คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 181 แดนสู่
รถม้าห้อตะบึงออกจากเมืองหลวง
ประตูเมืองมหึมาเบื้องหลังปิดลงอย่าง
เชื่องช้าท่ามกลางแสงสายัณห์ สีแดงทอง สีสัน
แห่งค่ำคืนค่อย ๆ อาบย้อมตามระยะที่ห่าง
ออกมาจาก เมืองหลวง คลี่คลุมม่านฟั้ากลายเป็น
สีดำ ซุกซ่อนเสียงคึกคักจอแจที่มี แต่เดิม เสียง
กุบกับของกีบม้าบนทางหลวงพลอยถนัดชัดขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งนิ่งงันในรถเป็นเวลานาน
ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว เลิกม่านหน้าต่างมองไป
ด้านหลัง โคมสว่างไสวเหนือหอประตูเมือง
ห่างไกลสายตาขึ้นทุกที ค่อย ๆ มืดมัวดุจดวงดาว
ที่ ประดับบางตาบนท้องนภาในราตรีอันเหน็บ
หนาว
นางเคยคิดมาตลอดว่า หากมีวันใดที่ตนได้ละ
ทิ้งทุกสิ่งและก้าวออก จากเมืองหลวง วันนั้นคง
สุขสันต์เปรมปรีดิ์ดั่งปักษาหลุดจากกรง
ทว่าความเป็นจริงนั้นกลับตาลปัตรจากที่คาด
แต่ละประโยคอันสิ้นหวังทว่าเด็ดเดี่ยวของ
เซี่ยเวยก่อนจากลาไม่ผิด อะไรกับคำสาปร้าย
แปรเป็นผืนเมฆดำและระลอกลมหนาว หมุนวน
ใน สมองและปกคลุมหัวใจนางระลอกแล้ว
ระลอกเล่า จะกำจัดก็ไม่หาย จะ ขับไล่ก็ไม่ไป
ใต้หล้านี้ที่แท้แล้วไร้ซึ่งอิสรภาพอันแท้จริง
ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟั้าเขียว ตราบใดยังเหลือ
ความอาวรณ์…
ก็ย่อมถูกกักขังในกรงไปตลอดกาล!
เขาจะไปเข้าใจอะไร
เขาเพียงกำลังข่มขู่นาง กดดันนาง เพราะไม่
อยากให้นางออกจาก เมืองหลวงก็เท่านั้น!
เจียงเสวี่ยหนิงเบือนสายตากลับ หลับตาลง
ช้า ๆ
นางฝืนจัดระเบียบความคิดอันยุ่งเหยิง นับ
เสียงยามคนขับเบื้องหน้าสะบัดแส้ม้าเพื่อให้ตน
ไม่ต้องไปขบคิดเรื่องเหนือความคาดหมายสุดซึ้ง
ใน จวนเซี่ยเวยอีก
จากเมืองหลวงถึงแดนสู่ เส้นทางยาวไกล
ห่างกันกว่าสามพันลี้
เดิมทีการส่งข่าวสารของราชสำนักจะเร่งได้
ถึงสามร้อยลี้ หกร้อยลี้ หรือไปจนกระทั่งแปด
ร้อยลี้ต่อวัน ทั้งยังวิ่งครบทางได้ภายในสิบกว่าวัน
หรือกระทั่งไม่กี่วัน ทว่าแม้สัมภาระของเจียง
เสวี่ยหนิงจะไม่มาก แต่ก็ บรรทุกมาเต็มหนึ่งคัน
รถ มิหนำซ้ำยังพาถังเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์ รวมถึง
ผู้คุ้มกันจากในจวนร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อรับรอง
ความปลอดภัย ต่อให้ เลือกม้าชั้นเยี่ยมมาจริงก็
