คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 19 ผิดหวัง (1)
คำถามนี้วนเวียนในสมองเจียงเสวี่ยหนิง
ตลอดคืน แต่ก็ไร้คำตอบ
นางไม่รู้ว่าการคัดเลือกอย่างเป็นรูปธรรมนั้น
เป็นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้มีผู้ต้องสงสัยใน
ใจจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจพิสูจน์ได้
เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับการ
คัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่
เล่อหยางแพร่สะพัดต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างเช่นรายชื่อพระสหายร่วมศึกษาที่ได้รับ
การคัดเลือกในรอบแรก
เซียวซูคุณหนูใหญ่แห่งจวนเฉิงกั๋วกงซึ่งเป็น
เพื่อนเล่นกับเสิ่นจื่ออีมาตั้งแต่เด็กย่อมอยู่ในนั้น
คราวนี้ยังมีคุณหนูผู้มีความรู้และได้รับการอบรม
สั่งสอนอย่างยอดเยี่ยมจากตระกูลผู้สูงศักดิ์และ
ขุนนางใหญ่อีกสิบเอ็ดคน
และในนั้นมีเจียงเสวี่ยหนิงผู้ ‘โชคดี’ รวมอยู่
ด้วย
ขณะเดียวกันเจียงเสวี่ยหนิงก็สังเกตเห็นว่า
คุณหนูตระกูลฝานซึ่งเสิ่นจื่ออีขานให้เป็นผู้ชนะ
การแต่งกลอนและคุณหนูรองโหยวเย่ว์แห่งจวน
ชิงหย่วนปั๋อซึ่งชนะการวาดภาพที่จวนชิงหย่วน
ปั๋อคราวก่อนก็อยู่ในรายชื่อด้วย
หากให้กล่าวถึงสิ่งที่ต้องเรียนรู้กันอย่างเป็น
รูปธรรม สิ่งที่เหล่าบุรุษแคว้นต้าเฉียนต้องศึกษา
มีมารยาทพิธี คีตดนตรี การยิงเกาทัณฑ์ การ
บังคับรถม้า อักขรวิธี และการคิดคำนวณ ส่วน
สตรีทั่วไปกลับได้เรียนอย่างมากก็แค่ตัวอักษร
ไม่กี่คำ ทั้งยังเป็นเพียงสิ่งที่พึงรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้
จำพวกงานเย็บปักถักร้อย การเขียนโคลงกลอน
หรือวาดภาพอะไรทำนองนั้น
ทว่าเสิ่นจื่ออีเป็นองค์หญิง มิหนำซ้ำเดิมทีก็มี
สิ่งที่กำหนดเอาไว้อยู่แล้ว ย่อมต่างออกไปเป็น
ธรรมดา
สามศาสตร์จากหกศาสตร์ของวิญูชนอย่าง
มารยาทพิธี คีตดนตรี และอักขรวิธีย่อมต้อง
เรียนรู้ รองจากนั้นยังต้องเรียนศาสตร์เพื่อ
สุนทรียภาพบางอย่าง เช่น การทำเครื่องหอม
หรือการวาดภาพ และเนื่องจากฝั่าบาทโปรด
ปรานเสิ่นจื่ออีเป็นพิเศษ ทราบว่านางมักจะแอบ
ออกไปฟังการบรรยายประจำวันที่ตำหนักเหวินห
วา จึงหาเซียนเซิงสูงวัยผู้มีความรู้เหนือผู้คนจาก
สภาฮั่นหลินมาหลายรายเพื่อบรรยายตำรา
บางอย่างที่มีแต่บุรุษเท่านั้นถึงจะศึกษาได้
และสิ่งที่ทำให้ตกใจจนพูดไม่ออกมากที่สุด
อาจเป็นการที่หนึ่งในบรรดาเซียนเซิงที่ฝั่าบาท
ทรงเชิญมามี ‘เซี่ยเซียนเซิง’ อยู่ด้วย…
เซี่ยเวย ราชครูขององค์รัชทายาทในรัชกาล
ปัจจุบัน
ว่ากันว่าเขาจะเปิดสองวิชา วิชาแรกคือพิณ
ถือว่าอยู่ในหมวด ‘คีตดนตรี’ ส่วนอีกวิชาจะ
เลือกมาเล่มหนึ่งจากตำราสี่คลังของราชสำนัก[1]
แต่จะเป็นเล่มไหนนั้นยังไม่กำหนด
ยามเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินข่าวนี้จากปากที่
พูดจาฉอด ๆ ของเหลียนเอ๋อร์ มีเพียงสวรรค์ที่รู้
ว่านางคับแค้นใจที่ไม่อาจเอาศีรษะโขกพื้นจน
ตายได้
ต่อมายังมีเรื่องเกี่ยวกับการเข้าวังอีก นั่นคือ
มะรืนนี้ต้องเตรียมตัวเข้าวัง อีกสักประมาณสาม
ถึงห้าวันก็ต้องเรียนรู้มารยาทพิธีการภายในวัง
หลวงคร่าว ๆ รวมถึงทำความเข้าใจข้อห้ามต่างๆ
จากนางกำนัล เพื่อไม่ให้ทำความผิดจนก่อ
เภทภัยอะไรขึ้นมา
หากตอนนี้ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ หรือมี
คุณสมบัติย่ำแย่จนเกินไป ก็จะถูกโน้มน้าวให้ถอน
ตัวอ้อม ๆ
ต่อจากนั้นแต่ละคนจะพำนักอยู่ในจวนตนอีก
หลายวัน ถึงจะได้เข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาอย่างแท้จริง
โดยพื้นฐานแล้วต้องพำนักในวังหลวง ทุกสิบ
