คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 175 ถุงผ้าแพรเก่า
เสิ่นเจี้ยเป็นถึงพระอนุชาร่วมพระอุทรกับเสิ่น
หลางซึ่งเป็นฮ่องเต้ ทั้งยังได้รับความโปรดปราน
จวนอ๋องก่อสร้างอย่างหรูหราครองพื้นที่
กว้างขวาง หากแขกเหรื่อซึ่งเพิ่งเคยมาไม่มีสาวใช้
คอยนำทาง เกรงว่าเดินในสวนได้ไม่นานก็คงหลง
ทางเป็นแน่
แต่เจียงเสวี่ยหนิงคุ้นเคยมาก…
ผู้ใดใช้ให้ชาติก่อนนางเคยใช้ชีวิตภายในจวน
แห่งนี้ถึงสองปีกันเล่า ต้นไม้ใบหญ้าและทางเดิน
ในสวนให้ความรู้สึกไม่ต่างจากวังหลวงเลย แม้
หลับตาก็ยากจะเดินหลงทาง
นับตั้งแต่ออกมาจากเรือนรองของเจียงเสวี่ย
ฮุ่ย นางก็ไม่อยากกลับไปบริเวณจัดเลี้ยงของแขก
ฝั่ายสตรีมากนัก เนื่องจากนางคร้านจะรับมือคน
เหล่านั้น จึงเดินเลียบไปทางระเบียงวนข้าง
ทะเลสาบผืนน้อยภายในสวนดอกไม้ คิดจะหา
สถานที่สงบ ๆ เพื่อหลบผู้คนสักระยะ รอใกล้เลิก
งานเลี้ยงค่อยเดินออกไปอีกครา
คิดไม่ถึงว่าจะพบเสิ่นเจี้ยตอนเพิ่งเลี้ยวตรง
ระเบียงวน
เจ้าบ่าวหมาด ๆ ที่เพิ่งเข้าพิธีวิวาห์วันนี้สวม
ชุดเจ้าบ่าวสีแดงสด ยิ่งขับใบหน้าให้ดูอ่อนโยนดั่ง
หยกประดับกวาน ฉายชัดถึงบุคลิกอันสุภาพ
นอกจากนี้ยังมีผู้ติดตามด้านหลังจำนวนหนึ่ง ยิ่ง
ทำให้คนรู้สึกว่าเขาสูงศักดิ์สง่างาม ประดุจดวง
เดือนรายล้อมด้วยดารา
เมื่อมองจากทิศทางการเดินจึงพบว่าเขา
ออกมาจากเรือนหลักของฟางเมี่ยว กำลังมุ่งหน้า
ไปยังเรือนของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ ทั้งสองคนต่างรู้สึก
เหนือความคาดหมายเล็กน้อย
เสิ่นเจี้ยนิ่งอึ้ง เขาเป็นฝั่ายแสดงอาการ
ตอบสนอง ประสานมือค้อมกายคารวะก่อน
“คารวะคุณหนูรอง”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับมีอาการเลื่อนลอยครู่หนึ่ง
อีกฝั่ายแต่งกายเหมือนชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
เพียงแต่ยามที่นางเห็นมิใช่ตอนอยู่สถานที่
กลางแจ้ง แต่เป็นภายในห้องหอ และไม่รู้ว่าเป็น
เพราะเขาดื่มสุรามากเกินไปหรือหน้าบาง ยาม
ท่านอ๋องผู้นี้ถือไม้เลิกผ้าคลุมเพื่อเลิกผ้าคลุมหน้า
ของนาง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดจึงแดงระเรื่อ
ใต้แสงเทียนสีแดง ขณะนั้นนางเองก็ดวงตาพร่า
พรายเล็กน้อย เพียงแต่ความอ่อนโยนและหวาน
ชื่นล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา เนื่องจากเดิมทีนาง
ก็มิได้รักคนผู้นี้ ดังนั้นนอกจากภาพลวงตาแล้ว
สิ่งที่แผ่ซ่านจากก้นบึ้งของหัวใจก็คือความว่าง
เปล่าอันไร้ขอบเขต
นางคารวะตอบ “จวนของหลินจืออ๋องช่าง
ใหญ่โตเหลือเกิน เดิมทีหม่อมฉันเพียงต้องการ
เดินทางลัดกลับไปยังงานเลี้ยง คิดไม่ถึงว่าเพิ่ง
เดินได้สองก้าวก็หลงทางเสียแล้วเพคะ”
เสิ่นเจี้ยเองก็เดาว่าคงเป็นแบบนี้
