คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 170 จุมพิต (1)
เสียงนาฬิกาน้ำหยดดังติ๋ง ๆ
คืนนี้เจิ้งเปั่าอยู่เวรด้วยความรู้สึกกระวน
กระวาย เมื่อฮ่องเต้และเหล่าขุนนางที่ปรึกษาปิด
ประตูเพื่อหารือข้อราชกิจแล้วจึงถอยออกไป
เงียบ ๆ
เมื่อถึงตำหนักข้าง ขันทีน้อยผู้หนึ่งส่ายศีรษะ
ให้เขาจากมุมประตู
เจิ้งเปั่าใจหายวาบในบัดดล
บนทางเดินวังหลวงซึ่งต้องเดินผ่านประตูซุ่น
เจิน เงาร่างของเหล่าราชองครักษ์ซ้อนกันแน่น
ขนัดใต้กำแพงวังจนดำทะมึนไปทั้งแถบ
เซียวซูรอจนเริ่มหงุดหงิด
หว่านแหมานานแต่ไม่เห็นเหยื่อติดกับเสียที
ต่อให้เป็นนายพรานผู้อดทนมากเพียงใด เกรงว่า
คงอดพร่ำบ่นในใจไม่ได้
นางกำลังจะสั่งให้คนไปสืบข่าวคราวอีกครา
แต่ขณะเคลื่อนสายตาก็เหลือบเห็นขันทีหัวไวซึ่ง
ตนส่งออกไปทำงานก่อนหน้านี้วิ่งกลับมา
เซียวซูเอ่ยถามทันที “คนล่ะ”
ขันทีผู้นั้นวิ่งจนเหนื่อย ตอบด้วยอาการ
กระหืดกระหอบว่า “มาแล้ว แต่ แต่ดูเหมือนว่ามี
บางอย่างผิดปกติเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ…”
เซียวซูย่นหัวคิ้ว ใคร่ถามว่าผิดปกติเช่นไร แต่
พลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบจากเหล่าราช
องครักษ์ซึ่งก่อนหน้านี้ยืนเฝั้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง
นางจึงเบนสายตากลับไป
ครานี้มิต้องให้ขันทีอธิบายก็มองเห็นชัดเจน…
คนผู้หนึ่งเดินมาจากฝังอุทยานหลวง หาก
มิใช่เจียงเสวี่ยหนิงที่นางหว่านแหรออยู่แล้วจะ
เป็นผู้ใดได้อีก
เพียงแต่ช่างต่างจากยามปกติอย่างยิ่งยวด
ปราศจากความปราดเปรียวและเล่ห์เหลี่ยม
แพรวพราวที่ทุกคนคุ้นเคย ยามเดินเข้ามาอย่าง
กับท่อนไม้ มือเท้าแข็งทื่อ จิตวิญญาณด้านชา
แม้แต่ดวงหน้ากอปรด้วยองคาพยพทรงเสน่ห์ก็
ยังเฉยเมย ทว่ามือเรียวยาวขาวพิสุทธิ์คู่นั้นกำดิน
สกปรกก้อนหนึ่งแน่น นางค่อย ๆ เดินเข้ามาโดย
ไม่แยแส ผู้ใด คล้ายมองไม่เห็นใครทั้งนั้น เป็น
เพียงร่างเนื้อเดินได้ราวกับถูกสูบจิตวิญญาณ
ออกไปแล้ว!