วันจะได้กลับบ้านวันหนึ่งและจะสิ้นสุดเมื่อศึกษา
เล่าเรียนสิ่งที่บรรดาเซียนเซิงทั้งหลายตระเตรียม
ไว้จนหมดสิ้น คาดว่าใช้เวลาราวครึ่งปี
นี่ถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงพอคิดว่าตนต้องเข้าวังเพื่อเป็น
พระสหายร่วมศึกษาก็หัวสมองพองโตแล้ว พระ
ราชโองการของฝั่าบาทมาถึงที่ นางย่อมไม่กล้า
บอกว่าไม่ไปอย่างเปิดเผยแน่ ดังนั้นจะต้องหา
เหตุผลที่เหมาะสมมาเหตุผลหนึ่ง
หากไม่อาจเรียนมารยาทพิธีการสำเร็จ หรือมี
คุณสมบัติย่ำแย่มากจนเกินไปจนถูก ‘โน้มน้าวให้
ถอนตัว’ นั่นจะไม่สมดั่งที่ต้องการพอดีหรือ
นางตั้งใจเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะ
‘รับผิดชอบอย่างไม่ตั้งใจ’
*****
ยามบ่าย
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์กำลังเก็บข้าวของซึ่ง
จำเป็นต่อการเข้าวังครั้งแรก ทั้งยังบอกอีกว่าใน
เมื่อเข้าวังแล้วก็ต้องพบคุณหนูตระกูลใหญ่ตั้ง
มากมายถึงเพียงนั้น จะต้องนำของขวัญยามพบ
หน้าติดตัวไปบ้าง ทางที่ดีที่สุดก็คือให้ผ่านไปอีก
หน่อยค่อยออกไปซื้อ
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นอยู่ริม
หน้าต่าง ฟังจนมุมปากกระตุกเล็กน้อย
“ผู้ที่รู้เรื่องฟังแล้วก็รู้ว่าไปเป็นพระสหายร่วม
ศึกษา แต่หากไม่รู้คงคิดว่ากำลังจะไปเยี่ยมญาติ
แล้วกระมัง”
เหลียนเอ๋อร์เบะปาก “คุณหนูเข้าวังก็ต้อง
เตรียมทุกอย่างให้ครบถ้วนสิเจ้าคะ ครั้งนี้พวก
บ่าวไม่อาจติดตามไปด้วยได้ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกนาง
กำนัลที่อยู่ในวังเป็นเช่นไร ไม่ได้ใช้งานคราวนี้
คราวหน้าก็อาจจะได้ใช้นะเจ้าคะ มิหนำซ้ำ
คุณหนูของพวกเราเป็นผู้ที่ไม่ได้ถูกเสนอชื่อแต่
กลับมีชื่อได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาแต่เพียงผู้
เดียวอีกต่างหาก จะแพ้อะไรก็ได้ แต่ห้ามแพ้เรื่อง
ความมีหน้ามีตาเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วหนังตากระตุก
ควรไปตามแม่ค้าทาสมาจับยายเด็กคนนี้ขาย
ออกไปจะดีกว่าใช่หรือไม่
เหตุใดถึงไม่อยากให้พูดเรื่องไหนก็พล่ามเรื่อง
นั้นกันนะ
นางก้มหน้าหยิบผลไม้แช่อิ่มขึ้นมากินชิ้นหนึ่ง
พลิกหน้าหนังสืออ่านต่อ ไม่สนใจว่าพวกนางจะ
กระวีกระวาดทำอะไรอีกแล้ว
อย่างไรเสียนางก็ไม่คิดจะอยู่ในวังนานนัก
เพียงแต่สิ่งนี้ไม่อาจพูดออกไปได้
หากให้ผู้อื่นรู้ว่านางเจตนาวางแผนเล่นตุกติก
เพราะไม่อยากเข้าวัง เกรงว่าคงนำพาความ
ยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาสู่ตัว
คนรู้ยิ่งน้อยยิ่งดี ทางที่ดีที่สุดคือไม่มีเลย
กอ่านไปได้สองหน้า ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดัง
‘ปึก’ เหมือนมีวัตถุขนาดเล็กบางอย่างกระแทก
บานหน้าต่าง
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะขึ้นมอง เบื้องนอกมี
เพียงแสงตะวัน
ขณะกำลังจะก้มหน้าอ่านต่อ ก็มีเสียง ‘ปึง’
เบา ๆ อีกครั้ง
ครั้งนี้กระแทกกรอบหน้าต่าง กระดอนหน
หนึ่งก่อนจะกลิ้งหล่นลงบนหนังสือของนาง
นางหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นลูกสนสีเหลือง
ทอง อีกทั้งยังมีรอยแตกเล็ก ๆ อยู่ด้วย
เมื่อใช้นิ้วออกแรงบีบก็แยกออกจากกัน
ที่แท้ก็เป็นลูกสนคั่ว
ยังร้อนอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เห็นตัวคน แต่ก็รู้แล้วว่าผู้ใด
มา นางจึงอดหัวเราะไม่ได้ “กำแพงเรือนภายใน
จวนมีก็เหมือนไม่มี หากให้ท่านพ่อข้ารู้ว่าเจ้า
ไม่ได้เข้ามาทางประตูหลักโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงอีก
แล้ว เกรงว่าคงบ่นด้วยความไม่พอใจอีกชุดแน่”
“แต่คราวนี้เขาไม่เห็นไม่ใช่หรือ?”
