คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 174 เดิมทีเหมาะสม
ณ ประตูจวนอ๋อง ผู้คนพลุกพล่าน
แขกผู้มาเยือนต่างส่งมอบเทียบเชิญและ
รายการของขวัญ คนเฝั้าประตูด้านนอกต้อนรับ
ขับสู้มิได้พักผ่อน ตะโกนส่งเสียงร้องเชิญแขกเข้า
ไปด้านในเป็นระยะ เมื่อพบผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
ก็ยิ่งขมีขมัน
โจวอิ๋นจือถือว่าเป็นบุคคลมีหน้ามีตาในหน่วย
องครักษ์เสื้อแพรเช่นกัน
ทว่ายามนี้หลังจากมอบรายการของขวัญไป
แล้ว สิ่งที่ได้กลับคืนมามีเพียงสีหน้าปกติทั่วไป
ของบ่าวไพร่จวนอ๋อง จึงรู้ว่าวันนี้มีเชื้อพระวงศ์
และ ผู้สูงศักดิ์มารวมตัวกันมากเพียงใด
ตระกูลเจียงตบแต่งบุตรี อีกทั้งโจวอิ๋นจือก็
เข้ารับราชการได้เพราะการแนะนำจากเจียงปั๋อ
โหยว เดิมทีควรเตรียมของขวัญล้ำค่า ทว่าก่อน
หน้านี้ครุ่นคิดดูแล้วก็นึกได้ว่าคล้ายเจียงเสวี่ย
หนิงจะไม่ค่อยลงรอยกับพี่สาว เขาจึงลดจำนวน
ของขวัญที่เตรียมไว้ลงครึ่งหนึ่ง
เขานึกถึงเจียงเสวี่ยหนิง ช่วงที่องค์หญิงใหญ่
อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธ- ไมตรี นางเคยสั่งให้
เขาทำงานบางอย่าง ทว่าภายหลังกลับบอกว่าไม่
ต้องแล้ว
พักนี้ก็ไม่ได้ยินเลยว่านางออกมาข้างนอก
เดิมทีเขายังคิดไปถึงรองราชครูเซี่ยด้วย คนผู้
นี้ตนเคยไปเยี่ยมคารวะขณะเจียงเสวี่ยหนิง
ประสบเหตุการณ์จนต้องไปถึงทงโจว แต่ดู
เหมือนว่าเซี่ยเวยกับเจียงเสวี่ยหนิงจะมี
ความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์เท่านั้น ส่วนติ้งเฟย
ซื่อจื่อซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ชื่อเสียงฉาวโฉ่ก็ไม่เพียง
เป็นลูกผู้ดีผู้เสเพล ทว่าตระกูลเซียวซึ่งเป็นวงศ์
ตระกูลของเขาก็กำลังอยู่ในสภาวะสั่นคลอน…
โจวอิ๋นจือยืนอยู่หน้าประตูใหญ่จวนอ๋องด้วย
ใจกังวลล้นเหลือ ขณะนี้ฝั่าบาททรงให้
ความสำคัญต่อองครักษ์เสื้อแพรมากกว่าเดิม ใน
หน่วยมีผู้ตรวจการคนหนึ่งได้เลื่อนยศ ทำให้
ตำแหน่งนั้นขาดคนพอดี เขาสนใจตำแหน่ง
ดังกล่าว เพียงแต่ปีกลายเพิ่งเลื่อนเป็นผู้คุมกอง
พันได้ไม่นาน ไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งผู้ตรวจการคง
ไม่ตกมาถึงตน ทว่าหากพลาดโอกาส ต้องรอถึง
เมื่อใดเล่าจึงจะมีตำแหน่งว่างอีกสักครั้ง
ขณะกำลังครุ่นคิดก็มีเสียงตะโกนปั่าวร้อง
นอกประตู “เสียนเฟยเสด็จแล้ว…”
สรรพสำเนียงโดยรอบพลันเงียบกริบ
รถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่ที่ประตู เซียวซูผู้
สง่างามเพริศพริ้งแตะมือนางกำนัลพลางเหยียบ
แผ่นหลังขันทีเพื่อก้าวลงจากราชรถ นางกวาด
สายตามองรอบด้านคราหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าว
เรียบ ๆ ว่า “เปินกงกับพระชายาเอกและพระ
ชายารองซึ่งหลินจืออ๋องกำลังจะสมรสด้วยวันนี้
เป็นสหายที่เคยเล่าเรียนด้วยกันมาก่อน ดังนั้นจึง
