คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 180 ถามถึงอิสระ
ยิ่งสงบเท่าใดก็ยิ่งชวนให้ขวัญหนีเท่านั้น
เสียงร้องหนวกหูของจักจั่นที่ซ่อนกายอยู่
กลางเงาแมกไม้ยิ่งขับความเงียบสงัดชวนใจเต้น
ระส่ำให้เด่นชัด
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น
กระทั่งเสียงจักจั่นนอกประตูหน้าต่างอันแสนใกล้
ก็ประดุจห่างไกลสุดขอบฟั้า มีเพียงการเต้นของ
หัวใจที่เร็วขึ้นทุกขณะกับชีพจรที่ส่งผ่านฝั่ามือซึ่ง
กุมข้อมือนางจนแน่นเท่านั้นที่ แจ่มชัดและน่า
หวาดหวั่น!
เรือนปีตู๋เทียบห้องทำพิณมิได้
ห้องทำพิณธรรมดายังมีคนคอยรับใช้ ทว่า
เรือนปีตู๋ไม่มีผู้ใดกล้าเข้า ใกล้มั่วซั่วสักก้าวเดียว
ชั่วขณะนี้ นอกจากทั้งคู่แล้วตรงทางเข้าก็ไม่มีผู้ใด
อื่น
เมื่อก่อนเจียงเสวี่ยหนิงก็เคยขบคิดว่าเซี่ยเว
ยมองตนเช่นไรกันแน่
ชิงชัง ไม่พอใจ?
…
ไม่ว่าแบบใด นางก็ไม่เคยจินตนาการถึงวันนี้
เวลานี้มาก่อน ความ เป็นไปได้ดังกล่าวนางไม่มี
วันนึกถึง ซ้ำยังไม่กล้านึกด้วย ทั้งยังถูกนางตัดทิ้ง
ไปตั้งแต่แรก!
ทว่าเซี่ยเวยกลับทำลายจนหมด
ใช่ว่าชาติที่แล้วนางเป็นดรุณีน้อยไม่ประสา
เรื่องทางโลก อ่านใจคน ไม่เป็น
หากมิใช่เพราะเซี่ยเวยไม่เหมือนใครเกินไป
นางคงไม่ถึงกับเพิ่งมาจับเค้าลางได้เอาปั่านนี้
หรอก
เจียงเสวี่ยหนิงกำหมัดแน่นสุดกำลังถึงจะพอ
ควบคุมอารมณ์ได้
ฝั่ามือที่กุมข้อมือนางอย่างแน่นหนาไม่มีทีท่า
จะคลายแรงแม้แต่น้อย
เซี่ยเวยทำประหนึ่งไม่ได้แสดงอาการผิดปกติ
อันใด ยังคงหลุบตามองอย่างเฉยชาวางตัวเหนือ
ปุถุชน “รั้งอยู่เมืองหลวงต่อมีสิ่งใดไม่ดีหรือ”
นางตัวสั่นเทา
เซี่ยเวยกลับเสมือนไม่สังเกต กล่าวด้วย
น้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “คนในครอบครัวไม่กล้าหา
เรื่องเจ้าง่าย ๆ อีก ด้านนอกมีเซียวติ้งเฟยคอย
ก่อเรื่องเป็นเพื่อน แม้แต่พี่สาวที่ปกติเจ้าไม่อาจ
ทนมองก็แต่งงานออกไปแล้ว ภาย ภาคหน้า
เยี่ยนหลินหวนสู่ราชสำนักกลับมาเมืองหลวงก็คง
ยินดีที่ได้เห็นเจ้า องค์หญิงเดินทางไปอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธ์ถึงต๋าต๋า ข่าวคราวย่อมส่งถึง
ราชสำนักไวที่สุด หากเจ้าอยู่เมืองหลวงจะได้รู้
ข่าวทันที หรือถ้าทนการ ใช้ชีวิตในบ้านไม่ไหว
วันหน้าข้าจะเสนอเรื่องให้เพิ่มแผนกสตรีของ
สถาน- ศึกษาหลวง ได้ออกจากจวนมาเข้า
สถานศึกษาก็ดีเหมือนกัน ผู้ใดก็ไม่อาจตำหนิ
แล้วไยต้องดึงดันจะไปเล่า”
ไร้การบังคับข่มขู่แม้แต่คำเดียว
กระทั่งว่ายามเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ ดวงหน้ายัง
เผยแต่ความใจกว้างดั่งขุนเขาหมอกหนาปกคลุม
ปราศจากความเห็นแก่ตน ราวกับสิ่งที่เขาเสนอ
มาทั้งหมดหวังดีกับนาง
แต่กลับเป็นดังแหยักษ์อันแน่นหนา!
