คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 177 แท้จริงแล้วรักสุดหัวใจ (1)
มือข้างหนึ่งหมุนคลึงท่อนไม้กลมบนเขียง
อย่างชำนิชำนาญ แผ่นแปั้ง ที่ถูกทับและดึงค่อย
ๆ บางเฉียบ
เจี่ยงซื่อคิดทำเกี๊ยวน้ำง่าย ๆ สักหม้อ
ทว่าคลึงแปั้งไปคลึงแปั้งมา นางพลันได้ยิน
เสียงร่ำไห้ดังมาจากห้องอักษรทำให้ผงะไปชั่วครู่
อดกังวลใจไม่ได้ ทอดสายตามองนอกหน้าต่าง
อย่างติดจะลังเล
ที่ผ่านมาพ่อท่อนซุงของบ้านนางแทบไม่เคย
คบค้าสมาคมกับสตรี
คุณหนูรองเจียงที่ว่า…
หรือจะใช่ผู้ที่เกี่ยวพันกับเขาในคำเล่าลือ
เจี่ยงซื่อนึกว่าเป็นข่าวโคมลอยเสียอีก
ยามเหล่าเพื่อนบ้านมาหยอกล้อนางก็บอก
เพียงว่า หากเรื่องราวมีมูลอยู่บ้างจริง ๆ คนนิสัย
พูดน้อยและเน้นการกระทำอย่างเด็กคนนั้นก็คง
ชอบพอมานานแล้ว ช้าเร็วคงตบแต่งรับเข้าบ้าน
มาเอง
ไหนเลยคาดคิดว่าหญิงสาวจะมาหาถึงที่
ดูจากสภาพหมดอาลัยตายอยากของเขา
เห็นชัดว่าเป็นห่วงเป็นใย คุณหนูผู้นั้นไม่น้อย แต่
ท่าทีไม่แยแสนั่นก็ทำให้มารดาอย่างนางมองแล้ว
มีโทสะประหนึ่งคนใบ้กินหวงเหลียน
ทั้งยังไม่ทราบว่าเขากล่าวสิ่งใดถึงทำให้ดรุณี
น้อยร่ำไห้
เจี่ยงซื่อเห็นคุณหนูผู้นั้นรูปโฉมงดงามจำเริญ
ตา นางจึงไม่ได้ไปคิดว่าหญิงสาวอาจเป็นฝั่าย
ประพฤติไม่ดีต่อบุตรของตน กลับจะครุ่นคิดว่า
บุตรชายคนนี้ทั้งนิสัยไม่ดีและหัวทึบ ไม่รู้ความ
เลยสักนิด
บนเตาต้มน้ำไว้
แผ่นแปั้งเองก็คลึงได้ที่แล้ว
นางคำนวณเวลา เกรงว่าคุณหนูด้านในจะ
ไม่ได้กินอาหารก่อนมา เมื่อเช้า จะเข้าไปไถ่ถาม
ให้มากความก็ไม่เหมาะ นางจึงห่อเกี๊ยวน้ำให้มาก
หน่อยแทน จับจีบแต่ละชิ้นอย่างว่องไว รอน้ำ
เดือดปุดแล้วค่อยหย่อนลงไป
ผ่านไปครู่ใหญ่เสียงร้องไห้ในห้องอักษรจึงเบา
ลง
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งกอดเข่าบนพื้น สายตาว่าง
เปล่าจับอยู่ที่ปลายแขนเสื้อสีเข้มของจางเจอ
รับรู้ถึงการเล่นตลกของโชคชะตา
เคยนึกว่าเมื่อได้กลับชาติมาเกิดแล้วจะได้
กอบกู้ทุกสิ่ง เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น
แต่จะคาดคิดได้อย่างไร…
ว่าผู้ที่นางห่วงใยที่สุด ไม่อยากทำร้ายที่สุด
จะหวนกลับมาพร้อมความทรงจำเช่นกัน
ส่วนจางเจอไม่กล่าวอะไรสักประโยคระหว่าง
อีกฝั่ายคร่ำครวญ เพียงอยู่เคียงข้างปล่อยให้การ
สะอื้นแต่ละครั้งฉีกหัวใจเขาเป็นริ้ว มอบ
ความรู้สึกรุนแรงของการยังมีชีวิตอยู่
มีแค่ความเจ็บปวดทรมานอันลึกล้ำที่สุด
และมีแค่ช่วงเวลาที่อยู่ต่อหน้านางเท่านั้น
ความสุขทุกข์และโลภโกรธหลงอันแจ่มชัดที่กด
ทับไว้ลึกล้ำภายใต้เปลือกเย็นชาเคร่งขรึมในเวลา
ปกติ จะก่อตัวขึ้นมาให้เขาได้สัมผัส ทวีทับทุก
วี่วันจนไม่อาจทำลาย