พอเห็นรูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวของนางใน
เวลานี้ แม้แต่เซียวซูก็ยังอดตระหนกจนร่างสั่น
สะท้านไม่ได้ จากนั้นหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น
นางทอดสายตามองไปด้านหลัง
ปราศจากผู้ใดอีก
นางคิดว่าเหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ตน
คาดการณ์ จึงส่งสายตาให้ขันทีด้านข้างขัดขวาง
เจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะสั่งราชองครักษ์ที่อยู่ใกล้
สุดว่า “ลองไปดูตรงประตูซุ่นเหมินที”
ขันทีเดินเข้าไปขวาง
เจียงเสวี่ยหนิงจึงรั้งฝีเท้า
นางไม่รู้เลยว่าตนเดินออกมาจากอุทยาน
หลวงแห่งนั้นได้อย่างไร มึนงงตกอยู่ในภวังค์
ครั้นเงยหน้าก็เห็นขันทีกำลังอ้าปากและมีเสียงมา
กระทบโสต ทว่าไม่อาจบอกได้เลยว่าอีกฝั่าย
กำลังพูดสิ่งใด
จวบจนเซียวซูเดินเข้าสู่ครรลองจักษุ
อันที่จริงเวลานี้เซียวซูพอสังหรณ์ได้บ้างแล้ว
ว่าสิ่งที่ตนคาดหวังที่สุดในค่ำคืนนี้ไม่มีวันเกิดขึ้น
อีกต่อไป ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งเคียดแค้นชิงชัง
ดวงหน้าซึ่งงามพิลาสจนน่าริษยานี้กว่าเก่า
นางถามอย่างตรงไปตรงมา “ผู้ที่ลอบผลักดัน
ให้ข้าไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีแทน
เสิ่นจื่ออีก็คือเจ้าใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบอย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่า
“เช่นนั้นผู้ที่ใช้ถ้อยคำล่วงเกินเบื้องสูงในคดีหยก
หรูอี้เพื่อใส่ความข้าก็คือเจ้าใช่หรือไม่”
เซียวซูตอบ “ถ้าเจ้าว่าใช่ เช่นนั้นก็ใช่”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงตอบเช่นกัน “ถ้าเจ้าว่าใช่
เช่นนั้นก็ใช่”
ทั้งสองยืนประจันหน้า ดวงตาสองคู่สบ
ประสาน ไม่มีใครยอมใคร
เพียงแต่เซียวซูโหดเหี้ยมอำมหิต ส่วนเจียง
เสวี่ยหนิงเมินเฉยและเย็นชา
คนแรกเห็นอีกฝั่ายเป็นศัตรูคู่แค้นในชีวิต
ส่วนอีกฝั่ายจู่ ๆ กลับมิได้ใส่ใจมากสักเท่าใดแล้ว
เซียวซูรู้สึกถึงความดูแคลนที่อีกฝั่ายมีต่อตน
ได้อย่างง่ายดาย รูม่านตาหดรั้งเล็กน้อย พูด
ต่อไปว่า “ทุกคนล้วนมีชะตากรรมของตนที่ต้อง
มุ่งหน้าไป เจ้ามีชาติกำเนิดสู้ข้าไม่ได้ วาง
แผนการสู้ข้าไม่ได้ แต่ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจ้ายัง
กล้ามาดูถูกข้าอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงรู้สึกขบขัน
กระทั่งว่าชาติก่อนนางก็ยังไม่เคยรู้สึกเลยว่า
เซียวซูน่าขันปานนี้ “ในอดีตข้าเคยคิดว่าเจ้าซึ่งมี
ชาติกำเนิดและความสามารถสูงส่งย่อมไม่มีทาง
ด้อยกว่าองค์หญิง แต่บัดนี้เวลานี้ ด้วยคำพูดและ
การกระทำ องค์หญิงน่ะเปรียบเสมือนจันทร์
กระจ่างกลางนภา ขอเพียงรัศมีสุกสกาวของ
พระองค์อาบร่างสักสามส่วนก็ทำให้รู้สึกเป็นสุข
ส่วนเจ้าสิเป็นเพียงฝุั่นธุลีบนปฐพี เหยียบไปก็รัง
แต่จะรู้สึกโสโครกพื้นรองเท้า”
เซียวซูหน้าบึ้งตึงไม่เอ่ยอันใดอีก
สายลมดังหวีดหวิวแผ่วเบา
เจียงเสวี่ยหนิงประคองดินก้อนนั้นดุจของรัก
มองนางพลางกล่าวอย่างแช่มช้า “เดิมทีข้ามิได้มี
จิตคิดร้ายต่อเจ้า ทว่าเจ้าหวาดระแวงจนวางกับ
ดักข้าก่อน เซียวซู นานมาแล้วข้าก็เหมือนเจ้านั่น
แหละ ไม่เลือกวิธีการเพื่อบรรลุเปั้าหมาย แต่หาก
เจ้ายังดื้อดึงไม่ยอมสำนึก สุดท้ายกรรมจะตาม
สนองอยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว”
เซียวซูแค่นหัวเราะ ไม่เชื่อนางแม้แต่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่านี่คือการให้เกียรติครั้ง
สุดท้ายต่อศัตรูเก่าในชาติก่อนของตน หลังกล่าว
สิ่งที่สมควรพูดไปจนหมดแล้ว ไม่ว่าอีกฝั่ายจะ
เชื่อหรือไม่ นางก็ไม่ขอกล่าวให้มากความอีก
ตั้งใจจะสาวเท้าเดินจากไป
“หยุดนะ!”