เสียงของเยี่ยนหลินดังแว่วมาจากที่สูง
ปรากฏตัวท่ามกลางกิ่งก้านสาขารกครึ้มของ
ต้นไม้ จากนั้นก็กระโดดเหินร่างร่อนลงมา วันนี้
เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวแบบทิเบต ห้อยถุงผ้า
ขนาดไม่ใหญ่นักบริเวณเอว ในมือยังถือลูกสน
ขนาดเล็กเอาไว้ลูกหนึ่ง เขาหัวเราะพลางเดิน
เยื้องย่างมาตรงหน้าต่างห้องนาง
“นอกจากเจ้าจะไปฟั้อง”
ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน เขาเหมือนตาก
แดดจนผิวคล้ำเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีรอยแผล
ถลอกจาง ๆ บนใบหน้าหล่อเหลาเพิ่มมาอีกแผล
โชคดีที่ไม่ลึกนักและไม่ได้มากมายอะไร ไม่ได้ทำ
ให้เสียโฉมจริง ๆ เพียงทำให้กลิ่นอายของคุณชาย
ผู้สูงศักดิ์ที่มีอยู่แต่เดิมทวีความห้าวหาญขึ้นมาอีก
ส่วน เจิดจ้าและร้อนแรงกว่าเคย
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขาว่า “ไปโดนอะไรมา?”
จะกี่มากน้อยเยี่ยนหลินก็ยังใส่ใจรูปโฉมอยู่
บ้าง ครั้นได้ยินจึงยกมือลูบคลำใบหน้าพร้อม
กระแอมครั้งหนึ่ง “ตอนไปค่ายใหญ่ที่ทงโจวดื่ม
สุรานิดหน่อย เลยอดขอประลองยุทธ์กับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาสองสามคนของท่านพ่อไม่ได้
หมัดเท้าไร้ตา บาดเจ็บเล็กน้อย เพียงแต่ไม่ใช่
เรื่องใหญ่โตอะไร ท่านหมอในค่ายบอกว่าปล่อย
ไว้อีกสักสองวันก็หายแล้ว”
——————–
1. ตำราสี่คลังของราชสำนัก ประกอบด้วย
ตำราสี่ประเภท ได้แก่ คัมภีร์ทางศาสนา
ตำราประวัติศาสตร์ ตำราศาสตร์เฉพาะทาง
ก่อนสมัยฉิน และวรรณกรรม
บทที่ 19 ผิดหวัง (2)
ค่ายเฟิงไถและค่ายทงโจวมีทหารประจำการ
ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ ทำหน้าที่ปกปั้องเมืองหลวง
แต่หลังจากผิงหนานอ๋องก่อกบฏยกทัพเข้า
รุกรานเมืองหลวงจนค่ายเฟิงไถและทงโจวมา
ช่วยเหลือไม่ทันเมื่อยี่สิบปีก่อน อดีตฮ่องเต้จึง
ก่อตั้งกองทหารรักษาพระองค์ภายในเมืองหลวง
เลือกผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นจากทั้งสองค่าย
มาอยู่ในสังกัดเพื่อปกปั้องคุ้มครองในตัวเมือง
จวบจนรัชกาลปัจจุบัน หลังจากเสิ่นหลางขึ้น
ครองราชย์แล้ว ก็พัฒนาความแข็งแกร่งให้กอง
ทหารรักษาพระองค์ขึ้นไปอีกขั้น
แต่เนื่องจากเขาเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงจาก
เหตุการณ์ก่อกบฏของผิงหนานอ๋องในครั้งนั้น
ภยันตรายจากการก่อกบฏของแคว้นประเทศราช
กับการให้ความช่วยเหลืออันล่าช้าของกองทัพได้
สร้างเงามืดภายในจิตใจเขาเป็นอย่างยิ่ง สถานะ
ของค่ายทหารเฟิงไถและทงโจวจึงตกต่ำลงไป
เรื่อย ๆ
จวนหย่งอี้โหวเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่เพียง
ไม่กี่ตระกูลที่มีอำนาจควบคุมกำลังทหารในราช
สำนัก หน้าที่หลักคือดูแลค่ายทงโจวซึ่งอยู่ห่าง
จากเมืองหลวงพอสมควร
ส่วนค่ายเฟิงไถซึ่งอยู่ใกล้เมืองหลวงมากกว่า
กำกับดูแลโดยจวนเฉิงกั๋วกง
บัดนี้กองทหารรักษาพระองค์ยี่สิบหกกองซึ่ง
สำคัญมากที่สุดมีฮ่องเต้และกรมกลาโหมร่วมกัน
ดูแล
จากเหตุนี้จะเห็นได้ว่า แม้จะพูดกันว่าตระกูล
เยี่ยนและตระกูลเซียวเป็นตระกูลของผู้มีอำนาจ
สองตระกูลซึ่งทัดเทียมกันในเมืองหลวง ทว่า
ตระกูลเซียวของจวนเฉิงกั๋วกงเป็นตระกูลฝั่าย
พระมารดาของเสิ่นหลาง เห็นชัดว่าได้รับความ
ไว้วางใจกว่าตระกูลเยี่ยนอยู่หน่อย
แต่ไม่รู้ว่าเรื่องที่จวนหย่งอี้โหวประสบเภทภัย
มีผู้ใดผลักดันอยู่เบื้องหลังกันแน่
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองเยี่ยนหลิน
“โจวอิ๋นจือเป็นเช่นไรบ้าง?”