แต่ความเสียหายในอดีตที่เขาเคยได้รับ
รุนแรงเกินทานทนไหว กระทั่งตอนนึกย้อนก็ยัง
คล้ายทาทับด้วยสีโลหิต
บนทางเดินสายยาวในวังหลวงยามดึกสงัดคืน
นั้น นางหลุบสายตา สละมาดยโส ดึงแขนเสื้อเขา
หลอกเขาว่านับต่อแต่นี้จะประพฤติตนเป็น คนดี
อ้อนวอนขอให้ช่วยเหลือนางสักนิด
วังหลวงแฝงอันตรายทุกสารทิศ
เซียวซูกำลังตั้งครรภ์ นางขับเคี่ยวกับตระกูล
เซียวดุเดือดนัก ถลำตัว ลึกเกินไปในตำแหน่งนั้น
จะถอยออกมาก็ไม่อาจกระทำ และหากพ่ายแพ้
ก็หมายถึงตาย
โจวอิ๋นจือคือคนสนิทของนาง
โหดเหี้ยมอำมหิต รวมหัวเพื่อประโยชน์ส่วน
ตน
ไม่ว่าด้วยกฎหมายหรือด้วยตรรกะ ล้วนไม่มี
เหตุผลให้เขาปล่อยคน ผู้นี้ไป สมควรฉวยโอกาส
ตอนที่เรื่องการหาสมัครพรรคพวกเพื่อทำการ มิ
ชอบและการซื้อขายตำแหน่งของอีกฝั่ายถูกขุด
คุ้ย เก็บกวาดผู้กระทำผิดทั้งหมดในคราวเดียว
เสียดีกว่า เช่นนี้จะได้ไม่ผิดต่อตนเองที่รักษา
กฎหมายมานานปีและซื่อตรงมาทั้งชีวิต
ทว่าในวันไต่สวนของสามตุลาการ เขานั่งบน
เบื้องสูงในศาล มองดู หลักฐานการกระทำผิดข้อ
แล้วข้อเล่าบนเอกสารคดี ยกพู่กัน แต่กลับจด ไม่
ลงเป็นเวลานาน…
ครั้นตัดสินคดีเมื่อใด แน่นอนว่าย่อม
กำจัดโจวอิ๋นจือได้ ทว่าเจียง เสวี่ยหนิงพัวพันกับ
คนผู้นี้มากเหลือเกิน
โจวอิ๋นจือล้ม เท่ากับนางถึงฆาต
เขาไม่เพียงกำลังพิพากษาคดี แต่ยังพิพากษา
ความเป็นตายของนาง!
จางเจอรับราชการเป็นขุนนางในราชสำนัก
ตลอดเวลาเกือบสิบปี นั่นเป็นคราแรกที่เขาไม่
อาจทำใจลงพู่กัน และเป็นคราเดียวที่บิดเบือน
กฎเพื่อ กิจส่วนตัว…
หลังจากนั้นผลลัพธ์ก็ย่ำแย่แบบไร้ทางหวน
คืนจนลืมไม่ลง ภายในคุก ซึ่งคลุ้งกลิ่นอับเน่าคาว
เลือด พัศดีที่รู้จักกันมีท่าทีอดกลั้นไม่ไหวยาม
ลอบส่งยารักษาแผลให้ แจ้งข่าวมรณกรรมของ
มารดาเขา…
เจี่ยงซื่ออาศัยลำพัง สภาพร่างกายไม่ดีมาแต่
เดิม ครั้นได้ยินว่าเขา ถูกจับเข้าคุกพลันโศกเศร้า
เจียนขาดใจ กระนั้นกลับมุ่งมั่นร้องขอความ เป็น
ธรรมเพื่อเขาอย่างไม่ยอมแพ้ ตีกลองร้องทุกข์
ทั้งหมดที่มีในศาลา ว่าการ ร่ำไห้กล่าวกับผู้คนว่า
ลูกชายข้าเลี้ยงมากับมือข้ารู้ดี เขาทำเรื่อง พรรค์
นี้ไม่ลงแน่! เขาเป็นขุนนางสุจริต เขาเป็นขุนนาง
ที่ดี เขาเคยให้ สัตย์สาบานต่อปั้ายวิญญาณบิดา
เขา…
ทว่าไร้คนเหลียวแล
นางอยู่บ้านหามีคนเฝั้าดูแลไม่ เช้าตรู่ลง
บันไดเกิดพลัดหกล้ม ไม่อาจลุกได้อีก
ผ่านไปเจ็ดแปดวันเต็มเพื่อนบ้านค่อยพบ
ความผิดปกติ พวกเขาพาดบันไดปีนกำแพงส่อง
เข้าไปในเรือนถึงค้นพบ จากนั้นกระแทกประตู
เรือน เปิดเข้าไป แต่ก็พบว่าเจ้าตัว…
จางเจอไม่มีวันกล้าจินตนาการภาพเหตุการณ์
นั้น
ยามเป็นขุนนาง เขาไม่ภักดี
ยามเป็นบุตร เขาไม่กตัญู!
