คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 18 พระสหายร่วมศึกษา (1)
เมื่อทั้งสองย้อนกลับไป ผู้คนภายในงาน
เทศกาลโคมไฟก็แยกย้ายกันไปพอสมควรแล้ว
เยี่ยนหลินจูงม้าและประคองส่งนางขึ้น ยังคง
เดินทางออกจากงานด้วยวิธีการเฉกเช่นขามา
แต่กระนั้นก็ไม่ได้ควบม้าวิ่งห้อตะบึงอีก
ปล่อยให้ม้าเดินตามสบาย ร่วมนั่งบนหลังม้ากับ
นางไปตลอดทาง อยากจะให้ถนนที่มุ่งหน้ากลับ
จวนตระกูลเจียงสายนี้ยาวขึ้น ยาวขึ้นอีกสัก
หน่อย ท่องไปจวบจนชั่วฟั้าดินสลาย ทะเลแห้ง
เหือดศิลาผุกร่อน ไม่มีวันสิ้นสุด
หนุ่มน้อยในยามนี้เปียมล้นด้วยความรู้สึกอัน
จริงใจ หญิงสาวผู้เป็นที่รักนั่งบนหลังม้า อิงแอบ
ในอ้อมอกเขา ไม่อาจคิดถึงเรื่องอื่นใดไปชั่วขณะ
ดวงใจที่เต้นรัวอย่างรุนแรงครอบครองสติของเขา
ไปจนหมดสิ้น
เขาตั้งหน้าตั้งตารอวันที่จะมาถึงในภายภาค
หน้าเสียเหลือเกิน โดยไม่ทันสังเกตว่าผู้ที่กำลังนั่ง
อยู่ด้านหน้าเขาเงียบงันอย่างไม่เคยเป็น
สายลมเย็นเยียบเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุซึ่ง
ส่งผ่านมาจากหน้าอกข้างหลังนาง
เพียงแต่เมื่อนางมองทางกลับจวนตระกูล
เจียงซึ่งดูคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องหน้า นางก็
ยิ่งทวีความสับสน หากนางอยู่ในวัยสาวเช่นยาม
นี้ ปราศจากความดึงดันและไม่รู้ความในชาติ
ก่อน เมื่อได้พานพบหนุ่มน้อยที่ยอมบุกน้ำลุยไฟ
เพื่อนางก็คงรู้สึกยินดีปรีดา ขวยเขินเอียงอาย
กระโดดโลดเต้น และซาบซึ้งต่อกระบี่ของเขา
ดวงตาของเขา ฝั่ามือที่กุมมือนางจนแน่นของเขา
รวมถึงดอกพุดตานซึ่งถูกโยนลงมาจากกำแพงสูง
ดอกนั้นเป็นแน่แท้
แต่นางไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว
ครั้นมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลเจียงก็ดึก
มาก
เยี่ยนหลินประคองนางลงจากหลังม้า เขา
หัวเราะก่อนกำชับนาง “คืนนี้กลับไปแล้วต้อง
นอนหลับให้ดีนะ”
พอกล่าวจบก็กลับขึ้นหลังม้าใหม่
ทว่าเมื่อหันหน้ากลับมาก็มองเห็นว่านาง
ยังคงยืนทอดสายตามองตนอยู่ที่ประตูดังเดิม เขา
จึงกล่าวว่า “กลับเข้าไปเถอะ ข้าจะมองดูเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงมองตอบอย่างสงบนิ่งพลาง
เอ่ยถาม “เยี่ยนหลิน เจ้ามักจะเอาอกเอาใจข้า
เช่นนี้ ปกปั้องข้าเช่นนี้ แต่เคยคิดหรือไม่ว่าสักวัน
หนึ่งหากข้าไม่มีเจ้าแล้วจะเป็นเช่นไร และควรทำ
เช่นไร?”
เยี่ยนหลินตะลึงงัน
เขารู้สึกว่าวันนี้นางเศร้าโศกอยู่บ้าง จึงตอบ
เพียงว่า “เจ้าคนขี้กังวล เจ้าจะไม่มีข้าได้อย่างไร?