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวจบก็เพ่งมองเขาครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นก็พลีนถามบ่าวรับใช้ด้านข้างว่า “มีสุรา
หรือไม่”
คนเหล่านั้นตะลึงงัน มองเสิ่นเจี้ยในบัดดล
เสิ่นเจี้ยไม่รู้เหมือนกันว่าเจียงเสวี่ยหนิง
หมายความเช่นไร
เจียงเสวี่ยหนิงจึงหัวเราะพร้อมอธิบาย
“แม้ว่าหม่อมฉันกับพระองค์จะมิได้สนิทสนมกัน
แต่หม่อมฉันก็เคยได้รับการดูแลจากพระองค์
ขณะอยู่ในวังหลวง ท่านอ๋องทรงเป็นสหายสนิท
ของเยี่ยนหลิน บัดนี้เขาถูกเนรเทศไปหวงโจว
เกรงว่าคงไม่อาจมาร่วมถวายความยินดีด้วย
ตนเอง ไม่ว่าด้วยไมตรีก็ดี ด้วยเหตุผลก็ช่าง
หม่อมฉันย่อมสมควรจะแสดงความยินดีต่อ
พระองค์ในนามตนเองและเยี่ยนหลิน ร่วมถวาย
คำอวยพรในงานมงคลของท่านอ๋องสักถ้วยเพ
คะ”
ครานี้เสิ่นเจี้ยจึงแจ่มแจ้ง
เพียงแต่เมื่อเอ่ยถึงเยี่ยนหลิน เขาก็อดเศร้า
หมองเล็กน้อยไม่ได้ สั่งให้คนไปนำสุรามา “ทั้งที่
เป็นวันมหามงคล ทว่าบัดนี้เยี่ยนหลินไม่อยู่ จื่ออี
เองก็ไม่อยู่…”
เขามิได้คบค้าสมาคมกับเจียงเสวี่ยหนิงลึกซึ้ง
มากนัก
คนนอกพูดกันว่าคุณหนูรองเจียงยโสโอหัง
ทว่าอาจเพราะได้ฟังคำพร่ำบ่นของเยี่ยนหลินมา
มาก ทั้งยังรู้ว่าเสิ่นจื่ออีผู้เป็นน้องสาวดีต่อนาง
มาก เสิ่นเจี้ยจึงมิได้มีมุมมองต่อนางเฉกเช่นคน
ทั่วไป
ก่อนหน้านี้ขณะต้อนรับแขกเหรื่อที่ห้องโถง
ด้านหน้า ทุกคนกล่าวว่าวันนี้เขารับทั้งพระชายา
เอกและรองเข้าจวนพร้อมกัน นับว่าได้เสพสุขกับ
ชีวิตที่ได้ครองคู่กับภริยาทั้งสอง
เปลือกนอกเขากล่าวขอบคุณ ทว่าใจมิได้
ยินดีขนาดนั้น
แต่หากมองจากสายตาของผู้อื่น เขาย่อม
ปราศจากเหตุผลที่จะไม่ยินดี
พอเจียงเสวี่ยหนิงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเสิ่น
เจี้ยกลับโล่งใจ คล้ายมีเหตุผลอันถูกต้องที่จะไร้
ความสุขกับเรื่องไม่น่ายินดีนี้แล้ว
ศาลาริมน้ำหลังหนึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง
วันนี้จวนจัดงานมงคล จึงตระเตรียมสุราให้
แขกเหรื่อไว้ทุกแห่งหน
บ่าวรับใช้นำสุรากลับมาอย่างรวดเร็ว รินใส่
จอกให้คนทั้งสอง
เจียงเสวี่ยหนิงชูจอก ทว่าสิ่งที่ผุดในหัวสมอง
กลับเป็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เสิ่นเจี้ยมีร่วมกับ
นางในชาติก่อน ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด
การสถาปนาแต่งตั้งฮองเฮา ยามเขาล้มปั่วยใกล้
สิ้นใจ รวมถึงช่วงที่เขายกตราพระราชลัญจกรให้
นางเก็บรักษา แม้ภายหลังวัตถุชิ้นนี้จะกลายเป็น
บ่อเกิดแห่งเภทภัยที่ทำให้นางต้องกระทำ
อัตวินิบาตกรรมสังเวยชีวิตตามไป แต่ในฐานะ
เจ้าผู้ปกครองแผ่นดิน เขาก็ปฏิบัติต่อนางผู้ไม่มีใจ
รักเขาได้อย่างไร้ที่ติ
เพียงแต่เขามีจิตใจดีงามเกินไป ดีงามเสียจน
อ่อนแอ
