นเต็ม
อก นางยกมือลูบไล้ใบหน้าซึ่งเย็นเยียบเล็กน้อย
ของเจียงเสวี่ยหนิง กล่าวน้ำตาคลอหน่วย “หนิง
หนิงคนโง่ เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่าเวลาร่ำสุรา
คำพูดเหล่านั้นต่างเป็นคำพูดยามเมามายนะ! จะ
ถือเป็นจริงเป็นจังได้อย่างไรกัน…”
บังเกิดเสียงดัง ‘ผึง’ ในที่สุดสายธนูเส้นนั้นก็
ขาดสะบั้นด้วยประโยคอันแผ่วเบานี้ ดวงใจที่
ลอยเคว้งของเจียงเสวี่ยหนิงร่วงหล่น กระทบจน
เจ็บปวด กระแทกจนได้สติ และกระเทือนจน
ด้านชา
นางแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าตนกำลังได้ยินสิ่ง
ใด
สมองมีแต่ความสับสน
ครั้นสติกลับคืนมา นางก็อดเซถอยหลังก้าว
หนึ่งไม่ได้ พูดราวกับตกในห้วงแห่งความฝัน
“เป็นไปได้อย่างไรเพคะ เห็นชัด ๆ ว่าองค์หญิง
ไม่ทรงยินดีจะเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีกับต๋าต๋า นี่ไม่สมควรให้พระองค์
เสด็จและไม่อาจให้เสด็จด้วย ในเมื่อไม่ทรง
ยินยอมไยต้องเสด็จไปเล่า หม่อมฉันเตรียมการไว้
พร้อมสรรพ ขอเพียงทรงกลับไปตำหนักหมิงเฟิง
แล้วเปลี่ยนฉลองพระองค์ก็จะทรงหนีไปจาก
กำแพงวังที่รายล้อมทั้งสี่ด้านได้ ชีวิตไร้อิสรภาพ
เช่นนี้เหตุใดถึงไม่จากไป เพราะเหตุใดถึงจะไม่
จากไปล่ะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีคิดไม่ถึงว่านางจะยึดถือวาจายามเมา
มายของตนเป็นเรื่องจริง แม้จะสะกดกลั้นความ
อัดอั้นมาหลายครั้ง ทว่าน้ำตาอุ่นร้อนก็ยังคงปริ่ม
ขอบตา
นางพยายามแหงนศีรษะไม่ให้น้ำตาร่วงหล่น
ปลายจันทร์เสี้ยวประดับด้วยเงาต้นอู๋ถง
ประกายแสงเย็นเฉียบทาบทับใบหน้าขาวซีดของ
นาง ทว่าชาดซึ่งแต่งแต้มพวงแก้มงามแฉล้มกลับ
แดงระเรื่ออย่างน่าประหลาด
สายลมโบกโชย แขนเสื้อหลวมกว้างพลิ้วไสว
นางคิดว่าตนไม่ควรผิดต่อการเตรียมการซึ่ง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่รู้เท่าใดของหนิงหนิง
สมควรจากไปให้มันรู้แล้วรู้รอดตามนิสัยไร้
เดียงสาและเอาแต่ใจที่เคยเป็นมา แต่ถึงกระนั้น
กลับมีบางสิ่งที่หนักอึ้งและล้ำลึกยิ่งกว่ากำลังกด
ทับอยู่บนบ่า จมดิ่งถึงก้นบึ้งของหัวใจ
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงอ่านสีหน้าของนางไม่
ออก มองสายตานางไม่ค่อยชัดแจ้ง
ได้ยินเพียงสุ้มเสียงแหบพร่า
เสิ่นจื่ออีกล่าวอย่างเนิบช้า “ใต้หล้านี้ทุกคนมี
สิทธิ์หลบหนี แต่ข้าทำไม่ได้ และมีแค่ข้าเท่านั้นที่
ทำไม่ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงฉงนยิ่งนัก
เสิ่นจื่ออียืนบนขั้นบันได เผยรอยยิ้มเศร้า
สร้อยระคนเย้ยหยันตนเอง แสงจันทร์ทอทับกา
ยา ทวีความหม่นระทมยากจะพรรณนา
“ชาวบ้านมักพูดกันว่าเมื่อรับอาหารจากผู้เป็น
นายก็ควรจงรักภักดีต่อท่าน ทว่าความจริงแล้ว
คำพูดควรกลับกัน นั่นคือเมื่อกินอาหารของ
ราษฎรก็พึงวางนโยบายเพื่อความกินดีอยู่ดีของ
ราษฎร ราชบัลลังก์ของฮ่องเต้และความเคารพ
สรรเสริญที่มีต่อราชวงศ์มิได้ร่วงหล่นมาจาก
ฟากฟั้า แผ่นดินเก็บส่วยภาษี ราษฎรใช้แรงงาน
มอบเสื้อผ้าอาภรณ์ข้าวของเครื่องใช้ เทิดทูนบูชา
กราบไหว้ร้องขอ เห็นตนเองเป็นวัวและม้า ยก
ย่องเชิดชูเชื้อพระวงศ์ดั่งทวยเทพ ข้าอยู่ในวัง