ทุกคำที่ออกจากปากเซี่ยจวีอัน ทำเอาเจียง
เสวี่ยหนิงรู้สึกว่าแหยักษ์รัดตัวนางแน่นขึ้นทุกที!
เข้ารุกล้ำที่ยืนและอากาศหายใจทีละน้อยจนนาง
ไม่อาจดิ้นรน แทบหายใจไม่ออก!
นางพยายามรักษาความเยือกเย็นสุดกำลัง ไม่
กล้ายั่วโทสะเขา “เซียนเซิงประเมินศิษย์สูง
เกินไปนัก ที่แล้วมาศิษย์มีแต่เที่ยวกระทำ เหิมเก
ริมตามใจตน หากมิได้เซียนเซิงช่วยเหลือคงเกิด
หายนะไปแล้ว”
เซี่ยเวยกล่าว “เช่นนั้นไยจะกระทำเหิมเกริม
ตามใจตนต่อไปไม่ได้เล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงพยายามดึงมือกลับ ทว่ามือที่
จับนางไว้ไม่ขยับโดย สิ้นเชิง
เซี่ยเวยมองนางพลางซักไซ้อย่างสงบ “เจ้า
คือบุตรีภรรยาเอกของรองเสนาบดีกรมคลัง พระ
สหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ น้องภรรยา
ของ หลินจืออ๋อง สหายของเยี่ยนหลิน ที่พึ่งของ
เซียวติ้งเฟย ลูกศิษย์ของข้า… แล้วเจ้าจะ
หวาดกลัวสิ่งใด”
แต่ละประโยคของเขาเคาะลงมายังประสาท
ส่วนที่อ่อนไหวของนาง ครั้นถึงคำว่า ‘ลูกศิษย์
ของข้า’ เส้นประสาทขึงเครียดในสมองของเจียง
เสวี่ยหนิงก็ขาดผึง!
ใต้หล้านี้จะเป็นใครก็ได้…
ยกเว้นเซี่ยเวยผู้เดียวเท่านั้นที่นางไม่มีวันกล้า
สร้างมลทิน!
ยามนี้นางดุจเหยื่อถูกต้อนเข้าสู่ทางตัน
เผชิญหน้าสัตว์ดุร้ายซึ่งย่าง เข้าใกล้ทีละก้าว
จำเป็นต้องแผ่หนามแหลมทั้งหมดบนตัว เกร็งทุก
ส่วนทุกอณูของร่างกายถึงจะช่วยให้ตนเรียก
ความกล้าน้อยนิดขึ้นมาได้ นางถลึงตาแดงเรื่อ
บอกเขา “ปล่อยข้า”
นางไม่เรียก ‘เซียนเซิง’ อีกต่อไป
ในที่สุดส่วนลึกของดวงตาเซี่ยเวยก็เผย
ร่องรอยความโหดเหี้ยมราง ๆ อย่างเงียบงัน สุ้ม
เสียงแผ่วเบายิ่งกว่าเมื่อครู่ “จางเจอก็ยังอยู่ไม่ใช่
หรือ เหตุใดจึงคิดจะออกจากเมืองหลวงเล่า”
หากยกนามนี้มาเอ่ยในวันวาน ในใจเจียง
เสวี่ยหนิงอาจเกิดความ หวานชื่นที่มิอาจบอกใคร
ทว่าหลังจากไขความจริงจนประจักษ์แจ้ง เมื่อ
วานซืน สิ่งที่นามนี้ให้กับนางได้ก็เหลือเพียงความ
เศร้าเสียดายที่ไม่อาจ กู้คืนและความเจ็บทิ่มแทง
ของการได้แต่มองทว่าไม่อาจใกล้ชิด!
