คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 172 กำลังจะจากไป
นับจากวันนี้จึงมีข่าวลือในสภาฮั่นหลิน กล่าว
กันว่าเจียงปั๋อโหยวรองเสนาบดีกรมคลังกับเซี่ย
เวยรองราชครูขององค์รัชทายาททะเลาะเบาะ
แว้งกันเพราะกระดาษคำตอบการสอบระดับ
แคว้น ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม
จรรยา รองเสนาบดีเจียงผู้เป็นมิตรกับคนอื่น
เสมอมาใบหน้าถมึงทึง กระทั่งว่ายังเปล่งเสียง
หัวเราะเย้ยหยันเซี่ยเวยด้วยความไม่พอใจอย่าง
ยิ่งถึงสองที กล่าวเพียงว่า “มีเช่นนี้ที่ไหนกัน มี
เช่นนี้ที่ไหนกัน” แล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป
ไม่มีใครคิดเป็นอื่น
อย่างไรเสียผู้ที่สูงสง่ากอปรด้วยความดีงาม
และเที่ยงธรรมเช่นรองราชครูเซี่ยจะไปข้องแวะ
กับคำว่า ‘ศีลธรรมจรรยา’ ได้อย่างไร
เจียงปั๋อโหยวเสียอีกหลังจากพูดจาไม่ลงรอย
กับเซี่ยเวยก็จิตใจขุ่นมัวฝังรากลึก รู้สึกได้ราง ๆ
ว่าการที่บุตรีเป็นที่หมายปองของผู้มีอำนาจสูงส่ง
ย่อมมิใช่เรื่องดี มิหนำซ้ำสีหน้าของเซี่ยเวยทั้ง
ก่อนและหลังเหตุการณ์ยังแปรเปลี่ยนอย่าง
รวดเร็ว นึกสงสัยเสียจริงว่าคนผู้นี้ใช่เซี่ยจวีอันคน
เดียวกับที่ตนเคยรู้จักหรือไม่
ขบคิดพิจารณาอยู่หลายหน พอกลับบ้านจึง
ไปหาเจียงเสวี่ยหนิงเพื่อถามไถ่
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงตื่นมายามบ่ายก็เริ่มสั่งให้
สาวใช้นับจำนวนทรัพย์สินที่ตนมีในปัจจุบันใหม่
จากนั้นเขียนจดหมายตอบโหยวฟางอิ๋น วางแผน
ว่าเดือนนี้จะเดินทางไปแดนสู่ เมื่อเจียงปั๋อโหยว
สั่งให้คนมาเชิญตัวนางจึงได้จังหวะพอดี
ภายในห้องอักษร ฉางจั๋วซึ่งคอยปรนนิบัติรับ
ใช้ข้างกายเจียงปั๋อโหยวยกน้ำชาเข้ามา แล้วจึง
ถอยออกไป
ในห้องเหลือเพียงสองพ่อลูก
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่งถึงเอ่ยปาก
“ยายหนูหนิงเอ๊ย บัดนี้งานมงคลสมรสของพี่สาว
เจ้ากำหนดแล้ว รอเพียงทำพิธีในอีกสองวัน
เท่านั้น ข้าว่านับตั้งแต่เจ้ากลับมาหลังเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาในวังหลวงก็เหมือนจะไม่ค่อย
ชอบออกจากบ้าน ในบรรดาคุณชายจากตระกูล
ใหญ่และตระกูลสูงศักดิ์ทั่วเมืองหลวง นอกจาก
ติ้งเฟยซื่อจื่อซึ่งไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวผู้นั้น เจ้า
ต้องตาต้องใจผู้ใดบ้างหรือไม่ ทางบ้านก็ถึงเวลา
สมควรจัดแจงให้เจ้าแล้วเช่นกัน”
จริงดังคาด เมื่อถึงวัยอันสมควร ครอบครัวก็
เริ่มกลุ้มใจเรื่องการออกเรือนของนาง
เจียงเสวี่ยหนิงยกถ้วยน้ำชา ยามก้มศีรษะก็
มองเห็นเพียงดวงตาและแววตาของตนที่ส่อง
สะท้อนกระเพื่อมไหวอยู่ในถ้วย ใบหน้าซึ่งผุดใน
สมองแวบแรกนั้นเคร่งขรึมเย็นชา แต่มิได้มอบ
ความรู้สึกอันอ่อนโยนและหวานชื่นแก่นางสัก
เท่าใด กลับเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ แทน
นางมือสั่นระริก วางถ้วยชาอย่างแช่มช้า
เจียงปั๋อโหยวมองสำรวจสีหน้านาง รีบพูดต่อ
“ข้ามิได้รีบร้อนต้องการมอบเจ้าให้แก่ผู้ใด หาก
เจ้าเที่ยวเล่นกับติ้งเฟยซื่อจื่อผู้นั้นอย่างมีความสุข
และเขาเปลี่ยนแปลงนิสัยสำมะเลเทเมา
เหลาะแหละไม่จริงจังกับชีวิตได้ อีกทั้งเจ้ายังชอบ
เขาจริง เรื่องนี้ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้…”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “ท่านพ่อคิดมาก
เกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้ามิได้มีใจให้ผู้ใด”
เจียงปั๋อโหยวโล่งอก คิดว่าหากนางชอบเซียว
ติ้งเฟยผู้นั้น เกรงจะเทียบเซี่ยเวยไม่ติดด้วยซ้ำ!