มาร่วมงานโดยเฉพาะ ฝั่าบาทกับฮองเฮาทรงอยู่
ด้านท้าย ยังเสด็จมาไม่ถึง ใต้เท้าทุกท่านมิต้อง
ประหม่า”
ทุกคนต่างถวายบังคม
เพียงอดพร่ำบ่นในใจไม่ได้ ขณะนี้ตระกูล
เซียวยังตกอยู่ในวังวนของการสืบคดีเงิน
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ก้านโจว ต้องเผชิญ
ปัญหารอบด้าน แต่พระสนมเสียนเฟยซึ่งเพิ่ง
ได้รับการสถาปนากลับทำตัวเป็นจุดสนใจนัก
ไฉนเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบเลย
เมื่อนางมาถึง ผู้อื่นย่อมหลีกทางให้นาง
เดิมทีโจวอิ๋นจือยืนอยู่ตรงประตู เขาส่งมอบ
เทียบเชิญไปแล้ว และขาข้างหนึ่งก็กำลังจะก้าว
ข้ามประตูเข้าไปด้านใน
ครั้นเห็นเซียวซูย่างเท้ามาทางนี้ เขาจึงรั้งเท้า
กลับและถอยหลังหลายก้าว ก่อนจะค้อมกายเมื่อ
เซียวซูเดินมาใกล้
เดิมทีเซียวซูไม่ชายตาแลผู้ใดทั้งสิ้น ทว่ายาม
นี้อดชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งไม่ได้
นางเห็นชุดองครักษ์เสื้อแพรสีนิลลายมัจฉา
เหินที่อีกฝั่ายสวม เรียวคิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย ระยะ
นี้นางปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดเสิ่นหลาง ย่อมรู้ว่า
ฝั่ายนั้นคล้ายมีเจตนาต้องการใช้งานองครักษ์เสื้อ
แพร นางจึงให้ความใส่ใจมากขึ้น
นางพูดระคนยิ้มเรียบ ๆ “ขอบคุณใต้เท้า”
พอกล่าวจบก็มิได้รั้งอยู่ต่อ มุ่งตรงเข้าไปด้าน
ในทันที
โจวอิ๋นจือประหลาดใจอยู่บ้าง ย่นหัวคิ้วเบาๆ
พลางครุ่นคิด ดวงตาหม่นแสงลงเล็กน้อย
เมื่อเซียวซูเดินจากไป ภายนอกถึงหวนคืน
ความครึกครื้นอีกครา
บ่าวไพร่ภายในจวนพาแขกเหรื่อเข้าไปด้าน
ใน
ห้องโถงแต่ละห้องมีคนนั่งเต็มตั้งนานแล้ว
ใครมีสถานะขึ้นมาหน่อยต่างถูกจัดให้นั่งที่
ห้องรับรองภายในสวนดอกไม้
ขุนนางราชสำนักส่วนใหญ่มาถึงแล้ว ความ
สุขุมจริงจังที่เคยมีวันนี้กลับปล่อยวางอย่างยาก
จะได้พบเห็น อย่างน้อยเปลือกนอกก็ละทิ้ง
ความแค้นเก่าไปเสีย ต่างคารวะสุราซึ่งกันและกัน
สนทนากันออกรสชาติ
ขุนนางจากทั้งหกกรมเองก็นั่งใกล้ชิดกันมาก
แบ่งออกเป็นสองฝัง กรมขุนนาง กรมอาญา และ
กรมคลังอยู่ฝังหนึ่ง ส่วนกรมพิธีการ กรมโยธาธิ
การ และกรมกลาโหมนั่งอยู่โต๊ะถัดมา
หลังเหตุการณ์ที่ทงโจว เซี่ยเวยก็ดำรง
ตำแหน่งรองเสนาบดีกรมโยธาธิการที่ว่างเว้น
มิได้นั่งฝังเดียวกับเจียงปั๋อโหยวพอดี
เจียงปั๋อโหยวเป็นรองเสนาบดีกรมคลัง นั่ง
ใกล้จางเจอด้วยความบังเอิญยิ่งนัก
ผู้ที่อยู่ด้านข้างไม่ไกลนักคือกู้ชุนฟางเสนาบดี
กรมอาญา เหยาชิ่งอวี๋เสนาบดีกรมขุนนาง
และเฉินอิ๋งรองเสนาบดีกรมอาญา
เนื่องจากไม่ว่าอย่างไรวันนี้เจียงปั๋อโหยวก็ตบ
แต่งบุตรีเช่นกัน ทุกคนจึงกล่าวแสดงความยินดี
เจียงปั๋อโหยวดื่มไม่กี่จอกก็โบกไม้โบกมือ ยิ้ม
ขื่นพร้อมกล่าวว่า “ก็ไม่ได้น่ายินดีขนาดนั้น บุตรี
คนโตว่านอนสอนง่าย ยังมีบุตรีคนรองซึ่งเหมือน
จอมมารร้ายอยู่อีกคน ตึงมือยิ่งนัก!”
