คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 171 ศีลธรรมจรรยา (1)
กล่าวกันว่าวันที่ราชรถขององค์หญิงใหญ่
เล่อหยางเสิ่นจื่ออีเดินทางออกจากเมืองหลวง แม้
ล่วงยามวิกาลแล้วก็ยังมีผู้คนมากมายยืนออ
เบียดเสียดตามท้องถนนและเดินมุ่งไปยังทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อน้อมส่งเสด็จ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีซึ่งครึกโครมอยู่แต่เดิมค่อย ๆ
สงบลงตามระยะเวลาการเดินทางออกจากเมือง
หลวงไปของนาง
ภายในเมืองหลวงตั้งแต่เบื้องบนอย่างชน
ชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ จดเบื้องล่างอย่าง
ชาวบ้านตาดำ ๆ ความสนใจของทุกคนหันเหไป
ยังการสอบเคอจวี่ระดับแคว้นในฤดูใบไม้ผลิและ
งานอภิเษกสมรสของหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยซึ่งกำลัง
จะจัดในเดือนสี่
จวนตระกูลฟางแห่งสำนักโหรหลวงซึ่งเดิมที
มิเคยอยู่ในสายตาย่อมคึกคักมากที่สุด
รองลงมาคือจวนรองเสนาบดีเจียงแห่งกรม
คลัง
ใคร ๆ ต่างพูดกันว่าหากเอ่ยถึงนิสัยใจคอ รูป
โฉม รวมถึงชาติกำเนิด ฟางเมี่ยวคุณหนูแห่ง
สำนักโหรหลวงมิอาจเทียบเจียงเสวี่ยฮุ่ยคุณหนู
ใหญ่แห่งจวนรองเสนาบดีเจียงได้สักนิด ทว่าจน
ใจที่ชื่อเสียงได้รับผลกระทบจากน้องสาวไม่ได้
ความ แต่นางก็ยังถูกเลือกให้เป็นถึงพระชายา
รองขณะกำลังดำเนินพิธีการคัดเลือกพระชายา
เอก เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าหลินจืออ๋องพอพระทัย
นางมากเพียงใด ทั้งยังทรงเลือกคุณหนูฟางเมี่ยว
เป็นพระชายาเอกด้วยความฝืนใจมากเพียงใด
งานอภิเษกสมรสกำหนดขึ้นวันที่สิบแปด
เดือนสี่ พระชายาเอกและพระชายารองทั้งสอง
คนเข้าจวนพร้อมกัน
ผู้ที่มาส่งเทียบเชิญ มอบของขวัญ พยายามตี
สนิท รวมถึงเข้าหาเพื่อผลประโยชน์พากันเหยียบ
ย่ำธรณีประตูจวนตระกูลเจียงแทบจะแหลกลาญ
พลอยทำให้บรรดาบ่าวไพร่หน้าชื่นตาบาน
เดินเหินกระฉับกระเฉงแคล่วคล่อง ต้อนรับขับสู้
ด้วยใบหน้าผ่องใส
ทว่าบุคคลเหล่านี้มิได้รวมสาวใช้และหญิงรับ
ใช้ภายในเรือนเจียงเสวี่ยหนิง
พวกนางไม่เพียงไม่ยินดี ช่วงหลายวันมานี้ยัง
หน้านิ่วคิ้วขมวด ทำทุกสิ่งด้วยความระแวดระวัง
มากขึ้นเรื่อย ๆ
โหยวฟางอิ๋นแห่งแดนสู่ส่งจดหมายฉบับใหม่
มา ถังเอ๋อร์ไม่กล้าใช้งานใครอื่นจึงออกไปรับเอง
ทว่าระหว่างเดินกลับเข้าจวนก็บังเอิญพบเจียงปั๋อ
โหยวซึ่งกำลังจะเดินทางออกไปข้างนอก
เจียงปั๋อโหยวปรายตามองนางพลางย่นหัวคิ้ว
“ยายหนูหนิงยังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือ”
ถังเอ๋อร์ตัวสั่นงันงก “วันนี้คุณหนูหลับถึงยาม
เหม่าสามเค่อก็ตื่นแล้วเจ้าค่ะ เมื่อกินข้าวต้มที่
ห้องครัวเตรียมให้ก็ล้มตัวลงนอนอีก พอตื่นมา
ยามสายก็มองนอกหน้าต่างอยู่ครึ่งค่อนวัน ส่วน
อาหารที่ส่งมาจากห้องครัวก็แตะต้องแค่นกพิราบ
ย่างไม่กี่ชิ้น เนื้ออิงเถา[1] และกับข้าวไม่ถึงครึ่ง
ชาม ส่วนบรรดาของเล่นแปลกใหม่ที่ติ้งเฟย
ซื่อจื่อสั่งให้คนนำมาให้ นางมองไม่กี่คราก็โยนทิ้ง
ครั้นชวนให้ออกไปเที่ยวชมงานเทศกาลโคมไฟก็
ไม่ไปเจ้าค่ะ…”
เจียงปั๋อโหยวถอนหายใจ “นี่มันเรื่องอะไร
กัน!”