เขาถามอีก “เจ้าไม่ได้มีใจให้ใครจริง ๆ น่ะ
หรือ”
ย่อมมีแน่นอน
น่าเสียดาย เหมือนชายในดวงใจนางผู้นั้นจะ
มิได้มีนางอยู่ในดวงใจ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนไม่ควรตอบเรื่องนี้
จึงข้ามไปและตัดบททันที “ท่านพ่อ ตอนนี้ลูกยัง
ไม่มีแก่ใจมาคิดเรื่องออกเรือนเจ้าค่ะ เมืองหลวง
มีแต่เรื่องวุ่นวาย เดือนนี้ลูกจึงวางแผนว่าจะ
เดินทางไปแดนสู่เพื่อผ่อนคลายอารมณ์เสีย
หน่อย”
“เหลวไหล!”
ครานี้เจียงปั๋อโหยวตกใจมิใช่น้อย ดวงตาเบิก
โพลง ไม่กล้าเชื่อเลยว่าตนได้ยินสิ่งใด
“เจ้าเป็นสตรีอายุเท่าไหร่เอง ขุนเขาสูง
หนทางยาวไกล จะไปแดนสู่ทำไมกันเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสำเร็จ
ราบรื่น ถึงอย่างไรสตรียังมิได้ออกเรือนมาบอก
จะออกเดินทางไกลก็ฟังดูเหลือเชื่อ
นางมิได้ประหลาดใจที่เจียงปั๋อโหยวมี
ปฏิกิริยาเช่นนี้
แต่ในเมื่อกล้าเอ่ยถึง นางก็ย่อมเตรียมการ
แล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงเพียงกล่าวเรียบ ๆ ว่า “ก่อน
หน้านี้ที่เมืองหลวงวิจารณ์เรื่องการอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีขององค์หญิงใหญ่กันครึกโครม
ลูกเป็นผู้คอยก่อกวนอยู่เบื้องหลังเองเจ้าค่ะ ส่วน
การเสนอให้เซียวซูไปแทนองค์หญิงใหญ่ก็เป็น
ความคิดของลูกเช่นกัน”
เจียงปั๋อโหยวลุกพรวดด้วยอาการตกตะลึง
พรึงเพริด “เจ้าว่าอะไรนะ?!”
กระแทกถ้วยน้ำชาจนคว่ำ
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังกล่าวไม่จบ พูดเสริม
ต่อไป “วันที่องค์หญิงเสด็จไปอภิเษกสมรส
สาเหตุที่ลูกไม่กลับมาเสียทีเป็นเพราะกำลัง
วางแผนต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ มิหนำซ้ำระหว่าง
นั้นยังวางแผนจะลอบสังหารผู้คุ้มกันขบวน
อภิเษกสมรสระหว่างทางด้วย เพียงแต่องค์หญิง
ไม่ทรงยินยอม ดังนั้นจึงไม่สำเร็จเจ้าค่ะ”
“…”
คราวนี้เจียงปั๋อโหยวพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าเรื่องใด หากสาวออกมาล้วนเป็น
ความผิดมหันต์ต้องถูกกุดศีรษะทั้งสิ้น!
