คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 178 ถึงคราวจากลา (1)
เจียงเสวี่ยหนิงออกไปตั้งแต่รุ่งสางโดยไม่ได้
บอกผู้ใดก่อน มีแค่คนเฝั้าประตูที่เห็นตอนนาง
ออกมา แต่ไม่อาจทราบว่าไปที่ใด ดังนั้นหากคน
ใน เรือนพบว่านางไม่อยู่แล้วคงร้อนใจเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม เรื่องเดินทางไปแดนสู่ก็คุยกับ
เจียงปั๋อโหยวไว้แล้ว
หากนางกลับบ้านด้วยสภาพใจไม่อยู่กับเนื้อ
กับตัว คงทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงอาการช่วงนี้อย่าง
เลี่ยงไม่ได้ เดี๋ยวจะส่งผลให้แผนเดินทางไปแดนสู่
ไม่อาจลุล่วงเปล่า ๆ ด้วยเหตุนี้นางจึงหาที่เปลี่ยว
ระหว่างทางนั่งพักอยู่ นาน กระทั่งสงบอารมณ์ได้
บ้างค่อยกอบน้ำใสจากลำธารมาล้างหน้าจน
สะอาด เมื่อเรียบร้อยถึงฝืนทำเหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้นแล้วกลับจวน
เจียงปั๋อโหยวได้ยินว่านางหายตัวไปแต่เช้าก็
ไม่ไถ่ถามว่าไปไหน เพียงตำหนิคนใช้สองสามคน
ในจวน พอเห็นนางกลับมาประหนึ่งไม่รู้สึกรู้สาก็
ขมวดคิ้วแน่น เอ่ยอย่างเครียดเคร่ง “เจ้าไปที่ใด
มาอีกเล่า บอกกล่าวคนในบ้านสักคำยังไม่ทำ ถ้า
เป็นเช่นนี้แล้วไปถึงแดนสู่จะให้คนเขาวางใจได้
อย่างไร”
แท้จริงเจียงเสวี่ยหนิงไร้อารมณ์จะโต้ตอบ
ทว่านอกเหนือจากจางเจอแล้ว ชาตินี้นางยัง
มีเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อชดเชยความผิดใน
อดีต ดังนั้นเพื่อมิให้เผยพิรุธต่อหน้าเจียงปั๋อโหยว
นางจึงบอกไปว่า “ลูกแค่นึกได้ว่าใกล้จะต้องจาก
เมืองหลวงไปแล้ว อย่างไรเสียก็ยังมีทิวทัศน์ชวน
อาลัย อีกทั้งสหายบางคนไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง
อีก จึงถือโอกาสยามตลาดเช้าเพิ่งเปิดออกไปเดิน
เล่นผ่อนคลายอารมณ์ ตามลำพังเจ้าค่ะ จะได้ดู
ด้วยว่าควรเตรียมของขวัญสำหรับเหล่าสหายใน
อดีตก่อนออกจากเมืองหลวงหรือเปล่า อารมณ์
ชั่ววูบครั้งนี้เกิดจากความเศร้าที่จะต้องลาจาก
เป็นความผิดของลูกเองเจ้าค่ะ ทำให้ท่านเป็นห่วง
แล้ว”
แลคล้ายไม่ผิดแผกจากปกติ แต่ก็ไม่ค่อยมี
ชีวิตชีวานัก เจียงปั๋อโหยว ไม่ทราบว่านางกับจาง
เจอเคยมีสิ่งใดระหว่างกัน ย่อมไม่อาจคาดเดา
สถานที่ที่นางมุ่งหน้าไปเมื่อเช้า ได้แต่ถือว่าสิ่งที่
นางบอกเป็นความจริงทั้งหมด
หากออกจากปากคุณหนูตระกูลผู้ดีคนอื่น
เหตุผลนี้จัดว่าเหลวไหลสิ้นดี
ทว่าเมื่อออกจากปากเจียงเสวี่ยหนิง กลับช่าง
สมเหตุสมผล
ถึงอย่างนั้นข้ออ้างของนางก็ยังคงทำให้เจียง
ปั๋อโหยวถอนหายใจ “ในเมื่อยังเหลือความอาลัย
เช่นนั้นพิจารณาล้มเลิกการไปแดนสู่ดีหรือไม่