ถังเอ๋อร์ไม่กล้าหายใจแรง
นับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสด็จไป
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธ-ไมตรี คุณหนูของตนก็
ราวกับสูญเสียจิตวิญญาณ ไม่ออกจากประตูห้อง
เลยสักก้าว แม้จะเห็นว่านางกินอาหารและนอน
หลับตามปกติ แต่เหล่าสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติต่าง
เห็นอาการราวกับสูญเสียจิตวิญญาณของนางอยู่
ในสายตา ทุกคนหวาดกลัวและกลัดกลุ้ม ไม่รู้ควร
ทำเช่นไรกับนางดี
เพียงแต่ช่วงหลายวันที่ผ่านมานายท่านมักจะ
ถามถึงคุณหนูเป็นระยะ
เหมือนจะให้ความใส่ใจมากกว่าเดิม
ถังเอ๋อร์ไม่รู้ว่าตนคิดไปเองหรือไม่ อาจเพราะ
อาการของคุณหนูช่วงนี้น่าเป็นห่วงมากกระมัง
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่าย
ศีรษะกำชับ “ดูแลให้ดี อีกไม่ถึงสองวันพี่สาวนาง
ก็ออกเรือนแล้ว หากนางไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป
อย่าให้ผู้อื่นรบกวนนางแล้วกัน นอกจากนี้จงบอก
ให้พักฟืนสักหลาย ๆ วันนะ”
ถังเอ๋อร์ค้อมกาย “เจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวจากไปด้วยสีหน้ากังวล
ครั้นกลับถึงเรือน ถังเอ๋อร์เห็นเหลียนเอ๋อร์นั่ง
วาดลายปักผ้าอยู่นอกห้อง จึงเดินเข้าไปมองใน
ห้องใกล้ ๆ พร้อมถามเสียงเบา “คุณหนูยังหลับ
อยู่หรือ”
เหลียนเอ๋อร์เองก็ถอนหายใจ “เพิ่งหลับไปไม่
นาน”
ถังเอ๋อร์อับจนหนทาง นางมองจดหมายในมือ
ทำได้เพียงวางไว้บนเตียงเตาริมหน้าต่างภายใน
ห้องอุ่นและไปจัดการสิ่งอื่นภายในห้อง
ยามต้นคิมหันต์ปลายวสันต์ อากาศยังไม่ร้อน
ระอุมากนัก
หน้าต่างสองบานเปิดสู่ภายนอก แสงตะวัน
เจิดจ้าตกกระทบพฤกษานานาพรรณ แว่วเสียง
นกขมิ้นเจื้อยแจ้ว สายลมสดชื่นโบกโชยเป็น
ระยะ พัดม่านมุ้งโปร่งสีชมพูอ่อนนอกเตียงให้
พลิ้วไหวเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงนอนตะแคงอยู่บนฟูก
ผ้าห่มฤดูใบไม้ผลิผืนบางห่มร่างกายครึ่งบน
พาดทับหน้าอก อาจเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา
นางว้าวุ่นฟุั้งซ่านและนอนมากเกินไป ทำให้ยาม
นอนกลางวันมักฝันไม่ค่อยสู้ดี
บัดเดี๋ยวเป็นศีรษะของโจวอิ๋นจือ บัดเดี๋ยว
เป็นโลงศพของเสิ่นจื่ออี
ความฝันแปลกประหลาดพิสดาร คาดการณ์
ไม่ได้
นางเดินออกจากพระราชวังซึ่งโลหิตไหลนอง
เป็นท้องธาร มีแต่ไอหมอกหนาทึบรายล้อม