ตลอดมาเจียงปั๋อโหยวคิดเพียงว่าบุตรีรักสนุก
ไปนิดและชอบก่อเรื่องไปหน่อย แต่ก็จำกัดวงแค่
ตามประสาคนหนุ่มสาว ไหนเลยจะคาดคิดว่า
นางมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์วุ่นวายในช่วงที่ผ่าน
มา
เมื่อมุมมองที่เคยมีต่อนางถูกทำลาย จึงไม่
อาจตอบสนองได้ทัน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียให้ฟัง
ด้วยความสงบเยือกเย็น “เซียวซูรู้เรื่องนี้ดี บัดนี้
นางเป็นถึงเสียนเฟยซึ่งเพิ่งได้รับความโปรดปราน
ในวังหลวง ไม่รู้กำลังคิดหาวิธีแก้แค้นลูกปานใด
หากลูกรั้งอยู่ในเมืองหลวง ประการแรก ไม่รู้จะ
เกิดเรื่องเหลวไหลอีกมากแค่ไหน ประการที่สอง
เกรงว่าท่านพี่ซึ่งได้เป็นพระชายารองหลินจืออ๋อง
จะเดือดร้อนจากคำพูดและการกระทำอันชั่วร้าย
ของนาง ประการที่สาม หากเซียวซูจ้องจะแก้
แค้นลูก ไม่แน่อาจดึงวงศ์ตระกูลเข้ามาพัวพัน
เมื่อเป็นเช่นนี้มิสู้ไปจากเมืองหลวงสักพักดีกว่า
ไปให้ไกลแสนไกลเพื่อหลบเลี่ยงเภทภัย คนใน
เมืองหลวงไม่เห็นลูกนานวันเข้าก็จะค่อย ๆ ลืม
เลือนไปเอง นอกจากนี้ยังได้ยินว่าเมืองที่อุดม
สมบูรณ์ของแคว้นแห่งนั้นเปียมด้วยคนดีมี
ความสามารถ เมื่อลูกไปถึงแดนสู่แล้วแก้ไข
พฤติกรรมก็ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ายามลูกอยู่เมือง
หลวงโอหังอวดดีเพียงใด ไม่แน่อาจหาเขยขวัญดี
ๆ กลับมาให้ท่านพ่อได้สักคน ขอท่านพ่อโปรด
พิจารณาด้วยเจ้าค่ะ”
แต่อันที่จริง ไม่ว่าเจียงปั๋อโหยวจะเห็นชอบ
หรือเปล่าก็มิได้แตกต่างอันใดสำหรับนาง
หากเห็นชอบ การเตรียมตัวออกเดินทางย่อม
ง่ายดาย หากไม่เห็นชอบ แย่สุดก็คือลอบหนีไป
เช่นโหยวฟางอิ๋นในชาติก่อน ส่วนของจำพวก
ปั้ายผ่านทาง โจวอิ๋นจือจัดการได้อยู่แล้ว ยิ่งไป
กว่านั้นนางยังมีเงินอยู่ในมือมากกว่าโหยวฟางอิ๋น
ชาติก่อนเสียอีก ไม่ลำบากยากแค้นเลยสักนิด
สิ่งที่ผุดขึ้นในใจเจียงปั๋อโหยวเป็นอันดับแรก
คือความเดือดดาล
แต่หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงอธิบาย ความเดือด
ดาลกลับบรรเทา
มิใช่เพราะถูกโน้มน้าวด้วยเหตุผลอันฝืดฝืน
ของเจียงเสวี่ยหนิง ทว่านึกถึงเซี่ยเวย บุตรีคน
รองของตนระหกระเหินอยู่ข้างนอกมาหลายปี
ครั้นกลับเมืองหลวงเขาก็มิได้เลี้ยงดูให้ดีจริง ๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงติดค้างนางมากมายเหลือเกิน
หากนางไม่มีใจให้เซี่ยเวย แต่เซี่ยเวยคิดใช้กล
อุบายแย่งชิง เขาย่อมไม่สมควรนิ่งดูดายโดย
เด็ดขาด กอปรกับเขาเองรู้ความสามารถของ
เซี่ยจวีอันดีกว่าผู้ใด หากเจียงเสวี่ยหนิงยังรั้งอยู่
เมืองหลวง สถานการณ์ย่อมไม่สู้ดีนัก
เช่นนี้การไปแดนสู่จึงใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
แม้ขุนเขาสูงหนทางยาวไกล สถานที่ค่อนข้าง
ไกลห่าง แต่อย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงความวุ่นวาย
ภายในเมืองหลวงได้ มิหนำซ้ำอำนาจของเซี่ยเวย
ก็ไม่อาจเอื้อมถึง เช่นนี้ความเสี่ยงจะฉาวโฉ่เพราะ
เรื่อง ‘ความสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างศิษย์และ