เซียวซูดวงตาวาววับ ออกปากขัดขวางทันที
“อยู่ในเขตพระราชวังต้องห้ามแท้ ๆ เจ้ากลับ
มีสารรูปเป็นผีสางก็ไม่ใช่คนก็ไม่เชิง แม้จะเคย
เป็นสหายที่ร่วมเล่าเรียนเขียนอ่านกับเปินกง
ทว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้เปินกงไม่รู้ว่าเจ้า
ต้องการทำสิ่งใดกันแน่ จำต้องละเอียดรอบคอบ
เสียหน่อย เด็ก ๆ เชิญตัวคุณหนูรองเจียงไปนั่งที่
กรมราชทัณฑ์หลวงสักครู่ก่อน ถามไถ่ให้กระจ่าง
เมื่อใดค่อยส่งตัวออกจากวังหลวง!”
ราชองครักษ์รุกคืบเข้ามาจากทางด้านซ้าย
และขวา
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ฟังคำพูดของเซียวซูก็
เข้าใจทันที ไม่ว่าวันนี้นางจะพาตัวองค์หญิงออก
จากวังหรือไม่ อีกฝั่ายย่อมหาข้ออ้างมาขัดขวาง
ต่อให้ไม่พบหลักฐาน แต่การรั้งให้นางต้องอยู่ค้าง
คืนก็เพียงพอให้ทุกข์ทรมาน และไม่แน่ว่าอาจ
เกิดเหตุการณ์ใดขึ้นเป็นพิเศษอีกก็ได้…
เฉกเช่นลูกไม้ที่เคยใช้ในคดีหยกหรูอี้
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยสภาพของนางในตอนนี้จะมี
ผู้ใดบ้างไม่สงสัย
เพียงแต่ขณะเหล่าราชองครักษ์กำลังเดินเข้า
มาล้อมเพื่อคุมตัว พลันมีเสียงรีบร้อนดังมาจาก
อีกฟากฝังของวังหลวง “เสียนเฟยทรงช้าก่อนพ่ะ
ย่ะค่ะ!”
เซียวซูพลันขมวดคิ้วแน่นอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนตามอง พบว่าเป็นเจิ้งเปั่า
ที่เดินเข้ามาอย่างเร็วรี่ เมื่อมาถึงเบื้องหน้าจึง
ถวายบังคมด้วยกิริยาไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง
และไม่ถ่อมตัวจนดูต่ำต้อย เขาปรับลมหายใจให้
คงที่แล้วจึงค่อยเอ่ยว่า “พระสนม ฝั่าบาททรง
เสร็จสิ้นการหารือข้อราชกิจแล้ว รองราชครูเซี่ย
ทราบว่าคุณหนูรองเจียงยังมิได้ออกจากวังจึงมา
เรียนเชิญโดยเฉพาะ ขณะนี้กำลังรออยู่นอกวัง
เรื่องนี้ทรงเห็นเป็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยเวย?