นางค่อย ๆ ชูจอกให้เขาพร้อมกล่าวด้วยท่าที
จริงจัง “ท่านอ๋องทรงเป็นคนดี เสวี่ยหนิงขอใช้
สุราจอกนี้ถวายคำอวยพรให้พระองค์ทรงสม
ความปรารถนาทุกประการ สุขสงบราบรื่นทุกสิ่ง
อันเพคะ”
สมความปรารถนาทุกประการ สุขสงบ
ราบรื่นทุกสิ่งอัน
เป็นคำอวยพรที่แสนธรรมดาเสียเหลือเกิน
ถึงขั้นเมื่อนำมากล่าวในงานอภิเษกสมรสของเขา
ก็ยังดูแปลกประหลาดและไม่ค่อยเหมาะสมอยู่
บ้างเสียด้วยซ้ำ
เสิ่นเจี้ยมองนางพลางย่นหัวคิ้วเล็กน้อย
ส่วนนางกลับเผยรอยยิ้มบางให้เขา ดวงตา
สุกใสปราศจากกลอุบาย มีเพียงความจริงใจ
เท่านั้น เสมือนหยาดน้ำที่ค่อย ๆ ไหลซึมเข้าสู่
กลางดวงใจจนทำให้จิตใจค่อย ๆ สุขสงบ นางยื่น
จอกมาชนกับจอกของเขาเบา ๆ ก่อนจะแหงน
ศีรษะดื่มรวดเดียวหมด
เสิ่นเจี้ยกะพริบตา ความสงสัยผุดวาบ
ที่แท้สตรีตรงหน้าปล่อยวางเรื่องใดได้กันหรือ
ไฉนดูเหมือนผ่อนคลายไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
เช่นนี้
เขาฉงนสนเท่ห์ ทว่าท่าทางผ่อนคลายและ
เป็นสุขของนางก็ทำให้เขาต้องหยักยกริมฝีปาก
ยิ้ม เพียงกล่าวว่า “ขอให้สมพรปาก” จากนั้นจึง
แหงนศีรษะดื่มรวดเดียวหมดเช่นกัน
ชาติก่อนนางมิได้รักเสิ่นเจี้ย แต่เสิ่นเจี้ยก็
พยายามทำดีต่อนางถึงที่สุด ชาตินี้นางหลีกเลี่ยง
การคบค้าสมาคมกับเขา ไม่เพียงมอบอิสรภาพให้
ตนเอง แต่ยังหวังด้วยว่าเมื่อปราศจากภาระเช่น
ตน อีกฝั่ายจะได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม
เจียงเสวี่ยหนิงวางจอกสุรา แล้วจึงถวาย
บังคมกล่าวอำลา
กิริยายามหมุนกายจากไปนับว่าปล่อยวาง
และสง่างาม
เสิ่นเจี้ยยืนอยู่ที่เดิมพลางทอดสายตามองเนิ่น
นาน ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงใจหายเหมือนสูญเสีย
อะไรบางอย่าง จวบจนบ่าวผู้ติดตามเตือนสติ เขา
ถึงหลุบตามองจอกสุราแล้วคืนใส่มือบ่าว มุ่งหน้า
ไปยังเรือนที่พำนักของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
*****
เจียงเสวี่ยหนิงบังเอิญพบเสิ่นเจี้ยระหว่างทาง
ทั้งยังบอกไปแล้วว่าหลง นางจึงยิ่งไม่กริ่งเกรง
หากจะหาสถานที่หลบซ่อน นางพบเรือเงียบสงบ
ลำหนึ่งลอยอยู่บนทะเลสาบผืนน้อยข้างหน้าจึง
ลงไปนั่ง วางแผนสิ่งที่ตนต้องทำหลังจากเดินทาง
ไปถึงแดนสู่พลางรอคอยให้อาทิตย์ตกดิน
ห้องโถงส่วนหน้าอึกทึกคึกคักมากจริง ๆ
เมื่อได้ยินเสียงกู่ร้องว่าทรงพระเจริญหมื่นปี
ดังกึกก้องมาแต่ไกลก็รู้ว่าฮ่องเต้กับฮองเฮาเสด็จ
มาถึงแล้ว ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงน้อมส่งเสด็จ
ทำให้รู้ว่าฮ่องเต้เสด็จกลับแล้ว
เมื่อฟั้าใกล้มืดนางก็คาดว่าคงถึงเวลาอัน
สมควร จึงลุกไปยังห้องโถงส่วนหน้า
ขณะนี้แขกเหรื่อบางส่วนซึ่งมีงานราชการติด
พันเริ่มขอตัวออกจากงานไปก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงถามบ่าวรับใช้จนรู้ว่าเจียงปั๋อ
