คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 173 ผิดถูกรักเกลียด
วันอภิเษกสมรสของหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ย ทั้ง
เมืองหลวงประดับโคมไฟและแถบผ้าสีสันสดใส
ตั้งแต่วังหลวงไปจนถึงจวนอ๋อง และเลียบท้อง
ถนนซึ่งมุ่งหน้าไปยังจวนของพระชายาเอกและ
พระชายารอง สิ่งที่เป็นอุปสรรคขวางทางล้วนถูก
เก็บกวาดหมดสิ้น ผ้าสีแดงขนาดใหญ่แขวนเรียง
รายอยู่สองฟากฝังถนนจากจวนอ๋องเป็น
ระยะทางสองลี้
เหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนมาร่วมงาน
แม้แต่ฮ่องเต้ยังเสด็จไป เซี่ยเวยซึ่งยามปกติ
ออกงานสังคมน้อยยิ่งนักจึงต้องมาร่วมงานเลี้ยงที่
จวนด้วย ส่วนขุนนางบางคนซึ่งต้องปฏิบัติงานอยู่
ภายนอกไม่อาจมาด้วยตนเองต่างก็ฝากคนนำ
ของขวัญชิ้นใหญ่มาร่วมอวยพร
ที่ผ่านมาในบรรดาพระสหายร่วมศึกษา ฟาง
เมี่ยวผู้นี้ปราศจากความโดดเด่นสะดุดตา สิ่งที่ทำ
ให้คนจดจำตราตรึงคือนางเป็นพวกลู่ไหวตามลม
อย่างไร้หลักการ ลมพัดไปทิศใดก็เอนไหวไปทาง
นั้น เพียงแต่นางมิได้โอนไปเอนมาเพราะการต่อสู้
แย่งชิงผลประโยชน์ ทว่าทำนายของนางเอาเอง
เพราะฉะนั้นแม้ผู้อื่นจะวิพากษ์วิจารณ์นางบ้าง
แต่ก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรมาก
บัดนี้จู่ ๆ นางก็โบยบินสู่ยอดไม้ ได้รับ
คัดเลือกเป็นถึงพระชายาหลินจืออ๋อง
ไม่ต้องเอ่ยถึงคนอื่นเลย เฉินซูอี๋ซึ่งเข้าร่วม
การคัดเลือกวันเดียวกับฟางเมี่ยวย่อมไม่พอใจ
เป็นคนแรก อย่าว่าแต่ไปร่วมแสดงความยินดี
ด้วยตนเอง แม้แต่ของขวัญยังไม่มี ทำราวกับว่า
เมืองหลวงไม่เคยมีคนผู้นี้และไม่เคยเกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้น
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิง เป็นเพราะฟางเมี่ยวร่วม
เดินทางไปเยี่ยมองค์หญิงใหญ่เล่อหยางในวันที่
องค์หญิงถูกกักบริเวณ ทำให้นางรู้สึกดีด้วยอยู่
บ้าง จึงนำของขวัญไปเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง
ล่วงหน้าสองวัน
ครั้นฟางเมี่ยวเห็นนาง ใบหน้าซึ่งเดิมทีเศร้า
หมองพลันเปียมความปีติยินดี
เอาแต่พล่ามไม่หยุดว่าผู้สูงส่งมาถึงแล้ว งาน
มงคลของตนต่อให้ไม่เหมาะสมก็จะกลายเป็น
เหมาะสม ถัดมาก็สืบนิสัยใจคอของเจียงเสวี่ยฮุ่
ยจากเจียงเสวี่ยหนิงโดยปราศจากการปิดบังอำ
พราง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าฟางเมี่ยวคิดต่อกรกับ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหรือไม่ก็เตรียมระวังปั้องกันสัก
หน่อย คิดไม่ถึงว่าเมื่อฟางเมี่ยวฟังจบกลับแสดง
อาการผิดหวังครั้งใหญ่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย
เป็นล้นพ้น “ไม่ว่าจริงหรือเท็จ พี่สาวของคุณหนู
รองผู้นี้ก็ทำการละเอียดรอบคอบ แม้จะนึกถึง
ผลประโยชน์ส่วนตนอยู่บ้าง แต่กลับมิได้พยายาม
ทุกวิถีทางเพื่อสร้างปัญหาเช่นผู้อื่น ข้าดีใจเก้อ
เสียแล้ว หากนางเป็นคนร้ายกาจจนจัดการข้า
สำเร็จ ข้าจะได้ม้วนเสื่อกลับบ้าน แต่หากจัดการ
