คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 176 คำสารภาพของขุนนาง
จางเจอเดินมาได้ครึ่งทางก็พบว่าของหาย
เพียงแต่หลังจากเขาพบเจียงเสวี่ยหนิงโดย
บังเอิญจิตใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นึกไม่ออกเลย
ว่าหายตั้งแต่เมื่อใด และหายตั้งแต่ที่จวนหลินจือ
อ๋องหรือระหว่างเดินทางกลับกันแน่
เขาจึงย้อนกลับไป
สวนอันเวิ้งว้างไร้เงาร่างเจียงเสวี่ยหนิง ศาลา
หลบร้อนเองก็ว่างเปล่า มีเพียงบ่าวสองคนกำลัง
เก็บถ้วยชามซึ่งถูกทิ้งไว้ภายในศาลา
ครั้นเห็นจางเจอวกกลับมา บ่าวรับใช้ซึ่ง
ปรนนิบัติก่อนหน้านี้ที่ยังพอจดจำเขาได้ก็เดินเข้า
มาค้อมกายคารวะและเป็นฝั่ายเริ่มถามก่อน “ใต้
เท้าจาง มีอะไรหรือขอรับ ทำสิ่งใดตกหรือ”
จางเจอถาม “เห็นถุงผ้าแพรบ้างหรือไม่”
บ่าวรับใช้ผู้นั้นตะลึงงันทันที “ใช่ถุงพื้นสีนิล
ปักลายสีเงินหรือเปล่าขอรับ”
จางเจอตอบ “เจ้าเคยเห็นหรือ”
บ่าวผู้นั้นโบกมือเป็นพัลวัน ทว่าสายตาแปลก
ประหลาดเล็กน้อย เผยสีหน้าลำบากใจอยู่บ้าง
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงกล่าวด้วยความกระดาก “ก็
เคยเห็นขอรับ เพียงแต่เมื่อครู่ตอนพวกบ่าวมา
เก็บกวาดที่นี่ก็เห็นคุณหนูรองจวนเสนาบดีเจียง
ถือถุงผ้าแพรซึ่งค่อนข้างคล้ายกับที่ท่านตามหา
อยู่พอดี ครั้นเห็นสีหน้านาง…พวกบ่าวไม่กล้าเข้า
ไปถามไถ่สักเท่าไหร่ขอรับ”
“…”
จางเจอยืนเหม่ออยู่หน้าขั้นบันได
เอวซึ่งปราศจากถุงผ้าแพรรู้สึกค่อนข้างว่าง
เปล่า
บ่าวรับใช้รู้สึกว่าชั่วขณะหนึ่งสีหน้าของขุน
นางราชสำนักหนุ่มตรงหน้าซ้อนทับกับคุณหนู
รองเจียงที่ตนเห็น เป็นความรู้สึกหนักอึ้งซึ่งทั้ง
แปลกประหลาดและวูบไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง ราว
กับแสงหม่นสลัวที่สะท้อนจากกระจกใต้ท้องน้ำ
ดำมืด
จางเจอเอ่ยปากหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน
เขาถามว่า “คุณหนูรองเจียงไปแล้วหรือ”
บ่าวรับใช้ผงกศีรษะ “ขอรับ เหมือนจะกลับ
จวนไปพร้อมใต้เท้าเจียงแล้วขอรับ”
จางเจอหลับตา เงียบงันสักพักจึงค่อยกล่าว
ว่า “ขอบใจ”
บ่าวรับใช้สงสัยอยู่ในที แต่ก็มิกล้าซักถาม
เขาค้อมกายอีกครั้ง เมื่อเงยศีรษะก็เห็นใต้
เท้าผู้นี้เดินย้อนออกไปจากสวนแล้ว ทั้งที่เป็น
ราตรียามคิมหันต์ซึ่งอากาศร้อนอบอ้าว ทว่าขณะ
แผ่นหลังค่อย ๆ กลืนหายเมื่อสุดลำแสงโคม
ประทีปทับซ้อนใต้ระเบียงทางเดิน กลับคล้าย
กำลังเดินท่ามกลางหยาดน้ำค้างกลางสารทฤดู
อันอ้างว้างเหน็บหนาว
ฝนที่ตกเมื่อวันก่อนชะล้างฝุั่นซึ่งลอยฟุั้งปก
