คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 179 พิณที่ล้มลง (1)
ภายในห้องด้านหลังห้องทำพิณ เตาฉินสวม
ชุดสีฟั้ายืนเงียบงันอยู่ในมุมมืด แม้จะทำประหนึ่ง
ไร้ตัวตน สายตากลับกวาดผ่านสถานที่เป็นพัก ๆ
หยุดที่บุรุษท่าทางโผงผางตรงที่นั่งฝังขวาบ่อย
เป็นพิเศษ
เรือนผมยุ่งเหยิงมัดด้วยเชือกปั่าน ต้นฤดูร้อน
เช่นนี้เขาสวมชุดแขนเสื้อสั้นทำจากผ้าเนื้อหยาบ
อันเรียบง่ายหรืออาจถึงขั้นซอมซ่อ แต่ก็ขับเค้า
โครงกล้ามเนื้อได้รูปกับแผงอกกว้างได้ง่าย ๆ คิ้ว
คมดังมีดกรีด ในดวงตาซึ่ง ไม่เหลือร่องรอยความ
สง่าอย่างสุภาพชนกลับแฝงแววคมปลาบ
อันตราย
มิใช่ใครอื่น เมิ่งหยางที่หลบหนีไปตอนศึกทง
โจวนั่นเอง
ผู้นั่งร่วมห้องขณะนี้มีพ่อค้าเร่หน้ายิ้มหลังโก่ง
หมอพเนจรสะพาย ล่วมยา บัณฑิตถือเนื้อถือตัว
ผู้มีชื่อเสียงไม่น้อย ทั้งยังมีพ่อค้าหน้าตา เคร่ง
ขรึมผู้โชกโชน…
ทั้งที่มีคนอย่างเมิ่งหยางนั่งอยู่ร่วมด้วย เขา
กลับไม่เตะตา
เพียงแต่ทุกคราวที่คุยได้สองประโยค คนที่
เหลือก็ต้องเบือนหน้ามองเขาทีหนึ่ง แฝงความ
ประหวั่นปะปนด้วยความข้องใจราง ๆ
บัณฑิตถือพัดพับจิบชาอึกหนึ่ง หลังครุ่นคิด
ซ้ำไปมาสุดท้ายก็เอ่ย อย่างอดไม่อยู่ “เรื่อง
ของทงโจวกระพือไปจนใหญ่โตขนาดนี้ เซียนเซิง
ไม่ห่วงว่าฝังเจ้านิกายจะเลิกไว้หน้าท่าน เข้าชน
จนกว่าจะตกตายกันไปข้างหรือ”
เซี่ยเวยกล่าวราบเรียบ “หลักฐานเล่า”
หมอพเนจรขมวดคิ้ว “เช่นนั้นหลังจากนี้ท่าน
จะ…”
เซี่ยเวยยกฝาถ้วยชาอย่างเบามือแล้วค่อย ๆ
วาง เกิดเสียงกระทบ ดังกึกแผ่ว ๆ จากนั้น
อธิบายด้วยน้ำเสียงสงบดังห้วงน้ำอันไร้คลื่น
“ตอน กงอี๋เฉิงมายังเมืองหลวง การจัดการ
ทั้งหมดเขาเป็นคนตัดสินใจ ครั้นศึก ทงโจวถูก
ราชสำนักซุ่มโจมตี หากข้าดึงดันช่วยเหลือเขาจะ
ไม่เปิดโปงตนเองเอาหรือ ทั้งยังใช่ว่าจะช่วยได้
สำเร็จเสมอไป สถานการณ์แบบนี้ต้องทิ้งเบี้ยเพื่อ
รักษารถศึกเป็นธรรมดา แม้ข่าวแพร่ไปถึงจินหลิง
แต่เขาจะคิดว่า เรื่องนี้เป็นความผิดข้าได้อย่างไร
อย่างมากเขาก็สงสัยว่าข้าเมินเฉยไม่ยื่นมือเข้า
ช่วยและถือโอกาสวางอุบายใส่กงอี๋เฉิง เนื่องด้วย
ใต้หล้านี้มิตรภาพ ไม่อาจพึ่งพา ผลประโยชน์
ต่างหากมั่นคงที่สุด สถานการณ์ในเมืองหลวง
ย่อมขาดข้าไปไม่ได้ เมื่อปราศจากกงอี๋เฉิงเช่นนี้
หากเขายังคิดกำจัดข้าอีก ก็ไม่ต่างจากตัดแขน