โอหังอวดดีมาตลอดจึงรู้ไม่มากนัก แต่เจ้าขลุกอยู่
ตามท้องถนน อาศัยในชนบทมาช้านาน พบเห็น
ความทุกข์ยากมามากมาย สมควรรู้ดีว่าหากเกิด
ศึกสงคราม บ้านเมืองเกิดโจรถ่อย หากปราศจาก
ผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีแล้วจะรบชนะได้อย่างไร
ราชวงศ์ล่มสลายถือเป็นเรื่องเล็ก ทว่าราษฎร
ประสบทุกขเวทนาถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าราช
สำนักจะเลวร้ายเช่นไร สุดท้ายข้าก็เป็นองค์หญิง
ของแว่นแคว้นนี้อยู่ดี…”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ในที่สุดความคิดที่เมื่อชาติก่อนไม่เคยมีก็ผุด
ในดวงใจ
เสิ่นจื่ออีหลับตาลงช้า ๆ ราวกับกำลังสะกด
อารมณ์ที่กำลังปันปั่วนในจิตใจ หรือมิฉะนั้นก็
กำลังรวบรวมความกล้าให้ตนอย่าถอยหนี
เด็ดขาด กล่าวต่อไปว่า “หนิงหนิง ข้าไม่ได้พูด
เพราะมีคุณธรรมล้ำเลิศอะไรหรอก ข้าแค่กลัว
กลัวอย่างยิ่งก็เท่านั้นเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงลำคอตีบตัน ไม่อาจเปล่งวาจา
เสิ่นจื่ออีจ้องมองนาง ดวงตาทวีความเย็น
เยียบและมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีหนึ่งส่วน “ข้ากลัว
กลัวว่าหากวันนี้หลบหนียามโชคชะตามาเยือน
นับจากนี้ก็จะพ่ายแพ้โดยมิทันได้ต่อสู้ ตกต่ำจน
กลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ข้า
กลัว กลัวว่าหากตนหลบหนีขณะภาระหน้าที่มา
เยือน วันหน้าหากสรรพชีวิตต้องจบสิ้นก็จะไม่
อาจหยัดยืนตรงท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของทารก
ได้!”
ชาติก่อนเสิ่นจื่ออีเดินทางไปอภิเษกสมรส
ที่ต๋าต๋าได้อย่างไร เจียงเสวี่ยหนิงไม่แน่ชัด รู้เพียง
ว่าองค์หญิงซึ่งงามเพริศพรายในกาลก่อนนอน
นิทราอยู่ภายในโลงเสียแล้ว
นางไม่เคยนึกถึงความเป็นไปได้นี้เลย…
ว่าองค์หญิงผู้ดื้อรั้นและเอาแต่ใจเสมอมาจะ
ยินยอมพร้อมใจไปด้วยตนเอง!
ชาติก่อนนางปลอมตัวเป็นชายจนทำให้
เสิ่นจื่ออีพลาดหลงรักและเคียดแค้น ส่วนชาตินี้
นางเข้าหาเสิ่นจื่ออี แม้ปากจะบอกว่าเป็นน้ำใสใจ
จริง ทว่าแท้จริงแล้วประจบประแจงเพื่อ
ผลประโยชน์และหลีกหนีภยันตรายมากกว่า
นางต้องการช่วยเสิ่นจื่ออี เพียงเพราะอยาก
ตอบแทนบุญคุณที่อีกฝั่ายเคยมีให้
กระทั่งเพลานี้ถึงเพิ่งรู้ว่าตนเหลวไหลเพียงใด
น่าขันเพียงใด และผิดพลาดเพียงใด…
เมื่อสนทนาถึงตรงนี้ เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกว่า
ตนไม่ควรยึดติดหรือฝืนดึงดันอีก อย่างไรเสียเมื่อ
คนผู้หนึ่งตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ผู้อื่นจะไปเปลี่ยน
ใจได้เช่นไรกัน
ทำได้เพียงไม่เต็มใจและไม่ยินยอมเท่านั้น
หรือจะต้องทนดูชะตากรรมที่อีกฝั่ายรอน
แรมไปยังดินแดนแห่งความตายโดยไม่พยายาม
ขัดขวางแม้แต่น้อย
นางกุมมือเสิ่นจื่ออี เอ่ยแทบวิงวอน “อย่า
ทรงทำเช่นนี้สิเพคะ องค์หญิง อย่าทรงทำเช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นวาจายามเมามายหรือไม่ แต่พระองค์
ทรงรับปากหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันจะพา
พระองค์ออกจากวัง หม่อมฉันจะพาพระองค์ไป
เพคะ!”