ข้าจะอยู่ข้างกายเจ้าตลอดไป”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูก
บีบเค้นดวงใจ แม้แต่การมองเขาอีกครั้งก็ยังรู้สึก
เป็นทุกข์ นางหัวเราะเสียงเบาทีหนึ่ง “จริงของ
เจ้า เช่นนั้นข้าจะกลับเข้าไปแล้ว”
เยี่ยนหลินผงกศีรษะ
นางหมุนกายเดินเข้าประตูข้างซึ่งจวนตระกูล
เจียงยังคงเปิดเพื่อรอนาง
เยี่ยนหลินนั่งหลังหยัดตรงบนหลังม้า มือถือ
สายบังเหียน จดจ้องเงาร่างของนางที่ค่อย ๆ ลา
ลับไป ใจพลันเอ่อท้นด้วยความงุนงงสงสัย
*****
ภายในจวนตระกูลเจียงมีอีกหลายคนยังไม่ได้
นอน กำลังรอให้นางกลับมา
ข่าวเรื่องมือสังหารปรากฏตัวยามกลางวันใน
เมืองหลวงแพร่มาถึงตั้งแต่แรกแล้ว เจียงปั๋อโหยว
ครั้นได้ยินว่าขณะนั้นเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ในที่เกิด
เหตุและถูกมือสังหารจับเป็นตัวประกันพอดี ก็
ตระหนกตกใจจนดวงใจแทบจะกระดอนออกมา
โชคยังดีที่คนบอกว่านางไม่เป็นอะไร
ทว่าต่อมาเจ้าเด็กไม่รักดีคนนี้กลับถูกเยี่ยนห
ลินพาไปเดินเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟ มันช่างน่า
โมโหเสียจริง
เจียงปั๋อโหยวกะเกณฑ์ในใจเรียบร้อย ตั้งใจ
ว่าพอเจียงเสวี่ยหนิงกลับมาแล้วจะต้องสั่งสอน
นางสักยกให้ได้
แต่พอเห็นนางกลับมา สีหน้ากลับดูไม่ค่อยดี
จริงๆ
ยามนี้จึงอดรู้สึกสงสารเด็กสาวไม่ได้ เรื่องของ
การลอบสังหาร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มก่อกบฏของผิง
หนานอ๋องหรือกลุ่มก่อการร้ายของนิกายสวรรค์
ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่ความผิดของยายหนูหนิง น่า
สงสารขนาดนี้ยังต้องถูกตำหนิติเตียนอีก นั่นออก
จะทำเกินไปแล้ว
เจียงปั๋อโหยวใจอ่อนตั้งแต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก
เพียงกล่าวเสียงอ่อนโยนกับนางว่า “ช่วงนี้เมือง
หลวงไม่ค่อยสงบนัก ได้ยินมาว่าองครักษ์เสื้อแพร
จับกุมกลุ่มก่อกบฏที่ก่อความวุ่นวายมาได้จำนวน
หนึ่ง วันนี้จึงไม่ได้มีแค่จวีอันเพียงผู้เดียวที่ถูก
ลอบทำร้าย ฉะนั้นถึงแม้เจ้าจะสนิทสนม
กับเยี่ยนหลิน และข้าก็ไว้วางใจเขา แต่ไม่มีผู้ใดรู้
ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ช่วงนี้ออกไปข้างนอก
ให้น้อยลงหน่อยแล้วกันนะ รอให้สงบขึ้นอีกนิด
พวกเจ้าค่อยออกไปอีกที”
เขานึกว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะเถียงกลับมาสัก
สองสามประโยค
คาดไม่ถึงว่าคราวนี้นางกลับก้มหน้าก้มตา
รับคำว่า “เจ้าค่ะ”
ภายหลังนางไม่ได้ออกไปข้างนอกสิบวัน
ต่อเนื่องจริง ๆ
มีเพียงวันรุ่งขึ้นหลังจากถูกทำร้าย นางส่งคน
ไปที่ตรอกเสียเจีย แจ้งให้โจวอิ๋นจือนำเทียบระบุ
ตนไปหาเยี่ยนหลิน
เรื่องราวหลังจากนั้นนางไม่ได้ถามไถ่อีก
ไม่ถึงสองวันเยี่ยนหลินก็ติดตามหย่งอี้โหวผู้
เป็นบิดาไปลาดตระเวน ที่ค่ายเฟิงไถและทงโจว
วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนเก้าถึงจะกลับ
และเช้าวันนี้เองก็มีข่าวมาจากวังหลวง แจ้ง
ว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางอิจฉาที่ตำนักเหวินหวา
เปิดการบรรยายประจำวันอยู่เสมอ จึงไปขอร้อง
ฝั่าบาทให้ทรงหาเซียนเซิงที่เชื่อถือได้มาให้นาง
บ้างหลาย ๆ คน คิดอยากจะศึกษาร่ำเรียนอย่าง
จริงจังกับเขาบ้าง
ฝั่าบาทจึงมีพระราชโองการสรรหาพระสหาย
ร่วมศึกษาให้องค์หญิงใหญ่
ทรงกำชับเหล่าขุนนางหลังจากเสร็จสิ้นการ
ออกว่าราชการเช้า หากครอบครัวของพวกเขามี
บุตรีวัยไล่เลี่ยกับองค์หญิงก็จงคัดเลือกผู้มี
คุณสมบัติดีมาคนหนึ่งและเสนอชื่อขึ้นมา จากนั้น
จะให้ทางวังหลวงเป็นผู้เลือกสรรอีกรอบ
คราวนี้บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ทั่วทั้งราช
สำนักต่างตื่นเต้นกระตือรือร้น
ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเป็นที่
โปรดปราน
นอกจากนี้ผู้ร่วมฟังการบรรยายประจำวันใน
ตำนักเหวินหวาพร้อมองค์หญิง มีผู้ใดบ้างไม่ใช่
เชื้อพระวงศ์หรือบุรุษผู้เปียมความสามารถจาก
ตระกูลใหญ่?