เยี่ยนหลินมองสาวใช้ซึ่งกำลังสาละวนภายใน
ห้องนาง วางลูกสนลงบนโต๊ะริมหน้าต่าง ก่อนจะ
ใช้มือข้างหนึ่งยันขอบหน้าต่างพลิกตัวขึ้นมานั่ง
ขาข้างหนึ่งห้อยอยู่ข้างนอกส่วนอีกข้างชันบน
ขอบหน้าต่าง หยิบผลไม้แช่อิ่มของนางขึ้นมากิน
ชิ้นหนึ่ง
จากนั้นถึงตอบกลับว่า “คนผู้นี้น่าสนใจอยู่
บ้าง”
เขาหวนนึกครู่หนึ่ง แล้วเผยสีหน้าชื่นชมอย่าง
ยิ่งออกมา “ข้าพบเขาก่อนออกจากเมืองหลวง
ไม่แสดงความต่ำต้อยและไม่เย่อหยิ่ง สุขุมหนัก
แน่นไม่วู่วาม อาจเพราะเดิมทีเป็นองครักษ์เสื้อ
แพรอยู่แล้ว จึงเข้าใจเรื่องราวน้อยใหญ่ภายใน
ราชสำนักเป็นอย่างดี น่าจะเป็นคนที่ทำงานดีคน
หนึ่ง เพียงแต่สาเหตุที่ข้ารู้สึกว่าคนผู้นี้ใช้งานได้
กลับไม่ใช่แค่เพราะสาเหตุนี้ ช่วงนี้มีเรื่องหนึ่ง
เกี่ยวข้องกับเขา ไม่รู้ว่าเจ้าเคยได้ยินหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงสงสัย “ช่วงนี้มีมือสังหาร
ปรากฏตัวในเมืองหลวง ไม่ค่อยสงบสุขนัก ข้า
ไม่ได้ออกไปไหน และไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวภายนอก
อีกด้วย มีเรื่องอะไรหรือ?”
เยี่ยนหลินจึงตอบว่า “คนผู้นี้เลี้ยงม้าอยู่ตัว
หนึ่ง รักใคร่เอ็นดูยิ่งนัก ทุกวันต้องปั้อนอาหาร
ด้วยตัวเอง เมืองหลวงไม่ใช่สถานที่อันกว้างใหญ่
อะไร ดังนั้นหากมีเวลาจะพาม้าไปวิ่งเล่นแถวชาน
เมือง แต่ช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานนักขณะเขากำลัง
สะสางงานอยู่ที่กองบัญชาการ จู่ ๆ เด็กรับใช้ของ
ที่บ้านก็มารายงานอย่างรีบร้อนว่าม้าของเขาล้ม
ปั่วย ตอนนี้เห็นท่าว่าจะไม่ไหวแล้ว คนผู้นี้จึงขอ
ลากับผู้บังคับบัญชาทันที พอกลับบ้านมาเยี่ยม
ม้า กลับชักดาบประจำตัวสังหารม้ากับมือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลังงันในบัดดล
ส่วนเยี่ยนหลินกลับหัวเราะ “วันต่อมาเขาไป
ที่หน่วยตรวจการ[1]ผู้บังคับบัญชาถามเขาว่าม้า
ของเจ้ายังสบายดีอยู่หรือไม่? เขาตอบว่าม้าตาย
แล้ว ข้าเป็นคนฆ่าขอรับ ผู้บังคับบัญชาประหลาด
ใจเป็นล้นพ้น และสอบถามสาเหตุจากเขา เขา
ตอบว่าม้าตัวนี้เขาเลี้ยงมาได้สองปีแล้ว สนิทสนม
เฉกเช่นญาติของตนก็ไม่ปาน ทว่าม้าล้มปั่วย เขา
หักใจทนดูเห็นมันเจ็บปวดไม่ได้ ดังนั้นจึงมอบ
ความรวบรัดให้มัน จะได้ไม่ต้องทรมาน และถือ
เป็นการคืนมิตรภาพของม้าตัวนั้นที่มีต่อเขามา
สองปีกว่าอีกด้วย”
ม้าตัวนั้น…
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะไม่รู้
วันที่นางไปหาโจวอิ๋นจือ ม้าตัวนี้ยังดี ๆ อยู่
เลย แล้วจะล้มปั่วยจวนเจียนจะตายได้อย่างไร
ซ้ำยัง ‘เจ็บปวดทรมานอย่างล้นเหลือ’ อีกด้วย
สิ่งเดียวที่นางคิดได้ขณะนี้มีแค่ข้ออ้างที่นาง
สร้างขึ้นมาส่ง ๆ เพื่อให้เด็กรับใช้ไปตามเขากลับ
‘ม้าสุดที่รักของใต้เท้าโจวล้มปั่วยใกล้จะตายอยู่
แล้ว…’
ความเย็นยะเยือกระลอกหนึ่งพลันแผ่ซ่าน
จากปลายเท้าไปทั่วทั้งร่าง
นิ้วมือที่วางบนหน้าหนังสือของเจียงเสวี่ย
หนิงพลันกดไว้ไม่อยู่ สั่นระริกเบา ๆ ทันที
เยี่ยนหลินเล่าต่อ “ถ้อยคำนี้จริงหรือเท็จก็พูด
ยาก แต่เรื่องสังหารม้าไม่ใช่เรื่องเท็จแน่ คนผู้นี้