ไม่ต้องกล่าวถึงการแสดงความกตัญูต่อหน้า
มารดา กระทั่งงานศพของมารดายังเป็นเพื่อน
ร่วมงานในราชสำนักที่ฝั่าฝืนคำตำหนิผู้คนมาช่วย
จัดการ ส่วนบุตรผู้รับความกรุณาจากมารดามา
กับตัวเช่นเขา กระทั่งจะ ออกไปแสดงความ
เคารพครั้งสุดท้ายยังทำไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งสิ้นกำลังไม่ขยับเขยื้อน ถาม
ด้วยจิตใจอันแตกสลายเสมือนตายทั้งเป็น “ใต้
เท้าจาง เจ้าคงเคยเกลียดข้าใช่หรือไม่”
จางเจอตอบ “เคยเกลียดพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “ก็สมควรแล้ว”
จางเจอเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นถึงกล่าวเนิบช้า
“แต่กระหม่อมจะ เกลียดพระองค์ได้อย่างไร ผู้ที่
ไม่ภักดีเป็นกระหม่อม ผู้ที่ไม่กตัญูก็เป็น
กระหม่อม ผู้ที่รักพระองค์เป็นกระหม่อม ผู้ที่ทำ
ร้ายพระองค์ก็ยังเป็น กระหม่อม ท้ายที่สุดจึงได้
แต่เกลียดแค้นตนเอง ฮองเฮา จางเจอไหนเลย
จะดีปานนั้น เขาหลงลืมมโนธรรมเพื่อพระองค์
ละทิ้งหลักการ ใช้บัญญัติกฎหมายในทางที่ผิด
กลายเป็นคนธรรมดาแสนสามัญจอมเลอะเลือน
ผู้โง่งมต่อความเป็นไปของโลก อย่ามัวอาวรณ์ถึง
เขาอีกเลย เขาเป็นเพียง คนขี้ขลาดผู้ไม่กล้ารัก
ใคร เขาไม่คู่ควรเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกอดเข่า ส่ายหน้าสะอึกสะอื้น
“ไม่ใช่ ข้าต่างหากที่ไม่คู่ควร…”
นางสิชั่วช้าเกินไป
นางอยู่ในหุบเหวลึก ละโมบปณิธานอันสูงส่ง
กว้างไกลของเขา ริษยาความสัตย์ซื่อเที่ยงตรง
ของเขา ยื่นมือไปฉุดลงมาจากยอดบรรพตสูงให้
จมสู่นรกไร้ก้นบึ้ง ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขา
แม้หมายจ่ายคืนด้วยชีวิต แต่ นางจะไปชดใช้ไหว
ได้เช่นไร
บทที่ 177 แท้จริงแล้วรักสุดหัวใจ (2)
ระหว่างเขากับนางกั้นไว้ซึ่งดีกับชั่ว กบฏกับ
จงรักภักดี ไหนจะการ จำคุกและบทลงโทษ
โหดเหี้ยมซึ่งแต่เดิมไม่ควรเกิดขึ้น มีกระทั่งชีวิต
ของ คนเป็น ๆ …
ต่อให้กลับมาเกิดใหม่กันทั้งคู่ แล้วจะช่วยสิ่ง
ใดได้
อดีตเหล่านั้นปวดร้าวเกินไป น่าสังเวชเกินไป
โดยแท้ แค่ฝันถึง กลางดึกนางยังทุกข์ทนกระวน
กระวาย แล้วจางเจอเล่า ยามบังเอิญนึกถึง จะยิ่ง
ทรมานรวดร้าวมากเท่าไร
ขนาดคู่สวรรค์ประทานยังต้องมีเรื่องให้
ทะเลาะเบาะแว้ง
ต่อให้นางได้อยู่กับจางเจอ แต่จะทราบได้
อย่างไรว่าจะไม่กระชาก เปิดแผลเป็นของกันและ
กันเพราะความไม่พอใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าสักวัน
หรือเผลอทำร้ายกันโดยไม่ได้เจตนาในบาง
ชั่วขณะ
ทั้งคู่ต่างจดจำอดีตได้ ความสัมพันธ์เช่นนี้
เปราะบางเกินไป
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “เจ้าไม่ต้องการให้ข้ารู้ว่า
เจ้าเองก็กลับชาติมาเกิด เพราะไม่อยากให้ข้า
รู้สึกผิด หวังให้ข้าสบายใจ ทว่าผู้ที่ข้ารักคือเจ้านี่
นา ข้าต้องทำเช่นไรเล่าจึงจะไม่มาไล่ตาม ไม่มา