คลุมเมืองหลวง พื้นถนนที่ทอดยาวเองก็ถูกน้ำฝน
ชะล้างจนสะอาดหมดจด
เสียงรถม้าค่อย ๆ เลือนหาย
ดังนั้นเสียงฝีเท้าย่ำพื้นถนนเบา ๆ จึงเด่นชัด
ทั้งอ้างว้างและวังเวง สมองของจางเจอคล้าย
คิดถึงทุกสิ่ง และคล้ายไม่คิดถึงสิ่งใดเลย
ที่พำนักของเขาห่างจากเขตที่พักอาศัยของ
เหล่าเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงพอสมควร เมื่อผ่าน
พื้นที่แพงระยับบริเวณนี้ไป ระดับความสูงของ
อาคารบ้านเรือนก็ลดต่ำ เสียงหัวเราะโหวกเหวก
โวยวายและร้องเรียกขายของค่อย ๆ ปรากฏ
แทน
เช้านี้เขาเผลอทำปั้านชาที่บ้านหล่น มารดา
จึงกำชับว่าขากลับอย่าลืมซื้อใหม่
จางเจอเดินเข้าร้านเครื่องกระเบื้องซึ่งปิดร้าน
ดึก เลือกอุปกรณ์ชงชากระเบื้องเคลือบขาวสิง
เหยา[1]แบบง่าย ๆ มาชุดหนึ่ง แต่แล้วก็ได้ยิน
ผู้ดูแลร้านยืนถอนหายใจกับลูกค้าผู้สง่างามคน
หนึ่งหน้าชั้นวางวัตถุโบราณ
“สุราหอมน้ำใสกระจ่าง เมามายในสมุทรแห่ง
สุรา[2]เคลือบสีเบาบางสว่างใส ถูกขนานนามว่า
งามระหงดั่งกิ่งเหมย แจกันดอกเหมยของเถ้าแก่
โจวแตกได้น่าเสียดายจริง ๆ ข้าตามหาช่างฝีมือดี
มาตั้งมากมาย ทุ่มเทแรงกายซ่อมแซม ทว่าทำได้
เพียงเท่านี้เอง”
“มองไกล ๆ ก็ไม่ต่างจากแจกันใบใหม่เลยนี่
นา”
“แต่มิอาจชมในระยะใกล้ได้หรอก ท่านลองดู
บริเวณปากแจกันสิ มีรอยแตกขนาดเล็กบางอยู่
ต่อให้เป็นช่างที่มีฝีมือเลิศล้ำราวกับสวรรค์สร้างก็
ยากจะเติมและลบรอยเก่า อย่างไรเสียก็เคยแตก
มาก่อน เดิมทีท่านควรเก็บรักษามันด้วยความรัก
ใคร่ทะนุถนอม ภายหลังยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่
กว่าเดิม มิเช่นนั้นหากกระทบถูกเล็กน้อยก็จะ
แยก ไม่อาจนำมาซ่อมประสานให้เหมือนใหม่
และมิอาจเทียบใบที่เพิ่งออกมาจากเตาเผาซึ่งมี
สภาพสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว”
“เฮ้อ…”
…
จางเจอมองชั้นวาง แจกันดอกเหมยสูงหนึ่ง
ฉื่อตั้งตระหง่านบนนั้น ตัวแจกันมีสีฟั้าคราม
ประดุจสีหยก ผิวเนียนเรียบลื่น เดิมทีงดงามตาม
ธรรมชาติ ทว่ากลับปรากฏรอยปริแตกเล็ก ๆ
บาง ๆ หลายรอยจากกระบวนการซ่อมแซม
ประหนึ่งรอยแผลเป็นที่แม้จะลบเลือนตาม
กาลเวลาทว่าสุดท้ายก็ยากจะสลาย
เด็กประจำร้านซึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะเก็บเงินมอง
มาทางเขา “คุณชายเองก็ต้องการซื้อแจกันดอก
เหมยสักใบหรือ ร้านของเรามีทุกสิ่งครบครัน
ท่านจะลองดูเพิ่มอีกหรือไม่ขอรับ”
จางเจอถึงค่อย ๆ ถอนสายตา “ไม่แล้วละ”
หลังจากชำระเงิน เขาก็นำชุดชงชากลับบ้าน