ทำอะไรเด็ดขาดรวบรัด เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน
ระยะนี้ฝั่าบาททรงมีพระราชประสงค์จะมอบ
เรื่องการลงทัณฑ์นักโทษให้องครักษ์เสื้อแพรเป็น
ผู้จัดการ ทว่ากรมอาญา ศาลต้าหลี่[2] และสำนัก
ตรวจตรา[3] เดิมทีเป็นหน่วยงานสามตุลาการซึ่ง
ดูแลการลงทัณฑ์นักโทษ จึงต่างไม่พอใจอย่างยิ่ง
ครานี้หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญา
ฟั้องร้องผู้คุมกองพันโจว สบโอกาสให้หน่วยงาน
สามตุลาการฉวยโอกาสเล่นงานเรื่องนี้พอดี ฝั่า
บาททรงไม่อาจต้านทานคำคนได้เช่นเดียวกัน
หลายวันก่อนหน้าจึงถอดยศผู้คุมกองพัน ข้าเคย
ใช้คนไปสืบข่าวคราวที่ราชสำนัก ตำแหน่งนี้ตก
ไปที่โจวอิ๋นจือพอดี”
โจวอิ๋นจือเป็นพวกไม่เห็นกระต่าย ไม่ปล่อย
เหยี่ยว[4]
เยี่ยนหลินทำงานรวบรัด ซึ่งก็ดีแล้ว
ถึงแม้เจียงเสวี่ยหนิงจะย้อนเวลากลับมาเกิด
ใหม่ แต่ชาติก่อนยามเผชิญเรื่องพวกนี้ นางไม่รู้
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางราชสำนักแม้แต่น้อย จะรู้
ก็เพียงผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น ทว่าเรื่องราว
เกิดขึ้นได้อย่างไร ระหว่างทางมีเส้นสนกลใน
อะไรบ้าง และมีขุมกำลังอยู่กี่ฝั่าย นางไม่รู้เลยสัก
นิด
หากเอ่ยเตือนสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่รู้ว่าจะตกอยู่ใน
สายตาของผู้ใดบ้าง
เกรงว่านอกจากจะช่วยจวนหย่งอี้โหวไม่ได้
แล้ว อาจทำร้ายตนเองอีกด้วย แต่หากนางเตือน
ผ่านโจวอิ๋นจือ ประการแรก นางจะปิดบังตนเอง
ได้ ประการที่สอง โจวอิ๋นจือเป็น ‘สายลับ’ ที่
องครักษ์เสื้อแพรส่งมาสืบความสัมพันธ์ระหว่าง
จวนหย่งอี้โหวกับกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง เดิมทีรู้
เรื่องนี้มากกว่านางอยู่แล้ว หากมอบข้อมูลที่เป็น
ชิ้นเป็นอันออกมาได้จะทำให้จวนหย่งอี้โหวได้รับ
ความไว้วางพระทัยมากเพียงพอ
ในเมื่อหลีกเลี่ยงเภทภัยไม่ได้ หากเตรียมการ
และปั้องกันเอาไว้ล่วงหน้าบ้าง อาจไม่ถึงขั้นชาติ
ที่แล้ว
การยึดทรัพย์ย่อมมีคนตายอยู่บ้าง แต่คน
จำนวนมากกว่านั้นตายระหว่างทางที่ถูกเนรเทศ
ต่างหาก
บางคนเป็นเพราะชราภาพจนร่างกายอ่อนแอ
บางคนเป็นเพราะประสบโจร บางคนก็เพราะ
ความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บระคนกัน…
ในนี้รวมถึงบิดาของเยี่ยนหลินด้วย
ใจของเจียงเสวี่ยหนิงหนักอึ้งขึ้นมาหลายส่วน
อีกคำรบ ชาติก่อนนางถูกโจวอิ๋นจือหลอกใช้งาน
จนถึงที่สุด ถึงแม้ชาตินี้จะใช้งานคนผู้นี้อีกครั้ง
แต่ก็ต้องเพิ่มการระวังปั้องกันอย่างเข้มงวด
วันนี้ฆ่าม้าสุดที่รักของตนเพื่อทำให้คำโกหก
ปราศจากช่องโหว่ได้
พรุ่งนี้ก็ชูดาบประหารนางเพื่อตำแหน่งและ
ความก้าวหน้าของตนเองได้เช่นกัน
นางอดเตือนสติเยี่ยนหลินไม่ได้ “ข้ากลับรู้สึก
ว่าคนผู้นี้รักม้าของเขามาก แต่บอกจะฆ่าก็ฆ่าไป
เสียได้ เป็นคนใจเด็ด แต่ฝีมือก็โหดเหี้ยมเช่นกัน”
——————–
1. หน่วยตรวจการ เป็นหน่วยงานภายใน
ขององครักษ์เสื้อแพร มีหน้าที่ดำเนินการ
สืบสวน จับกุม และสอบสวนโดยไม่ต้องผ่าน
ตุลาการ
2. ศาลต้าหลี่ เป็นศาลสูงสุดในการตัดสินคดี
3. สำนักตรวจตรา ทำหน้าที่คล้ายกรม