คำกล่าวนี้ไม่ผิดเลยจริง ๆ
ทุกคนต่างเคยได้ยินเรื่องซุบซิบนินทามาบ้าง
แต่ไม่สะดวกจะพูด จึงกล่าวชมเชยเจียงเสวี่ยหนิง
เป็นวรรคเป็นเวรแทน จากนั้นก็ยังคงคะยั้นคะยอ
ให้เขาดื่มสุรา “บุตรีของท่านดวงหน้าดั่งจันทรา
รูปโฉมปานบุปผา อีกทั้งเคยเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิง ต้องเป็นสตรีจิตใจดีงาม
ประพฤติตนอยู่ในกรอบ เช่นนี้แล้วข้าจะไปเชื่อ
ข่าวลือเหลวไหลภายนอกได้อย่างไร”
เฉินอิ๋งพูดสำทับ “นั่นสิ พอข้าได้ยินก็รู้แล้วว่า
เป็นเรื่องเท็จ”
ผู้อื่นถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดจึง
คิดเช่นนี้”
บัดนี้กรมอาญาอยู่ใต้การควบคุมของกู้ชุน
ฟาง เฉินอิ๋งเคยชินกับการลอบใช้วิธีการชั่วร้าย
บางอย่างทว่าเป็นที่รังเกียจของกู้ชุนฟาง ยามนี้
ไม่รู้ว่าเขามีความคิดเช่นไร กลับเหลือบมองจาง
เจอแวบหนึ่งพร้อมกล่าวด้วยท่าทีคล้ายยิ้มคล้าย
ไม่ยิ้ม “ใต้เท้าเจียงรักบุตรีหรือเปล่าพวกเราไม่
ทราบ แต่ผู้ที่ตกอยู่ในข่าวลือซึ่งแพร่สะพัดตาม
ตรอกซอกซอยก่อนหน้านี้อีกคนกำลังนั่งอยู่
ตรงหน้าพวกเรามิใช่หรือ บอกว่าคุณหนูรองเจียง
กับใต้เท้าจางมีลับลมคมในบางอย่าง ท่านว่าใต้
เท้าจางของพวกเราที่เป็นเช่นนี้ดูเหมือนผู้ที่มี
ความสัมพันธ์กับสตรีหรือไร”
ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง เคลื่อนสายตามองจางเจอ
รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง…
จะว่าไปก็มีเรื่องเช่นนี้จริง
หัวหน้าหน่วยกรมอาญาซึ่งเพิ่งขึ้นรับตำแหน่ง
ผู้นี้นั่งอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว แต่กลับนิ่งเงียบจนทุก
คนลืมเลือนเขาโดยไม่รู้ตัว ยามนี้พอเฉินอิ๋งเอ่ยถึง
พวกเขาค่อยนึกได้ว่า นั่นสิ ข่าวลือก่อนหน้านี้ก็มี
จางเจออยู่ด้วยมิใช่หรือ
เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว
ตามปกติ แขวนประดับหยกสีนิลธรรมดาสามัญ
ชิ้นหนึ่งเย็บติดกับถุงผ้าแพรสีนิลปักลายสีเงิน นั่ง
ลำตัวเหยียดตรง ใบหน้าเย็นชาเคร่งขรึม ทำให้ไม่
มีใครกล้าใกล้ชิดสนิทสนม