มารดาเขารู้ว่าวันนี้เขาไปร่วมงานเลี้ยง เกรง
ว่าคงไม่อาจเลี่ยงการคบค้าสมาคมระหว่างงาน
ต้องดื่มสุรามากเป็นแน่ จึงอุ่นน้ำแกงแก้เมาค้าง
เตรียมไว้ เมื่อเห็นเขากลับมาก็ยกมาให้ดื่มได้พอดี
จางเจอรวดร้าวดวงใจ
ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกหดหู่เป็นล้นพ้น สุดท้าย
ก็กล่าวกับเจี่ยงซื่ออย่างแผ่วเบา “ข้ากลับดึกและ
ทำให้ท่านแม่ต้องเป็นห่วงเสียแล้ว ท่านสุขภาพ
ไม่ดี หลังจากนี้นอนหลับพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ
ขอรับ”
ถึงอย่างไรก็เป็นบุตรที่เลี้ยงมาจนเติบใหญ่
เจี่ยงซื่อไหนเลยจะดูไม่ออกว่าเขามีความในใจ
หนักอึ้ง หลายวันที่ผ่านมาออกจากบ้านแต่เช้า
และกลับดึก สาละวนกับงานที่ศาลาว่าการไม่
รู้จักจบสิ้น หากบอกว่างานรัดตัวจริง ๆ ยัง
พอทำเนา แต่ดูจากสภาพกลับเหมือนเขาไม่
อยากนึกถึงสิ่งใดนอกจากงานราชการ และยิ่ง
เหมือนต้องการใช้สิ่งนี้กดทับอะไรบางอย่าง
ทว่าเขามีความคิดเป็นของตนเองมาตั้งแต่
เด็ก ไม่ว่าเรื่องใดก็ล้วนฝังเก็บไว้ในใจ
เจี่ยงซื่อไม่รู้เรื่องของเขามากนัก พอเห็นเขา
แสดงท่าทีว่าไม่เป็นไรจึงรู้ว่าต่อให้ตนซักไซ้เจ้าตัว
ก็ไม่มีทางบอก นางจึงเลิกถาม เพียงเอ่ยว่า “ต่อ
ให้เป็นท่านพ่อ สมัยนั้นยังไม่ได้ดิบได้ดีเท่าเจ้า
ด้วยซ้ำ หากเขาที่อยู่ในปรโลกรู้เรื่องนี้ต้องตายตา
หลับแน่ เจ้านี่นะ แม่หวังเพียงให้เจ้าอยู่อย่าง
ร่มเย็นเป็นสุข เจอสตรีที่ชอบก็ตบแต่งสร้าง
ครอบครัว คงไม่มีสิ่งใดดีไปกว่านี้อีกแล้วละ ส่วน
ลาภยศสรรเสริญน่ะถึงจะดี แต่หากต้องไล่ตาม
ไขว่คว้าก็รังแต่จะทำให้เหน็ดเหนื่อย”
จางเจอไม่ได้อธิบาย
เจี่ยงซื่อถอนหายใจ เดินออกจากห้องอักษร
อันแสนธรรมดาพร้อมกำชับให้เขาพักผ่อน
โดยเร็วเช่นกัน จากนั้นจึงปิดประตู
เขานำเอกสารจากกรมอาญากลับมาอ่านที่
บ้านจำนวนมาก
บัดนี้ล้วนกองสูงบนโต๊ะ
เปลวไฟของตะเกียงด้านข้างสะบัดวูบไหวเบา
ๆ ส่องสะท้อนตัวอักษรสีดำซึ่งทอดตัวบน
แผ่นกระดาษ ทว่ากลับมิอาจเข้าถึงครรลองจักษุ
แม้แต่น้อย
จางเจอรู้สึกว่าแสงจ้า จึงขยับตะเกียงออกอีก
นิด
ตัวอักษรบนกระดาษจึงพร่ามัวกว่าเดิม
เขานั่งห่อเหี่ยวอยู่หลังโต๊ะ ไม่ขยับเขยื้อน
ตลอดคืนเหมือนน้ำหมึกซึ่งค่อย ๆ แห้งกรังใน
จานฝนหมึกบนโต๊ะ
แสงตะวันต้นคิมหันต์มาเยือนอย่างรวดเร็ว
เสียงตามท้องตลาดดังโหวกเหวกอีกครา
เจี่ยงซื่อตื่นเช้ามาต้มโจ๊ก นึกว่าจางเจอจะ
เดินทางเข้าร่วมฟังราชกิจตั้งแต่ฟั้ายังไม่สาง
ดังเดิม นางจึงกะจะฉวยโอกาสขณะอากาศ