โหยวอยู่ที่ศาลาหลบร้อนตรงมุมตะวันออกของ
สวน จึงถามทางเพื่อมุ่งหน้าไปหา
จริงดังคาด นางเห็นเจียงปั๋อโหยวยืนหันออก
ด้านนอกกำลังสนทนากับคนกลุ่มหนึ่งอยู่ไกล ๆ
หนึ่งในนั้นยืนหันหลังให้ทางนี้
ท้องฟั้าเริ่มมืด แสงแดดอ่อนสลัว
นางมิอาจมองเห็นชัดไปชั่วครู่ เสียงของคนผู้
นั้นกระทบโสตยามเดินเข้าไปใกล้ เมื่อเขาเบี่ยง
กายเล็กน้อยถึงจดจำได้ ชั่วพริบตานั้นนางรู้สึก
เหมือน ‘พลันผินหน้ากลับมา กลับพบว่าอยู่ใต้
โคมประทีปฉายอันหม่นมัว[1]’ เปลวเพลิงร้อน
เบาบางกลุ่มหนึ่งเคลื่อนผ่านดวงใจ สิ่งที่เหลือไว้มี
เพียงรอยไหม้ซึ่งไม่อาจลบเลือน
วันนั้นที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงนางพูดเปิดอกไปแล้ว
ถึงจะไม่คิดว่าตนเป็นพวกดันทุรัง แต่หากให้พบ
หน้าก็กลัวว่าจะเก้อเขิน ในเมื่อรู้ว่าเป็นเขา นาง
จึงรั้งฝีเท้าอยู่ตรงบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกล
เจียงปั๋อโหยวสายตาดีมองเห็นนาง
เขาสนทนากับทุกคนต่ออีกครู่หนึ่งจากนั้นจึง
กล่าวร่ำลากัน จางเจอไม่รู้ว่านางอยู่ด้านหลัง
เมื่อหมุนกายกลับมาเห็นนางยืนอยู่ใต้ต้นไห่ถังจึง
ชะงักงันทันที
ทว่าเขามิได้เปล่งวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงก็มิได้เอื้อนเอ่ย
จวบจนเจียงปั๋อโหยวเดินเข้ามากล่าวยิ้ม ๆ
“มาหาข้าได้อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงกะพริบตาและรั้งสายตา
กลับ “เมื่อครู่นึกถึงเรื่องบางอย่างที่แดนสู่ คิดว่า
ควรบอกกล่าวท่านพ่อสักหน่อยเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวเหลียวมองรอบด้านคล้ายกริ่ง
เกรงอะไรบางอย่าง โบกมือเอ่ยว่า “มาได้จังหวะ
พอดี ข้ามีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับงานมงคล
ของเจ้าแล้ว อยากจะคุยด้วยสักหน่อย ค่อยคุย
ระหว่างทางขากลับก็แล้วกัน ตอนนี้ข้าต้องไป
กล่าวอำลาสหายร่วมงานทั้งหลายก่อน รออยู่ที่นี่
สักครู่นะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าเขามีความคิดเช่นไร แต่
ก็มิได้ถามไถ่ให้ชัดเจน
นางเพียงผงกศีรษะและมองเขาเดินจากไป
เมื่อนางหันศีรษะกลับมามองหาจางเจอ
บริเวณที่เขายืนเมื่อครู่ก็ว่างเปล่าเสียแล้ว
ชาติก่อนมีบุพเพแต่ไร้วาสนา
ส่วนชาตินี้มีวาสนาทว่าไร้บุพเพ
นางหัวเราะเสียงต่ำคราหนึ่ง ลอบก่นด่า
สวรรค์ว่ากลั่นแกล้งนาง รู้สึกว่าหากต้องการ
ปล่อยวางเรื่องเขา เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกสัก
พัก
ยืนได้ครู่หนึ่งก็เมื่อย นางจึงเดินออกมาจาก
ศาลาหลบร้อน
ขณะก้าวขึ้นบันไดและเดินผ่านพุ่มไม้ไผ่
สวรรค์ด้านข้าง เจียงเสวี่ยหนิงพลันเหลือบเห็น
ถุงผ้าแพรสีนิลปักดิ้นเงินถุงหนึ่งห้อยติดอยู่