เซี่ยเวยซึ่งเป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้คือผู้ที่
คนในราชสำนักต่างยอมรับว่าสูงส่งด้วยความรู้
และคุณธรรม
ส่วนคนผู้นี้น่ะหรือ คนในกรมอาญาต่างลอบ
ขนานนามเขาว่า ‘เจ้าคนหน้าตาย’
แม้แต่เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารในศาลาว่าการ
เมื่อเห็นเขาแล้วยังต้องหนาวสั่นและสวมเสื้อเพิ่ม
เป็นสองตัว ใครจะไปเชื่อลงว่าบุคคลเช่นนี้ข้อง
เกี่ยวกับสตรีใด หรือมีสตรีใดไร้ตามาชอบพอเขา
นับจากถูกไล่ตามจากโรงเตี๊ยมสู่เซียงเพื่อ
สอบถามวันนั้น จางเจอก็ไม่ได้พบเจียงเสวี่ยหนิง
อีกเลย และเขาเองยังเลี่ยงที่จะคิดถึงนางโดยไม่
รู้ตัว เอาแต่หมกอยู่กับเอกสารและคดีทั้งวี่วัน
ด้วยเกรงว่าหากวันใดอยู่ว่างก็จะไม่อาจควบคุม
ความคิดเพ้อเจ้อในสมองซึ่งทำให้ทุกข์ทรมาน
ครั้นมาได้ยินชื่อนี้ก็รู้สึกเหมือนมีค้อนหนักอึ้ง
ทุบกระแทกกลางอก
เขามีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ไม่แสดงออกใด
ๆ ทั้งสิ้น ทว่านิ้วซึ่งแตะขอบถ้วยกลับกดแน่น
เพียงแต่ผู้อื่นยากจะสังเกตการเคลื่อนไหวเพียง
เล็กน้อยนี้
ที่ผ่านมาเจียงปั๋อโหยวเองก็ติดต่อกรมอาญา
น้อยมาก ข่าวลือไร้สาระช่วงนั้นแพร่ไปทั่วอย่าง
วุ่นวาย นอกจากนี้เขายังเพ่งเล็งติ้งเฟยซื่อจื่อผู้ทำ
ตัวเหลวไหลมากกว่า ด้วยเกรงว่าคนผู้นี้จะเกิด
ความสัมพันธ์อันใดกับยายหนูหนิง จึงไม่ได้สนใจ
จางเจอสักเท่าใด
อย่างไรเสียก็เคยได้ยินว่าคนผู้นี้คุณธรรม
สูงส่ง คงมิใช่คนเช่นนั้น
ผู้อื่นสาดโคลนใส่ยายหนูหนิงกระมัง เพราะ
ถึงอย่างไรบิดาอย่างเขาก็เคยเห็นแต่บุตรหลาน
ขุนนางและชนชั้นสูงคอยปั้วนเปียนรอบกายบุตรี
แต่ไม่เคยได้ยินเลยว่ายายหนูหนิงเป็นฝั่ายเข้าไป
เกาะแกะผู้ใด ข่าวลือนั้นช่างไร้สาระเสียจริง
เพียงแต่ยามนี้ต้องเงยหน้ามองสำรวจเพราะ
คำพูดของเฉินอิ๋ง
กู้ชุนฟางรู้ว่าจางเจอไม่ถนัดการสนทนา และ
ไม่พอใจการชอบหาเรื่องของเฉินอิ๋ง เขาลูบเครา
ยิ้ม ๆ กล่าวเรียบ ๆ ว่า “ข่าวลือเหลวไหลทำร้าย
คน ใต้เท้าเจียงอบรมสั่งสอนบุตรีเป็นอย่างดี ธิดา