อบอุ่นขึ้นเก็บกวาดและจัดระเบียบบ้านช่องห้อง
หอ ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อมาถึงหน้าห้องนอนเขา
เพิ่งใช้มือสัมผัสประตูห้องก็เปิด ที่นอนหมอนมุ้ง
เป็นระเบียบเรียบร้อย ชัดเจนว่าเมื่อคืนปราศจาก
คนมาใช้
ครั้นผินหน้าไปจึงพบว่าประตูห้องอักษรปิด
สนิท
ฟั้ายังไม่สว่าง แสงตะเกียงลอดออกมา
เล็กน้อย
นางลังเลครู่หนึ่ง เมื่อมาถึงประตูก็เคาะเบา ๆ
“วันนี้ไม่ไปร่วมฟังราชกิจหรือ”
เรือนกายหลังโต๊ะของจางเจอขยับเล็กน้อย
ราวกับถูกดึงกลับมาจากสถานที่อันมืดมิดและ
เปล่าเปลี่ยวสักแห่ง เขาตอบอย่างเนิบช้า “วันนี้
ไม่ไปขอรับ”
วันเข้าร่วมฟังราชกิจต้องตื่นแต่เช้าตรู่ เขาไม่
เคยไปสายมาก่อน
เมื่อวานยังไม่ได้แจ้งด้วยซ้ำว่าวันนี้ลา
เจี่ยงซื่อนิ่งอึ้ง เงียบงันอยู่นานก่อนจะเอ่ยว่า
“เช่นนั้นข้าจะไปตลาดซื้อกับข้าวมาสักหน่อย กิน
ข้าวเช้าเสร็จค่อยไปศาลาว่าการแล้วกันนะ”
นางเก็บข้าวของและหิ้วตะกร้าไม้ไผ่สาน
ขนาดเล็กออกจากบ้าน
ยามเช้าตลาดคึกคักมากที่สุด
นางเลือกปลาไนสีดำหนักสองจินมาตัวหนึ่ง
ซื้อขิงอ่อน ต้นหอมและกุยช่ายเล็กน้อย รวมถึง
เต้าหู้สดใหม่ สุดท้ายก็เลือกซื้อสันคอหมูสภาพไม่
เลวมาหนึ่งชิ้น เอาใส่ตะกร้าและเดินกลับบ้าน
ขาไปตลาดท้องฟั้ายังคงขมุกขมัว
ทว่าขากลับเริ่มปรากฏแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
แล้ว
เพียงแต่เมื่อเจี่ยงซื่อเดินเลี้ยวเข้าตรอกอัน
คุ้นเคยและมองเห็นเรือนเก่าคร่ำคร่าของตนก็
พบว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าขั้นบันไดปก
คลุมด้วยตะไคร่น้ำ นางสวมชุดกระโปรงลายเทพ
สถิตแขนเสื้อหลวมกว้างสีเงินยวง ใบหน้า
ปราศจากการผัดแปั้งเติมชาด ผิวพรรณดูขาวซีด
ภายใต้แสงอรุโณทัย นางเงยหน้าเล็กน้อยเสมือน
กำลังทอดสายตามองบานประตูไม้แตกลายด้วย
จิตใจอันเลื่อนลอย
เช้าตรู่ขนาดนี้…
เจี่ยงซื่อลังเลสักพักแล้วจึงเดินเข้าไปถามด้วย
รอยยิ้ม “แม่นางมาหาใครหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะกลับมา พบว่าตนยืน
อยู่ตรงนี้เป็นเวลานานมากแล้ว
นางเห็นเจี่ยงซื่อ สตรีผู้มีรูปร่างหน้าตา
ธรรมดา ความยากลำบากจากการเลี้ยงดูบุตรจน
เติบใหญ่ตามลำพังทิ้งร่องรอยลึกบนใบหน้า
มากกว่าสตรีรุ่นราวคราวเดียวกัน ปรากฏริ้วรอย
ขนาดเล็กเต็มดวงหน้า จอนผมทั้งสองข้างเป็นสี
ขาว
อาหารสดใหม่ซึ่งเพิ่งซื้อกลับมาบรรจุอยู่ใน
ตะกร้าที่คล้องข้อพับแขน
อีกฝั่ายกำลังมองมาด้วยความกังวลอยู่บ้าง สี
หน้าแววตาเผยความเป็นมิตรอย่างยิ่ง
เขาสมควรแค้นนาง