ข้าไม่สำเร็จ นางก็อาจกลายเป็นตัวไหมซึ่งคาย
เส้นใยออกมาห่อหุ้มพันธนาการตนเอง แบบนี้ข้า
ก็จะได้เกาะจวนอ๋องกินอย่างสงบสุข แต่นางกลับ
คิดอ่านรอบคอบ ไม่มากเกินไปและน้อยเกินไป
คล้ายก้างปลาติดคอ ข้าไม่รู้เลยเนี่ยว่าควรทำเช่น
ไรดี หวังเพียงจะอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่
หาเรื่องซึ่งกันและกันเท่านั้น!”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เอ่ยวาจา
ชาติก่อนนางสมรสกับเสิ่นเจี้ยเพราะเป็นไป
ได้สูงว่าจะได้ตำแหน่งฮองเฮา นางจึงเอาอกเอา
ใจเสิ่นเจี้ยจนเกษมสำราญ ในจวนไม่มีแม้กระทั่ง
พระชายารอง แต่ฟางเมี่ยวชาตินี้กลับปลงตกยิ่ง
นัก กำลังจะได้เป็นถึงพระชายาหลินจืออ๋อง ทว่า
จุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่ที่สุดกลับเป็นกินอิ่มนอนหลับ
และรอวันตายน่ะหรือ
เมื่อเป็นอย่างนี้ ฟางเมี่ยวกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยคง
ไม่ได้สู้รบปรบมือกัน
อย่างไรเสียต่อให้เจียงเสวี่ยหนิงไม่ชอบเจียง
เสวี่ยฮุ่ย แต่ก็มิอาจไม่ยอมรับว่าพี่สาวผู้นี้ทำสิ่งใด
ล้วนมีขอบเขต ขัดแย้งกับผู้อื่นน้อยครั้งมาก แม้
บางครั้งจะทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่ก็ไม่ถึง
ขั้นวางแผนทำร้ายใคร
นางนั่งอยู่ที่เรือนฟางเมี่ยวครู่หนึ่ง จวบจน
ฟางเมี่ยวคันไม้คันมือควักข้าวของของตัวเอง
ออกมาทำนายดวงชะตาให้ เจียงเสวี่ยหนิงถึงหา
ข้ออ้างรีบกล่าวอำลา…
หากเป็นชาติก่อน นางไม่เชื่อของพวกนี้แน่
ทว่าบัดนี้เมื่อได้กลับชาติมาเกิด นางจึงรู้สึก
ว่าสรรพสิ่งบนโลกช่างมหัศจรรย์พันลึก แต่ยิ่ง
เป็นเช่นนี้นางก็ยิ่งไม่กล้าทำนายดวงชะตา
เนื่องจากหากทำนายบางสิ่งได้แม่นยำ ทั้งยังเป็น
จุดจบที่ไม่ค่อยโสภา ทราบไปแล้วชีวิตก็ยังต้อง
ดำเนินต่อไม่ใช่หรือ
มิสู้ไม่รู้อะไรเลยดีกว่า หากมีสิ่งที่ต้องการก็
เพียงไปไขว่คว้ามาให้หมด หากมีสิ่งที่อยากรั้งไว้
เป็นของตนก็เพียงไปแย่งชิงมาให้สิ้น
นั่นต่างหากจึงจะเรียกได้ว่ามีความสุขสาแก่
ใจ
ด้วยเหตุนี้เมื่อออกจากจวนตระกูลฟางแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเตรียมตัวเดินทางไปแดนสู่ต่อ
ครั้นถึงวันอภิเษกสมรสของเสิ่นเจี้ย นางก็มิได้ไป
เยี่ยมฟางเมี่ยวตามลำพังอีก แต่รั้งอยู่ในห้องของ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหลังร่วมขบวนส่งตัวเจ้าสาวมายัง
จวนอ๋อง
เปลวเทียนหงส์มังกรพวยพุ่ง ตัวห้องล้วนเป็น
สีแดง
เพียงแต่ห้องเล็กกว่าตอนเจียงเสวี่ยหนิงออก
เรือนคราวนั้นมาก อีกทั้งมิได้อยู่เรือนหลัก
บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ที่เฝั้าภายนอกมี
จำนวนน้อยกว่าอยู่บ้าง ส่วนผู้ที่เข้ามาพูดประจบ
เอาใจก็มิได้กระตือรือร้นและจริงใจถึงเพียงนั้น…
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงต่างหากที่ขึ้นเป็นพระ
ชายาเอกของเสิ่นเจี้ย มิหนำซ้ำตอนนั้นก็ไม่ได้มี
พระชายารองคนใดเข้าจวนมาวันเดียวกัน จึงไม่