คล้ายมีบางสิ่งกำลังไล่กวดหลังอย่างเอาเป็นเอา
ตาย ฝีเท้านางจึงสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็
ถึงขั้นพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
ตำหนักคุนหนิงอันคุ้นเคยตั้งอยู่ตรงหน้า
นางโล่งอก วิ่งถลาเข้าไป ทว่าเพิ่งรั้งฝีเท้าก็
มองเห็นเงาร่างผอมซูบยืนอยู่ข้างใน
“ฟางอิ๋น…”
เจียงเสวี่ยหนิงร้องเรียกในบัดดล
อีกฝั่ายหมุนกายกลับมา ทว่าทอดสายตามอง
ด้วยอาการงงงวย
นั่นคือใบหน้าหมดจด แต่คิ้วบางทั้งสองข้าง
แฝงความเย็นชาที่เฉียบคมกว่าปกติหลายส่วน
เป็นความหนักแน่นเพราะเห็นการขึ้นลงของ
สนามการค้าจนชาชิน ทว่าแววตาคล้ายกอปร
ด้วยความจนใจและขมขื่นเล็กน้อย
เป็นโหยวฟางอิ๋น
แต่มิใช่โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้
ครั้นนางเห็นเจียงเสวี่ยหนิงก็นิ่งอึ้ง ก่อนจะ
ถอนหายใจเศร้าสร้อย “ร่ำรวยครึ่งเมืองไปก็ไร้
ประโยชน์ ลงเดิมพันทั้งสองฝั่ายสุดท้ายย่อมต้อง
ผิดใจกับผู้อื่น ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าการพลิกผัน
ครั้งใหญ่นี้เกิดจากความแค้นเก่ายี่สิบกว่าปีก่อน
ถึงตอนนี้คงต้องสละทรัพย์สมบัติเพื่อรักษาชีวิต
เสียแล้ว”
ความแค้นเก่า ความแค้นเก่าอะไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงต้องการถามไถ่ให้แน่ชัด แต่
‘ร่ำรวยครึ่งเมือง’ สี่พยางค์นั้นกลับดังกึกก้อง
ต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่าภายในหัวสมองนางดั่ง
ระฆังยักษ์ ทำให้นางว้าวุ่นสับสนจนตกใจตื่นจาก
ความฝันปราศจากที่มาที่ไปนี้
นางพลันลืมตา พลิกกายลุกขึ้นนั่งทันที
ผ้าห่มผืนบางไหลลื่นหล่นจากหน้าอก
สายลมสดชื่นพัดมาจากภายนอก เจียงเสวี่ย
หนิงพลันเย็นวาบบริเวณหน้าผากและทั่ว
สรรพางค์กาย นางถึงค่อยรู้สึกตัวว่าหลั่งเหงื่อเย็น
ท่วมร่าง แม้แต่ด้านหลังเสื้อชั้นกลางยังเปียกชื้น
แนบท้ายทอย ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
ลืม
นางต้องลืมเรื่องสำคัญอะไรไปแน่
ค่อนเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากขัดขวางเสิ่นจื่อ
อีไม่ให้เดินทางไปอภิเษกสมรสไม่สำเร็จ ทำให้
นางไร้ชีวิตชีวา ใช้ชีวิตราวกับศพเดินได้และ
เหมือนแมลงวันไร้หัวปราศจากจุดมุ่งหมาย
ประหนึ่งไม่มีสิ่งใดมากระตุ้นความสนใจและควร
ค่าให้นางใส่ใจ
แต่ไม่มีสิ่งใดจริงหรือ?