เซียวซูร่างแข็งทื่อ จับจ้องเจิ้งเปั่าด้วยสายตา
คมกริบ
เจิ้งเปั่ายังคงยืนด้วยท่าทางเคารพนบนอบ
วังหลังมีผู้ใดบ้างไม่รู้จักเซี่ยจวีอัน
แม้เซียวซูจะขึ้นเป็นพระสนมได้ไม่นานนัก
ทว่าแค่ความเข้าใจที่มีต่อราชสำนักขณะนางยัง
เป็นคุณหนูตระกูลเซียวก็มีมากพอจะรู้ว่าเขาเป็น
บุคคลสำคัญเช่นไร ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากขึ้นเป็น
พระสนมและถวายการปรนนิบัติข้างกายเสิ่น
หลาง นางก็ยิ่งตระหนักว่าเสิ่นหลางทรงให้
ความสำคัญกับคนผู้นี้มากเพียงใด
อย่างไรเสียเสิ่นหลางก็มิได้โปรดปรานนาง
จริง ๆ
เดิมทีนางก็ต้องการดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดอยู่
แล้ว เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มีหรือจะยังกล้า
เสี่ยงอันตรายเพิ่มศัตรูอันแข็งแกร่งน่าหวาดกลัว
ขึ้นมาอีกคน แม้ไม่ยินยอมพร้อมใจเสียเต็ม
ประดา ทว่าวันนี้คงทำได้เพียงปล่อยตัวเจียงเสวี่ย
หนิงไป
เซียวซูกำฝั่ามือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อจนแน่น
อย่างเงียบ ๆ ทว่ายามเผยรอยยิ้มกลับปราศจาก
พิรุธใด ๆ ทั้งสิ้น “ในเมื่อรองราชครูเซี่ยเอ่ยปาก
ต้องการตัว เปินกงย่อมไม่สะดวกจะรั้ง เพียงแต่
หวังว่าหลังจากคุณหนูรองเจียงกลับไปแล้วจะ
ควบคุมตนเองให้ดี อย่าทำเรื่องที่ต้องนึกเสียใจ
ภายหลังเด็ดขาด”
เจิ้งเปั่าก้มศีรษะถวายบังคมพร้อมถอย
ออกไป
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองเซียวซูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อน
จะหมุนกายเดินจากไปพร้อมเจิ้งเปั่า
ครั้นเดินมาไกลจนมองไม่เห็นเหล่าราช
องครักษ์และนางกำนัลแล้ว จู่ ๆ นางก็หัวเราะ
เจิ้งเปั่าไม่รู้ว่านางกำลังหัวเราะเรื่องใด
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองประตูวังหลวง
ซึ่งค่อย ๆ ใกล้เข้ามาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เอ่ย
แค่ว่า “เจ้าไม่รู้ว่าเซี่ยเซียนเซิงหลบหน้าข้ามา
เดือนกว่าแล้ว ทว่ายามคับขันกลับอ้างชื่อเขาเพื่อ
ช่วยข้า โชคดีนะที่เซียวซูไม่รู้เรื่อง แต่หากเซียน
เซิงทราบเข้า เจ้าต้องรับผลที่ตามมาแน่”
เจิ้งเปั่ามองนางแวบหนึ่ง อ้าปากอ้ำอึ้ง ทว่า
สุดท้ายก็มิได้อธิบายอะไร
เมื่อมีเขานำทาง นางจึงออกจากวังได้อย่าง
ราบรื่น
เพียงแต่เพิ่งเดินออกจากประตูวังหลวงขนาด
มหึมา นางก็เงยหน้าเห็นรถม้าซึ่งแขวนประดับ
โคมไฟจอดอยู่นอกกำแพงวัง รวมถึงผู้ที่กำลังยืน
ตระหง่านรอคอยบนที่นั่งสารถีด้วย ในที่สุดเจียง
เสวี่ยหนิงก็เผยอาการตะลึงงัน
เจิ้งเปั่าเปล่งเสียงเรียกเบา ๆ “คุณหนูกลับ
จวน โปรดเดินทางด้วยความระมัดระวังนะ
ขอรับ”
จากนั้นจึงถอยกลับไปเงียบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงมองคนผู้นั้นพลางประคอง
ก้อนดินในมือ มิได้ขยับเยื้องย่างแม้แต่ก้าวเดียว
ชุดนักพรตของเซี่ยเวยปลิวไสวประดุจหิมะ
โปรย เขากำลังทอดสายตามองนางจากเบื้องสูง