ส่วนลึกของตรอกแห่งนี้มีผู้อาศัยเพียง
ครอบครัวเดียว เจียงเสวี่ยหนิงเดาฐานะของสตรี
ผู้นี้ออก ความละอายใจถั่งท้นประดุจน้ำพุร้อน
นางอยากฝืนยิ้มทว่าน้ำตากลับร่วงริน
นางเอ่ยถาม “ขอเรียนถามว่าที่นี่ใช่บ้านของ
ใต้เท้าจางแห่งกรมอาญาหรือไม่เจ้าคะ”
มาหาบุตรชายนิสัยเหมือนท่อนไม้ของข้าหรือ
นี่
เดิมทีตอนเจี่ยงซื่อเห็นว่าอีกฝั่ายเป็นสตรีโฉม
สะคราญดั่งเทพธิดาก็ไม่ได้นึกถึงจางเจอแม้แต่
น้อย ทว่าครั้นเห็นนางเอ่ยวาจาไม่กี่ประโยคก็
หลั่งน้ำตาจึงไพล่นึกถึงความผิดปกติสารพัดอย่าง
ตั้งแต่เมื่อคืนถึงเช้าวันนี้ของจางเจอ นางบ่นอุบ
ในใจทันที เจ้าเด็กหัวแข็งดื้อด้านคนนั้นคงมิได้ไป
หาเรื่องแม่หนูหรือไปทำให้คนเขาเสียใจหรอกนะ
ตอนอยู่มณฑลเหอหนานยังดี ๆ อยู่เลย ไย
มาถึงเมืองหลวงกลับไม่รักดีเสียแล้ว!
หากเขาทำเรื่องผิดศีลธรรมขึ้นมาจริง นางจะ
เชิญกฎบ้านมาลงโทษแทนบิดาอายุสั้นของเขาให้
หนัก!
“ใช่ ใช่ ที่นี่แหละ” เจี่ยงซื่อลนลานจนทำ
อะไรไม่ถูก รีบพูดว่า “วันนี้เขาไม่ได้ร่วมฟังราช
กิจ กำลังอยู่ในห้องอักษร เชิญเจ้าเข้าไปก่อนเถิด
ข้าจะไปตามตัวเขามา!”
นางเปิดประตูและเชิญเจียงเสวี่ยหนิงเข้าบ้าน
จากนั้นเดินไปหน้าประตูห้องอักษรที่ไม่ได้
เปิดเลยตลอดทั้งคืนเพื่อเรียกจางเจอโดยลืมวาง
ตะกร้าด้วยซ้ำ
นึกไม่ถึงว่ายังไปไม่ทันถึงขั้นบันได ประตูห้อง
ซึ่งเดิมปิดสนิทเดิมกลับเปิดออก
จางเจอยืนจับขอบประตูอยู่ด้านใน
เสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มสวมบนร่าง ถึงจะ
ยังคงยืนลำตัวเหยียดตรง แต่กลับให้ความรู้สึก
เงียบเหงาอ้างว้าง เขานิ่งมองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
กำลังยืนอยู่ในลานเรือนขนาดเล็กอันซอมซ่อ
ผ่านไปเนิ่นนานถึงเอ่ยว่า “คุณหนูรองเจียง เชิญ
เข้ามา”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอยู่นานเช่นกัน ก่อนจะ
ย่างเท้าขึ้นบันได
ครั้นถึงหน้าประตู จางเจอก็ถอยเข้าไปด้านใน
เพื่อหลีกทางให้
นางเข้าไปในห้อง
จางเจอบอกกล่าวอะไรบางอย่างกับเจี่ยงซื่อ
จากนั้นจึงหมุนกายและปิดประตู
คนทั้งสองซึ่งไม่ได้นอนมาทั้งคืนนั่งหันหน้า
เข้าหากัน
น้ำชาเป็นชาเก่าของเมื่อวาน เย็นชืดไปแล้ว
บนโต๊ะมีเอกสารทางราชการกองระเกะระกะ
ควันดำลอยเอื่อยจากปลายไส้ตะเกียงที่มอดดับ
ลำแสงของดวงตะวันซึ่งเพิ่งโผล่พ้นขอบฟั้าทาง
ทิศตะวันออกลอดผ่านบานหน้าต่างเบื้องหน้า
โต๊ะเคลือบเงาตัวเตี้ย ช่วยขับไล่ความหนาวเย็น
ให้สลายไปเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองเขา
ส่วนจางเจอกลับหลุบตา
นางเอ่ยเบา ๆ “วันนี้เดิมทีสมควรเข้าร่วมฟัง
ราชกิจ แต่ใต้เท้าจางอยู่บ้านราวกับรู้ว่าข้าจะมา
กำลังรอข้าอยู่หรือเจ้าคะ”
จางเจอนิ่งเงียบ
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งคุกเข่า วางสองมือบนหน้า
ตักด้วยความสงบนิ่งพร้อมเผยรอยยิ้ม “ข้าเคย
สารภาพความในใจต่อใต้เท้าจาง แต่ใต้เท้าจาง
บอกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว วันนั้นข้างุนงงไม่ได้สติ
ตัวข้าน่ะมีนิสัยไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ กลับลืม
ถามไถ่ไปเสียได้ว่าไม่ทราบสตรีที่ใต้เท้าจางมีใจให้
เป็นใครกันแน่”
จางเจอลอบกำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ
เขาตอบ “ชาวเมืองหลวง แค่หญิงสาว
ชาวบ้านทั่วไป”
จางเจอเองก็เรียนรู้ที่จะพูดโกหกหลอกลวง
แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา ถามขึ้นมาอีกครั้ง
“ใต้เท้าจางถอนหมั้นคุณหนูเหยาได้ไม่นานก็
เปลี่ยนใจไปรักสตรีนางนี้ แม้บอกว่าเป็นหญิงสาว
ชาวบ้านทั่วไป แต่รูปโฉมและความรู้
ความสามารถคงไม่ด้อย ส่วนนิสัยใจคอก็คงดีกว่า
ข้ากระมัง”
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน จางเจอถึงเอ่ยว่า
“คุณหนูรองเจียงไร้ที่ติ ทว่าข้าน้อยมีชาติกำเนิด
ต่ำต้อยและยากจน มิกล้าทำให้คุณหนูเสียเวลา
ไปทั้งชีวิต รูปโฉมของนางมิอาจเทียบคุณหนู
ส่วนนิสัยใจคอก็มิได้ดีมากนักเช่นกัน เพียงแต่…”
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “เพียงแต่อะไรเจ้าคะ”
ในที่สุดจางเจอก็ช้อนตามองนางด้วยความ
อดทนอดกลั้น ทว่าใจนั้นอ้างว้างอย่างน่า
ประหลาด เขาจับจ้องนัยน์ตานางราวกับต้องการ
สลักดวงหน้านี้ลงในจิตใจ ตอบช้า ๆ ว่า
“เพียงแต่ข้ารักนางมาก”
เจียงเสวี่ยหนิงเปล่งเสียงหัวเราะในบัดดล
“เช่นนั้นนางมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ”
จางเจอเงียบงันไม่เอ่ยวาจา
เจียงเสวี่ยหนิงพลันแค้นเขานัก แม้แต่รอยยิ้ม
เสแสร้งก็ไม่อาจคงไว้ได้อีก วางถุงผ้าแพรที่ตน
มองตลอดคืนและซ่อนในแขนเสื้อเป็นเวลานาน
ลงบนโต๊ะอย่างเบามือ แล้วคลี่แผ่นกระดาษทับ
บนถุงผ้าแพรอีกที “ในเมื่อใต้เท้าจางบอกไม่ได้
เช่นนั้นให้ข้าเป็นคนบอกท่านดีหรือไม่”
จางเจอหลับตา
เจียงเสวี่ยหนิงนัยน์ตาแดงก่ำ พูดเน้นทีละคำ
อย่างเกือบจะดุดัน “คนที่ท่านชอบผู้นี้
ความสามารถมิอาจสู้รูปโฉม นิสัยเลวร้าย
เหลือแสนและไม่ใช่คนดี…นางแซ่เจียง นามว่า
เจียงเสวี่ยหนิง!”