ร่ำรวยครึ่งเมือง
โหยวฟางอิ๋นในชาติก่อน…
ลงเดิมพันทั้งสองฝั่าย?
นางเค้นสมองพยายามครุ่นคิดซ้ำ ๆ ในที่สุดก็
ปรากฏประกายแสงสว่างวาบท่ามกลางความคิด
นับหมื่น เจียงเสวี่ยหนิงเลิกผ้าห่มผืนบาง ลุกจาก
เตียงพร้อมตะโกนเสียงดังออกไปข้างนอก
“ถังเอ๋อร์ เหลียนเอ๋อร์! จดหมายจากแดนสู่ล่ะ”
เหลียนเอ๋อร์ที่อยู่ข้างนอกตกใจสะดุ้งโหยง
ครั้นถังเอ๋อร์ได้ยินจึงรีบไปหยิบจดหมายซึ่ง
วางอยู่ที่ห้องอุ่นแล้วเดินเข้ามา เดิมทีจะยื่นส่งให้
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงรีบคว้าไปก่อน นางฉีกซอง
จดหมายและเริ่มอ่าน สาวใช้ทั้งสองจึงเห็นว่า
อาการซึมเศร้าช่วงหลายวันที่ผ่านมาของคุณหนู
สลายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมเย็นชาราว
กับต้องเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ คล้ายนึกถึงเรื่อง
สำคัญอะไรบางอย่างซึ่งตนละเลยขึ้นมาได้
ถังเอ๋อร์อดห่วงไม่ได้ว่านางอารมณ์ขึ้น ๆ ลงๆ
จนอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน จึงถามด้วยความ
ระมัดระวัง “คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ”
——————–
1. เนื้ออิงเถา เป็นอาหารมีชื่อของซูโจว ทำ
จากหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมาตุ๋น
กับน้ำตาลและเหล้า มีสีแดงเหมือนอิงเถา
หรือเชอร์รี
บทที่ 171 ศีลธรรมจรรยา (2)
เจียงเสวี่ยหนิงอ่านจดหมายจบอย่างรวดเร็ว
รู้สึกจิตใจหนักอึ้ง
มิใช่ว่าสถานการณ์ที่นาเกลือตระกูลเหรินไม่ดี
แต่เป็นเพราะหลังจากผ่านคืนวันอันแสนห่อ
เหี่ยว ในที่สุดนางก็นึกได้ เสิ่นจื่ออีเดินทางไป
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีแล้ว และสัก
วันเยี่ยนหลินก็จะต้องเหยียบย่ำต๋าต๋าให้ราบเป็น
หน้ากลองจริง ๆ แต่หากต้องการรับตัวองค์หญิง
กลับคืนราชสำนักก็เป็นเรื่องที่ต่อให้นางซึ่งเป็นผู้
ล่วงรู้เหตุการณ์ในชาติก่อนก็ใช่ว่าจะทำได้สำเร็จ
…
ยังขาดโหยวฟางอิ๋นอีกคน!
โหยวฟางอิ๋นในชาติก่อน!
ชาติก่อนเมื่อเสิ่นจื่ออีเดินทางไปอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีได้สี่ปี ต๋าต๋าก็รุกรานดินแดน
ภาคกลาง เผยความทะเยอทะยานอย่างชัดเจน
ในห้วงวิกฤติเยี่ยนหลินได้รับคำสั่งให้เป็นผู้
กอบกู้สถานการณ์อันเลวร้าย
แต่เมื่อขับไล่กองทัพของศัตรูและรับโลงศพ
ขององค์หญิงกลับคืนมา ถึงได้รู้ว่าองค์หญิงต้อง
ทนทุกข์ทรมาน ถึงขั้นถูกบีบคั้นให้ทำแท้งตั้งแต่
สองปีก่อนเพียงเพราะต๋าต๋าไม่อยากให้นางคลอด
บุตรสองสายเลือด พวกชนเผ่าอนารยชนชิง
สังหารองค์หญิงเซ่นสังเวยธงรบก่อนกรีธาทัพมา
รุกราน แม้นางจะมีสายเลือดอันสูงส่งและกอปร
ด้วยความหยิ่งทะนง แต่เมื่อต้องตกอยู่ในสถานะ
เช่นนั้นก็เป็นได้เพียงสตรีโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพาให้
คนสังหารได้ตามใจชอบ!