ทั้งสองต่างได้รับการคัดเลือกให้เป็นพระสหาย
ร่วมศึกษา ได้ยินว่าคุณหนูรองเจียงยังได้รับความ
โปรดปรานจากรองราชครูเซี่ยยิ่งนัก คนถ่อยต่ำ
ช้าซึ่งลอบแพร่กระจายข่าวลือก็ทำได้เพียง
ทำลายชื่อเสียงอันดีงามแค่ชั่วคราว นานวันเข้า
ข่าวลือย่อมถูกทำลาย ใต้เท้าเจียงไม่ต้องกังวลใจ
ไปหรอกนะ”
หากไม่เอ่ยถึงเซี่ยเวยยังพอทำเนา พอเอ่ยถึง
ขึ้นมาเจียงปั๋อโหยวก็ครั่นเนื้อครั่นตัวไปทั้งร่าง
เพียงแต่ผู้กล่าววาจาคือกู้ชุนฟาง ประการ
แรก เจ้าตัวพูดด้วยความปรารถนาดี ประการที่
สอง เจ้าตัวไม่ทราบความนัย เจียงปั๋อโหยวจึงไม่
สะดวกจะเอ่ยอะไรมากนัก เขาฝืนเค้นรอยยิ้ม
เปลี่ยนหัวข้อคุย “ขอให้สมพรปากใต้เท้ากู้เถิด
จะว่าไปหัวหน้าจางอายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปีแล้ว แต่ดู
เหมือนว่ายังมิได้คุยเรื่องการตบแต่งภรรยาใช่
หรือไม่”
คราวนี้ถึงตาเสนาบดีกรมขุนนางเหยาชิ่งอวี๋
บ้างที่สีหน้าไม่สู้ดี
ผู้ใดใช้ให้บุตรีของตนเคยคุยเรื่องหมั้นหมาย
กับจางเจอเล่า
เดิมทีเขาชื่นชมจางเจอ ต้องการยกเหยาซีให้
ผู้ใดจะคาดคิดว่าบุตรีกลับดูแคลนและต้องการ
ถอนหมั้นจะเป็นจะตาย ภายหลังนางผลักเวินเจา
อี๋ขณะอยู่ในวังหลวงจนเกือบทำให้เวินเจาอี๋แท้ง
นางจึงถูกตำหนิและส่งกลับจวน บัดนี้ปั่วย
วิกลจริต เอาแต่พูดว่ามีคนต้องการทำร้ายนาง
ราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งฝันร้าย ไม่อาจออกมา
พบเจอผู้คนได้อีก
หากเอ่ยเรื่องนี้ออกไปย่อมไม่โสภา
จางเจอนั่งลำตัวเหยียดตรงด้วยความสง่า เขา
หลุบตาตอบว่า “ข้าเป็นคนดื้อรั้นหัวแข็งและมี
ชะตาอาภัพตกระกำลำบาก มิกล้าทำให้ผู้อื่นต้อง
เดือดร้อนไปด้วยขอรับ”
เจียงปั๋อโหยวอดตะลึงงันไม่ได้
เหยาชิ่งอวี๋กลับปรายตามองจางเจอด้วยสี
หน้าดีขึ้นเล็กน้อย ได้แต่ทอดถอนใจว่าจางเจอ
มิได้เอ่ยถึงเรื่องถอนหมั้นด้วนซ้ำ เห็นชัดว่ามี
คุณธรรมสูงส่ง แต่ยิ่งรู้เช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าบุตรีของ
ตนช่างมีตาหามีแววไม่เสียจริง
เขาถอนหายใจกล่าวว่า “ชะตาอะไรกันเล่า
ไร้สาระทั้งเพ!”