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ภายภาคหน้าคำว่า
‘เคยเข้าวังมาก่อน’ กับ ‘เคยเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิงใหญ่’ จะใช้งานได้ดีมากสัก
เพียงใดในยามบุตรีตบแต่งกับผู้อื่น แค่ความมี
หน้ามีตาและโอกาสที่จะได้วิวาห์เชื่อมสาย
สัมพันธ์จากการได้รับคัดเลือกในอนาคตนี้ ก็ควร
ค่าให้ทุกคนพยายามแย่งชิงสุดความสามารถแล้ว
ครอบครัวผู้อื่นจัดการเช่นไร เจียงเสวี่ยหนิง
ไม่รู้ นางรู้เพียงครอบครัวของตนเอง
เจียงปั๋อโหยวบอกกล่าวเรื่องนี้ต่อเมิ่งซื่อหลัง
กลับจากวังหลวง แจ้งนางว่า “ข้าได้ยินมาว่าใน
งานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางก่อนหน้านี้ ตอนอยู่
จวนชิงหย่วนปั๋อ เหมือนยายหนูหนิงจะเป็นที่
ต้องพระทัยขององค์หญิงใหญ่เล่อหยาง ทรงมี
ท่าทีชื่นชอบและสนิทสนมอยู่บ้าง ทว่าเมื่อแต่ละ
ครอบครัวส่งรายชื่อไปแล้วก็ยังต้องให้วังหลวง
เลือกเฟั้นอีกครา หากเอ่ยถึงนิสัยใจคอและ
ความรู้ความสามารถ ย่อมเป็นเสวี่ยฮุ่ยที่
เหมาะสมมากกว่าเล็กน้อย ทั้งหนักแน่นสง่างาม
และรู้ความ ไม่ก่อเรื่องราวโดยง่าย แต่ก็ไม่แน่ว่า
จะเทียบคุณหนูจากตระกูลอื่นได้เช่นกัน หากส่ง
ชื่อของยายหนูหนิงขึ้นไปจะมีโอกาสได้รับ
คัดเลือกสูงมาก ทว่านางมีนิสัยดื้อรั้น เกรงว่ายัง
จะร้ายกาจกว่าองค์หญิงใหญ่อยู่บ้างด้วยซ้ำไป
เพราะนางเป็นคนที่ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์
แล้วเรื่องนี้ควรทำเช่นไรถึงจะดี?”