เสาะหาเจ้า เดิมทีข้าสบายอก สบายใจหลงนึกไป
ว่าจะเริ่มทุกสิ่งใหม่ได้ตั้งแต่ต้น คิดแก้ไขเสียตรง
ต้นตอ ไม่นึกเลยว่ากลับทำให้ความพยายาม
ทั้งหมดของเจ้าสูญเปล่า เจ้าเข้าใจข้า ดีเกินไป
แล้ว จางเจอ…”
จางเจอไม่กล่าวสิ่งใด
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนไม่เคยทรมานขนาด
นี้มาก่อนเลย “เจ้าไม่ใช่ คนขี้ขลาด เป็นข้า
ต่างหาก”
หากทั้งคู่ต้องอยู่ร่วมกัน ความลับพรรค์นี้ จาง
เจอจะปิดบังนางจวบ ชั่วชีวิตได้อย่างไร
พอถึงคราได้รู้ นางจะทนรับไหวได้อย่างไร
แต่หากบอกนางเสียแต่แรก…
นางมีหรือจะรักเขา คิดถึงเขา ไล่ตามเขาด้วย
ใจสงบปราศจากความละอาย
ชาติก่อนนางปฏิบัติต่อเซี่ยเวยเยี่ยงไร ชาตินี้
ย่อมจะปฏิบัติต่อจางเจอเยี่ยงนั้น
ชาติก่อนนางคือฮองเฮาผู้สูงส่ง แต่เซี่ยเวยที่
เข้าเมืองหลวงมาพร้อมกันปีนั้นกลับรู้ว่านางเป็น
เพียงสาวชนบทกิริยาวาจาหยาบกระด้างไม่รู้เรื่อง
รู้ราว ด้วยเหตุนี้นางจึงรังเกียจเซี่ยเวย หากไม่ใช่
เพราะเขายศสูงมากอำนาจคงหาเหตุผลลด
ตำแหน่งและขับไสออกจากเมืองหลวงไปนาน
แล้ว ไม่หวังนึกถึงอดีตที่ไม่ต้องการย้อนทบทวน
เหล่านั้นสักนิดเดียว
ชาตินี้นางคิดเริ่มต้นใหม่ประพฤติตนเป็นคนดี
ทว่าจางเจอซึ่งกลับชาติมาเกิดเคยประจักษ์แล้ว
ซึ่งความเลวและส่วนอันเหลือทนทั้งหมดของนาง
นางรักคนผู้นี้แท้ ๆ แต่ยังให้ร้ายจนเขาถูกโยนเข้า
เรือนจำ มารดาผู้เป็น หม้ายสิ้นชีวิต ชื่อเสียงไร้
รอยด่างพร้อยต้องเสียหาย ครั้นเห็นเขาก็รู้สึกว่า
ตนชั่วช้า เมื่อคิดถึงเขาก็เกิดความละอาย แล้วจะ
ทนแบกรับความทรมาน มายินดีพบเขาไปเรื่อย
ๆ ได้อย่างไร
ความรู้สึกที่มีต่อเซี่ยเวยคือความชิงชัง
ส่วนความรู้สึกที่มีต่อจางเจอคือความละอาย
แต่กระนั้นโดยเนื้อแท้กลับไม่ต่างกันตรงไหน
เลย นางไม่ปรารถนา เผชิญหน้ากับตนเองผู้
เหลือรับในอดีต ทั้งยังไม่กล้าเข้าใกล้จางเจอกว่า
นี้ แม้แต่ก้าวเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมองเขา พบว่าดวง
หน้าเย็นชาและนัยน์ตา แสนสงบมิได้ผิดไปจาก
ชาติที่แล้วสักนิดจริง ๆ
ไหนจะลายมือที่เหมือนลายมือในช่วงหลัง
ของชาติก่อนไม่ผิดเพี้ยน
เบาะแสมีตั้งมากมาย นางเพียงไม่ตระหนัก
เลย
ทว่า…
ความพรั่นพรึงพลันทะยานในหัวใจ แพขนตา
ยาวของเจียงเสวี่ยหนิงเปียกชุ่มน้ำตา ถามเขา
เสียงสั่นเครือ “ไม่ ไม่ถูกสิ วันนั้นที่พวกเขาบังคับ
ให้สละราชสมบัติ ขุนนางปัญญาชนในราชสำนัก
ล้วนยื่นหนังสือต้องการให้ข้าฝังร่างไปพร้อมอดีต
ฮ่องเต้ ส่งมอบตราราชลัญจกรหยก ข้าตอบตกลง
แล้ว เซี่ยเวยก็สัญญาว่าจะไม่สังหารเจ้า แล้วเจ้า
จะเป็นเช่นเดียวกับข้าได้อย่างไร…”
จะกลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนางได้อย่างไร
ทันใดนั้นความเคียดแค้นก็พลุ่งจากก้นบึ้ง
หัวใจ ร่างกายเครียดเกร็งไปหมด แทบลุกพรวด
เดี๋ยวนั้น “เขากลืนน้ำลายตัวเอง เซี่ยจวีอันผิด
คำพูด ที่ให้ไว้กับข้า!”