หากเจ้าไม่ชอบอยู่บ้านก็หาผู้ที่พึงใจสักคนแล้ว
แต่งกับเขา ใช่จะเป็นไปไม่ได้เสียหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้ามองเจียงปั๋อโหยว
เมื่อคืนเจียงปั๋อโหยวเพิ่งคิดจะยกเรื่องนี้มา
หารืออยู่เลย แต่เห็นนางมีท่าทางเหม่อลอยจึงทำ
ได้เพียงคุยเรื่องที่ต้องจัดการทั้งหมดเพื่อไปแดนสู่
สุดท้ายไม่ทันได้เอ่ยปากก็ถึงบ้านเสียก่อน เขาจึง
ผัดผ่อนมาพูดเอาวันนี้ “ในงานเลี้ยงเมื่อวานพ่อ
ต้องใจผู้มีบุคลิกลักษณะไม่เลวคนหนึ่ง ใคร่ครวญ
โดยละเอียดแล้วพบว่าเหมาะสมกับเจ้าจริง ๆ
หากตกลงปลงใจ ไม่แน่ว่า อาจเป็น
บุพเพสันนิวาสอันน่ายินดี”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่มีอารมณ์สนใจเรื่องนี้จึงส่าย
ศีรษะ
เจียงปั๋อโหยวกลับกล่าวว่า “ใต้เท้าจาง
หัวหน้ากองแห่งกรมอาญา ท่านนั้น ได้ยินว่า
คราวศึกที่ทงโจวก็ดูแลเจ้าไม่น้อย ดูแล้วแม้เงียบ
ขรึม ไม่ค่อยพูดแต่ก็พึ่งพาได้ เมื่อวานพ่อยังได้
พูดคุยกับคนผู้นี้ นับเป็นขุนนาง ทรงคุณธรรมอัน
หาได้ยากในราชสำนัก เจ้าจะไม่เก็บไปคิดหน่อย
หรือ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงเลยว่าผู้ที่เจียงปั๋อ
โหยวถูกตาต้องใจจะเป็น จางเจอ อารมณ์นับ
ร้อยผสมปนเปไปชั่วขณะ ทั้งขมปร่าทั้งอ้างว้าง
ร้องไห้ ก็ไม่ได้ หัวเราะก็ไม่ออก
นางหลุบตาลงช้า ๆ
แล้วค่อยเอ่ยว่า “ท่านพ่อเอาใจใส่ลูก
เหลือเกินจริง ๆ ทว่าลูกตัดสินใจไปแดนสู่อย่าง
แน่วแน่แล้ว ทุกสิ่งก็ตระเตรียมจนสมบูรณ์พร้อม
มิหนำซ้ำ ลูกนิสัยเจ้ากี้เจ้าการถึงเพียงนี้ ไม่ควร
ไปสร้างหายนะให้คนรอบข้างดีกว่า ขอท่านพ่อ
โปรดเลิกล้มความคิดเถิดเจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวพลันได้แต่จนใจ
แน่นอนว่าเขาชื่นชมจางเจอ แต่ในเมื่อยาย
หนูหนิงไม่มีใจจะดึงดันต่อคงไม่ดี เดิมทีที่ยก
ข้อเสนอนี้ขึ้นมาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก หากเจียง
เสวี่ยหนิงไม่แยแสก็อยู่ในการคาดการณ์
เขาจึงได้แต่บอกว่า “ช่วยไม่ได้ แต่อย่างไร
เสียหนทางไปแดนสู่ก็ ยาวไกล ข้าละห่วงเสียจริง
…”
“ท่านพ่อเป็นถึงรองเสนาบดีกรมคลัง กุม
หนึ่งในอำนาจแห่งหกกรม ผู้สำเร็จราชการ
มณฑลเสฉวนลู่เหวินอิงสอบเข้ารับราชการปี
เดียวกับท่าน เจ้าเมืองหรงโจวก็เคยติดหนี้บุญ
คุณท่านเมื่อกาลก่อน ทั้งหมดที่กล่าวมาข้าให้เงิน
ค่าน้ำร้อนน้ำชาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” เจียงเสวี่ย
หนิงไม่เคยไปแดนสู่ ก็จริง แต่กลับมิได้ครั่นคร้าม
สักเท่าไร “นอกจากนี้ยังมีโหยวฟางอิ๋น สหาย
สนิทแต่เก่าก่อนของลูก นางแต่งกับเหรินเหวยจื้
อซึ่งปัจจุบันเป็น เจ้าของนาเกลือขนาดใหญ่ใน