ขณะนั้นตระกูลเซียวครองอำนาจอันเกรียง
ไกร ราชสำนักต้องการให้เยี่ยนหลินต่อสู้กับอ
นารยชน แต่ก็คิดปั้องกันมิให้เขาครอบครอง
กำลังทหารยิ่งใหญ่ จึงพยายามสร้างความ
ยากลำบากตามแนวหลังและด้านเสบียงอาหาร
ต่าง ๆ นานา
ทว่าแนวหน้ามิได้รับผลกระทบใด ๆ
เวลานั้นมีบางคนในราชสำนักนึกสงสัย จน
เมื่อเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินร่วมมือกันก่อกบฏ ทุก
คนถึงรู้ว่านอกจากหลี่ว์เสี่ยนเจ้าสนามการค้าแล้ว
ยังมี ‘โหยวครึ่งเมือง’ ซึ่งมีฐานะมั่งคั่งระดับแว่น
แคว้นคอยหนุนหลังพวกเขาด้วย!
การสู้รบต้องใช้กำลังทหาร ส่วนการเลี้ยงดู
ทหารต้องใช้เงิน
ชาติก่อนพวกเขามีโหยวฟางอิ๋นซึ่งร่ำรวย
อันดับต้น ๆ ของแคว้นคอยช่วยเหลือ แต่ชาตินี้
เล่า
เจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ หย่อนกายลงนั่ง
เป็นเพราะชาตินี้นางช่วยโหยวฟางอิ๋น ฉะนั้น
โหยวฟางอิ๋นชาติก่อนจึงมิได้ปรากฏตัวในภพนี้
หากนางต้องการทำให้คำมั่นสัญญาต่อเสิ่นจื่ออี
เกิดขึ้นจริง หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือได้รวดเร็ว
กว่าชาติก่อน นั่นหมายความว่านางต้องมีเงิน
พอสมควรหรือมีมากกว่าโหยวฟางอิ๋นด้วยซ้ำถึง
จะอุดช่องโหว่ที่ตนสร้างได้!
นางจะทำได้หรือเปล่านะ
ไม่สิ…
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องถามว่าจะทำได้หรือเปล่าอีก
ต่อไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสำเร็จให้จงได้
ต่างหาก!
เจียงเสวี่ยหนิงวางกระดาษจดหมายแผ่นบาง
ลงบนโต๊ะช้า ๆ ในที่สุดก็ได้สติเสียที นางกะพริบ
ตาเอ่ยขึ้นมาว่า “เตรียมหมึกกับพู่กัน ข้าจะตอบ
จดหมาย”
*****
หลายวันที่ผ่านมาขุนนางบุ๋นในราชสำนักส่วน
ใหญ่ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการสอบระดับแคว้นซึ่งเพิ่ง
จะผ่านพ้นและการสอบหน้าพระที่นั่งซึ่งกำลังจะ
เกิด เจียงปั๋อโหยวเองก็ปราศจากข้อยกเว้น วันนี้
เขาจึงมิได้ไปกรมคลัง แต่มุ่งหน้าไปยังสภาฮั่น
หลินทันที
ฮ่องเต้แต่งตั้งให้เซี่ยเวยดำรงตำแหน่ง
ประธานการสอบระดับแคว้นครั้งนี้ เขายืนอยู่
หน้าโต๊ะและเพิ่งรับกระดาษคำตอบหลายฉบับที่
เจ้าหน้าที่ส่งมาจากด้านล่าง ผลการสอบระดับ
แคว้นออกแล้ว บัดนี้กำลังคัดเลือก
กระดาษคำตอบที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งเพื่อมอบให้
โรงพิมพ์ต่าง ๆ
เมื่อเจียงปั๋อโหยวเงยศีรษะมองพบก็ขมวดคิ้ว
ทันควัน
เรื่องที่เกิดหน้าประตูจวนวันนั้นทำให้เขา
ตกใจจริง ๆ หากมิใช่เห็นด้วยตาตนเอง เกรงว่าก็
คงไม่กล้าเชื่อเหมือนกัน เซี่ยเวยซึ่งยามปกติดู
เหมือนวิญูชนคุณธรรมสูงส่ง กอปรด้วยบุคลิก
ของนักปราชญ์ยุคโบราณ กลับมีพฤติกรรมเยี่ยง
สัตว์ปั่าอย่างการลวนลาม!