เมิ่งซื่อฟังหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น
นางรู้อยู่แก่ใจว่าเจียงปั๋อโหยวออกจะเอน
เอียงไปทางยายหนูหนิงมากเป็นพิเศษ เนื่องจาก
ความละอายใจที่มีต่อบุตรีคนรองและการมีอยู่
ของจวนหย่งอี้โหวนั่นเอง แต่เรื่องการเข้าวังเพื่อ
เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่นี้ก็
หนักหนานัก หากให้เจียงเสวี่ยหนิงไป แล้วจะ
วางใจลงได้อย่างไรกัน
นางตอบกลับว่า “ลูกหนิงใจร้อนวู่วาม แต่ใน
วังมีกฎระเบียบผูกมัด นางอาจไม่ยอมไปก็ได้”
เจียงปั๋อโหยวมองนางผาดหนึ่ง “อันที่จริงข้าเอง
ก็รู้สึกว่าลูกฮุ่ยเหมาะสมกว่าหน่อย”
นี่ไม่ใช่ความลำเอียง แต่นิสัยของลูกหนิงน่า
กังวลมากจริง ๆ
ไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้น่ะไม่เป็นไรหรอก กลัว
เพียงว่าจะก่อเภทภัยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ยังต้องหารือกับ
บุตรีทั้งสองอยู่ดี ฉะนั้นเจียงปั๋อโหยวจึงออกคำสั่ง
ว่า “ไปเชิญคุณหนูทั้งสองมา”
เมิ่งซื่อพลันรู้สึกหายใจติดขัดอีกคำรบ ถอน
หายใจกล่าว “ข้ากลัวว่าลูกหนิงจะโวยวายแย่งชิง
ไม่ยอมเลิกราอีกน่ะสิ”
*****
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงกำลังนอนกลางวันอยู่
เมื่อถูกปลุกกะทันหันจึงหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่
สะดวกจะอาละวาดเช่นกัน
ครั้นจัดแจงเสร็จสรรพและเดินทางไปถึงจึง
พบว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมาก่อนแล้ว
นางคารวะแล้วนั่งลง
เจียงปั๋อโหยวเล่าเรื่องราวให้พวกนางฟัง
สุดท้ายจึงถามว่า “ตอนนี้รู้เพียงว่าจะคัดเลือก
พระสหายร่วมศึกษา แต่เข้าวังไปแล้วจะศึกษา
อะไรหรือทำอะไร กลับไม่รู้เลยสักอย่าง ทว่าพระ
สหายร่วมศึกษาของบรรดาองค์ชายทั้งหลายล้วน
ต้องพำนักอยู่ในวัง และวังหลวงเป็นสถานที่เช่น
ไรพวกเจ้าก็รู้ดี จำต้องระมัดระวังและละเอียด
รอบคอบเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องเลือกคนที่สุขุม
หนักแน่นไป แต่ดูเหมือนว่าลูกหนิงจะได้รับความ
โปรดปรานจากองค์หญิงใหญ่ พวกเจ้าทั้งสองคน
เล่าคิดเห็นเช่นไร?”
ผู้ที่อยู่เบื้องล่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่เอ่ยวาจาใด
ส่วนเจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับก้มหน้า มอง
ผ้าเช็ดหน้าแพรในมือตน นึกถึงผู้ที่นางบังเอิญได้
พบขณะกลับจากงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางของ
จวนกั๋วกงเมื่อหลายวันก่อน แต่นางหาใช่บุตรี
ภรรยาเอกที่แท้จริงไม่ ยามนี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็น
บุตรีภรรยาเอก ทว่ายามอยู่ต่อหน้าเจียงเสวี่ย
หนิง นางก็ไม่มีสิทธิ์จะแย่งชิงสิ่งใดให้ตนเอง
แม้แต่น้อย
ดังนั้นจึงทำได้เพียงตอบกลับเสียงเบา “ให้
ท่านพ่อท่านแม่เป็นผู้ตัดสินใจเจ้าค่ะ”
เมิ่งซื่อจงใจมองเจียงเสวี่ยหนิง เอ่ยปากว่า
“ภายในจวนมีพวกเจ้าสองคนที่เป็นบุตรีภรรยา
เอก เดิมทีใครจะไปก็เหมาะสมทั้งสิ้น คนหนึ่ง
นิสัยสุขุมหนักแน่น อีกคนก็เป็นที่โปรดปรานของ
องค์หญิง แต่อย่างไรเสียการเข้าวังนั้นหาใช่เรื่อง
ง่ายไม่ มิหนำซ้ำยังต้องไปเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาอีก พวกเราไม่ได้อยากให้พวกเจ้าสร้าง