เขตจื้อหลิวจิ่ง ถ้ามีนางดูแลคงไม่ขัดสนสิ่งใด อีก
อย่างได้ยินว่าฝานอี๋หลานคุณหนูครอบครัว
เสนาบดีฝานแห่งกรมพิธีการที่ปีก่อนเข้ารับการ
คัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาพร้อมลูกแต่ถูกคัด
ชื่อออกเพราะพรสวรรค์ด้านการประพันธ์ ไม่กี่
เดือนมานี้ก็ได้ไปยังแดนสู่และอาศัยอยู่เฉิงตู เมื่อ
ลูกไปถึงฝังนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดคอยอยู่เป็นเพื่อน
เจ้าค่ะ”
หลังคัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาจบฝานอี๋
หลานก็ออกท่องโลกกว้าง คำนวณดูย่อมไม่มี
มิตรภาพใดต่อเจียงเสวี่ยหนิง
แต่อย่างไรเสียคนผู้นี้ต่างหากถือว่าเป็นบุคคล
เหนือสามัญชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เด็กสาวคนหนึ่งลาเมืองหลวงเพื่อออก
ท่องเที่ยวแต่งบทกวี ช่วงไม่ กี่เดือนมานี้มีผลงาน
ประพันธ์จำนวนหนึ่งแพร่หลาย นับว่ามีชื่อเสียง
กับเขาบ้างแล้ว มิหนำซ้ำตำแหน่งขุนนางของ
บิดายังสูงกว่าเจียงปั๋อโหยวเสียอีก ในเมื่ออีกฝั่าย
อาศัยอยู่แดนสู่จึงย่อมนำมาใช้โน้มน้าวเจียงปั๋อ
โหยวได้ชะงัดกว่าเป็นธรรมดา
เจียงปั๋อโหยวคิดไปคิดมาสุดท้ายจึงไม่เหลือ
สิ่งใดให้กล่าว บอกเพียง ว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ สอง
วันที่เหลือก็จงดูเถิดว่ายังมีคนรู้จักมักคุ้นใดใน
เมืองหลวงที่ต้องบอกลาหรือพูดคุยทำความ
เข้าใจอีกหรือไม่ อย่างไรเสียไปคราวนี้ก็ไม่รู้ว่า
เมื่อใดจะได้กลับ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “เจ้าค่ะ”
ครั้นเจียงปั๋อโหยวจากไปแล้ว นางจึงนั่งลงใต้
ชั้นวางต้นไม้นอกห้องตน มองเหล่าต้นพุดตานสูง
ใหญ่ใกล้กำแพงเรือน วสันต์มาเยือนคิมหันต์เข้า
ใกล้ ใบไม้เขียวงอกเงย ทว่าร้างไร้เงาดอก พลอย
ให้นึกถึงนัยน์ตาพราวรอยยิ้ม ยามเยี่ยนหลินสว
มชุดวิจิตรปีนข้ามกำแพงเด็ดดอกพุดตานโยนสู่
อ้อมอก ของนาง
เวลานั้น เด็กหนุ่มผู้ฮึกเหิมยังไม่รู้รสวิบาก
กรรม องค์หญิงผู้ถือดียังไร้เรื่องทุกข์กังวล โหยว
ฟางอิ๋นยังเป็นแค่บุตรีอนุภรรยาน่าเวทนาผู้ตะ
เกียก ตะกายหาทางออกทว่าไม่พบ ส่วนนางก็
เพิ่งย้อนมาเกิดใหม่ ในอกเปียมล้นความตั้งตา
คอยจางเจอและทุกสรรพสิ่ง
ทว่าบัดนี้ สรรพสิ่งยังคงเดิม คนกลับ
แปรเปลี่ยน
จวนหย่งอี้โหวพลิกคว่ำชั่วข้ามวัน ตระกูลเยี่ย
นต้องระหกระเหินไป หวงโจว ต๋าต๋าเจริญ
สัมพันธไมตรีผ่านการอภิเษกสมรสด้วยใจโฉดชั่ว
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเดินทางสู่ต่างแดน โหยว
ฟางอิ๋นเริ่มต้นชีวิตใหม่ อาศัยการแต่งงานกับเห
รินเหวยจื้อมุ่งเดินทางไกลไปแดนสู่ ส่วนความ