‘ข้ายินดีมอบใจให้จันทร์กระจ่าง[3]’
คราบหมึกที่ยังใหม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
อย่างหาได้ยากซึมลงบนกระดาษแผ่นนั้น
แต่หัวใจของจางเจอกลับคล้ายมีรอยแผล
สลักทิ้งไว้เป็นร้อยพัน
เจียงเสวี่ยหนิงถามอย่างดึงดัน “ไยท่านบอก
ว่าไม่ชอบข้า ไยท่านกล้าบอกว่าไม่ชอบข้า”
จางเจอนึกถึงชาติที่แล้ว
นางผู้มีชีวิตชีวา นางผู้เจิดจ้าเฉิดฉัน นางผู้
เป็นที่โจษจัน นางผู้กระทำตามอำเภอใจ ขณะนั้น
เขาไม่อาจสะกดหัวใจที่คิดจะล้ำเส้น ต้องการเข้า
หานาง ทว่าสุดท้าย…
ภูผาหยกทลาย ฉากผ้าแพรขาดสะบั้น
ดวงใจภายในทรวงอกเขาคล้ายถูกคำพูดอัน
แหลมคมของนางกรีดควักอยู่บนปลายมีดจนหลั่ง
โลหิต ความทุกข์ทรมานอันล้นเหลือเอ่อท้นถึง
ลำคอจากนั้นก็ย้อนกลับลงไป ภายในช่องท้อง
เต็มไปด้วยความขมขื่นรวดร้าว
สุดท้ายแจกันดอกเหมยก็เคยแตกอยู่ดี
เขาทอดสายตามองนางประหนึ่งมองตั้งแต่
ชาติก่อนจวบจนชาตินี้ สุดท้ายจึงเปล่งเสียงเรียก
ด้วยสุ้มเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำ “ฮองเฮา…”
ฮองเฮา
ไยคนตรงหน้าถึงเรียกข้าว่า ‘ฮองเฮา’
เจียงเสวี่ยหนิงสับสนงุนงงก่อนเป็นอันดับ
แรก จากนั้นก็หน้ามืดวิงเวียน สองพยางค์อันแผ่ว
เบาเคลื่อนจากหูไปสู่ใจนาง ภาพของจางเจอที่อยู่
เบื้องหน้าขยับวูบไหวเล็กน้อย แสงตะวันที่ทาบ
ทอเข้ามาขาวโพลนประหนึ่งมีไอหมอกพวยพุ่ง
ภายในห้อง ทำให้ทุกสิ่งโดยรอบพร่ามัวไม่แจ่มชัด
กระทั่งว่ายังเกิดเสียงครืนครั่นดังกึกก้อง
นางส่ายศีรษะโดยไม่รู้ตัว
เป็นไปได้อย่างไร
ต้องหูฝาดแน่…
ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งกำลังหัวเราะเยาะเย้ยอยู่
ในใจ ‘เจ้ารู้ เจ้าสมควรรู้ตั้งแต่แรกแล้ว! ชาตินี้
พวกเจ้าได้รู้จักกันนานสักเท่าใดเชียว แล้วเขาจะ
มีความรักลึกซึ้งต่อเจ้า ถึงขั้นชอบเจ้าแต่กลับต้อง
ปิดบังเจ้าได้อย่างไร เจ้าไม่ได้หูฝาด!’