อาจารย์’ ก็จะมลายสิ้น
เขาขมวดคิ้วตริตรองอยู่นาน ในที่สุดก็ถอน
หายใจถามว่า “เจ้าตัดสินใจแล้วหรือ”
ครั้นได้ยินคำพูดประโยคนี้เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้
ว่าสำเร็จแล้ว
นางตอบอย่างมั่นใจ “เจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยว “ขอข้าลองคิดดูก่อน อีกทั้งจะ
ได้ดูว่าสถานการณ์ที่แดนสู่เป็นเช่นไร ต่อให้เจ้า
อยากไป แต่ทางบ้านก็ต้องเตรียมการไว้บ้างถึงจะ
ดี”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้นคารวะ “ขอบคุณท่าน
พ่อเจ้าค่ะ”
การสนทนาซึ่งเดิมทีตั้งใจจะหยั่งเชิงถึงเรื่อง
งานมงคลของบุตรีจึงถูกตัดบทโดยข้อเสนอที่
ต้องการไปจากเมืองหลวงกะทันหันของเจียง
เสวี่ยหนิง
เจียงปั๋อโหยวย่อมอยากอ่านเอกสารเกี่ยวกับ
สถานการณ์ที่แดนสู่
เจียงเสวี่ยหนิงจึงขอลาจากห้องอักษรและ
กลับห้องของตน
เหล่าสาวใช้ยกของมีค่าทั้งหมดของนาง
ออกมา แต่เพราะเมื่อเช้าเจียงเสวี่ยหนิงสั่งว่าจะ
ออกเดินทางเร็ว ๆ นี้ เลยต้องนำของมีค่า
บางอย่างซึ่งไม่สะดวกพกติดตัวไปจำนำ
แต่ครั้นสาวใช้พบกำไลหยกเขียวในกล่อง
เครื่องประดับ ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ต่างก็
ลังเลเล็กน้อย
พวกนางไม่รู้ว่ากำไลวงนี้มาจากที่ใด อีกทั้ง
มิใช่ของมีราคาค่างวดมากนัก ทว่าเจียงเสวี่ยหนิง
เก็บไว้ชั้นล่างสุดเสมอมา มิหนำซ้ำกำไลวงนี้ยัง
เป็นสาเหตุให้คุณหนูบันดาลโทสะใส่หวังซิ่งจ
ยาจนประสบคราวเคราะห์ใหญ่เมื่อปีก่อนด้วย
ทั้งสองพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง เนื่องจากไม่กล้า
นำไปรวมกับข้าวของที่ต้องจำนำ พวกนางจึงแยก
ใส่ไว้ในกล่องขนาดเล็กแล้ววางลงบนโต๊ะ
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงกลับมาจึงมองเห็นในผาด
เดียว
เหลียนเอ๋อร์รีบเข้ามาอธิบาย “เมื่อครู่เห็นว่า
อยู่ในกล่องเครื่องประดับ บ่าวกับถังเอ๋อร์ไม่กล้า
แตะต้องโดยพลการ จึงใคร่เรียนถามท่านว่าจะให้
จัดการเช่นไรดีเจ้าคะ”
หยกเขียวเหอเถียนสีสันสดใสเปล่งประกาย
แวววาว ลวดลายละเอียดลออ ประหนึ่งคลื่นวารี
กระเพื่อมไหวเป็นระลอก
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบขึ้นมาด้วยอาการเหม่อ
ลอยเล็กน้อย
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ต่างไม่กล้าเปล่ง
วาจา
ผ่านไปครู่หนึ่งเจียงเสวี่ยหนิงพลันเอ่ยถาม
ขึ้นมา “เสิ่นเจี้ยอภิเษกสมรสเมื่อใด”
ทุกคนต่างเรียกขานกันว่า ‘หลินจืออ๋อง’
ครั้นได้ยิน ‘เสิ่นเจี้ย’ สองคำนี้ สาวใช้ทั้งสองจึง
ยังไม่รู้สึกตัว ก่อนจะลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบ
เพราะความอุกอาจของเจียงเสวี่ยหนิง ตอบ
กลับไปว่า “วันที่สิบแปดเดือนนี้เจ้าค่ะ อีกไม่ถึง
สองวันแล้ว คุณหนูจะไปหรือเปล่าเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเก็บกำไลกลับลงกล่อง
ทว่าแววตาว่างเปล่าประหนึ่งเมฆถูกสายลม
พัดผ่านจนกระจัดกระจาย ตอบช้า ๆ ว่า
“สมควรไปสักหน่อย”