เซี่ยเวยเปิดแผลนางเข้าพอดี
นางเริ่มออกแรงดิ้นรน ถลึงตาขบเขี้ยวเคี้ยว
ฟันโพล่งเสียงแหลม “เกี่ยวอะไรกับเขาด้วย! ข้า
คนนี้เลวตั้งขนาดไหน นิสัยย่ำแย่ตั้งเท่าไร มิใช่
เซียนเซิงทราบดีแก่ใจมานานแล้วหรอกหรือ
หญิงบ้านนอกไหนเลยจะไป ก้าวเข้าห้องโถงอัน
หรูหราได้! เมืองหลวงมิใช่ที่ที่ข้าสมควรอยู่มา
ตั้งแต่แรก อยู่ที่นี่แต่ละวันไม่ต่างอะไรกับนอนใน
กระทะน้ำมัน ไม่อาจมีวันอันสงบสุข ไม่เคยมีวัน
ใดได้สบายใจ! แล้วเหตุใดข้าจะออกไปไม่ได้”
แต่ละวันไม่ต่างอะไรกับนอนในกระทะน้ำมัน
ไม่อาจมีวันอันสงบสุข ไม่เคยมีวันใดได้สบายใจ
แพขนตาห่มคลุม เซี่ยเวยจับจ้องนาง
กลับรู้สึกว่าท่าทางขัดขืนสุดชีวิตราวสัตว์ถูก
ต้อนจนมุมของนางช่าง น่าขันถึงขนาดชวนสิ้น
หวัง น้ำเสียงเนิบนาบแฝงการเสียดแทงอันเยียบ
เย็น “มีแต่คนขี้ขลาดที่คิดเช่นนี้ หนิงรอง เจ้า
ไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว อย่าทำตามอำเภอใจไม่เข้า
เรื่องอีกเลย”
เจียงเสวี่ยหนิงแกะมือเขาออก
เขาไม่ขยับเขยื้อนสักนิด รู้สึกว่านางเอาแต่
หลบเลี่ยงเขาราวกับหลบงูหลบแมงปั่อง มองเขา
เป็นเช่นน้ำหลากสัตว์ร้ายอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ เขากลับไม่รู้ว่าตรงไหนของตนกันแน่ที่พาให้
นางหวาดหวั่นนัก…
ชั่วขณะนั้น ความโศกเศร้ากลับผุดขึ้นบางเบา
สุดท้ายจึงผ่อนเสียงเอ่ยผะแผ่ว “หนิงรอง อยู่
ต่อเถอะ”
น้ำตารื้นขอบตาของเจียงเสวี่ยหนิง “ปล่อย
ข้า!”
เซี่ยเวยทำเหมือนไม่ได้ยิน “องค์หญิงออกไป
อภิเษกสมรสแล้ว ข้า ไม่อาจทำเรื่องที่รับปากกับ
เจ้าให้ลุล่วง ยังต้องชดใช้บุญคุณเจ้า เพราะ ติด
ค้างหนี้ชีวิตเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงหนีเขาไม่หลุด พูดปนสะอื้นว่า
“ไม่ต้องให้ท่านชดใช้ คืนแล้ว ข้าไม่สนใจ!”