ยินดีและความใฝั่ฝันทั้งหมดของนางกลับสูญ
สลาย ถูกความรักชอบเกลียดชัง ที่มีร่วมกับจาง
เจอสั่งสอนจนโลหิตไหลอาบ เพิ่งตระหนักว่า
เรื่องราวในอดีตมิได้จางหายง่ายดังควัน
เมืองหลวงแห่งนี้ ยังเหลือสิ่งใดควรค่าให้
คิดถึงอีกหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ออก
หากกล่าวว่าแต่เดิมยังพอเหลือความ
ตรอมตรม ก็เพียงเพราะจางเจอยังอยู่เมืองหลวง
แต่ปัจจุบันไม่ว่านางจะปล่อยวางไหวหรือไม่ ก็ได้
แต่วาด จุดสิ้นสุดเรื่องพัวพันของความรักใคร่
ชิงชังอันหนักอึ้งในอดีตไว้ ณ วันนี้
ท้ายที่สุดแม้กระทั่งเสี้ยวอาวรณ์สุดท้ายก็ล้วน
อันตรธานตาม
นางคิดว่าไม่เคยมีวันใดนึกเร่งร้อนอยากจะ
ออกจากกรงขังอันรุ่งเรือง มุ่งสู่แม่น้ำภูเขาอันเป็น
อิสระที่ตนมุ่งมาดมาแสนนานปานนี้มาก่อนเลย
บทที่ 178 ถึงคราวจากลา (2)
ในบ้านเริ่มเก็บสัมภาระกันแล้ว
เรื่องนี้เกรงจะเกิดความวุ่นวายกลางทาง จึง
ไม่ได้ปั่าวประกาศแก่ภายนอก
เจียงเสวี่ยหนิงเรียบเรียงความคิดถ้วนถี่
นับว่าการไปครานี้ทั้งชำระ ความปรารถนาใน
ชาติที่แล้วและยังจะอำนวยความสะดวกให้
ช่วยเหลือ องค์หญิงใหญ่เล่อหยางได้ราบรื่นใน
ภายภาคหน้าด้วย เส้นสายในเมืองหลวงจะ
ทอดทิ้งไปเสียเลยก็ไม่ได้ เป็นต้นว่าคนอย่างฟาง
เมี่ยวหรือเซียวติ้งเฟย แม้อาจไม่มีวันได้ใช้งาน
จริง ทว่าติดสินบนไว้บ้างก็ดีกว่าไม่ติดเลย นางจึง
ฉวยโอกาสสองวันสุดท้ายให้คนเตรียมของขวัญ
มอบให้จวนของแต่ละคน
ช่วงที่ผ่านมาเซียวติ้งเฟยก่อเรื่องก่อราวไปกับ
เจียงเสวี่ยหนิง ซาบซึ้ง ถึงทรวงเรื่องความหรรษา
ของการทำตามอำเภอใจไม่เห็นกฎระเบียบใน
สายตา อาศัยช่วงที่ตระกูลเซียวติดพันกับปัญหา
คอยซ้ำเติมสถานการณ์ ไม่หยุด แสดงให้ทุกคน
ได้ประจักษ์เสียเลยว่าสิ่งใดที่เรียกว่า ‘คุณชาย
เจ้าสำราญ’ และ ‘จ้งหย่งผู้ทุกข์ระทม[1]’ ตอน
กำลังเพลิดเพลินขึ้นสมองจนถอนตัวไม่ขึ้นจู่ ๆ ก็
ได้รับของขวัญอำลาจากเจียงเสวี่ยหนิง เล่นเอา
ตกใจ สะดุ้งโหยง
บ่ายวันนั้นก็รุดมาถึงจวนตระกูลเจียง ดึงแขน
เสื้อนางพลางร้องห่ม ร้องไห้โขกหัวกับพื้น
ไม่ทราบว่ากี่ส่วนจริงใจ กี่ส่วนเป็นการแสดง
ปากของเขาพร่ำแต่ คำพูดไร้แก่นสารทำนองว่า
‘เจ้าไปแล้วต่อไปข้าจะพึ่งผู้ใดเล่า’ ‘เจ้าทิ้งข้าไว้
แล้วออกไปท่องอิสระเพียงผู้เดียวลงได้เยี่ยงไร’
‘ที่เคยกล่าวว่าจะคุ้มกะลาหัวข้าเสียดิบดีเล่า’ แต่
ตอแยได้ไม่นานก็ถูกเจียงปั๋อโหยวซึ่งรุดมาทันทีที่
ได้ ข่าวสั่งคนระดมเอาไม้ฟาดไล่เขาออกไป
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้สึกกระไรนัก คิดในใจว่า
นิสัยอย่างเซียวติ้งเฟยซึ่ง งอได้ยืดได้ ให้เป็นคนก็