สายตาตกกระทบดวงหน้าอันด้านชาและ
หม่นหมอง รวมถึงก้อนดินซึ่งนางกอบไว้ในสอง
มือ แล้วจึงร้องเรียก “เจี้ยนซู”
เจี้ยนซูทางด้านข้างรู้ใจยิ่งนัก ค้นกล่องเปล่า
มาจากด้านหลังรถม้า
เขาเปิดกล่องยื่นไปถึงเบื้องหน้าเจียงเสวี่ย
หนิง
นางกลับยืนเหม่อไม่ไหวติง
บทที่ 170 จุมพิต (2)
ดวงตาเซี่ยเวยค่อย ๆ ปรากฏความเย็นชา
กล่าวด้วยน้ำเสียงปราศจากความอ่อนโยน “เจ้า
จะถือไปถึงเมื่อใด”
น้ำตาหยดหนึ่งจึงไหลรินจากหางตาเจียง
เสวี่ยหนิงและซึมลงดินก้อนนี้จนชื้นเป็นดวง
ขนาดเล็ก ชั่วพริบตาก็เลือนหาย
นางคลายมือช้า ๆ ปล่อยให้ดินไหลพรูผ่าน
ซอกนิ้ว
ร่วงหล่นลงกล่อง ครองพื้นที่เกือบครึ่ง
เจี้ยนซูปิดกล่องทำท่าจะหมุนกาย
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับบอกว่า “ให้ข้า”
เจี้ยนซูมองเซี่ยเวย
เซี่ยเวยใบหน้าไร้ความรู้สึก “ให้นาง”
กล่องที่ปิดสนิทถูกส่งถึงมือเจียงเสวี่ยหนิงอีก
ครา นางกอดแน่นแนบอก
เซี่ยเวยคล้ายรู้สึกว่านางช่างไม่เอาไหน เขา
ยืนบนที่นั่งสารถีมิได้ขยับเขยื้อน เพียงกล่าวกับ
นางว่า “ขึ้นรถ”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าหา
เจี้ยนซูไม่กล้าประคอง
นางใช้มือข้างหนึ่งกอดกล่องไม้ ส่วนมืออีก
ข้างก็ยึดขอบรถ พยายามยกเท้าหลายครั้งก็ยัง
ขึ้นไม่ได้ ยามนี้จึงพบว่ามือและขาของตนสั่นเทา
อย่างรุนแรง ร่างกายสั่นระริกราวกับกำลังแช่น้ำ
เย็นเฉียบ
เซี่ยเวยเห็นนางไม่ได้ความเช่นนี้ คิ้วและหาง
ตาก็เย็นชาดุจมีเกล็ดหิมะและน้ำแข็งเกาะ เขา
อดทนจนมิอาจทนต่อไปได้อีก โน้มกายใช้มือข้าง
หนึ่งกระชากแขน ส่วนมืออีกข้างก็ยึดสีข้าง ดึง
ขึ้นมาด้วยท่าทางกึ่งโอบเอว
เขาเลิกผ้าม่านผลักคนเข้าไป
เจียงเสวี่ยหนิงเสมือนยังคงอยู่ในอาการเซื่อง
ซึมไม่รู้สึกรู้สา
เซี่ยเวยเห็นนางหมดอาลัยตายอยาก มิต้อง
ถามก็รู้ว่าไม่ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้เดิมทีทุก
สิ่งก็เตรียมการไว้พร้อมสรรพ ในเมื่อหนิงรองมิได้
ถูกกักในวังหลวงและเรื่องไม่ได้แดง เช่นนั้นย่อม
มีความเป็นไปได้เดียว…
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีมิได้คิด
หลบหนี
และมีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นถึงทำให้เจียงเสวี่ย
หนิงมีท่าทีราวกับสูญเสียจิตวิญญาณ จนกลาย
สภาพเป็นผีสางที่มีแต่คนรังเกียจ!
เจี้ยนซูถามมาจากด้านนอก “เซียนเซิง ให้
กลับไปที่ใดขอรับ”
เซี่ยเวยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบกลับ
“จวนตระกูลเจียง”
สองมือที่ใช้ประคองดินของเจียงเสวี่ยหนิง
สกปรกเลอะเทอะ แต่นางเหมือนไม่รู้ตัว
เซี่ยเวยไม่ได้หาผ้าแพรมาให้ เขาย่นหัวคิ้วดึง
แขนเสื้อหลวมกว้างของตน ก่อนจะจับมือนางไว้
และออกแรงเช็ดให้จนสะอาดทีละนิด ทว่าปาก
กลับไร้ปรานี “หากนางไม่ยินดี นั่นก็เป็นสิ่งที่นาง
เลือกเอง คนไม่ได้ความอย่างเจ้าจะมาเสียใจแทน
นางไปเพื่ออะไร”