อาญา แต่จะเน้นการควบคุมความสงบสุข มี
อำนาจในการไต่สวนและตัดสินเช่นกัน
4. ไม่เห็นกระต่าย ไม่ปล่อยเหยี่ยว หมายถึง
ลงมือเมื่อเห็นเปั้าหมายชัดเจนเท่านั้น
บทที่ 19 ผิดหวัง (3)
เยี่ยนหลินหัวคิ้วคลายออก รู้ว่านางเป็นห่วง
ตน เขาจึงกล่าวเพียงว่า “ข้ารู้แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สะดวกจะพูดอะไรต่ออีก
ทำได้เพียงหลุบตาเก็บลูกสนที่เขาเพิ่งจะวาง
ขึ้นมาปอกเปลือก
ลูกสนมีขนาดเล็ก พอเริ่มแกะจึงไม่อาจทำได้
รวดเร็วนัก สิ้นเปลืองพลังใจอยู่บ้าง
นางแกะไปแกะมาก็เริ่มขมวดคิ้ว
เยี่ยนหลินเห็นแล้วก็หัวเราะ ก่อนแกะถุงผ้า
บวมเปั่งซึ่งแขวนอยู่ที่เอวลงมาโยนให้นาง “รู้อยู่
แล้วว่าเจ้าทนปอกมันไม่ได้ แกะถุงออกดูสิ”
นางรับถุงผ้ามา รู้สึกว่าหนักอึ้ง
ครั้นเปิดออกดู ข้างในนั้นก็มีแต่ลูกสนที่ปอก
เปลือกแล้วสีเหลืองอร่ามกองรวมกัน
แม้สิ่งของจะไม่ล้ำค่า ทว่าหากจะปอกให้
เรียบร้อยต้องเปลืองแรงไม่น้อย
เพียงเห็นถุงผ้าบวมเปั่งถุงนี้ก็จินตนาการออก
เลยว่า หนุ่มน้อยผู้นั่งบนกรอบหน้าต่างของนาง
ใช้สองมือซึ่งปกติถือแต่กระบี่มาปอกเปลือกลูก
สนอย่างละเอียดถ้วนถี่ทีละเล็กทีละน้อยอย่างไร
จากนั้นก็รวบรวมมันมา และโยนให้นางราว
กับไม่มีอะไร
เยี่ยนหลินเห็นนางไม่พูดจา ยังนึกว่านางไม่
ชอบเสียอีก “ไม่ชอบกินอย่างนั้นหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายหน้า “ไม่ ข้าชอบมาก”
เยี่ยนหลินประหลาดใจ “เช่นนั้นเหตุใดถึงไม่
กิน?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไรดี แม้
สิ่งของจะเล็ก ทว่าน้ำใจช่างใหญ่หลวง นางกลัว
ว่าตัวเองจะตอบแทนไม่ไหว
สายลมฤดูสารทที่ค่อนข้างเย็นเยียบเบื้อง
นอกหน้าต่างพัดผ่าน เดือนเก้าใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นและดอกหอมหมื่นลี้ค่อย
ๆ จางหาย
เยี่ยนหลินเห็นนางไม่กล่าวอะไรอยู่นาน ไม่รู้
เพราะเหตุใดจึงนึกถึงคำพูดแปลกประหลาดที่
นางเอ่ยกับเขาในค่ำคืนนั้นขึ้นมา พอช้อนดวงตา
ก็มองเห็นสาวใช้ของเจียงเสวี่ยหนิงที่กำลังจัดเก็บ
ตำราหลายเล่มมาเอ่ยถามนางว่า “คุณหนู พรุ่งนี้
เข้าวังแล้วจะนำตำราไปอ่านสักหน่อยหรือไม่เจ้า
คะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไป
“ไม่เอา”
คราวนี้เยี่ยนหลินถึงนึกเรื่องเข้าวังขึ้นมาได้
เขาหยิบผลไม้แช่อิ่มขึ้นมาอีกชิ้นพลางหัวเราะ
“จะได้เข้าวังเพื่อไปเป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิงแล้ว ทั้งยังได้เซี่ยเซียนเซิงเป็นผู้สอนอีก
ว่าอย่างไร ดีใจหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงดีใจสิแปลก
นางอ้าปากคิดจะบอกว่าตัวนางไม่อยากไป
เลยสักนิด
แต่ครั้นเงยหน้ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็เห็น
เยี่ยนหลินใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อคิดอีก
ครากลับรู้สึกว่าคำพูดของเขาคล้ายเผยความ
กระหยิ่มใจหลายส่วน นางจึงบังเกิดลางสังหรณ์
ไม่ดีขึ้นมาทันที
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุก “เจ้าเพิ่ง
กลับมาไม่ถึงสองวันก็รู้เรื่องพระสหายร่วมศึกษา
แล้วหรือ?”