ไหวให้เป็นผีก็เอา อยู่ไหนไม่มีทางตกที่นั่งลำบาก
มากนักหรอก จึงไม่เก็บคำพูดเขามาคิดเป็นจริง
เป็นจัง
ครั้นเซียวติ้งเฟยไปแล้ว นางกลับลังเลขึ้นมา
แทน
ล้วนจัดการหมดเรียบร้อย เหลือผู้เดียวที่นาง
ลำบากใจ
นั่นคือเซี่ยเวย
ชาติที่แล้วเขาก่อกบฏ ล้างบางเชื้อพระวงศ์
สังหารตระกูลเซียว ย้อมโลหิตทั่วหล้า แม้นางจะ
เป็นฝั่ายหาเรื่องใส่ตัว แต่เมื่อตกต่ำถึงขั้นยอม
ปลิดชีพตน ถึงอย่างไรก็ยังหวาดกลัวเซี่ยเวยอยู่ดี
ตอนหว่านเหนียงเพิ่งลาโลก นางเคยร่วมทาง
กับคนผู้นี้ระหว่างถูก รับตัวกลับเมืองหลวง ไม่ว่า
อะไรที่ไม่น่าดูชมของนางล้วนถูกอีกฝั่ายล่วงรู้
นางจึงยังนึกชิงชังอยากหลีกลี้หนีหน้า
ชาตินี้นางเปลี่ยนนิสัยหัวดื้อขวางโลก ลงได้
เป็นลง เอาใจได้เป็นเอาใจ กลับกลายเป็นศิษย์
อาจารย์กับเขา เคยทั้งเป็นฝั่ายช่วยเหลือและรับ
ความ ช่วยเหลือ นอกเหนือจากความหวาดกลัว
ชิงชังก็ยังมีความขอบคุณเพิ่มมาด้วย
ความรู้สึกหลากหลายเกี่ยวกระหวัด ซับซ้อน
ยิ่งนัก
แต่ต่อให้ซับซ้อนขนาดไหน ร้ายดีอย่างไรชาติ
นี้เซี่ยเวยก็นับเป็นอาจารย์ ซ้ำยังมีปฏิสัมพันธ์กับ
นางตั้งหลายคราว อีกทั้งตัวเขาอยู่ในราชสำนัก
วันหน้าเมื่อเยี่ยนหลินคุมทหารก็ต้องมีเขาอยู่ดูแล
ในการโจมตีต๋าต๋าช่วย องค์หญิงใหญ่กลับมา
จำเป็นต้องมีเขาไกล่เกลี่ยหน้าหลัง…
ไม่ว่าผู้ใดนางล้วนละเลยได้ เว้นเพียงเขาที่ไม่
อาจละเลย
ไม่ว่าผู้ใดนางล้วนล่วงเกินได้ เว้นเพียงเขาที่
ไม่อาจล่วงเกิน
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนงอได้ยืดได้ มิหนำซ้ำ
เซี่ยเวยในชาตินี้ก็ดูไม่ น่ากลัวสักเท่าไร ขบคิด
แล้วก็ตัดสินใจเข้าทางความชอบของอีกฝั่าย ตรง
ไปยังร้านโยวหวง
หลายวันมานี้กิจการของหลี่ว์เสี่ยนถือว่า
ค้าขายได้เรื่อย ๆ ขายพิณ ออกไม่กี่คัน ส่วนฝัง
แดนสู่ส่งข่าวความสำเร็จมาไม่ขาด นาเกลือ
ตระกูล เหรินแล่นฉิวราบรื่น ถึงก่อนหน้านี้เขาจะ
เคยทิ้งหุ้นเงินก่อนจะซื้อใหม่จนขาดทุนไปก้อน
หนึ่ง แต่พอเห็นราคาหุ้นปัจจุบันค่อย ๆ กลับมา
สูงก็อด หน้าชื่นตาบานไม่ได้
ระยะนี้เด็กรับใช้ของร้านโยวหวงได้ยินเขาฮัม
เพลงสั้น ๆ ขณะดื่มชา อีกด้วย
ไม่ต้องถามเลยว่าอารมณ์สุดสดชื่นปานใด
ช่วงบ่ายในเดือนแรกของฤดูร้อน หลังงีบหลับ
ได้ครึ่งชั่วยาม เขาก็ยกปั้านจื่อซา[2]ชั้นดีเดินดู
ภายในร้านพิณของตน
ครั้นเงยหน้าเห็นว่ามีลูกค้า พลันดีใจเป็น
อันดับแรก
รอจับจ้องจนรู้ตัวตนผู้มาเยือนก็เลิกคิ้ว
หลี่ว์เสี่ยนยิ้มได้เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าอะไร “แหม ๆ
แขกสูงศักดิ์ยากจะ มาเยือน นี่มันคุณหนูรอง
เจียงมิใช่หรือ มาทำพิณหรือซื้อพิณเล่า หรือว่า