ชื่อเสียงอะไรให้จวน แค่ออกมาอย่างปลอดภัยก็
เพียงพอแล้ว ลูกหนิงออกจะมีนิสัยร่าเริงมาก
เกินไปหน่อย แม้ว่าในวังอาจมีเยี่ยนซื่อจื่อคอย
ดูแล แต่กฎเกณฑ์ภายในวังก็เข้มงวด อีกทั้ง
ซื่อจื่อก็ไม่ได้พำนักอยู่ในวัง ทำให้ไม่อาจดูแลได้
ทั่วถึง จากเหตุผลเหล่านี้ให้ลูกฮุ่ยไปจะค่อนข้าง
เหมาะสมกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
บทที่ 18 พระสหายร่วมศึกษา (2)
เจียงปั๋อโหยวคอยสังเกตสีหน้านางเป็นระยะ
ครั้นได้ฟังคำพูดนี้ของเมิ่งซื่อก็รู้สึกผิดเล็กน้อย
อย่างน่าประหลาด ซ้ำยังรู้สึกว่าทำเช่นนี้ออกจะ
ไม่ค่อยยุติธรรมกับบุตรีคนรองสักเท่าไรนัก เขา
จึงรีบพูดเสริมทันที “แน่นอนว่ายายหนูหนิงเป็น
ที่โปรดปรานขององค์หญิง หากเจ้าอยากไปเป็น
พระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง ข้าก็จะเสนอ
ชื่อเจ้าขึ้นไป”
เมิ่งซื่อเม้มริมฝีปากไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้มากมาย
นัก
นางรู้นิสัยน้องหญิงหนิงเป็นอย่างดี ขอเพียง
นางมีสิ่งใด น้องหญิงหนิงจะต้องมีสิ่งที่ดีกว่า
โอกาสเข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาเช่นนี้
คุณหนูจากตระกูลใหญ่คนอื่นล้วนแก่งแย่งกัน
แทบตาย แล้วน้องหญิงหนิงจะทำให้นางสมความ
ปรารถนาได้อย่างไรกันเล่า
แม้ว่าที่จริงแล้วครั้งนี้นางก็หวังอยู่บ้างจริง ๆ
เพียงแต่นั่นมันก็แค่เล็กน้อย…
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งนิ่งอยู่นาน สายตาของทุก
คนล้วนตกบนร่างนาง
ทว่าสายตาของนางกลับอยู่บนร่างเจียงเสวี่ย
ฮุ่ย
เจียงปั๋อโหยวกับเมิ่งซื่อรออยู่พักใหญ่ แต่ก็
ไม่ได้ยินนางเอ่ยวาจาจึงนึกว่านางยอมยกโอกาส
นี้ให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยแล้ว พลันรู้สึกเหมือนได้ยก
ภูเขาออกจากอกเสียที
เมิ่งซื่อโล่งใจ กำลังจะอ้าปากกล่าวว่า
‘เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้’
แต่ทันใดนั้น เจียงเสวี่ยหนิงกลับลุกจากที่นั่ง
คำพูดที่ยังไม่ได้เอ่ยพลันจุกในลำคอ
เมิ่งซื่อหนังตากระตุก
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเบนสายตามอง เพียงนึกทอด
ถอนใจด้วยความขมขื่นหน่อย ๆ ‘อย่างที่คิด
เอาไว้เลย’
แม้แต่เจียงปั๋อโหยวเองยังลอบร่ำร้องทีหนึ่ง
ว่า ‘แย่แล้ว’ ครุ่นคิดในสมองว่าหากประเดี๋ยว
ยายหนูหนิงอาละวาดขึ้นมาจะทำเช่นไรดีเรื่องนี้
ถึงจะสงบลงได้
คาดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะมิมองผู้ใด นาง
ทอดสายตาพร้อมยอบกายคารวะ แล้วเอ่ยว่า
“ท่านพ่อท่านแม่กล่าวมีเหตุผล ถึงแม้โอกาสใน
การเข้าวังครั้งนี้จะหาได้ยาก แต่ลูกรู้จักนิสัยของ
ตัวเองดี ไม่อดทนและไม่ยอมให้ผู้ใด แต่พี่หญิง
สง่างามเป็นกุลสตรีและรู้ความ อีกทั้งยังยินดีจะ
ไปอีกด้วย มิหนำซ้ำยังมีการคบค้าสมาคมกับบุตรี
ตระกูลสูงศักดิ์ภายในเมืองหลวง หากให้เข้าวังคง
เหมาะสมกว่า ครั้งนี้ให้พี่หญิงไป ลูกไม่มี
ความเห็นอื่นใดเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวงุนงงทันที “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เมิ่งซื่ออดนั่งหลังเหยียดตรงไม่ได้ “เจ้า…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยยังคงตะลึงงัน ประกายตา
วาววับ รู้สึกตื้นตันใจอย่างประหลาด “น้องหญิง
…”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกดูแคลน อีกทั้งยังพานนึก
ถึงหว่านเหนียง จึงตอบกลับโดยไม่ไว้หน้านาง
แม้แต่น้อย “อย่าคิดเชียวว่าคราวนี้ข้าทำให้ผู้ใด
สมความปรารถนา ที่ข้าไม่อยากเข้าวังก็เพราะข้า
ทนกฎเกณฑ์ภายในวังหลวงไม่ได้หรอก วันหน้า
หากเจ้ามีสิ่งใดที่ข้าพอใจ ก็จะแย่งชิงดังเดิมโดย
ไม่ละเว้น!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยอับจนวาจา ได้แต่มองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงเบนสายตากลับมา กล่าวกับ
เจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อโดยไม่แยแสผู้ใด “หาก
ท่านพ่อท่านแม่ปราศจากธุระอื่นใดแล้ว ลูกขอตัว
ลาก่อนเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อไหนเลยจะคิดว่า
เรื่องราวจะง่ายดายถึงเพียงนี้ คราแรกจึงยังไม่ได้
สติคืนกลับมา
ครั้นได้ฟังคำพูดประโยคนี้ของนาง ใจพลัน
บังเกิดความรู้สึกอันสลับซับซ้อนขึ้นมาหลายส่วน
เดิมทีนึกว่าลูกหนิงจะต้องอาละวาดยกหนึ่งเสีย
อีก แต่นางกลับละทิ้งโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ไปอย่าง
ง่ายดาย ทำให้พวกเขาละอายใจต่อความคิดที่
เคยมีอยู่บ้าง
เจียงปั๋อโหยวรีบเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรแล้วละ”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่โยกโย้ แสดงการ
คารวะคราหนึ่ง จากนั้นจึงถอยไปจากห้อง
ภายในห้องโถงเหลือเพียงพวกเขาสามคน
ต่างคนต่างมีสีหน้าแปลกประหลาด
สุดท้ายเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็ทอดสายตามองแผ่น
หลังผอมบางซึ่งค่อย ๆ หายลับไปบนระเบียง
ทางเดิน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างแช่มช้า กล่าว
กับเมิ่งซื่อว่า “ที่จริงแล้วน้องหญิงใจอ่อนมากเลย
นะเจ้าคะ…”
เมิ่งซื่อเงียบงันไม่เอ่ยวาจา
เจียงปั๋อโหยวกลับบังเกิดความตื้นตันใจขึ้นมา
หลายส่วน ทอดถอนใจเอ่ยว่า “ลูกหนิงรู้ความถึง
เพียงนี้ กลับทำให้ข้าไม่คุ้นชินอยู่บ้าง นางเติบโต
เป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วจริง ๆ รู้จักเอาใจใส่พวกเรา
และรู้จักยอมให้พี่สาวแล้ว”
โชคดีที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยินคำพูดนี้ มิ
เช่นนั้นเกรงว่าคงได้เปล่งเสียงหัวเราะแน่
ทุกคนคงคิดแค่ว่านางละทิ้งโอกาสอันยิ่งใหญ่
อย่างการได้เข้าวังหลวงเพื่อเป็นพระสหายร่วม
ศึกษา แต่หารู้ไม่ว่านางไม่เคยอยากได้โอกาสนี้
แม้แต่น้อย
ขณะเดินออกมาจากห้องโถง ฝีเท้าของเจียง
เสวี่ยหนิงรวดเร็วฉับไวและผ่อนคลายเสีย
เหลือเกิน
เหลียนเอ๋อร์เกือบตามนางไม่ทัน เดินไปพลาง
ร้องเรียก “สวรรค์! คุณหนูท่านเป็นอะไรไปหรือ
เจ้าคะ? นั่นคือการเข้าวังหลวงเชียวนะ เป็น
โอกาสอันดีที่จะได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิงใหญ่ ในเมืองหลวงมีคนตั้งมากมาย
เท่าใดที่ต่อให้ต้องเหลาศีรษะให้แหลมก็ต้องมุด
แทรกเข้าไปให้จงได้ แต่ท่านกลับยกให้ผู้อื่นโดย
ทันที!”
เจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียงหัวเราะพรืด “หากข้า
อยากไปต่างหากถึงจะเรียกว่าโง่!”