เยี่ยนหลินร้อง “อ๊ะ” คำหนึ่ง กะพริบตาให้
นาง ดวงตาสีดำขลับเปล่งประกายระยิบระยับ
ความกระหยิ่มยิ้มย่องที่ปรากฏบริเวณหัวคิ้ว
ชัดเจนมากยิ่งขึ้น “ข้ารู้เรื่องที่องค์หญิงทรง
ต้องการเลือกพระสหายร่วมศึกษามาตั้งแต่แรก
เอ่ยเรื่องของเจ้ากับนางมานานโขแล้ว บอกนาง
ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาเจ้าเข้ามาให้จงได้ เจ้า
ชอบบอกว่าอยากไปดูสถานที่ที่ไม่เคยไปดู ก่อน
หน้านี้เจ้าอยากรู้เรื่องของวังหลวงมาตลอดเลย
ไม่ใช่หรือ? มีโอกาสอันดียิ่งขนาดนี้ ข้าย่อมไม่
ลืมหนิงหนิงอยู่แล้ว ว่าอย่างไร ข้าทำเรื่องนี้ได้
อย่างยอดเยี่ยมเลยใช่หรือเปล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
วุ่นวายมาครึ่งค่อนวัน เป็นเจ้านี่เองรึที่ทำร้าย
ข้า!!!
นางฝืนข่มกลั้นความวู่วามที่อยากผลักคนผู้นี้
ตกหน้าต่าง มุมปากกระตุก เหมือนจะยิ้ม แต่ที่
จริงลอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะเอ่ยว่า “ยอด
เยี่ยม! จัดการได้ยอดเยี่ยมเหลือเกินจริง ๆ ช่าง
‘น่าประหลาดใจ’ เสียเหลือเกิน!”
เยี่ยนหลินรู้สึกสันคอเย็นวาบเล็กน้อยโดยไม่
ทราบสาเหตุ
แต่หนิงหนิงดีใจ เขาเองก็ดีใจ
ดังนั้นจึงพูดว่า “ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รู้ว่าเซี่ย
เซียนเซิงจะสอนอะไรพวกเจ้า แต่การเรียนพิณ
กำหนดเอาไว้แล้ว จะต้องมีแน่นอน ช่วงก่อนหน้า
นี้ข้าสั่งให้คนไปเก็บรวบรวมพิณชั้นยอดมา
จำนวนหนึ่ง มีหลายคันเป็นพิณโบราณมีอายุตั้ง
หลายร้อยปีด้วยนะ เซี่ยเซียนเซิงรักชอบพิณ เจ้า
เข้าวังเพื่อเรียนพิณก็จงนำพิณชั้นยอดติดตัวไป
ด้วย ต่อให้เซียนเซิงมีมาตรฐานเข้มงวด แต่
กระนั้นหากเห็นแก่พิณก็ต้องใจกว้างกับเจ้าอยู่
หลายส่วน วันนี้สบโอกาสพอดี ยังมีเวลาอยู่บ้าง
ไป ข้าจะพาเจ้าไปดูพิณ!”
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘เซี่ยเซียนเซิง’
ก็ขนลุกชันไปทั้งร่าง ครั้นได้ยินคำว่า ‘พิณ’ ก็ยิ่ง
หัวสมองพองโต อยากจะบอกเขานักว่าที่ตนไป
คราวนี้ก็เพื่อจะได้ถูก ‘โน้มน้าวให้ถอนตัว’
กลับมาเท่านั้น ไม่ต้องใช้ของสิ่งนี้เลยจริง ๆ
แต่นางไม่อาจต้านทานความเผด็จการของ
เยี่ยนหลินได้
ไม่นานนักนางก็ถูกเขาบังคับพาขึ้นรถม้าออก
จากจวนไปเลือกพิณ
*****
วันเทศกาลฉงหยางในวันที่เก้าเดือนเก้าผ่าน
มาสิบสี่วันแล้ว
โหยวฟางอิ๋นไม่รู้ว่าเหยียบย่างเข้าร้านค้าแห่ง
นี้มากี่ครั้ง หลังจากสอบถามราคาเส้นไหมดิบใน
วันนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่สนใจว่าเด็กประจำร้านที่
โต๊ะจ่ายเงินจะกลอกตาค้อนใส่นางกี่ครั้ง ยังคง
กล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจดังเดิม
พากเพียรขวนขวายเรียนรู้การอ่านบัญชี ฝึก
จดบัญชีต่อเนื่องมาสิบกว่าวัน นัยน์ตานางมีแต่
เส้นเลือดเต็มไปหมด
เมื่อเดินออกจากร้านค้าก็รู้สึกศีรษะหนักอึ้ง
เท้าเบาหวิว
บนถนนการค้าเบื้องนอกผู้คนคึกคัก รถม้า
ขวักไขว่
ช่วงนี้ที่จวนจับตาดูเข้มงวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
นางแอบออกมาบ่อยครั้ง หากถูกพี่สาวทั้งสองคน
โดยเฉพาะพี่หญิงรองจับได้ เกรงว่าคงต้องถูก
ทรมานอีกรอบแน่
พี่หญิงรองเพิ่งจะถูกเลือกให้เป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ ในจวนไม่มีผู้ใดกล้า
ผิดใจกับนาง
โหยวฟางอิ๋นครุ่นคิด วันนี้นางควรกลับไปให้
เร็วหน่อย นอกจากนี้เมื่อวานยังนอนแค่สองชั่ว
ยามเท่านั้น รู้สึกทนไม่ค่อยไหวแล้วจริง ๆ