ตัวรถมืดสลัว ปราศจากผู้อื่น
น้ำตาที่เจียงเสวี่ยหนิงกลั้นมาตลอดทางพลัน
ร่วงริน นางมิได้เถียงเซี่ยเวยอย่างผิดวิสัย เพียง
พึมพำว่า “เซียนเซิงกล่าวถูกต้องแล้ว ล้วน
ต้องโทษที่ข้าไม่ตั้งใจเล่าเรียน ประการแรกคือไร้
ความสามารถ ส่วนประการที่สองคือใช้อารมณ์
ช่วยผู้ใดก็ไม่ได้ปกปั้องก็ไม่ได้อีก เอาแต่ทึกทักไป
เองว่าจะเปลี่ยนแปลงชะตาฟั้าลิขิตของมนุษย์
แต่กลับเป็นได้เพียงตัวตลกที่น่าขัน ข้าไร้
ความสามารถและเป็นคนไม่ได้ความจริง ๆ เจ้า
ค่ะ…”
เดิมทีเซี่ยเวยพูดด้วยความโกรธ ไหนเลยจะ
คาดคิดว่านางกลับไม่โต้แย้งและยอมจำนนโดยดี
เมื่อเห็นนางร่ำไห้จึงรู้ตัวว่ากล่าวหนักเกินไป
แล้ว
เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ไม่รู้จะทำเช่นไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงค่อยกล่าวอย่างเนิบช้า
“หนิงรองคนโง่ เจ้าทำอะไรไปมากและทำได้ดี
มากแล้ว เพียงแต่เรื่องบางอย่างแม้มีพลังมากล้น
ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้ง เป็นสาวเป็นนางอายุเท่านี้
ก็เสียใจจนกล่าวโทษตนเองเสียแล้ว ต่อให้เจ้าจะ
แสดงความร้ายกาจอันเป็นนิสัยเดิมออกมาบ้าง
เซียนเซิงก็ไม่ถึงขั้นออกปากสั่งสอนเจ้าหรอก”
ไม่รู้เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินหรือเปล่า นางนั่งนิ่ง
ไม่ไหวติง
ทันใดนั้นพลันเกิดเสียงโห่ร้องยินดีดังแว่ว ๆ
มาจากนอกตัวรถ
ในที่สุดราชรถเดินทางไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีขององค์หญิงใหญ่ก็เคลื่อนออกจาก
ประตูวัง เดินทางบนถนนฉางอันซึ่งทอดตัวยาว
มุ่งตรงออกนอกเมืองหลวง
เจียงเสวี่ยหนิงจำเสียงนี้ได้
นางเคยได้ยินเมื่อชาติก่อน
ขณะนั้นได้ยินแล้วมีแต่ความเฉยชาไม่รู้สึกรู้
สา กระทั่งยังยินดีเพราะว่าที่น้องสามีเชื้อพระ
วงศ์ซึ่งมักคอยปัดแข้งปัดขานางจากไปได้เสียที
ทว่าเมื่อได้ยินยามนี้กลับรู้สึกถึงขุนเขาสายน้ำอัน
ไกลโพ้น ครั้นไปถึงด่านเยี่ยนเหมินก็อาจมิได้หวน
คืนกลับมา เจ็บปวดรวดร้าวเจียนตาย นางอดทน
ได้ครู่เดียวก็เปล่งเสียงร่ำไห้
ปิมว่าจะขาดใจ
ราวกับต้องการระบายอะไรสักอย่าง หากไม่
ร้องไห้ปลดปล่อยเช่นนี้ เกรงว่าคงถูกความอัดอั้น
และความสิ้นหวังอันไร้ประมาณฝังรากลึกจนถึง
ก้นบึ้งของหัวใจ
เซี่ยเวยไม่เคยรู้สึกว่าเส้นทางจากวังหลวงถึง
จวนตระกูลเจียงยาวไกลเช่นนี้มาก่อนเลย เขา
ทุกข์ทรมาน ทุกเสียงที่เข้าสู่โสตประสาทดั่งใบมีด
กรีดดวงกมล ต่อมานางก็สะอื้นกอดกล่องใบนั้น
กระทั่งเหนื่อยอ่อนหลับตาและค่อย ๆ ผล็อย
หลับ โลกจึงหวนคืนสู่ความสงบ
แต่ถึงกระนั้นใจเขากลับว้าวุ่นยิ่งกว่าตอนที่
นางร้องไห้เมื่อครู่เสียอีก
เขานั่งร่างแข็งทื่ออยู่ในตำแหน่งของตนเอง
เป็นเวลานานประหนึ่งเข้าฌาน
จวบจนรถม้าจอดและเจี้ยนซูส่งเสียงเรียก
เขาถึงได้สติ
เซี่ยเวยเปล่งเสียงขานรับ
จากนั้นจึงโน้มกายจะปลุกเจียงเสวี่ยหนิง แต่