ตนเอง มิสู้แสร้งแสดงไมตรี รอจนกิจใหญ่สำเร็จ
เสียก่อนค่อยเปิดศึกดีกว่า ดังนั้นสิ่งเร่งด่วนที่สุด
ยามนี้ คือการทำให้เขาไม่เหลือเวลาว่างมาดูแล
สถานการณ์เมืองหลวง สร้างเรื่องให้เขาสักหน่อย
เราย่อมนั่งบนภูดูเสือกัดกันได้”
พวกเขาเหลียวมองตากัน
พ่อค้าเร่หน้ายิ้มขยับกลองปั๋องแปั๋งในมือ
ไตร่ตรองหลายหนก็หยุดสายตาที่เมิ่งหยาง รับรู้
ได้ราง ๆ ว่าแผนการครานี้ของเซี่ยเซียนเซิงคงมี
สัมพันธ์บางอย่างกับคนเลวทรามปั่าเถื่อนผู้นี้
ด้วยเหตุนั้นจึงถามว่า “ผู้กล้าเมิ่งคงเป็นกำลัง
ได้มากสินะ”
เซี่ยเวยหันมองเมิ่งหยาง
เมิ่งหยางกลับไม่คล้อยตามนัก
ปกติแล้วเขากระทำทุกสิ่งลำพัง ที่ศึกทงโจว
เห็นท่าไม่ดีจึงหนีมาก่อน ภายหลังกรมอาญาไล่
ตามจับเขาก็ยังหนีจนสลัดหลุด ใครเลยจะ
คาดคิดว่า หูตาของเซี่ยเวยกลับว่องไวกว่าราช
สำนักเสียอีก ตอนเขาคิดว่าตนปลอดภัยแล้ว
นั่นเอง ดาบไม่รู้กี่เล่มก็จ่อลำคอ คืนก่อนจับเขา
มัดพามาที่นี่ วันนี้กลับถูกพามาฟังพวกหัวหน้า
ของนิกายสวรรค์กลุ่มนี้ปรึกษาหารือ ไม่เข้าใจ
จริง ๆ ว่าเซี่ยเวยมีเจตนาแบบใดกันแน่
เวลานี้ตนจึงกล่าวว่า “ผู้น้อยเป็นแค่ชาวบ้าน
ต้อยต่ำ ไม่สนใจเรื่อง ของพวกท่านหรอก”
เซี่ยเวยใช้ความอดทนที่มีต่อคนผู้นี้จนหมด
สิ้นแล้ว พูดเรียบ ๆ ว่า “เจ้าลำบากมาไม่น้อย
กว่าจะหนีพ้นจากคุกหลวง ไร้ความโลภทางวัตถุ
ซ้ำไม่หวาดกลัวความตาย ตรองดูแล้วคงต้องการ
ชำระแค้นให้ภรรยาคนแรกใช่หรือไม่ เพียงแต่ข้า
เก็บสมณะหยวนจีไว้เพราะยังใช้งานได้ หากเจ้า
ไม่รู้กาลเทศะจนมาทำลายแผน แม้คนแซ่เซี่ยจะ
เสียดายผู้มีความสามารถมากเท่าใดก็คงได้แต่
ต้องกำจัดแล้ว”
เมิ่งหยางหัวเราะเสียงเย็น “หากข้าได้พบ
หยวนจีก็จะฆ่าทิ้งเสียใน คราวเดียว! เลือกมาเลย
ว่าท่านจะสังหารข้าตอนนี้ หรือจะปล่อยข้าไป”
เซี่ยเวยได้ยินก็ไม่ได้ขุ่นเคือง “นับแต่ภรรยา
คนแรกของเจ้าพักผ่อน อย่างสงบใต้ดินก็หลายปี
แล้วกระมัง”
เมิ่งหยางผุดลุก “ท่านหมายความอย่างไร”
ตลอดทั้งดวงหน้าและนัยน์ตาเซี่ยเวยมีแค่
ความเฉยชา “ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก แต่หากเจ้า
ทำลายแผนข้า เช่นนั้นคงเลี่ยงการดึงวิญญาณผู้
วายชนม์ มาพัวพันไม่ได้ ข้าจะเชิญศพภรรยาผู้
ล่วงลับของเจ้าออกจากโลงและนำ ขึ้นแขวนสักที่
หนึ่ง”
เหล่าคนระดับหัวหน้าของนิกายสวรรค์ล้วน
ไม่กล้าส่งเสียง
เมิ่งหยางพลันระเบิดโทสะ!