ที่ผ่านมาเจียงปั๋อโหยวไม่เคยคิดมากเรื่อง
ความเอาใจใส่ที่เซี่ยเวยมีต่อเจียงเสวี่ยหนิง
ประการแรก เขากับเซี่ยเวยคบหาด้วยสถานะ
ที่มีความอาวุโสระดับเดียวกัน ยามอีกฝั่ายเรียก
ยายหนูหนิงจึงเห็นนางเป็นชนรุ่นหลังเสมอมา
ประการที่สอง เขาเคยเอ่ยปากฝากฝังตอนยาย
หนูหนิงเข้าวังไปเป็นพระสหายร่วมศึกษา
ประการที่สาม เซี่ยเวยไม่ใกล้ชิดสตรี ไม่เคยมีข่าว
ลือว่าออกนอกลู่นอกทาง
แต่อย่างไรเสียก็ยังเป็นมนุษย์…
หลายวันที่ผ่านมาเจียงปั๋อโหยวเองก็รู้สึกว่า
บุตรีของตนมิใช่ผู้ที่อยู่ในกรอบธรรมเนียม
ประเพณี ดังนี้แล้วอาจจะเกิดความเข้าใจผิดอัน
ใดหรือไม่ และทั้งสองอาจใจตรงกันหรือไม่
เขาเลยไปสนทนากับเจียงเสวี่ยหนิงถึงสอง
ครา
เนื่องจากคำนึงว่าสตรีหน้าบาง และไม่
ต้องการให้นางรู้ว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เขาจึง
ไม่ได้ซักถามความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเซี่ยเว
ยอย่างชัดเจน แต่ใช้วิธีพูดเลียบเคียงเอา ครั้นฟัง
จากคำพูดของยายหนูหนิง ไหนเลยจะรู้สึก
กับเซี่ยเวยมากไปกว่าศิษย์อาจารย์
ปัญหาใหญ่จึงอยู่ที่เซี่ยเวย!
เจียงปั๋อโหยวไม่สบายใจ ช่วงนี้เขามิได้
สนทนากับเซี่ยเวยมากนัก ทำได้เพียงสะสางงาน
ของทางการพลาง ๆ รอจนคนน้อยลงและคน
ที่มาหาเซี่ยเวยออกไปแล้ว เขาถึงเดินเข้าไปหา
เขาเป็นฝั่ายทักทายก่อน “รองราชครูเซี่ย”
ที่ผ่านมาเจียงปั๋อโหยวเรียก ‘จวีอัน’ โดยตรง
เซี่ยเวยได้ยินสามคำอันห่างเหินนี้ก็รู้แล้วว่าอีก
ฝั่ายมีเรื่องจะกล่าว เขาจึงหมุนกายกลับมาพร้อม
เผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ใต้เท้าเจียง มีเรื่องจะชี้แนะ
หรือ”
เจียงปั๋อโหยวมองสำรวจเขา “ท่านรอง
ราชครูเป็นคนหนุ่มผู้มีความสามารถ ปีนี้อายุยี่สิบ
เจ็ดแล้ว กำลังจะสามสิบทว่ายังมิได้เป็นฝังเป็นฝา
บุตรีข้านิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ตอนนี้กำลังอยู่ในวัย
กำดัดสิบเก้าปี ยังตามเรื่องทางโลกไม่ทัน ท่าน
รองราชครูเป็นอาจารย์ สอนสั่งให้นางรู้จักจรรยา
มารยาท ข้าซึ่งเป็นบิดาซาบซึ้งใจยิ่งนัก เพียงแต่