ทว่าฝั่ามือใหญ่เปียมกำลังข้างหนึ่งกลับรั้งนาง
เบา ๆ
จางเจอช้อนตาแลอย่างเงียบงัน
นึกออกแค่ว่า วันนั้นท่านราชครูผู้พลิกราช
สำนักกวาดล้างทั่วแผ่นดินได้สำเร็จมายังห้องขังที่
ไม่มีผู้ใดเหลียวแลของเขา แล้วเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ
ราวกับไม่นำพาต่อสิ่งใด…
เขาจับจ้องเจียงเสวี่ยหนิง
ยังดึงมือของนางไว้
ผ่านไปนาน ค่อยกล่าวแช่มช้าว่า “เปล่าพ่ะ
ย่ะค่ะ”
เซี่ยจวีอันไม่ได้ผิดคำพูด
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักงัน มองจางเจอจากมุม
สูง
ส่วนลึกในนัยน์ตากระจ่างคู่นั้นสะท้อนเงา
ของนาง
หัวสมองสับสนเปะปะ
กระทั่งความคิดหนึ่งวาบผ่าน ลำคอนาง
คล้ายโดนทรายอุดหรือมีมีดเสียบคาก็ไม่ปาน
หยดน้ำตากลิ้งผ่านแก้มเป็นสาย เค้นเสียงพร่า
“เจ้า…”
หากเซี่ยจวีอันไม่ได้ผิดคำพูด ก็เหลือความ
เป็นไปได้เดียว…
จางเจอเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “ชาติมีกฎหมาย
บ้านเมืองมีระเบียบปฏิบัติ หากพระราชโอรสฝั่า
ฝืนกฎก็ยังมีโทษเทียบเท่าราษฎร จางเจอเป็น
ผู้กระทำผิด คำพิพากษาก็เขียนไว้แล้ว โทษย่อม
ต้องตัดสินตามกฎ ทัณฑ์ย่อมต้องลงตามหลัก มิ
อาจบิดเบือนกฎด้วยอารมณ์ได้ กระหม่อม
กระทำผิดมามากจนโทษถึงขั้นตัดศีรษะ แล้วจะ
ยังอาศัยสิ่งใดมาคิดหนีเอาตัวรอดเล่า”
มิมีผู้ใดหักใจเขียนคำพิพากษาให้เขาลง
ดังนั้นเขาจึงเขียนด้วยตนเอง
เนื้อความคดีและกฎบัญญัติ ทุกสิ่งล้วน
สมบูรณ์พร้อม ตรวจสอบเห็นควรให้ตัดศีรษะ
ประหารชีวิตหลังเข้าสารทฤดู เขาเพียงดันตัวขึ้น
แท่น ลงทัณฑ์ท่ามกลางฟั้าดินไพศาลสุดสายตา
เท่านั้นเอง ครั้นมีดประหาร ร่วงลง ศีรษะก็หลุด
จากบ่า โลหิตกระเซ็นไปสามฉื่อ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนไม่อยู่ทรุดนั่งอีกครั้ง
ทอดตามองนอกหน้าต่างเหม่อ ๆ
จริงสิ
นั่นจางเจอเชียวนะ
นางอาศัยบุญคุณเก่ามาค้ำ หมายให้เซี่ยเวย
ปล่อยจางเจอไป ถึง อย่างไรจางเจอก็ธำรง
กฎหมายมาทั้งชีวิต มีจุดใดให้ต้องละอายต่อผู้คน
ก็หาไม่ เมื่อเขียนคำพิพากษาของตนกับมือย่อม
เทียบเท่ายอมรับความผิด แม้สิ่งที่วางตรงหน้าคือ
ความเป็นและความตาย เขาก็เลือกอย่างหลังอยู่
ดี
เพราะแบบนี้แหละนางถึงชอบเขา
จู่ ๆ เจียงเสวี่ยหนิงก็เหนื่อยล้าจับใจ กะพริบ
ตาถาม “ต่อมานับว่า เซี่ยเวยได้สมดังปรารถนา
ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้สินะ”
แทนที่จะเรียกว่าคำถาม มิสู้เรียกคำทอดถอน
ใจดีกว่า
อย่างไรเสียเซี่ยจวีอันก็แข็งแกร่งขนาดนั้น
เขาบดขยี้ตระกูลเซียว สังหารเชื้อพระวงศ์ อาบ
ย้อมครึ่งเมืองหลวงให้มีแต่โลหิต ท้ายสุดตรา
พระราชลัญจกรหยกก็ได้ไปแล้ว แค่ครองบัลลังก์
น่ะง่ายราวกับพลิกฝั่ามือ
คิดไม่ถึงว่าหลังจากเงียบไปนาน จางเจอกลับ
เอ่ยว่า “เปล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงสงสัยว่าตนอาจฟังผิด
นางมองจางเจอ
จางเจอหวนนึกถึงเรื่องราวที่ได้ฟังช่วงเข้าคุก
ก่อนการประหารในสารทฤดูชาติที่แล้ว กล่าวแค่
“เรื่องพวกนี้เป็นอดีตไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา
คำตอบเหล่านั้นล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป”
เจียงเสวี่ยหนิงสติเลื่อนลอยดังอยู่ในฝัน
เจี่ยงซื่อต้มเกี๊ยวน้ำเสร็จแล้ว ลังเลอยู่หลาย
ครากว่าจะเคาะประตูจากไกล ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงรีบลุกเป็นพัลวัน มีแต่
ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