อาจเปรียบเทียบกับความรู้สึกของตนได้ ยามนี้
พอเห็นเลยรู้สึกว่าถึงเจียงเสวี่ยฮุ่ยจะได้เป็นพระ
ชายารองของเสิ่นเจี้ยแล้ว แต่ไม่ว่าในแง่ของ
ความยิ่งใหญ่หรือตำแหน่งสถานะ ทุกสิ่งล้วนด้อย
กว่าฟางเมี่ยวขั้นหนึ่ง หากเป็นนางที่นั่งอยู่ในห้อง
วันนี้เกรงว่าคงทนไม่ไหว ต้องเลิกผ้าคลุมศีรษะ
แล้วจากไปแน่
ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยสงบเยือกเย็น
นับตั้งแต่พระราชโองการมาถึงจวนตระกูล
เจียง นางก็ตระหนักแล้วว่าต่อไปต้องเผชิญสิ่ง
ใดบ้าง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ตนเลือก แม้มิได้
สมดังใจปองแต่ก็ต้องอดทนกัดฟันก้าวเดินต่อไป
มิได้เคียดแค้นชิงชังผู้อื่นอะไรมาก
เสียงกล่าวแสดงความยินดีดังโหวกเหวกอยู่
นอกห้อง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยปลดผ้าคลุมศีรษะสีแดงวางไว้
มุมโต๊ะอย่างเบามือ มิได้ถามไถ่ว่าเหตุใดเจียง
เสวี่ยหนิงจึงยังอยู่ เพียงนั่งลงหน้าโต๊ะแล้วรินน้ำ
ชาถ้วยหนึ่งวางไว้อีกฝัง คล้ายรู้ว่าวันนี้อีกฝั่ายมี
ถ้อยคำต้องการกล่าวด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงยืนมองสำรวจอยู่ฝังตรงข้าม
ความแตกต่างของพระชายาเอกและพระ
ชายารองมิได้ผิดแผกจากภรรยาเอกและ
อนุภรรยาของชาวบ้านทั่วไป ภายหน้าหากมี
ทายาทยังต้องแบ่งเป็นบุตรภรรยาเอกและบุตร
อนุภรรยา ยามนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นผ่านพิธี
การของงานมงคลสมรส แต่ยังฉายผ่านการ
ประดับตกแต่งห้อง รวมถึงสำแดงผ่านชุดเจ้าสาว
สีแดงสดของเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งมิได้ใช้ดิ้นทองมาก
เท่าของฟางเมี่ยว สิ่งที่ปักบนชายแขนเสื้อมิใช่
ดอกโบตั๋นแต่เป็นเพียงดอกเสาเย่า สุดท้ายนกยูง
ซึ่งกำลังสยายปีกเตรียมโบยบินก็ยากจะเทียมทัด
หงส์ฟั้าซึ่งกำลังร่ายรำพร้อมเปล่งเสียงขับขาน
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากำลังสงสาร
ข้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงมิได้ปฏิเสธว่าตนรู้สึกเวทนาอยู่
บ้าง
ทว่าชาตินี้นางมิได้ช่วงชิงบุพเพสันนิวาสของ
เจียงเสวี่ยฮุ่ย อาจพูดได้ว่าปล่อยให้ดำเนินไป
ตามแต่จะเป็น ดังนั้นไม่ว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยจะได้รับ
หรือสูญเสียสิ่งใด นางก็มิได้รู้สึกอะไรรุนแรงนัก
แค่สะท้อนใจอยู่บ้างเท่านั้นเอง
“ครั้งนี้เจ้าออกเรือน เดิมทีข้าไม่คิดจะมา”
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบถ้วยชาขึ้นมาดู บริเวณ
ขอบเป็นลายใบกล้วยไม้เคลือบน้ำมันสีน้ำเงินเข้ม
ซึ่งแสดงถึงรสนิยมของเสิ่นเจี้ยพอดี เขาดีไปเสีย
ทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ค่อยเหมาะจะขึ้นเป็นฮ่องเต้
หากชาตินี้หลีกลี้หนีห่างจากการแก่งแย่งอำนาจ
ได้ก็คงพบจุดจบที่ดีกระมัง
นางหัวเราะโดยไม่อาจหาคำอธิบาย ก่อนจะ
วางถ้วยชา
“แต่ถึงอย่างไรหว่านเหนียงก็เลี้ยงดูข้าจนเติบ
ใหญ่ นางคือมารดาบังเกิดเกล้าของเจ้า หวังให้