เซี่ยเวยหวนนึกถึงเรื่องเมื่อครั้งเนิ่นนานมา
ตอนนั้นยามดรุณีน้อยซึ่ง เห็นได้ชัดว่าชิงชังเขา
เห็นเขาปั่วยไม่สมประดีก็ร่ำไห้ทั้งวันทั้งคืน
เนื่องจากกลัวเขาสิ้นลมข้าง ๆ จนนางต้องอยู่
ร่วมกับคนตาย นางจึงคอยอยู่เคียง ไม่ห่าง อยาก
ออกไปเก็บยาสมุนไพรก็กลัวลิงปั่าตามชนบทกับ
หมาใน หมาปั่าที่หากินกลางคืน
วันนั้นเป็นช่วงฤดูกาลหิมะใหญ่[1]
กลางไพรลึกอากาศยิ่งเหน็บหนาว บนที่สูงมี
หิมะขาวลอยล่อง
แม่นางน้อยร้องไห้มาทั้งคืนจนเหนื่อย
เวลาเช้าตรู่ เขาตื่นในอารามอย่างมึนงงโดย
ไม่พบใคร
จนกระทั่งกลางวันจึงเห็นกลุ่มเงาขาวเดินเข้า
มาจากนอกถ้ำ ทั่วตัว นางหนาวเหน็บ บนศีรษะ
และไหล่มีแต่หิมะ ริมฝีปากม่วงคล้ำ ไม่รู้ไปเด็ด
พืชสมุนไพรมาจากที่ใด ใช้หินจุดไฟด้วยมือสั่น
เทา ทว่ากิ่งไม้ในอากาศ แบบนี้ต่างเปียกชื้น นาง
จุดไฟไม่ติดก็ไม่ได้ร้องไห้ เพียงกัดสมุนไพรเป็น
เศษ ๆ ทีละนิด ใส่ลงในเสี้ยวชามแตก ๆ ที่ไม่รู้ไป
หยิบมาจากเนินหลุมศพแถวไหน
มีดเขาปักในซอกหิน
นางเสียเวลาอยู่นานกว่าจะดึงออก ตัวสั่น
ขณะกรีดเส้นบนข้อมือ โลหิตแดงสดหลั่งไหลเป็น
สาย เลี้ยวลดหยดลงยังเสี้ยวชามดินเผาแตก ผสม
เข้ากับสมุนไพรสีเขียวเข้มจนกลายเป็นสีม่วงดำ
ข้น
จากนั้นจึงยกชามยื่นมาจ่อริมฝีปากเขา
ดวงหน้าขาวซีดของเด็กสาวปราศจาก
ร่องรอยสีเลือด นางกล่อมเขาเสียงปนสะอื้น
“เคยมีหมอที่เก่งกาจมากผู้หนึ่งมาที่หมู่บ้าน ใช้
ตำรับยานี้คืนชีพให้คนตาย พอเจ้าดื่มก็จะหายดี
…”
คนตายแล้วจะฟืนคืนชีพได้เช่นไร
คงเป็นพวกหมอต้มตุ๋นเที่ยวแอบอ้างหลอก
คน
จวบจนทุกวันนี้เขาก็ยังยากจะแยกแยะว่า
สุดท้ายแล้วนั่นเป็นแค่ ความฝันหรือไม่
มีเพียงรสคาวปนขมประหนึ่งสนิมของยา
สมุนไพรผสมโลหิตอันสุดแสนจะฝาดคอที่
หลั่งไหลจากส่วนลึกของความทรงจำเป็นครั้ง
คราว
ต่อมาเขาฟืนจากไข้ คล้ายว่าจะหายดีแล้ว
ส่วนดรุณีน้อยกลับเริ่มออกอาการเลอะเลือน
เขาออกไปสำรวจเส้นทางพร้อมหาของกิน
ทว่านางเอาแต่ดึงแขนเสื้อเขา มึนงงพร่ำบ่น
เสมือนกำลังละเมอ “ข้ารู้อยู่แล้วเชียว พอหายดี
เจ้าก็จะ ไปคนเดียว…”
ในเมื่อไร้ทางเลือกอื่น เขาจึงพานใจอ่อน
แบกนางขึ้นหลังเดินโซซัดโซเซ
แต่กระนั้นนางก็ยังรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนดี มี
โอกาสจะทิ้งนางจากไป
เขาจึงได้แต่ฉีกชุดที่สกปรกไปหมดเป็นแผ่น
แคบ ๆ ผูกปลายหนึ่ง ไว้กับข้อมือนาง แล้วมัดอีก
ปลายไว้กับข้อมือตัวเอง จากนั้นบอกนางว่า
“ยามนี้ข้ากับเจ้าผูกติดกันแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็นำไป
ก่อนไม่ได้ ข้าอยู่ตรงนี้”
อาการละเมอของนางจึงค่อย ๆ สงบ