นางไม่อาจสู้หน้าสตรีที่ชาติก่อนตนดึงมา
พัวพันจนต้องสิ้นใจในบ้าน ผู้นี้จริง ๆ จึงไม่กล้า
รั้งอยู่ต่อ นางเช็ดน้ำตาตั้งท่าจะขอตัวลา ทว่าจาง
เจอ ดึงนางไว้และเอ่ยว่า “อยู่ต่อเถิด กินข้าวเช้า
กันสักมื้อ แม่คงต้มเผื่อไว้ให้ ด้วยแล้ว”
เกี๊ยวน้ำแสนธรรมดาหนึ่งชาม แผ่นแปั้งแม้
คลึงจนบางแต่ก็ไม่ได้ใช้วัตถุดิบล้ำเลิศอันใด ไส้ก็
เพียงสับเนื้อนำไปคลุกพริกไทย จากนั้นใส่ขิงสับ
ละเอียดอีกเล็กน้อย เมื่อต้มได้ที่แล้วจึงตักใส่ชาม
โรยต้นหอมซอย ก่อนจะเติมกุ้งแห้งกับ
น้ำส้มสายชูหมักอีกนิด
ชามก็เป็นชามกระเบื้องสามัญ
เมื่อยกขึ้นโต๊ะก็อวลไอขาวร้อนกรุ่น
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งแข็งเป็นหุ่นหน้าโต๊ะร่วมกับ
จางเจอและเจี่ยงซื่อ หยิบตะเกียบแต่เหมือนไม่
รู้ตัวว่ากำลังอยู่ที่ใด
บทที่ 177 แท้จริงแล้วรักสุดหัวใจ (3)
เจี่ยงซื่อลอบประเมินทั้งสองเป็นครั้งคราว
กังวลว่าคุณหนูผู้แต่งกายเหนือชาวบ้านทั่วไปจะ
ไม่คุ้นชินกับอาหารบ้าน ๆ จึงออกอาการ
ระมัดระวัง “พอดีเมื่อเช้าไม่รู้ว่าจะมีแขก หากจะ
ไปซื้อปลากลับมาขั้นตอนการทำก็ กินเวลา
เกินไป เลยหลับหูหลับตาห่อเกี๊ยวน้ำมาชามหนึ่ง
ไม่ใคร่เหมาะ ยกมารับแขก…”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวใจบีบรัด
น้ำตาพร่ามัวปรากฏกลางอวลไอกรุ่น นาง
กล่าวเพียงว่า “ไม่เลย อาหารที่ท่านปั้าทำอร่อย
มาก”
จางเจอนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่กล่าวคำ
ปุถุชนคนสามัญ ชุมชนบ้านเรือน ควันไฟลอย
ล่อง
กลับไร้แห่งหนใดปราศจากความอบอุ่นรัก
ใคร่
ดื่มน้ำแกงร้อนลงคออึกหนึ่งก็อุ่นสบายถึง
หัวใจ เจียงเสวี่ยหนิง คลับคล้ายเข้าใจแล้วว่าไฉน
เขารั้งตนไว้ให้ร่วมมื้ออาหาร ที่แท้ก็ต้องการให้
นางปล่อยวางความหนักอึ้งนี่เอง เกี๊ยวน้ำถูกตัก
เข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า ยิ่งกินน้ำตายิ่งร่วงริน
จางเจอทราบว่าแต่ไหนแต่ไรนางนิยมกิน
อาหารที่ปรุงประดิษฐ์อย่างประณีต เป็นคนกิน
น้อยแต่กินหลายมื้อ ยามอยู่ในวังก็ชอบทรมาน
บรรดา คนครัว รับประทานอาหารปริมาณไม่
มากมาตลอด
ทว่าคราวนี้เกินครึ่งชามแล้วยังไม่หยุด
ในใจเขาพลันผุดโทสะเลือนรางไร้ที่มา ทน
มองนางดูถูกทำร้ายตนเองไม่ไหวจนต้องเอื้อมมือ
ดึงตะเกียบไม้ไผ่นางไปวางอีกฝัง แต่ยามจะเอ่ย
ปาก ใจกลับอ่อนยวบไม่เหลือชิ้นดี บอกเบา ๆ
ว่า “พอแล้ว ไม่ต้องกินต่อแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงสะกดอารมณ์สุดกำลัง รู้สึกว่า
การเผชิญหน้าช่าง ยากเย็น
เจี่ยงซื่อพอระแคะระคายความเป็นไป รีบวาง
ชามตะเกียบแล้วบอก ว่า “ใช่แล้ว ครอบครัวเรา
แค่ชาวบ้านต่ำต้อยธรรมดาไม่ได้มีกฎระเบียบ
มากมาย ข้าเพียงกังวลว่าคุณหนูมาแต่เช้าตรู่ท้อง
จะหิวจึงทำเพิ่มมามาก หน่อย ถ้ากินไม่หมดก็วาง
ไว้เถอะ ไม่นับว่าเสียมารยาทกระไรหรอก”
หากนางไม่กล่าวสิ่งใดยังพอทำเนา
ครั้นกล่าวแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงก็สะอึกสะอื้น
เจี่ยงซื่อทำอะไรไม่ถูก “โธ่เอ๊ย อย่าร้องเลย
นะอย่าร้อง! ข้าว่าแล้ว เชียว พ่อท่อนซุงบ้านข้า
คนนี้บิดาจากไปแต่ยังเยาว์ สันโดษพูดน้อย ทำ
ตัว ไม่น่าเอ็นดู แม้ข้าจะดูแลเขาเรื่องการศึกษา
ได้แต่ไม่มีใครสอนวิธีเอาอก เอาใจเด็กสาวให้เขา
เลย! คุณหนูหยุดร้องเถอะ ถูกเอารัดเอาเปรียบ
เช่นใดมาบอกข้ามาให้หมด ดูซิหลังจากนี้ข้าจะสั่ง
สอนเขาหรือไม่!”