เขาแข็งแกร่งดุจพยัคฆ์มาแต่เดิม ครั้นบังเกิด
จิตสังหารจึงพลันกระชากเชือกพันธนาการแขน
ตั้งท่าจะฉวยลำคอเซี่ยเวย ทว่าเตาฉินทาง
ด้านหลัง กันมือเขาได้ตั้งแต่แรก ไม่รอให้แตะ
ต้องปลายผมเซี่ยเวยด้วยซ้ำก็คว้า กรงเล็บคม
กริบของอีกฝั่าย ฟาดขาทีเดียวกระเด็น ถีบชาย
รูปร่างกำยำกว่าตัวเองไม่น้อยถลาถอยชนโต๊ะชา
ล้มโครม!
ผึง!
เสียงไกขยับเข้าตำแหน่งดังมาจากแขนซึ่งถูก
แขนเสื้อคลุมปิด สิ่งที่ยกขึ้นมาคือหน้าไม้ขนาด
เล็กซึ่งมัดติดแขน ปลายศรสีฟั้าครามจุ่มพิษเล็ง
เมิ่งหยางประหนึ่งอสรพิษแลบลิ้น
เตาฉินโหดเหี้ยมประหยัดวาจา มองเขานิ่ง
เซี่ยเวยไม่เห็นฉากนี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“ยังไม่สังหารเจ้าเพียง เพราะเสียดายผู้มี
ความสามารถหรอกนะ หากเจ้าไม่อาจเป็น
ประโยชน์ ต่อข้า วันนี้เจ้าก็จะข้ามไม่พ้นประตู
บานนี้ อีกทั้งคนแซ่เซี่ยกล่าวแล้วย่อมกระทำ ไม่
เคยผิดคำพูดต่อใคร หากไม่เชื่อก็ทดสอบได้ทุก
เมื่อ”
นัยน์ตาทั้งสองของเมิ่งหยางแดงก่ำด้วยเส้น
เลือดฝอยดุจสัตว์ร้าย ประจันหน้ากับเตาฉิน
ด้านนอกกลับมีเจี้ยนซูรีบร้อนเข้ามา ตอน
เห็นสภาพตั้งท่าชักกระบี่ น้าวธนูด้านในก็ไม่เห็น
ว่าผิดแปลก ตรงไปข้างกายเซี่ยเวยตามด้วยกด
เสียงเบารายงานสองสามประโยค
เซี่ยเวยชะงักเล็กน้อย “มานานเท่าใดแล้ว”
เจี้ยนซูตอบ “เพิ่งถึงขอรับ ข้าน้อยคิดว่าท่าน
กำลังคุยธุระในห้องทำ พิณ ก็เลย ก็เลยเชิญนาง
ไปรอที่เรือนปีตู๋ก่อน”
ห้องทำพิณและเรือนปีตู๋ต่างก็มิใช่สถานที่ที่
คนทั่วไปจะย่างเท้าเข้า ไปได้
เรือนปีตู๋เป็นถึงห้องอักษรของเซี่ยเวย
ทว่าเซี่ยเวยฟังแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดไม่
เหมาะสม เอ่ยว่า “ข้าไปดู สักหน่อย”
ผู้คนในห้องในล้วนไม่ทราบว่าเจี้ยนซูมา
รายงานเรื่องใด เซี่ยเวยเอง ก็ไม่ได้อธิบาย บอก
แค่ว่าตนขอตัวสักครู่แล้วทิ้งทุกคนไว้ที่เดิม ออก
จาก ห้องทำพิณไปยังเรือนปีตู๋ด้านหลัง
ร่มไม้คิมหันต์เขียวชอุ่ม จักจั่นร่ำร้องไม่ขาด
อีกฟากของหน้าต่างติดฝังนอกของเรือนปีตู๋
ปลูกต้นซิ่งสองต้น ฤดูนี้ พ้นหน้าดอกไม้บานไป
นานแล้วจึงปรากฏผลซิ่งเขียวติดประปรายบนกิ่ง
ผลเล็ก ๆ ผลุบโผล่ใต้ใบไม้ มองผาดเดียวก็ชวน
ให้นึกถึงรสเปรี้ยวฝาดจน น้ำลายสอ
บทที่ 179 พิณที่ล้มลง (2)
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก
ทิศเหนือเป็นผนังโล่งปราศจากสิ่งใดบนนั้น
รู้สึกถึงความเข้มงวดซึ่ง ถูกซุกซ่อนภายใต้ความ
ราบเรียบไร้สีสัน แต่เข้ากับคำว่า ‘ปีตู๋[1]’ พอดิบ
พอดี เมื่อสะท้อนร่างเซี่ยเวยก็ประหนึ่งว่าตัวเขา
จะ…
จ้องกำแพงใคร่ครวญความผิดพลาด ทบทวน
ตนวันละสามหนหรือไร
นางกล้าเพียงสอดส่องสายตา ไม่จับต้องค้น