ความเจ็บปวดเสียดแทงดวงใจรวมถึง
ความรู้สึกผิดบาปอันไร้ประมาณที่ผูกมัดแน่น
หนา ทำให้นางทรุดนั่งด้วยความโทมนัส
ชั่วขณะนี้ทุกสิ่งล้วนกระจ่างแจ้ง
ราวกับมีขุนเขาสูงตระหง่านและหุบเหวลึก
กดทับจนนางดิ่งลึก สุดท้ายนางก็ไม่อาจทนรับ
ไหว ก้มหน้าซบฝั่ามือร้องไห้โฮโดยไม่อาจข่มกลั้น
จางเจอเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน เขารู้สึก
เหมือนตนเป็นเพชฌฆาตผู้โหดร้ายที่กำลังทลาย
ปราการด่านสุดท้ายของนาง
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งชาติก่อนและชาตินี้รวมตัว
กันประดุจสายน้ำหลาก
เขาคุกเข่าข้างหนึ่งข้างกายนาง ลูกกระเดือก
ขยับขึ้นลงเล็กน้อย สุดท้ายก็อนุญาตให้ตนล้ำเส้น
ในช่วงเวลาเช่นนี้ กอดนางเข้าสู่อ้อมอกอย่างแผ่ว
เบาพร้อมพูดว่า “กระหม่อมไม่ดี กระหม่อมไม่ดี
เองพ่ะย่ะค่ะ…”
นางเอ่ยทั้งน้ำตา “เจ้าไม่ยอมบอกข้าตั้งแต่
แรก เจ้าหลอกข้า…”
จางเจอกล่าว “เป็นกระหม่อมเองที่หลอก
พระองค์”
เจียงเสวี่ยหนิงเคียดแค้นชิงชังตนเอง เมื่อ
หวนนึกถึงคำถามของตนก่อนหน้าก็รู้สึกเพียงว่า
ช่างเหลวไหลและน่าขันเหลือเกิน นางคู่ควรที่ใด
กันเล่า
หยาดน้ำตานางตกกระทบหน้าอกจางเจอจน
เสื้อเปียกชุ่ม ทำให้ดวงใจเขาจมอยู่ในนั้น แน่ใจ
แล้วว่าไม่ควรบอกนางเลยจริง ๆ “ฮองเฮา
กระหม่อมเองก็กลัว กลัวพระองค์จะทรงทราบว่า
คนผู้นี้ที่อยู่หน้าพระพักตร์คือจางเจอในชาติที่
ผ่านมา”
เพราะหากรู้แล้ว เรื่องราวหนหลังจะประเด
ประดังจนรู้สึกผิดบาปเหลือคณนา
นางต้องการอิสรเสรี ต้องการสมปรารถนา
ทว่าความรู้สึกผิดนี้เพียงพอจะบดขยี้และโค่น
ล้มผู้ที่ค่อย ๆ ลืมเลือนเรื่องแต่ชาติปางก่อน ทุก
คนที่นางได้พบล้วนเป็นคนใหม่ มีเพียงเขาเท่านั้น
ที่เป็นพันธนาการเก่า นอกจากนี้ถึงแม้คนทั้งสอง
จะพยายามเชื่อมติดรอยแตกมหาศาลจากอดีต
กาลสุดความสามารถ แต่จะสมานกลับมาเหมือน
ใหม่ได้อย่างไร
การใช้ชีวิตเช่นนั้นจะต้องเหน็ดเหนื่อยสัก
เพียงใดกัน
ในเมื่อยามอยู่ต่อหน้าเขา นางไม่อาจเป็นตัว
ของนางเองอย่างแท้จริงได้เลย
——————–
1. เครื่องปันดินเผาสิงเหยา เมืองสิงโจว สมัย
ราชวงศ์ถัง เป็นหนึ่งในเครื่องปันดินเผาสี
ขาวยุคแรกเริ่มของจีนที่มีชื่อเสียง
2. สุราหอมน้ำใสกระจ่าง’ และ ‘เมามายใน
สมุทรแห่งสุรา’ เป็นตัวอักษรที่เขียนบน
แจกันดอกเหมย ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ
จนถึงปลายราชวงศ์หยวนใช้บรรจุสุราหรือ
ปักประดับกิ่งเหมย แจกันที่เขียนอักษร
‘สุราหอมน้ำใสกระจ่าง’ สร้างจากโรง
เผาสือโจว ส่วนแจกันเขียนอักษร ‘เมามาย
ในสมุทรแห่งสุรา’ สร้างจากโรงเผาหมู่บ้าน
ปาชุน อำเภออวี่ มณฑลเหอหนาน
3. ดัดแปลงมาจากบทกวี ‘บันทึกผีผา’ โดย
เกาหมิง ในสมัยราชวงศ์หยวน มีเนื้อความ
ว่า ‘ข้ามอบใจให้จันทร์กระจ่าง แต่เหตุใด
จันทราเช่นท่านกลับเลือกส่องแสงให้ลำ
น้ำ’ หมายถึงทั้งที่ข้าดีต่อท่านจากใจจริง
แต่ท่านกลับไม่คิดแยแส
จบเล่ม 5
โปรดติดตามเล่มถัดไป