เจียงเสวี่ยหนิงคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา “ใต้เท้าจางแย่
มากเลย”
จางเจอมองนางเงียบ ๆ หัวใจดังถูกมีดคว้าน
เจี่ยงซื่อย่อมไม่ล่วงรู้บุญคุณความแค้น
ระหว่างพวกนาง พลันตวัด สายตามองจางเจอ
“บอกข้ามาให้หมดเถอะ อย่ามัวแต่เก็บไว้ในใจ
เชียว ใต้หล้านี้มีอุปสรรคใดก้าวข้ามไม่ได้ด้วย
หรือ ข้าจะให้เขารับผิดขอขมา เจ้าเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงมองจางเจอ เอ่ยแผ่วเบา
ประหนึ่งละเมอ “หากใต้เท้าจางจะแย่ก็แย่ตรงที่
เขาดีเกินไป ส่วนท่านเองก็ดีเกินไปเช่นกัน…”
เจี่ยงซื่ออึ้งค้าง
เจี่ยงเสวี่ยหนิงทราบว่าตนอยู่ที่นี่มานาน
พอแล้วจึงลุกขึ้น ค้อมกายต่ำเคารพเจี่ยงซื่อ
นัยน์ตาซึ่งถูกหยาดน้ำตาชะล้างช่างใสกระจ่าง
นางเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านปั้าที่ต้อนรับขับสู้ ข้า
ออกมาโดยไม่ได้บอกคนที่บ้าน คงต้องขอตัวลา
แล้ว”
เจี่ยงซื่อจับต้นชนปลายไม่ถูก
จางเจอกลับพูดว่า “ข้าจะไปส่ง”
เขาเดินนำหน้า ชักดาลเปิดประตูเรือน
เจียงเสวี่ยหนิงออกมากับเขา
ความอึกทึกครึกโครมของโลกมนุษย์พลันเข้า
ปะทะ
นางยืนอยู่นาน จู่ ๆ พลันหมุนกายไปรวบ
กอดจางเจอแนบแน่น หลับตาลงในอ้อมอก “ขอ
กอดสักครู่นะ”
จางเจอไม่ขยับเขยื้อนเลย
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “ใต้เท้าจาง เจ้าดีเพียงนี้
ภายภาคหน้าจะให้ข้า ลืมเจ้าลงอย่างไร”
จางเจอตอบ “เพียงพบผู้ที่ดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงน้อยเนื้อต่ำใจ “หลอกกันนี่นา
ไม่มีผู้ใดดีกว่าเจ้า อีกแล้ว”
จางเจอเงียบไป ครู่ถัดมาจึงเอ่ย “เช่นนั้นก็
พบผู้ที่เหมาะสมกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกหวงแหนความอบอุ่น
แม้แต่ชาติก่อนยังไม่เคยได้ใกล้ชิดเขาขนาดนี้
เลย ด้วยนางคือฮองเฮา เขาคือขุนนาง ชาตินี้แม้
จะชัดเจนว่าอยู่ใกล้ชิดกันที่สุด แต่กลับห่างไกล
ถึง ที่สุดเช่นกัน เนื่องด้วยพวกตนปราศจากความ
กล้าจะเผชิญหน้าอดีตอาบ โลหิตและมอบความ
รักให้แก่กันดังไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
นางยิ้ม “ต้องเป็นผู้ที่ข้าชอบพอต่างหากถึง
จะเรียกว่าเหมาะสม หากไม่ชอบพอ แล้วจะยัง
เหมาะสมอันใดอีก”
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ‘ผู้ที่เหมาะสมกว่า’ เลย
ด้วยซ้ำ
จางเจอไม่เปล่งวาจาอยู่นาน
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้ากล่าว “ก้มหน้ามาสิ
ข้าจะบอกความลับหนึ่ง”
จางเจอมองนางเนิ่นนาน ก่อนจะทำตามที่
บอก
แล้วนางก็เขย่งเท้าจุมพิตหว่างคิ้วเขาเบา ๆ
ด้วยความคะนึงหาอัน ไร้สิ้นสุด
ครานี้ เป็นนางที่ล่วงเกินเขา
จากนั้นจึงถอยสามก้าว แย้มยิ้มเงียบ ๆ “ไม่