อะไรมั่วซั่ว
ทว่ารอหลังเจี้ยนซูออกไปสักครู่กลับไม่พบ
ใครสักที มองต้นซิ่งนอกหน้าต่างเนิ่นนานก็อดไม่
อยู่ เด็ดกิ่งเล็กยาวราวนิ้วมือลงมา นางวางกิ่งที่มี
ใบไม้สองใบกับผลซิ่งเขียวเล็กจิ๋วติดมาด้วยไว้บน
ฝั่ามือ แสนน่ารักและคงไว้ซึ่งพลังชีวิตอัน
กระปรี้กระเปร่าของฤดูร้อน
เซี่ยเวยเข้ามาตอนนี้เอง
หางตาเจียงเสวี่ยหนิงเหลือบเห็นเงาหยุดตรง
ทางเข้า นางรีบวาง ซิ่งเขียวลงบนขอบหน้าต่าง
ทันควัน หันกายไปคารวะถามไถ่ความเป็นไป พอ
เป็นพิธี
เซี่ยเวยมองนางแวบหนึ่งตามด้วยขอบ
หน้าต่างอีกแวบ แต่ไม่ได้ว่า อะไร เพียงถาม
“เกิดอะไรขึ้นหรือถึงคิดมาจวนข้า”
พิณคันนั้นหนักเกินจะอุ้มถือ เจียงเสวี่ยหนิง
เข้ามาได้ไม่นานก็วางไว้ บนโต๊ะ
ครั้นเซี่ยเวยเบือนสายตายามกล่าวจบก็แล
เห็น
ยังหุ้มถุงพิณไว้อยู่เลย
หางคิ้วเซี่ยเวยกระตุกเบา ๆ “มาเรียนพิณ
หรือ”
มุมปากเจียงเสวี่ยหนิงกำลังจะโค้งเป็น
รอยยิ้ม แต่ได้ยินปุั๊บเล่นเอา เกือบเปั๋ รีบร้อน
ตอบว่า “ไม่ ๆ ๆ เปล่าเจ้าค่ะ แค่นึกได้ว่าเซียน
เซิงชื่นชอบพิณ วันนี้ลองไปเลือกจากร้านโยวหวง
มา ได้ยินว่าคันนี้ยอดเยี่ยมมาก ข้าจึงนำมามอบ
เป็นของขวัญแก่เซียนเซิง”
เซี่ยเวยสวมชุดนักพรตขาวเช่นหิมะ ลึกล้ำดุจ
บ่อน้ำสูงตระหง่านดังขุนเขา
เขายืนตรงหน้าแล้วกวาดตาผ่านร่างนาง นาง
จึงยกพิณมาส่งให้ด้วย ตัวเอง
เซี่ยเวยเอ่ย “หัวไวปานนี้ มักชวนให้รู้สึกว่ามี
เจตนาไม่ดีแอบแฝง เสมอเลยเชียว”
ระหว่างกล่าวก็ปลดถุงพิณ
พิณจากไม้ซาน[2] หัวมน ส่วนกลางเยื้อง
ปลายของตัวพิณเว้าเข้าไปทั้งสองฝัง ทำเลียน
รูปแบบฝูซี[3] สายพิณแต่ละสายสะท้อนลงบน
ตัวพิณ ทิ้ง เงาเส้นบางใต้แสงอาทิตย์ ยามยกมือ
ดีดเบา ๆ ทีหนึ่งเสียงหวนเพ่ย[4]ก็ ไหลหลั่ง
นี่มันพิณคุนซานคันนั้นของหลี่ว์เสี่ยนไม่ใช่
หรือ
เมื่อลองดีดเขาก็รู้ว่าเป็นคันเดียวกับที่ตนเคย
ถามหลี่ว์จ้าวอิ่น ทว่า ฝั่ายนั้นค้าขายขูดรีดเป็น
นิสัย จึงซ่อนไว้ไม่ยินยอมยกให้และยืนกรานจะ
ขายราคาสูง แต่พิณโบราณเช่นนี้ใช่ว่าเขาจะต้อง
เอามาเสียให้ได้ เขาจึงทำเป็นเพิกเฉย ลองดูสิว่า
จะอดกลั้นไปได้ถึงเมื่อใด
คาดไม่ถึงว่าวันนี้หนิงรองจะนำมามอบให้
เจียงเสวี่ยหนิงนึกในใจ นับว่าเจตนาดีไม่ได้
จริง ๆ นั่นแหละ ตนแค่ หวังจะเหลือความ
ประทับใจดี ๆ ไว้ให้เซี่ยเซียนเซิงผู้นี้สักเล็กน้อย
ก่อนจากเมืองหลวง รอจนถึงเวลาต้องขอร้องเขา
ด้วยเรื่องขององค์หญิงในอนาคต อีกฝั่ายจะได้พอ
นึกถึงสายสัมพันธ์ครั้งเก่า แล้วยอมให้ความ
ช่วยเหลือ สักเรื่องสองเรื่อง
แต่แน่นอนว่าจะยอมรับไม่ได้
นางเอ่ยว่า “นับแต่เข้าศึกษาในตำหนักเฟิง
เฉิน ต้องขอบคุณการ อบรมสั่งสอนของเซียนเซิง
ที่ทำให้ข้าได้เรียนพิณฝึกเขียนอักษร แม้มิอาจ