เจ้ามีความสุขมาตลอด บัดนี้เจ้าออกเรือน ซ้ำยัง
เข้าพิธีสมรสกับเชื้อพระวงศ์ผู้สูงส่งเช่นหลินจือ
อ๋อง นางก็ย่อมสมควรจะดีใจมากที่สุด
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะด้านความรู้สึกหรือว่าเหตุผล
ข้าก็ควรมาเยี่ยมและอวยพรเจ้าแทนนางเสีย
หน่อย”
เมื่อเจียงเสวี่ยฮุ่ยได้ยินนางเอ่ยถึงหว่าน
เหนียงอีกคราก็หรี่ตาลงเล็กน้อยและเงียบงัน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเป็นมิตรอย่างหาได้น้อย
ครั้งยิ่ง
ที่ผ่านมาเมื่อนางเอ่ยถึงหว่านเหนียงมักแฝง
ความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจและคับแค้นต่อสิ่งที่
ตนสูญเสียไปอยู่บ้าง ทั้งยังริษยาเจียงเสวี่ยฮุ่ย
และดูถูกดูแคลน เหตุที่มีท่าทีเช่นนั้นก็แค่เพื่อเก็บ
รักษาศักดิ์ศรีอันน่าสมเพชเพียงน้อยนิดของตนไว้
บัดนี้ครั้นตัดสินใจแล้วว่าจะไปจากเมืองหลวง
ก็วางเฉยได้กว่าเดิม
อาจเพราะเหตุไม่คาดฝันทั้งสองชาติ
ท้ายที่สุดนางจึงค้นพบสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องในอดีต
เหล่านั้นกระมัง
นางต้องการช่วยองค์หญิง
นางสมควรเดินทางมาเยี่ยมเยียน
“ในอดีตข้าริษยาและเคียดแค้นเจ้าจริง
หว่านเหนียงลอบสับเปลี่ยนเจ้ากับข้า เจ้าใช้
สถานะของข้า ครอบครองความรักของคนใน
ครอบครัวข้า เสพสุขกับลาภยศของข้า ส่วนข้า
กลับสู้เจ้าไม่ได้เลยสักอย่าง จัดการสิ่งใดล้วนโง่งม
เงอะงะ หงุดหงิดโมโหง่าย ยิ่งคิดทำดีมากเท่าใดก็
ยิ่งทำได้ไม่ดี กลับทำให้ผู้อื่นดูแคลน”
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบกำไลหยกออกมาจาก
แขนเสื้อ
ชีวิตคนละทิ้งไปแล้ว แต่สมบัติคนยังคงอยู่
สภาพของมันมิได้ต่างจากตอนหว่านเหนียง
มอบให้นางกับมือก่อนตายมากเท่าใด
“แต่คงเพราะช่วงที่ผ่านมาทำให้ข้าเปลี่ยน
ความคิดกระมัง ในอดีตข้าเคยเป็นคนใน
เหตุการณ์ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน บัดนี้เมื่อถอน
ตัวออกมาถึงพบว่าเจ้าใช้ชีวิตเช่นนี้ช่างจืดชืดนัก
ท่านแม่ข้าดีต่อเจ้า แต่ก็กะเกณฑ์เจ้า ทั้งเมือง
หลวงเต็มไปด้วยธิดาตระกูลใหญ่ มนุษย์มักคอย
เปรียบเทียบกันจน มิกล้ากระทำเรื่องผิดพลาด
ข้าจึงคิดว่าหากต้องให้ข้าเสพสุขกับลาภยศ
สรรเสริญและได้ครอบครองความรักของคนใน
ครอบครัวพวกนั้นแต่จำต้องใช้ชีวิตน่าเบื่อหน่าย
เช่นนี้ กลายเป็นคนเฉยชาเช่นนี้ เกรงว่าข้าคงไม่
ยินยอมและไม่เต็มใจหรอก”
วันนี้เป็นวันมหามงคลของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ดังนั้นเจียงเสวี่ยฮุ่ยจึงถูกผัดแปั้งเติมชาดจน
สะคราญโฉมเป็นพิเศษ
เพียงแต่ออกจะหนาเตอะไปบ้าง
คิ้วและดวงตาถูกกลบทับด้วยเครื่องประทิน
โฉม วาดเป็นเส้นสายอันงดงาม แต่ถึงกระนั้น
กลับปิดบังสีหน้าที่แท้จริงของนางภายใต้การเติม
แต่ง กลายเป็นความเฉยชากอปรด้วยความอึดอัด
คับข้องใจ
เจียงเสวี่ยหนิงวางหยกเหอเถียนสีเขียวลง
กลางโต๊ะระหว่างทั้งสองอย่างเบามือ
กำไลวงเดียวเปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดน
อันงามเจิดจ้าซึ่งแยกทั้งคู่ออกจากกัน
นางกล่าวเรียบ ๆ “ก่อนจากไปหว่านเหนียง
จับมือข้า ยืนกรานว่าข้าต้องมอบกำไลวงนี้แก่เจ้า
ให้จงได้ วันที่นางจากไป ข้ากำกำไลแน่นและ
ร้องไห้อยู่หลายคืน เมื่อมาถึงเมืองหลวงและได้
พบเจ้าก็คิดว่าแม้ต้องตายก็ไม่มีวันมอบกำไลวงนี้
ให้เด็ดขาด แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าบนโลกนี้ยังมี
ผู้อื่นนอกจากหว่านเหนียง ต่อให้หว่านเหนียง
เกลียดชังข้า ทว่าก็ยังมีผู้อื่นห่วงใยและต้องการ
ข้าเช่นกัน ข้าไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตในอดีต ข้า
ยอมรับชะตากรรม ถึงนางจะทำผิดต่อข้า แต่ข้า
ไม่ได้ทำผิดอะไรต่อนางแล้ว”
ในที่สุดนางก็ทำให้คำสั่งเสียของหว่านเหนียง
ในชาติก่อนสัมฤทธิผลในชาตินี้
เมื่อกล่าวจบ เจียงเสวี่ยหนิงก็แสดงท่าที
เหมือนไม่มีสิ่งใดจะพูดอีก
เดิมทีนางกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็ไม่จำเป็นต้องข้อง
แวะกันมากไปกว่านี้อยู่แล้ว เมื่อกล่าวจบจึงหมุน
กายเดินจากไป
ภายในห้องเงียบกริบ
สายตาของเจียงเสวี่ยฮุ่ยประทับบนกำไลหยก
เนิ่นนาน นางหยิบขึ้นมาอย่างแช่มช้า สัมผัสได้
แค่ความเย็นเยียบ
นางใคร่เปล่งเสียงหัวเราะ แต่พบว่าน้ำตา
กำลังคลอหน่วย
นางฉีกมุมปาก ทำได้เพียงรู้สึกว่าโลกนี้ช่าง
เหลวไหลยิ่งนัก เจียงเสวี่ยหนิงเกลียดนาง ริษยา
นาง กลั่นแกล้งนาง ทว่าสถานะอย่างนางต้องทำ
เช่นไรเล่าถึงจะนับว่าไม่ผิด
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดหมดนั่นละ
มัวถกเถียงว่าทำแบบใดจะดีหรือแย่กว่าล้วน
เปล่าประโยชน์
เกิดเสียงดัง ‘เพล้ง’ หนัก ๆ ทีหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งย่างถึงประตู ครั้นได้ยินก็
ตกใจ เมื่อหันหน้ากลับไปก็พบว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เงื้อจานฝนหมึกตวนเยี่ยนชั้นเลิศด้านข้างขึ้นมา
กระแทกลงไป!
กำไลหยกเหอเถียนสีเขียวพลันแตกเป็น
เสี่ยงๆ
เศษหยกแตกกระจายนอนเกลื่อนอย่างเงียบ
งันอยู่มุมโต๊ะ
ใบหน้าเจียงเสวี่ยฮุ่ยปราศจากอารมณ์ นาง
เช็ดน้ำตาซึ่งไหลรินถึงแก้มด้วยความเฉยชา
จากนั้นจึงโยนจานฝนหมึกตวนเยี่ยนทิ้ง เพียงเอ่ย
ว่า “ใช่ คนเราต่างมีชะตาชีวิตของตนเอง ข้าเป็น
คนเช่นนี้ไปแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องมาคาดหวังสิ่ง
ใดจากข้าอีก ข้ารู้จักเอาตัวรอด ต่อให้นางจะรัก
ข้ามากเพียงใด แต่สำหรับข้า นางก็เป็นเพียงคน
แปลกหน้าที่ไม่เคยพบกัน”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองด้วยความ
เวทนาอยู่นาน สุดท้ายก็เดินออกไปโดยมิได้เอ่ย
อะไร
ภายในจวนอ๋อง เสียงกระทบจอกสุราดัง
อึกทึก แขกเหรื่อกำลังครึกครื้นสนุกสนาน
ใต้หล้านี้ผิดชอบชั่วดียากจะแยกแยะ
ทว่าความรักและความเกลียดชังกลับ
ตรงไปตรงมา
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นฝั่ายถูกหรือเปล่านางไม่รู้
อย่างไรเสียนางก็ไม่ถึงขั้นรังเกียจสตรีผู้นี้ แต่ก็ไม่
ถึงขั้นรักใคร่อีกฝั่ายด้วยเช่นกัน