ว่าเจ้าจะคิดเช่นไร แท้จริงแล้วนับตั้งแต่ข้าพบเจ้า
ในพระราชวังฤดูร้อน เห็นเจ้าคิดเลี่ยงข้อครหา
โดยไม่แยกแยะและยินดีเลือกออกไปตากฝน ข้า
ก็อยากครอบครองเจ้าแล้ว ก็แค่ขุนนางแต่งตั้งใน
ราชสำนักอารมณ์ตายด้านผู้หนึ่ง อาศัยสิ่งใดจะ
มาทำ ให้ข้าเรียกใช้งานไม่ได้เล่า ทว่าน่าเสียดาย
ที่ข้าเกิดอารมณ์ชั่วแล่นจึง พ่ายแพ้หมดรูป ส่วน
เจ้าเองก็ไม่ชนะ ดังนั้นที่ข้าสนใจในตัวเจ้า ไม่ใช่
เพราะเจ้าช่วยชีวิตข้า ปกปั้องข้า ทั้งยังไม่ใช่
เพราะความละอายหรอก แต่เพราะ นั่นเป็นรัก
แรกพบต่างหาก”
นางนึกว่าจางเจอจะผงะ
คิดไม่ถึงว่าเขากลับจ้องมองอย่างรักใคร่ ถึง
ขั้นระบายยิ้มแล้วกล่าว เนิบช้า “กระหม่อม
ทราบ”
ชั่วขณะนั้นอารมณ์นับร้อยพันเกี่ยวร้อยเข้า
ด้วยกันสู่ก้นบึ้งหัวใจ ไหลถาโถมไม่สิ้นสุด
ท้ายที่สุดกลับสว่างไสวเจิดจรัส
นางแหงนหน้า ไม่คิดหลั่งน้ำตาอีก
ส่งเสียงฮึแสร้งทำทีไม่ใส่ใจ “ต้องยิ้มเช่นนี้สิ
จึงจะน่ามอง เมื่อก่อน กลับตระหนี่ต่อข้านัก
กระทั่งสีหน้าดี ๆ สักนิดยังไม่มีให้ ข้าไปละ!”
จางเจอตอบ “พ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวอีก “ถึงใต้หล้านี้จะมีแม่
นางที่ดีกว่าเปินกงอยู่ ไม่กี่คน แต่เปินกงอนุญาต
ให้เจ้าหาผู้ที่ไม่ต้องดีมาก อย่าได้ไม่ยุติธรรมกับ
ตนเอง หากดูแล้วถูกใจก็สู่ขอกลับจวนเถอะ”
จางเจอยังตอบ “พ่ะย่ะค่ะ”
แต่ไม่ได้บอกนางว่า ‘แม้ใต้หล้าจะมีแม่นางที่
นิสัยดีกว่าพระองค์ มากมาย แต่กระหม่อมไม่คิด
เสน่หาและครองคู่หรอก’
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยทุกอย่างจนหมดค่อยกล่าว
อีกประโยค“ข้าไป จริง ๆ แล้วนะ”
จางเจอยังคงตอบ “พ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงด่า “หัวทึบตายด้าน แย่ก็แย่
ทื่อก็ทื่อ ซุงเน่าทั้งท่อน! ผู้ใดชอบเจ้านับว่าอับ
โชค เลอะเลือน ตาบอดกันทั้งนั้น!”
จางเจอไม่ได้เถียง
เจียงเสวี่ยหนิงกระทืบเท้าจากไป
แต่ถึงกระนั้นจางเจอที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เห็น
นางเดินตัวเกร็งออกไปได้สิบกว่าก้าว พอถึงปาก
ทางเข้าตรอกในที่สุดก็เลิกเกร็งจนไหล่สั่น ยกมือ
เอาแขนเสื้อเช็ดใบหน้า
ผู้คนที่เดินผ่านต่างมองนางด้วยความ
ประหลาดใจ
นางมุ่งหน้าออกจากปากตรอก เงาร่างซึ่งถูก
แสงอาทิตย์สาดส่องจน ขาวซีดค่อย ๆ หายลับ
ท่ามกลางร่างของฝูงชนและสรรพเสียง
ดวงใจจางเจอดังถูกใครคว้านหมดสิ้น
เจี่ยงซื่อก้าวออกมาจากด้านใน มองอยู่นาน
สองนานแล้วเหลียวไปพิจารณาจางเจอที่ยืนนิ่ง
ค้าง ลองกล่าวหยั่งเชิง “แม่ว่า คุณหนูนางนี้ดู
แล้ว ก็ดีออก”
จางเจอเอ่ยเสียงเบา “ดีมากจริง ๆ ขอรับ”
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ของเขา
เจี่ยงซื่อมองตามสายตาเขา อดสับสนมิได้