กล่าวได้ว่าข้ากลายเป็นคนรู้ความแล้ว แต่ก็พอมี
ส่วนพัฒนาบ้าง พระคุณอาจารย์มากล้น ศิษย์
ความคิดอ่านต่ำต้อยจึงไม่มีสิ่งใดตอบแทน ได้แต่
เลือกพิณมาโดยหวังว่าจะพึงใจ หากเซียนเซิงไม่
รังเกียจ การจากเมืองหลวงไป ครานี้ของศิษย์ก็
คงสบายใจได้แล้ว”
แต๊ง…
นิ้วนางเกี่ยวผ่านสายพิณแผ่วเบา ทว่าใส่แรง
จนเสียสมดุลแปรเป็น เสียงเสียดหู
เจียงเสวี่ยหนิงขนลุกชัน
จู่ ๆ เซี่ยเวยที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่ขยับเขยื้อน
มีเพียงลมผสานความ ร้อนเบาบางจากนอก
หน้าต่างโชยเข้ามา พัดแขนเสื้อขาวปลอดของ
เขา กระพือไหว
นางเงยศีรษะ เห็นนิ้วเซี่ยเวยงอค้างอยู่บน
พิณ ไหนจะดวงหน้า ปราศจากความรู้สึกซึ่งมี
นัยน์ตาลึกล้ำที่จับจ้องมานิ่ง ๆ อีก
แรงข่มขวัญอันไร้วาจา
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดอยู่ดี ๆ
จึงรู้สึกหายใจไม่ออก
วันนี้นางสวมชุดกระโปรงจีบสีม่วงควัน ผม
สองปอยทิ้งระมวยผม เดี่ยวทรงก้นหอย ต่างหู
หินโมราสีฟั้าเยียบเย็นห้อยเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
ประดับติ่งหูขาวดุจหิมะ นัยน์ตาวับวามใต้คิ้วบาง
ดังใบหลิวยามนี้กลับเก็บ กักความกระวน
กระวายบางส่วน
ความรู้สึกแปลกประหลาดปรากฏอีกแล้ว…
เซี่ยเวยได้ยินเสียงจักจั่นด้านนอกแล้วหนวกหู
นัก แต่กลับถามราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “จะไป
จากเมืองหลวงหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นเร็วกว่าเก่า ที่แวะมาก็
แค่จะแสดงความขอบคุณอาจารย์ด้วยตนเองและ
บอกลาอย่างเรียบง่าย ไม่ได้ตั้งใจจะรั้งอยู่นาน
เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบก้มหน้ากล่าว “ใช่เจ้าค่ะ
หมู่นี้เมืองหลวงโกลาหล เยี่ยนหลินก็ดี องค์หญิง
ใหญ่ก็ดี ล้วนจากไปไกลหมดแล้ว พอศิษย์ปรึกษา
กับบิดาก็ตัดสินใจจะออกจากเมืองหลวงสักระยะ
หลีกห่างจากความขัดแย้งรวมถึงจะได้หย่อนใจ
ด้วย วันนี้จึงมาอำลาเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่ปริปาก
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งประหม่ากว่าเดิม หนังตา
กระตุกซ้ำ ๆ เริ่มหวั่นวิตก “ขอบคุณเซียนเซิงที่
อบรมสั่งสอน วันหน้าศิษย์กลับเมืองหลวงย่อมไม่
ลืม มาเยี่ยมคำนับ ยามนี้ไม่กล้ารบกวนกิจของ
เซียนเซิง ขอตัวลาตรงนี้เจ้าค่ะ”
บรรยากาศผิดปกติจริง ๆ
นางไม่กล้าเงยมองสีหน้าเซี่ยเวย ค้อมกาย
คารวะอีกครั้งแล้วค่อยถอยจากข้างตัวอีกฝั่าย ตั้ง
ท่าจะก้าวออกประตู
คาดไม่ถึงว่าเพิ่งก้าวเท้าแรกข้ามไป ด้านใน
กลับมีมือยื่นคว้า นิ้วเรียว ทั้งห้ากำข้อมือซ้ายของ
นางแน่นประหนึ่งจะกดให้จมผิว ความเจ็บปวด
แล่นปราดชัดแจ้ง!