ทว่าเดินไปเดินมาก็มองเห็นแผงลอยตั้งอยู่
ข้างทาง บนนั้นมีผ้าแพรและถุงหอมที่เย็บปัก
อย่างละเอียดลออ รวมถึงงานเย็บปักถักร้อย
สารพัดสารพันหลายชิ้น หนึ่งในนั้นเป็นถุงหอม
ปักดอกกล้วยไม้ ทว่านางไม่เคยเห็นฝีเข็มมาก่อน
สายตาหยุดชะงักทันที ฝีเท้าก็หยุดอยู่กับที่
เช่นกัน
โหยวฟางอิ๋นนึกถึงดอกโบตั๋นสีขาวที่ถูก
ตนเองทำให้สกปรกดอกนั้น
นางจึงยื่นมือออกไปหยิบถุงหอมใบนี้ขึ้นมา
พินิจพิจารณา
ไม่คิดว่าจะมีคนเดินผ่านข้างกายและชนนาง
โดยไม่เจตนาครั้งหนึ่ง ส่วนนางซึ่งเดิมทีสติไม่อยู่
กับเนื้อกับตัวก็ยืนไม่มั่นคงอยู่แล้ว ยามนี้จึงถลา
ไปข้างหน้า ในช่วงที่เกิดเหตุสับสนแขนเสื้อยัง
กวาดเอาผ้าแพรและถุงหอมซึ่งเดิมทีวางแขวน
อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยร่วงลงพื้นกว่าครึ่ง
พ่อค้าหาบเร่ผู้นั้นมีการค้าขนาดเล็กอยู่แล้ว
จึงร้องขึ้นมาทันที “ผู้หญิงอย่างเจ้านี่มันอะไร
กัน? ตั้งใจมาทำลายการค้าของข้าใช่หรือไม่!”
โหยวฟางอิ๋นพลันรู้สึกผิด “ขอโทษด้วย ข้า
แค่อยากดูถุงหอมเท่านั้นเอง ไม่ได้เจตนา…”
สายตาของผู้คนโดยรอบตกอยู่ที่ตัวนาง ทำให้
นางอับอายยิ่งนัก รีบก้มหน้าช่วยพ่อค้าหาบเร่
เก็บของที่หล่นลงพื้นขึ้นมาทีละชิ้น ละล่ำละลัก
ขอโทษอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนนี้มิใช่เล็กน้อย ทุก
คนอดชี้มือไม้วิพากษ์วิจารณ์นางไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะติดตามเยี่ยนหลินมายัง
ร้านโยวหวงซึ่งประดับประดาอย่างหรูหรา ยังไม่
ทันเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียง เมื่อหันศีรษะมอง
ออกไปก็เห็นสตรีซึ่งกำลังตกอยู่ในสภาพน่าอับ
อายท่ามกลางฝูงชนผู้นั้นทันที
เมื่อเก็บถุงหอมขึ้นมาถุงหนึ่งกลับกระแทกล้ม
เยอะกว่าเดิม ทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นเรื่อย ๆ
นางจดจำได้ว่านั่นคือโหยวฟางอิ๋น จึงรู้สึก
หายใจติดขัดเล็กน้อย
คล้ายไร้ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่เดิมเงอะงะเช่นไร ยามนี้ก็ยังคงเงอะงะ
เช่นนั้น
เมื่อมองแผงลอยนั้นอีกครั้ง สินค้าที่ขายอยู่ก็
คือถุงหอมกับผ้าแพร…
นางพลันหัวเราะเยาะตนเองคราหนึ่ง
นี่นางกำลังคาดหวังอะไรอยู่กันแน่
รู้มาตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือไรว่าสตรีเรือน
หลังย่อมไม่เคยเรียนรู้การดูแลเรื่องภายในบ้าน
เกรงว่าแม้แต่อ่านสมุดบัญชีก็ยังไม่เป็นและเขียน
หนังสือได้ไม่กี่ตัวด้วยซ้ำ ไหนจะถูกครอบครัว
จำกัดการใช้ชีวิต ต่อให้มีเงินในมือแล้วสู้จนตัว
ตายก็คงทำได้แค่ดูแลเทือกสวนไร่นาจำนวนหนึ่ง
จะหวังสูงให้นางเอาไปเสี่ยงซื้อเส้นไหมดิบหรือ
ออกไปทำการค้าอย่างนั้นหรือ
โหยวฟางอิ๋นผู้ขวัญกล้าเกินธรรมดาในชาติ
ก่อนผู้นั้น สุดท้ายแล้วก็มีเพียงคนเดียว
เยี่ยนหลินมองตามสายตาของนาง จำได้ว่า
นั่นคือบุตรีอนุภรรยาที่นางเคยช่วยชีวิตในวันนั้น
เขาจึงขมวดคิ้วโดยพลัน “มีอะไรหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเก็บสายตากลับมาก่อนหลุบ
ดวงตา เพียงเอ่ยว่า “ช่วยรักษาโรคได้ แต่ช่วย
ชะตาชีวิตไม่ได้ บางครั้งรู้ทั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่
ตอนได้เห็นกับตาว่ามันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ก็ยัง
ผิดหวังเล็กน้อยอยู่ดี…”
เยี่ยนหลินเบนสายตากลับมามองนาง รู้สึก
สงสัยอยู่บ้าง
นางคลี่ยิ้มเนิบช้า “ไม่เป็นไร แค่เล็กน้อยเท่า
นั้นเอง”