อยู่ในวังสบายกว่าอยู่ข้างนอกที่ไหนกันเล่า
ยืน เดิน นั่ง นอน ต่างต้องมีกฎเกณฑ์
อย่าว่าแต่พระสหายร่วมศึกษาที่คัดเลือกจาก
ตระกูลขุนนางใหญ่เบื้องล่างเลย ต่อให้เป็นเหล่า
พระชายาหรือพระสนมที่เข้าวังไปถวายการ
ปรนนิบัติฮ่องเต้เองก็ยังต้องระมัดระวังคำพูดและ
การกระทำ ไม่อาจกล้าละเลยแม้แต่น้อย
นางเข้าวังหลวงมาแล้วถึงรู้ว่าชีวิตลำบากมาก
เพียงใด
โชคยังดีที่ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา
ต่อให้กระทำการอุกอาจไปสักหน่อยก็ไม่มีผู้ใด
กล้าเอ่ยอะไร
ทว่าการเป็นพระสหายร่วมศึกษาในชาติก่อน
มีสภาพเป็นเช่นไรเล่า
เซียวซูเชี่ยวชาญไปเสียทุกสิ่ง ร้ายกาจไปเสีย
ทุกอย่าง กดดันนางจนหายใจไม่ออก องค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางที่ ‘แค้นเพราะรัก’ ก็ฉวยโอกาส
จับผิด ทั้งยังไม่ปล่อยตัวนางออกไปด้วย
และสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือมีสองวิชาที่
เชิญเซี่ยเวยมาเป็นอาจารย์
ช่วงนี้ในชาติก่อนนางยังไม่ได้มีความแค้นอัน
ใดกับเซี่ยเวย และอีกฝั่ายก็ไม่ได้สร้างความ
ลำบากให้นางสักเท่าไร
ทว่าถ้าชาตินี้มีเซี่ยเวยเป็นอาจารย์ นางยังจะ
มีหนทางรอดอีกหรือ
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ก่อนหน้านี้สายตาของ
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางทำเอานางใจสั่นสะท้าน
ไหนจะเยี่ยนหลินที่มักเข้าออกวังหลวงอยู่เสมอ
อีก…
หากนางพาตัวเองเข้าไป นั่นก็เท่ากับว่า
รังเกียจที่ศีรษะและชะตาชีวิตตนเองแข็งแกร่ง
มากเกินไปแล้วจริง ๆ
เพียงแต่ยามที่เจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อเอ่ย
ถามเมื่อครู่มีเจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย นาง
ไม่อยากให้อีกฝั่ายมีความสุขมากเกินไปนัก ถึงจง
ใจลากเรื่องให้ยาวนานขนาดนั้น
แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็เหนือความคาดหมายอยู่
บ้าง คล้ายว่าพวกเขาเห็นนางเป็นคนดีเลิศ
อย่างไรอย่างนั้น
แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
ส่วนเมื่อเจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าวังไปเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาแล้วจะทุกข์ทรมานหรือไม่
นั่นเกี่ยวอะไรกับนางด้วยล่ะ
*****
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงห้องก็ให้พวกสาว
ใช้ขน ‘สมบัติส่วนตัว’ ออกมานับอีกรอบ
ครุ่นคิดในใจว่า บัดนี้การเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาตกไปอยู่ที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยแล้ว เมื่อไม่ถูก
คัดเลือก การเข้าวังหลวงย่อมไม่เกี่ยวข้องกับตน
อีก ครั้นเป็นเช่นนี้วงโคจรซึ่งเกิดขึ้นในชาติก่อน
จะเบี่ยงเบนจากจุดเดิมโดยสิ้นเชิง อีกทั้งนาง
ไม่ได้ไปตอแยเสิ่นเจี้ยอีกด้วย เช่นนั้นก็เหลือเพียง
หาโอกาสเหมาะสมบอกกล่าวเยี่ยนหลินให้
ชัดเจน จากนั้นรอให้เรื่องของจวนหย่งอี้โหวแน่
ชัด ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะดีหรือร้าย นางก็
พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ต่อไปอาจ
กลับไปอยู่ทงโจว หรือไม่ก็หิ้วสัมภาระออก
เดินทางทั่วหล้าเลียนแบบโหยวฟางอิ๋นในชาติ
ก่อน
ทัศนียภาพของโลกภายนอกงดงามถึงเพียง
นั้น แล้วเหตุใดจะต้องขังตัวเองอยู่ที่ใดที่หนึ่งด้วย
เล่า
ลูกคิดส่งเสียงดังเพียะเพียะทันใด
แม้ว่าคดีที่จวนหย่งอี้โหวเข้าไปมีส่วนพัวพัน
กับคดีก่อกบฏของผิงหนานอ๋องจะทำให้นาง
กังวลอยู่บ้าง แต่ค่ำคืนนี้นางก็นอนหลับสนิท
อย่างหาได้ยากยิ่ง
บ่ายวันต่อมา รายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจาก
วังหลวงก็แจ้งลงมา
เมื่อมาถึงจวนตระกูลเจียง เจียงปั๋อโหยวและ
เมิ่งซื่อต่างไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง ถึงกับต้อง
ยืนยันกับขันทีจากวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า “กง
กง รายชื่อนี้แจ้งผิดหรือไม่? ชื่อที่จวนของพวก
เราส่งไปคือชื่อของพี่สาว แล้วเหตุใดชื่อในใบ
รายชื่อที่ถูกคัดเลือกกลับเป็นคนรองได้เล่า?!”