เสิ่นจื่ออีน้ำตาพรั่งพรู “ให้ถือว่านั่นเป็นความ
ปรารถนาเกินเอื้อมที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ตลอดกาล
ก็แล้วกัน”
นางหมุนกายจากไป
ด้วยกลัวว่าหากมองเจียงเสวี่ยหนิงนานเข้าจะ
ใจอ่อนและนึกเสียใจขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไล่ตาม ในที่สุดก็อด
ตะโกนไม่ได้ “ต๋าต๋าทะเยอ-ทะยานประดุจหมา
ปั่า การอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นแค่
แผนถ่วงเวลา เรื่องนี้เดิมทีไม่ควรให้พระองค์ทรง
เป็นผู้แบกรับเลยนะเพคะ! ทรงทราบหรือไม่ว่า
หากเสด็จไปครั้งนี้อาจจะ…”
เสิ่นจื่ออีชะงักฝีเท้า
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่กล้าพูดคำนั้น
ออกมา ด้วยกลัวว่าพูดไปแล้วจะกลายเป็นความ
จริง นางทอดสายตามองแผ่นหลังของอีกฝั่าย
กล่าวด้วยความเศร้าโศก “องค์หญิงเสด็จจาก
บ้านเกิดนับหมื่นลี้ หนทางแสนยาวไกล หม่อม
ฉันก็เพียง เพียงกลัวว่าจะเสด็จไปนาน ยามคิดถึง
จะไม่เห็นพระองค์เพคะ”
บุปผาโรยราจนหมดสิ้น เงาไม้ทาบทอตัด
สลับไปมา
ต้นเหมยเขียวอันสูงค่า ณ มุมอุทยานหลวง
แผ่กิ่งก้านสาขาช่างละม้ายโครงกระดูกขาวนอก
ด่านเยี่ยนเหมินซึ่งปราศจากผู้นำไปบรรจุฝัง
ทว่ามีกลิ่นหอมหวานของดอกพุดซ้อนใน
อากาศ
เสิ่นจื่ออีหันหลังให้เจียงเสวี่ยหนิง
ทอดสายตามองพระจันทร์ข้างแรมซึ่งประดับบน
ท้องฟั้าสีน้ำเงินเข้ม ก่อนจะกวาดสายตามองรอบ
ด้าน ผ่านไปเนิ่นนานถึงเคลื่อนสายตากลับมา
มอง แต่มิได้เอ่ยอะไร เพียงโน้มกายกอบดินอัน
อ่อนนุ่มใต้ต้นไม้และเดินกลับมาหา
จากนั้นจึงวางดินใส่มือเจียงเสวี่ยหนิง
ไม่อาจบอกได้ว่าเบาหวิวหรือหนักอึ้ง
นางเผยรอยยิ้ม เนตรทั้งสองเจิดจรัสดั่งดวง
ดารา
“หนิงหนิง อย่าไปส่งข้า รอให้วันใดเยี่ยนห
ลินเหยียบย่ำบดขยี้ด่านเยี่ยนเหมิน จงนำดินก้อน
นี้ติดตัวไปและค่อยรับข้ากลับมาตุภูมิ กลับสู่บ้าน
เกิดเมืองนอน!”
ครรลองจักษุพลันพร่าเลือนด้วยน้ำตา
กลางยามโหย่วสองเค่อ เสิ่นจื่ออีเดินผ่านโคม
ชาววังอันสว่างไสวโดยมิได้หยุดยั้งอีก
ครั้นเงาร่างลาลับ เจียงเสวี่ยหนิงถึงเดินซวน
เซตามไปหลายก้าว ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็มิอาจ
มองเห็นสิ่งใดในความมืดได้อีก “องค์หญิง หม่อม
ฉันสัญญาเพคะ!”
เสียงแหบพร่ากรีดผ่านความมืดมนอันธการ
องค์หญิง หม่อมฉันสัญญาเพคะ…
หากวันใดเยี่ยนหลินเหยียบย่ำบดขยี้ด่าน
เยี่ยนเหมิน หม่อมฉันจะนำดินก้อนนี้ติดตัวไป
และรับพระองค์กลับมาตุภูมิ กลับสู่บ้านเกิดเมือง
นอน!
หม่อมฉันขอสัญญากับพระองค์