จะมาสนทนาเรื่องหุ้นกับข้า”
ครั้นได้ยินคำพูดดังกล่าวเจียงเสวี่ยหนิงก็
ทราบทันควันว่าหลี่ว์จ้าวอิ่นยังฝังใจเรื่องการ
แลกเปลี่ยนหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินในวันวาน ยิ่ง
ดูสีหน้า ยิ่งรู้ว่าในสายตาอีกฝั่ายนางก็ไม่ต่างอะไร
กับแกะอวบ ๆ รอวันโดนเชือด
เคยเป็นถึงจิ้นซื่อที่สภาฮั่นหลินหมายตา ไฉน
กลับกลายมามีน้ำหน้าอย่างพ่อค้าหน้าเลือดสน
แต่กำไรเช่นนี้ได้นะ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยิ้ม “ซื้อพิณ”
หลี่ว์เสี่ยนออกอาการผิดหวัง แต่พอคิดอีก
ทางก็เริ่มคึกคัก “เยี่ยมไป เลย ช่วงไม่กี่เดือนมานี้
ร้านข้าได้พิณดีที่ไม่เลวมาหลายคันเชียว ข้าคิดมา
ตั้งนานแล้ว เจียวอันเมื่อปีก่อนของคุณหนูใช้มา
เกินครึ่งปี สมควรเปลี่ยน สักที ท่านมาดูสองสาม
คันนี้เถิด ชักเงาเนื้อละเอียด ประณีตงามสง่า
เหมาะเจาะกับบุตรีตระกูลใหญ่อย่างท่านพอดี
…”
มุมปากเจียงเสวี่ยหนิงกระตุกเบา ๆ “พิณนี้
มิได้เลือกให้สตรี”
หลี่ว์เสี่ยนร้อง “อ้อ” รีบชี้พิณที่แขวนบนผนัง
อีกด้าน เริ่มแนะนำ อย่างเอาอกเอาใจ “พิณ
สำหรับวิญูชนล้วนอยู่ด้านนี้ ท่านลองดูคันนี้สิ
ทำมาจากไม้จวี่ ได้ช่างทำพิณแขนเดียวจากเหอห
ยางทุ่มเทกายใจสองปีประดิษฐ์ขึ้น เทียบกับเจียว
อันที่คุณหนูรับกลับไปเมื่อคราวก่อนแม้จะ ด้อย
กว่าบ้าง แต่มอบเป็นของขวัญได้ไม่น้อยหน้า
แน่นอน…”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางมองหลี่ว์เสี่ยนโดยไร้คำพูด
ความสามารถด้านการอ่านสีหน้าวาจาของห
ลี่ว์เสี่ยนเยี่ยมยอดระดับใดเล่า เขาพลันรับรู้ได้ว่า
นางคล้ายจะยังไม่พึงพอใจ ดวงตาพลันวาบ
ประกายกว่าเก่า “ยังไม่พอใจหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองเขาผาดหนึ่ง ตอบ
ตามตรงว่า “จะมอบให้ รองราชครูเซี่ย”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
รอยยิ้มประจบเอาใจบนหน้าหลี่ว์เสี่ยนผู้
เตรียมหลอกไถเงินก้อนโต จากเจียงเสวี่ยหนิง
ด้วยพิณบ้าน ๆ อย่างโหดเหี้ยมแข็งค้างแทบจะ
ทันที มือที่เพิ่งชี้พิณติดราคาห้าพันตำลึงแต่มูลค่า
แท้จริงแค่หนึ่งพันสามร้อยก็ คล้ายถูกแช่แข็ง ชัก
กลับช้า ๆ
เขารู้สึกเหมือนกระอักเลือดอยู่ในคอ
จะต้มตุ๋นเจียงเสวี่ยหนิงน่ะง่าย ถึงอย่างไร
นางก็แยกของดีเลวไม่ออก แต่หากพิณคันนี้ถูกส่ง
ให้ฝังเซี่ยเวยจริง เหอะ ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงว่า
ผู้ขายคือเขาที่หลายปีมานี้ถูกคนแซ่เซี่ยจิกหัวใช้
เยี่ยงทาสหรือไม่ ขอเพียงเซี่ยเวย มองออกว่าเป็น
พิณชั้นเลว ตัวเขายิ่งจะต้องได้ร้องไห้หาบิดา
มารดรหนัก กว่าใครแน่!