กงกงผู้นั้นไม่รู้เส้นสนกลในเช่นกัน จึงตอบ
เพียงว่า “ราชโองการเขียนเช่นนี้ บ่าวไม่ทราบ
เช่นกัน ถึงอย่างไรก็เป็นคุณหนูของพวกท่าน
ไม่ได้เสียหายอันใด ราชโองการแจ้งว่าวันมะรืน
ให้เก็บข้าวของเตรียมเข้าวังได้แล้ว จะต้องเรียน
กฎเกณฑ์บางอย่างก่อนเพื่อทำความคุ้นเคยกับ
เรื่องราวภายในวังหลวง หากไม่เหมาะสมจริง ๆ
ก็ยังมีโอกาสถูกคัดออก สรุปแล้วท่านไป
เตรียมการให้คุณหนูเถิด”
เจียงปั๋อโหยวและเมิ่งซื่อต่างมองหน้ากันไป
มา
ขณะที่ข่าวแพร่มาถึงเรือนของเจียงเสวี่ยหนิง
นางยังนับข้าวของอยู่ภายในห้อง เตรียมนำของมี
ค่าที่ไม่สะดวกต่อการพกพาบางอย่างไป
แลกเปลี่ยนเป็นตั๋วเงิน เพื่อจะได้สะดวกสำหรับ
การออกจากบ้านในภายภาคหน้า
คิดไม่ถึงว่า เหลียนเอ๋อร์จะวิ่งเข้ามาด้วย
ความตื่นเต้นดีใจ “คุณหนู เป็นท่าน! เป็นท่าน
เจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงแล้วปวดหัว
เนื่องด้วยเด็กสาวเหลียนเอ๋อร์ผู้นี้มีนิสัยนอก
กรอบ ความคิดความอ่านต่างจากนาง
ฉะนั้นหากเหลียนเอ๋อร์รู้สึกว่าเป็นเรื่องดี นั่น
จะต้องเป็นเรื่องแย่อย่างแน่นอน
พู่กันขนแพะขนาดเล็กซึ่งกำลังขีดเขียนบน
สมุดบัญชีพลันหยุดชะงัก เจียงเสวี่ยหนิงหนังตา
กระตุกคราหนึ่ง เอ่ยถามว่า “อะไรคือเป็นข้า?”
เหลียนเอ๋อร์หอบหายใจ “เข้าวัง! เข้าวังเป็น
พระสหายร่วมศึกษาเจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงขนลุกชัน โยนพู่กันทิ้งพร้อม
ผุดลุกพรวด “เจ้าว่าอะไรนะ?!”
เหลียนเอ๋อร์ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ นึกว่า
นางดีใจจะแย่อยู่แล้ว จึงรีบอธิบายว่า “ในรายชื่อ
ของพระสหายร่วมศึกษาที่กำหนดมาจากภายใน
วังมีชื่อของคุณหนูอยู่เจ้าค่ะ! ชื่อที่นายท่านเสนอ
เข้าวังเป็นชื่อของคุณหนูใหญ่ ไม่ทราบเพราะเหตุ
ใดจึงไม่ถูกเลือก แต่กลับเพิ่มชื่อของท่านโดยตรง
ท่านกำลังจะได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์
หญิงแล้วนะเจ้าคะ!”
“…”
สมองของเจียงเสวี่ยหนิงพลันบังเกิดเสียงดัง
‘วิ้ง’ ความคิดสารพัดอย่างไหลทะลักดั่งสายน้ำ
หลาก
สุดท้ายก็มีแค่ทางเดียว
ทั้งที่ไม่ได้เสนอชื่อ แต่ในใบรายชื่อพระสหาย
ร่วมศึกษากลับมีเสียอย่างนั้น
วังหลวงเป็น ‘สนามรบ’ ของจริงเชียวนะ
ที่แท้เป็นผู้ใดกันแน่ที่ลอบแทงข้าข้างหลัง