ท่ามกลางใบไม้สีแดงอ่อนต้นฤดูร้อน คล้ายมีใคร
บังเอิญถูกกิ่งไม้เกี่ยวตอนเดินผ่าน
นางหยิบขึ้นมาโดยไม่นึกใส่ใจ
อย่างไรก็ตามพริบตาที่สัมผัสกลับรู้สึกคุ้นเคย
ชาติก่อนจางเจอก็มักจะห้อยถุงผ้าแพรนี้
เหมือนกันมิใช่หรือ
ครั้งหนึ่งนางสงสัยว่าสตรีใดมอบให้หรือเปล่า
นางจึงชิงมาเล่น เดิมทีนึกว่าจางเจอถูกตนกลั่น
แกล้งจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาพลันสี
หน้าแปรเปลี่ยน แม้ยังคงสงวนท่าทีอดทนอด
กลั้นไม่เปล่งวาจาดังเดิม แต่หัวคิ้วที่ขมวดมุ่น
กลับทวีความเดือดดาลขึ้นหลายส่วน
นางมิอาจต้านทานจึงคืนให้
ภายหลังถึงรู้ว่ามารดาผู้อารีตั้งใจเย็บให้เขา
ทุกฝีเข็ม แม้ข้างในจะมิได้บรรจุสิ่งของสำคัญอัน
ใด แต่มีความหมายต่อจางเจอเกินพรรณนา
หากนางเก็บของชิ้นนี้ได้ในชาติก่อนคงต้อง
หัวเราะเยาะเย้ยเขาสักตั้ง ทว่าบัดนี้เมื่อเห็นแล้ว
ดวงตากลับร้าวระบม หากเขารู้ว่าทำของสิ่งนี้
หายคงกลัดกลุ้มใจมาก นางจึงคิดจะมอบให้บ่าว
ไพร่ในจวนเก็บไว้รอให้เขาย้อนกลับมาตามหา
แต่เดินไปได้ก้าวเดียวกลับมีเสียงวัตถุขนาดเล็ก
กระทบกันดังมาจากข้างใน
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันนิ่งอึ้ง นิ้วมือสั่นระริก
หลุบตาจ้องมองถุงผ้าแพรที่ตนกำอยู่ในมือ
ความคิดสับสนบางอย่างแล่นผ่านสมอง ทว่ากลับ
มิได้เหลือร่องรอยทิ้งไว้ราวกับหมอกขาวอันเวิ้ง
ว้าง
นางแกะถุงผ้าแพรหลังจากยืนอยู่นานแสน
นาน
เคร้ง…
ก้อนเงินก้อนทองทรงผลไม้มงคลสำหรับ
เทศกาลปีใหม่หลายสิบชิ้นร่วงลงมากระจัด
กระจายบนฝั่ามือ นอกจากนี้ยังมีกระดาษแผ่น
บางพับครึ่งซึ่งพอจะมองเห็นคราบน้ำหมึกซึม
มาถึงด้านหลังหล่นตามมาด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาไหลรินในบัดดล
นางออกแรงกดหน้าอกตนเอง แต่พริบตา
ต่อมาก็ยังแทบหายใจไม่ออกประหนึ่งจมน้ำ
ความกระสับกระส่ายยามแขวนถุงผ้าแพรไว้
นอกประตูห้องเขาในคืนนั้น ความเด็ดเดี่ยวยาม
ยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมถามความในใจวันนั้น
ทั้งหมดล้วนประเดประดังผ่านเข้ามาในใจนาง
ยามนี้กลับกลายเป็นความเหลวไหลที่ไม่อาจ
เข้าใจ รวมถึงความเจ็บปวดรวดร้าวน่าเดือดดาล
…
“จางเจอ ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ”
“คุณหนูรองเจียงโปรดอภัย ข้ามีคนที่ต้องใจ
อยู่แล้ว”
…
หากเจ้ามีคนต้องใจอยู่แล้วและไม่หวั่นไหวต่อ
ข้าจริง เช่นนั้นการเก็บของเหล่านี้ไว้หมายความ
เช่นไรกันแน่
——————–
1. มาจากกลอนโต๊ะหยก บทคืนงานเทศกาล
โคมไฟ ประพันธ์โดยซิ่นฉีจี กวียุคราชวงศ์
ซ่งใต้ เนื้อความส่วนนี้หมายถึงเสาะหาคนผู้
หนึ่งอยู่นาน ขณะหันกลับหมายถอดใจ
กลับพบว่าคนผู้นั้นอยู่ใต้แสงโคมอ่อน
เปรียบเปรยว่ายามเสาะหา ไม่พานพบ
ยามจะถอดใจกลับได้พบเจอ