เซี่ยเวยระลึกดู นั่นคือช่วงเวลาที่เหลวไหล
และโง่เง่าที่สุดตลอดยี่สิบ กว่าปีของเขาเลยจริงๆ
กลางโลกที่ไม่อาจคาดเดาคลับคล้ายบังเกิด
ความเชื่อหนึ่ง…
เชื่อว่าในสถานการณ์อันสิ้นหวังขนาดนั้นก็จะ
ยังหาความหวังเส้น สุดท้าย ไม่มีพิณและตำรา
ไม่มีดาบและกระบี่ ไม่มีนิกายสวรรค์ ไม่มี ราช
สำนัก ไม่มีชาติกำเนิด อีกทั้งไม่มีการล้างแค้น มี
แค่ฟั้าดินกว้างใหญ่ ไพศาลกับคนสองคนที่
ต้องการมีชีวิตต่อ
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับบอกว่า ไม่ต้องให้เขา
ชดใช้คืนแล้ว นางไม่สนใจ
ในความเย็นชาซุกซ่อนความชิงชัง ดูเหมือน
ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้น ตอนพบหน้านางโดย
บังเอิญไม่กี่คราในเมืองหลวงช่วงระยะหลัง
เซี่ยเวยรู้สึกเจ็บปวดหน้าอกคล้ายถูกบีบ
ความเจ็บมาเยือนรวดเร็วทั้งยังไม่คุ้นเคย เขา
ไม่ทันวิเคราะห์จำแนก ว่าเป็นความรู้สึกเช่นไรก็
เวียนหัวมึนงง บอกแค่ว่า “ไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร
ถึงอย่างไรเมืองหลวงก็มีทุกสิ่ง…”
เจียงเสวี่ยหนิงถูกกดดันจนสติแทบพังครืน
ระเบิดโทสะตะคอกใส่เขา “มีทุกสิ่งยกเว้น
อิสระ!”
เซี่ยเวยกล่าว “ไฉนเจ้าถึงไม่เข้าใจ”
เจียงเสวี่ยหนิงร้อง “ปล่อย!”
เซี่ยเวยกล่าวกับนางทีละคำทีละประโยค “ใต้
หล้านี้ที่แท้แล้วไร้ซึ่งอิสรภาพอันแท้จริง ต่อให้หนี
ไปสุดหล้าฟั้าเขียว ตราบใดยังเหลือความ
อาวรณ์ก็ย่อมถูกกักขังในกรงไปตลอดกาล!
ท้ายที่สุดเจ้าจะต้องกลับมา อยู่ดี…”
โดยมากความจริงบนโลกก็ล้วนโหดร้าย
เกินไป ห่อหุ้มด้วยพุ่มไม้หนามแหลมคมชั้นแล้ว
ชั้นเล่า ไม่เพียงเอ่ยไปก็ไม่เข้าหู กลับจะยังทิ่ม
แทงจนผู้ฟังต้องตั้งกำแพงปั้องกันทั่วทั้งตัว
ปกปั้องตนเองไว้ด้านในแน่นหนา
ความพรั่นพรึงไม่เพียงมิได้ทุเลา ตรงข้ามกลับ
ถาโถมกว่าเก่า
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตน
หวาดกลัวเซี่ยเวยผู้นี้หรือ หวาดกลัวคำพูดของ
เขามากกว่ากัน สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหว เมื่อแกะ
มือที่ ตรึงแน่นของเขาไม่ออกจึงก้มศีรษะกัดฝัง
เขี้ยว
ความเจ็บร้าวรุนแรงแล่นจากหลังมือแทบจม
ลึกถึงกระดูก ทว่า เซี่ยเวยยังไม่ยอมปล่อย
ทอดตามองนาง กระแสเสียงถึงกับเจือรอย
วิงวอนเลือนราง แทบจะเอ่ยดึงดัน “เจียงเสวี่ย
หนิง อย่าไป”
ทว่าเมื่อเจ็บถึงขีดสุด นิ้วก็เกร็งกระตุก
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็ดิ้นหลุด หน้าอก
กระเพื่อมขึ้นลง ถลึงตาอย่างเดือดดาล นางถอย
หลังเปล่งวาจาที่ราวกับจะโต้แย้งเขาและราวกับ
จะบอกตนเอง “พูดจาเหลวไหล! พูดจาเหลวไหล
ทั้งเพ!”