เมื่อเข้าไปใกล้ ดวงหน้าน้อย ๆ ซึ่งยังประดับ
คราบน้ำตาก็เข้าสู่ครรลองจักษุ คิ้วเรียวบาง
ขมวดเล็กน้อยราวกับกำลังฝันถึงสิ่งไม่น่าอภิรมย์
เขาหลุบตาลง นัยน์ตาเป็นประกาย สุดท้ายก็
เอื้อมมือออกไปลูบไล้เรือนผมดำขลับของนาง
อย่างแช่มช้า กลีบปากบางกดลงไป ทว่าเพียง
ประทับบนขนตาเปียกชื้นของนางด้วยความ
เงอะงะและระมัดระวัง
ขณะนั้นเจี้ยนซูเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้นพอดี
เซี่ยเวยหันศีรษะกลับไปมองด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เล่นเอาเจี้ยนซูขนลุกชันในบัดดล
แต่แล้วอึดใจนั้นเขาก็พบว่าสายตาของเซียน
เซิงรั้งอยู่บนใบหน้าตนครู่เดียว ต่อมาถึงกับมอง
ผ่านไปทางด้านหลัง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเบนสายตา
ตาม…
ณ ประตูจวนตระกูลเจียง ไม่รู้ว่าเจียงปั๋อ
โหยวยืนอยู่บนขั้นบันไดมานานเท่าใดแล้ว
ใบหน้าซึ่งเคยสุภาพอ่อนโยนกลับบึ้งตึง จ้องมอง
เซี่ยเวยภายในตัวรถด้วยสายตาตกตะลึงระคนมี
โทสะ
เซี่ยเวยหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนคลาย
อีกครั้งในชั่วพริบตา
เขาถอยเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่างระหว่าง
ตนกับเจียงเสวี่ยหนิง ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใด
เกิดขึ้น ตบแก้มนางเบา ๆ เพื่อปลุกให้ตื่น “ถึง
บ้านแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา งัวเงียอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยว่า “รบกวนเซียนเซิงแล้วเจ้าค่ะ”
นางกอดกล่องลงจากรถ
ฝีเท้าซวนเซ
เซี่ยเวยเอื้อมมือไปประคอง นางใจคอไม่อยู่
กับเนื้อกับตัวจึงไม่รู้สึกรู้สา แต่เดินไปแค่สองก้าว
ก็หันหน้ากลับมาเสมือนนึกอะไรออก มองเขา
ด้วยนัยน์ตาแดง ๆ “ท่านรองราชครูเซี่ย เมื่อใด
กีบเท้าอาชาแห่งจงหยวนจะเหยียบย่ำด่านเยี่ยน
เหมินเพื่อรับตัวองค์หญิงกลับมาเจ้าคะ”
แขนเสื้อซึ่งทั้งยับย่นและสกปรกของเซี่ยเวย
พลิ้วไสวท่ามกลางสายลมราตรี มือข้างหนึ่งซึ่ง
ซ่อนอยู่ในนั้นลอบกำเงียบ ๆ เขาโค้งริมฝีปาก
เนิบช้า แล้วตอบนางอย่างจริงจัง “อีกไม่นาน
หรอก อีกไม่นาน”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาต่อสักพักก็หมุนกาย
กลับไป
ครั้นเห็นเจียงปั๋อโหยวยืนอยู่ที่ประตูก็เพียง
ขานเรียก “ท่านพ่อ” คราหนึ่ง ก่อนจะมุ่งเข้าไป
ข้างใน
ทว่าเจียงปั๋อโหยวยืนอยู่ตรงประตูเป็น
เวลานาน เป็นครั้งแรกที่สหายซึ่งทำงานร่วมราช
สำนักผู้นี้มิได้เดินเข้ามาโอภาปราศรัยด้วยใบหน้า
ประดับรอยยิ้ม ตรงข้ามกลับสะบัดแขนเสื้อจาก
ไปด้วยสีหน้าเย็นชา
เจี้ยนซูย่อมรู้ว่าตนก่อเรื่องครั้งใหญ่แล้ว เขา
คุกเข่าเบื้องหน้าเซี่ยเวย “เมื่อครู่ข้าน้อยเลินเล่อ
…”
เซี่ยเวยกลับตอบเรียบ ๆ ว่า “ก็มิได้มีอะไรไม่
ดีสักหน่อย”
เขาเคลื่อนสายตามองแขนเสื้อตนแวบหนึ่ง
จากนั้นหมุนกายกลับเข้าไปในตัวรถ
ส่วนเจี้ยนซูนิ่งอึ้ง ไม่ได้สติคืนกลับอยู่นาน