หลี่ว์เสี่ยนพินิจพิจารณาเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
สายตาเปลี่ยนไป ครุ่นคิด แต่ว่าคุณหนูผู้นี้ที่แท้จง
ใจหลอกเขาหรือเปล่า
แต่จะจงใจหรือไม่ ความคิดฉบับพ่อค้าหน้า
เลือดที่มีแต่เดิมก็ปลิวหายหมดเกลี้ยง
เขาเลิกม่านประตูห้องด้านใน ประดับรอยยิ้ม
อบอุ่นเป็นมิตรบนหน้าเสียใหม่ เอ่ยว่า “เชิญท่าน
ด้านใน ข้าจะให้เด็กนำพิณเหล่านั้นมา”
ผ่านไปไม่นาน เจียงเสวี่ยหนิงก็ล้วงเงินสี่พัน
ตำลึงซื้อพิณคันหนึ่ง ก่อนจะก้าวออกมา
หลี่ว์เสี่ยนนับตั๋วเงินในมือ ทอดถอนใจด้วย
ความเศร้าที่หากำไรได้ น้อยลงครึ่งหนึ่ง ขณะส่ง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับด้วยตนเองก็พานสงสัย “วัน
เกิดของคนแซ่เซี่ย ไม่สิ เซี่ยจวีอันมิใช่ช่วงนี้เสีย
หน่อย แล้วไฉนจู่ ๆ คุณหนูจึงคิดส่งพิณให้เล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงกอดพิณในแนวทแยงพร้อม
ตอบเรียบ ๆ “เพียงจะตอบแทนบุญคุณอาจารย์
มอบของขวัญก่อนลาจากก็เท่านั้น”
หลี่ว์เสี่ยนใจสะดุด อึ้งไปชั่วครู่
เจียงเสวี่ยหนิงค้อมกายเคารพ เลี้ยวสู่บันได
เดินลงอาคาร ตรงขึ้น รถม้าที่รออยู่ข้างทาง มุ่ง
หน้าไปไกลตามถนนสายยาว
คราวนี้ตรงไปยังจวนตระกูลเซี่ย
——————–
1. จ้งหย่งผู้ทุกข์ระทม เป็นงานประพันธ์ของ
หวังอันสือในสมัยซ่งเหนือ มีเนื้อหากล่าวถึง
ชายชื่อ ‘ฟางจ้งหย่ง’ ที่เกิดมาเป็นอัจฉริยะ
แต่เนื่องด้วยบิดาไม่ได้สนับสนุนการศึกษา
และใช้เขาเป็นเพียงเครื่องมือทำมาหากิน
ทำให้ในภายหลังชีวิตของเขาก็ตกต่ำจน
กลายเป็นเพียงคนธรรมดา
2. ปั้านจื่อซา เป็นปั้านชาที่ผลิตจากดินจื่อซา
มีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่เมืองอี๋ซิง มณฑลเจียง
ซู ช่วยขับกลิ่นและรสของชาอย่างเต็มที่ จึง
เป็นปั้านชาดินเผาที่คนนิยมนำมาใช้ชงชา
มากที่สุด