เกรงว่านางยังไม่รู้ความ ยังต้องรบกวนท่านรอง
ราชครูช่วยกำกับดูแลคำพูดและการกระทำ ข้า
จึงหวังว่าท่านรองราชครูจะระมัดระวังทั้งคำพูด
และการกระทำของท่านเพื่อมิให้นางที่อายุยัง
น้อยเกิดความเข้าใจผิด ท่านรองราชครูเองก็
ทราบดีว่าข้าเลี้ยงดูบุตรีผู้นี้มาไม่ค่อยดีนัก เกรง
ว่านางอาจก่อเรื่องวุ่นวายได้”
ถ้อยคำนี้แฝงคำเตือนเป็นนัย
เซี่ยเวยยังคงถือกระดาษคำตอบ เขาไม่สบ
อารมณ์อยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นสีหน้ากลับมิได้
แปรเปลี่ยน ไม่ยอมรับนัยแฝงในคำพูดเขา เพียง
ตอบกลับว่า “ในเมื่อใต้เท้าเจียงเลี้ยงดูไม่ดี มิสู้
มอบให้ข้าเลี้ยงดูจะดีกว่าหรือไม่”
เจียงปั๋อโหยวนึกไม่ถึงว่าอีกฝั่ายจะพูดเช่นนี้
เขาหน้าบึ้งทันควัน
จากนั้นจึงกล่าวเสียงเย็นชา “แม้
ความสามารถของคนแซ่เจียงจะมิอาจเทียบรอง
ราชครูเซี่ย แต่ก็มีคำพูดประโยคหนึ่งต้องกล่าว
เตือนท่านรองราชครูไว้หน่อย! ถึงยายหนูหนิง
ของบ้านข้าจะมีชื่อเสียงไม่สู้ดี แต่นิสัยของนาง
มิได้เลวร้าย รองราชครูเซี่ยจะเข้าใจตนเองผิดก็
ช่างมันเถิด แต่อย่าเข้าใจผู้อื่นผิดเด็ดขาด หากทั้ง
สองต่างมีใจตรงกัน ข้าคงทำได้เพียงหลับตาข้าง
หนึ่ง ทว่าท่านรองราชครูเป็นอาจารย์ของยาย
หนูหนิง กลับกระทำเรื่องแทะโลมเช่นนี้ เหตุใด
จะมิใช่กำลังหยามหมิ่นจารีตบรรพชน และทำผิด
หลักศีลธรรมจรรยา?!”
เมื่อพูดถึงช่วงท้าย เสียงก็สูงขึ้นเล็กน้อยด้วย
โทสะ
สมาชิกสภาฮั่นหลินคนอื่นซึ่งกำลังสาละวน
อยู่ไกล ๆ ต่างมองมา เห็นชัดว่าได้ยินคำว่า
‘ศีลธรรมจรรยา’ เต็มหู อดเผยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
กันไม่ได้
ความคิดที่ว่า ‘สองคนนี้ดึงเรื่องศีลธรรม
จรรยามาเกี่ยวข้องได้อย่างไรนี่’ แสดงออกชัด
แจ้ง
เซี่ยเวยกลับหลุบตา
ใช่แล้ว เขาเป็นอาจารย์ของหนิงรอง หากว่า
ตามหลักจรรยา อาจารย์จะคบหาและมี
ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับลูกศิษย์ได้อย่างไร
เพียงแต่…
เซี่ยเวยโยนแผ่นกระดาษคำตอบลงบนโต๊ะ
โดยไม่แยแส เขามองโต้เจียงปั๋อโหยวพลางกล่าว
อย่างนุ่มนวล “แล้วจะทำไมเล่า”