พร้อมกันนั้นก็มีเสียงตกพื้นดัง ‘ตึง’
เจียงเสวี่ยหนิงอกสั่นขวัญหาย นางแทบจะ
ถูกกระชากให้หันกลับ สบประสานเข้ากับสายตา
เซี่ยเวยที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
เขาถามอย่างสงบหาใดเปรียบ “เจ้าจะไปที่
ใด”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินวาจานี้ก็รู้สึกเสมือนตก
อยู่ในฝันร้าย เพิ่งพบว่าในมือของเซี่ยเวยว่าง
เปล่า นางเบนสายตาที่แทบแข็งทื่อไปยังพื้น
ด้านข้าง…
พิณคุนซานโบราณไม่ทราบล้มลงกับพื้นตั้งแต่
ตอนไหน
ขาพิณชิ้นหนึ่งกระแทกจนพัง!
บรรยากาศเงียบงัน ความทรงจำหวนย้อนไป
ยังยามเรียนพิณเมื่อ วันวาน
พิณตกแล้ว…
ในสมองบังเกิดเสียงอื้ออึงกึกก้อง ไม่ว่าสรรพ
สิ่งจะมีกี่มากน้อยก็ล้วนแตกกระจาย สิ่งที่กล้าคิด
และสิ่งที่ไม่กล้าคิด สิ่งที่เป็นไปได้และสิ่งที่เป็นไป
ไม่ได้ ทั้งหมดพากันถั่งโถม ซัดนางล้มลงดุจพายุ
คลั่งคลื่นยักษ์กลืนกิน ขุนเขามหาสมุทร!
ในที่สุดนางก็รู้เสียทีว่าความรู้สึกประหลาดมา
จากที่ใด
เจียงเสวี่ยหนิงถูกเขากุมข้อมือ รู้สึกคล้ายมี
อสรพิษเลื้อยขึ้นกาย ความหวาดกลัวที่ผุดจาก
ส่วนลึกในใจฉวยตรึงนางไว้จนตัวสั่นงันงกอย่าง
ไม่อาจควบคุม เสียงพลอยสั่นเครือแต่ก็ยัง
หลงเหลือเสี้ยวความหวังเลือนราง “เซียนเซิง
โปรด โปรดปล่อยข้าเถอะเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่แม้แต่จะเหลียวแลพิณที่ร่วงตกอยู่
ข้างเท้า จับจ้องเพียงนาง ทวนคำอย่างไร้ทำนอง
อารมณ์โดยสิ้นเชิงอีกครา “เจ้าจะไปที่ใด”
——————–
1. ปี (壁) หมายถึง กำแพง ตู๋ (读)
หมายถึง อ่านหรือศึกษา
2. ซาน เป็นสนชนิดหนึ่ง มีลำต้นสูงตรง
เติบโตไว นิยมนำมาทำเป็นเครื่องใช้
3. กู่ฉินประเภทหนึ่งที่คิดค้นโดยฝูซี โดยจะ
เป็นพิณทรงหน้าแคบปลายกว้าง มีการ
แกะสลักลวดลายไม้บริเวณขอบ
4. หวนเพ่ยหมายถึงเครื่องประดับหยกห้อย
เอว ในที่นี้อ้างอิงกู่ฉินโบราณชื่อจิ่วเซียว
หวนเพ่ย