นางไม่เหลือเวลาจะมาจัดระเบียบความรู้สึก
ใดทั้งสิ้น และยิ่งไม่ ปรารถนาจะขบคิดให้ลึกไป
กว่านี้อีก
จึงหนีออกมาทั้งอย่างนั้น
หนีไปจนไกลแสนไกล
คืนนั้นนางโดยสารรถม้าที่ทางจวนเตรียมไว้
ให้พร้อมสรรพแต่เนิ่น ๆ พร้อมสัมภาระ เดินทาง
ออกจากเมืองหลวงไปบนเส้นทางยาวไกลถึง สาม
พันลี้ ผ่านขุนเขาแม่น้ำ มุ่งหน้าไปยังแดนสู่
ในมือเซี่ยเวยว่างเปล่า โลหิตสดไหลผ่านใกล้
ร่องข้อต่อระหว่างนิ้วชี้ กับนิ้วโปั้งก่อนจะหยดลง
ติ๋ง ไหลหลั่งดั่งทะลักทลายออกมาจากหัวใจ
เขายังคงยืนอยู่ด้านใน ไม่ตามออกไปแม้แต่
ก้าวเดียว
ธรณีประตูที่ไม่สูงนักดูดุจหุบเหวกว้างตัดขาด
เขาจากโลกภายนอก ไม่ว่าผู้ใดล้วนข้ามไม่พ้น
คนนอกไม่อาจเข้า ส่วนเขาก็ออกไม่ได้
ยามหลี่ว์เสี่ยนมาถึงเรือนปีตู๋ก็พลบค่ำแล้ว
เจี้ยนซูยืนอยู่ด้านนอกเพราะไม่กล้าเข้าไป
เขามองเลยผ่านประตูไปด้านในเห็นแต่ความ
มืดสลัว พิณที่เจียง เสวี่ยหนิงนำกลับไปจากร้าน
โยวหวงก่อนหน้านี้นอนราบอยู่บนพื้น ขาพิณ
แตกไปชิ้นหนึ่ง สายพิณที่ตึงขาดม้วนขดราวกับ
ไหมดำ เซี่ยเวยยืนอยู่ใน เงามืดหน้าผนังไม่ขยับ
เขยื้อนเป็นเวลานาน ดูเหี่ยวแห้งประดุจไม้ผุ มี
ซิ่งเขียวเล็ก ๆ กิ่งหนึ่งไม่รู้ว่าใครหักมาวางบน
ขอบหน้าต่าง แสงอาทิตย์ อัสดงสีแดงเข้มส่อง
ทะลุใบไม้เขียวชอุ่ม ผลซึ่งยังไม่โตเต็มที่ติดอยู่ข้าง
กิ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงคงมาที่นี่แล้ว
หลี่ว์เสี่ยนเห็นฉากตรงหน้าก็ไม่กล้าย่างเท้า
เข้าไป
กลับเป็นเซี่ยเวยที่หันหน้ามาช้า ๆ เมื่อเห็น
พวกเขาก็กล่าวด้วยใบหน้าไม่ผิดแผกจากปกติ
ประหนึ่งไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้ามาได้เวลาพอดี
ยังตาม การหารือทัน ไปด้วยกันเถอะ”
หลี่ว์เสี่ยนเห็นมือของเขา
เซี่ยเวยก้าวจากข้างพิณที่ล้มพังตรงไปทาง
ห้องทำพิณ ทุกคนคงคอยนานแล้ว
หลี่ว์เสี่ยนกับเจี้ยนซูยังยืนอยู่ที่เดิม
เจี้ยนซูสับสนไปหมด ไม่เข้าใจเลย “เหตุใดไม่
ดึงดันรั้งไว้ล่ะ”
ฝั่ายหลี่ว์เสี่ยนเหลียวมองพิณซึ่งตกพื้นพัง
นิ่งเงียบอยู่นาน ปราศจากรอยยิ้มอย่างหาได้
ยาก แล้วจึงเอ่ยอย่าง เนิบช้าว่า “เซี่ยจวีอันมิใช่
คนเช่นนั้น”
——————–
1. ฤดูกาลหิมะใหญ่ ตรงกับประมาณวันที่ 7-
21 ธันวาคม