ทุกคนเคยได้ยินเรื่องงานวิวาห์ล่มของจางเจอ
กับจวนตระกูลเหยามาไม่มากก็น้อย เดิมทีคิดว่า
เหยาชิ่งอวี๋กับจางเจอต้องไม่ลงรอยกันบ้าง คิดไม่
ถึงว่าเมื่อจางเจอเอ่ยว่าตน ‘ชะตาอาภัพตกระกำ
ลำบาก’ ผู้มีสถานะเช่นเหยาชิ่งอวี๋กลับแย้งเขา
เปลือกนอกคือการกล่าวตำหนิ ทว่าความนัยคือ
แก้ต่างให้จางเจอ
บุคคลภายนอกไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าการถอนหมั้น
เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใดกันแน่
เจียงปั๋อโหยวเป็นขุนนางราชสำนัก อย่าง
น้อยจึงต้องรู้จักสังเกตสีหน้าท่าทางและคำพูดคำ
จาอยู่บ้าง ครั้นได้ยินเช่นนี้ก็สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับ
จางเจอขึ้นมาหลายส่วนจริง ๆ เหยาชิ่งอวี๋เป็น
อำมาตย์แห่งสำนักมหาบัณฑิต สายตามิต่ำต้อย
เขยขวัญที่เขาถูกใจย่อมถือว่าไม่ธรรมดา แม้งาน
ล่มแต่ก็ยังทำให้เหยาชิ่งอวี๋พูดแก้ต่างให้ ถือว่าหา
ได้ยากยิ่ง
จางเจอเป็นขุนนางฝั่ายบุ๋นซึ่งมาจากการสอบ
เข้าเป็นเจ้าหน้าที่อันหาได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับ
ขุนนางซึ่งเข้าสอบเคอจวี่ซึ่งมีดาษดื่นทั่วราช
สำนัก ที่จริงแล้วก็ไม่นับว่าโดดเด่นเท่าใด
ทว่าเขาเคร่งขรึมประหยัดถ้อยคำ รู้จัก
ควบคุมคำพูดและการกระทำของตนเอง
หากเทียบกับบรรดาบุตรหลานผู้ลากมากดี
สำมะเลเทเมาในเมืองหลวงก็ไม่รู้ว่าดีกว่าตั้ง
เท่าใดแล้วจริง ๆ แม้จะดูเหมือนเข้าหายาก แต่
ร่างก็ปราศจากกลิ่นอายดุร้ายปั่าเถื่อน จิตใจคง
ไม่เลว ดูท่าทางเหมือนจะขู่ให้ยายหนูหนิงกลัวได้
และไม่มีทางปฏิบัติตัวแย่ต่อสตรีแน่
เจียงปั๋อโหยวหวั่นไหวเล็กน้อย เริ่มสอบถาม
โดยแสดงอาการเหมือนมิได้จงใจ “ได้ยินเพียงว่า
บรรพชนของหัวหน้าจางอยู่เหอหนาน สาเหตุที่
ตอนนั้นเข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาใต้เท้ากู้เพราะ
ต้องการร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมให้บิดา
เหมือนจะเพิ่งมาเมืองหลวงได้ไม่กี่ปีใช่หรือไม่”
จางเจอตอบ “ขอรับ แค่สามปี”
เจียงปั๋อโหยวร้อง “อ้อ” คราหนึ่ง “คุ้นเคย
กับการใช้ชีวิตหรือยัง”
นิ้วของจางเจอกำถ้วยชาแน่นกว่าเดิม แต่
ยังคงหลุบตาตอบกลับด้วยท่าทีปกติ “สภาพ
อากาศและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงกัน ไม่มีสิ่งใดที่
ปรับตัวไม่ได้ขอรับ”
เจียงปั๋อโหยวถามอีก “เช่นนั้นมารดาเจ้ายัง
แข็งแรงดีหรือไม่”
…
ในที่สุดจิ้งจอกเฒ่ากู้ชุนฟางก็จับต้นชนปลาย
ถูก เขาอดชำเลืองมองเจียงปั๋อโหยวไม่ได้ จากนั้น
หันหน้ากลับไปมองจางเจออีกครา แต่กลับเห็น
นิ้วมือซึ่งกำลังกำถ้วยจนเกร็ง พอเคลื่อนสายตา
แลใบหน้าอันเคร่งขรึมอีกคราก็อดรู้สึกแปลก ๆ
ขึ้นมาหลายส่วนไม่ได้
ลูกศิษย์คนนี้…
ดูเหมือนจะมิได้สงบเยือกเย็นเช่นเปลือกนอก
กลับเหมือนกำลังทนทุกข์ทรมานอะไรอยู่
มากกว่า
ทางนี้เจียงปั๋อโหยวสนทนาอย่างถูกชะตา ยิ่ง
มองยิ่งรู้สึกว่าจางเจอเหมาะสม
ส่วนทางนั้นเซี่ยเวยกำลังนั่งรวมกับผู้อื่น ฟัง
คำสนทนาของเจียงปั๋อโหยว กู้ชุนฟาง และจาง
เจอที่อยู่ด้านหลัง เขาลอบแค่นหัวเราะทีหนึ่ง
ประกายอำมหิตภายในดวงตาแผ่ขยาย ทว่าสี
หน้ากลับปราศจากความผิดปกติอันใด เพียงดื่ม
สุราในจอกจนหมด ความร้อนของสุราแผดเผา
จนถึงอวัยวะภายใน