ยังเทียบม้าของราชสำนักไม่ได้ ดังนั้นในยาม
สภาพอากาศดี เดินทางได้ร้อยกว่าลี้ในหนึ่งวันก็
นับว่าเต็มที่ที่สุดแล้ว
ฤดูร้อนกลางวันยาวกลางคืนสั้น เดิมเหมาะ
แก่การเดินทาง
ทว่าพายุฝนเองก็มาก เมื่อต้องประสบสภาพ
อากาศไม่เหมาะสม เมื่อใดก็ได้แต่หยุดพักใน
สถานีพักม้าหรือโรงเตี๊ยม หรือถึงขั้นขอค้างคืนใน
หมู่บ้าน
ชาติที่แล้วเจียงเสวี่ยหนิงใช้ชีวิตมั่งคั่งสุข
สบายในเมืองหลวงจนเคยชิน ส่วนชาตินี้หักใจ
หมายไปยังแดนสู่กะทันหัน การกินการอยู่ตลอด
ทางล้วน ไม่สะดวกสบาย ลำบากจนผอมลงมิใช่
น้อย ซูบจนเกือบเห็นโครงกระดูก
ยามถึงริมแม่น้ำหวง อุทกภัยเพิ่งผ่านพ้นพอดี
แลเห็นประชาชนอดอยากทั่วทุกหนแห่ง บน
ถนนมีศพคนอดตาย
นอกจากนี้ไม่ทราบว่าคนจากนิกายสวรรค์
จำนวนไม่น้อยโร่ออกมา จากที่ใด แพร่ข่าวลือกัน
ไปทั่วว่าราชสำนักไร้ความสามารถ ทรราชไร้
คุณธรรม อ้างว่าฮ่องเต้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
เป็นเหตุให้เกิดภัยธรรมชาติ ซ้ำพวกเขายังตั้งเพิง
แจกอาหารเป็นทาน กลับกลายเป็นกุมหัวใจคน
ไว้ได้
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้อยู่ในราชสำนักและไม่ใช่
ขุนนาง แม้จะทนดูสภาพอันโหดร้ายไม่ได้ แต่ก็ไร้
หนทางจะช่วยเหลือเหยื่อภัยพิบัติซึ่งมีตั้งมาก ต่อ
ให้มองแผนการของนิกายสวรรค์ออกอย่าง
ชัดเจนจนบังเกิดความกังวล แต่ครั้นหวน
ไตร่ตรองคำพูดที่นิกายสวรรค์กระพือก็ไม่นับว่า
เป็นแค่ ‘ข่าวลือ’ จริง ๆ นั่นละ อีกทั้งเซี่ยเวยก็
มันสมองเปียมกลยุทธ์ ชาติก่อนกวาดล้าง นิกาย
สวรรค์จนไม่เหลือซากยังทำมาแล้ว ฉะนั้นเรื่อง
ทำนองนี้เขาก็คง ตรวจสอบทะลุปรุโปร่ง ไม่
จำเป็นต้องให้ผู้อื่นคอยเตือนหรอก
ท้ายที่สุดนางก็หักใจ ให้สารถีมุ่งหน้าต่อ
พ้นแม่น้ำหวง ผ่านลั่วหยาง ข้ามถนนสู่ ถึง
ยังเฉิงตู แทบจะเดินทาง นับแต่ต้นฤดูร้อนถึงต้น
ฤดูใบไม้ร่วง ทิวทัศน์ที่ได้ยลระหว่างทางผันจาก
ที่ราบสุดสายตาเป็นแม่น้ำเว่ยเชี่ยวกราก เส้นทาง
คมนาคมของแดนสู่ ทุรกันดารโดยธรรมชาติ
สุดท้ายค่อยถึงแผ่นดินอันอุดมแห่งแคว้นสวรรค์
ซึ่งถูกโอบล้อมกลางขุนเขาสูงตระหง่าน
โหยวฟางอิ๋นได้รับข่าวที่เจียงเสวี่ยหนิงจะมา
แดนสู่นานแล้ว ใช้เงิน ส่วนตัวของตนปลูกเรือน
ให้นางที่เฉิงตูและจื้อหลิวจิ่งที่ละหลังไว้ล่วงหน้า
หลังหนึ่งสำหรับอยู่ประจำ อีกหลังสำหรับพัก
ชั่วคราว ซ้ำยังคำนวณเวลา เพื่อมารอรับล่วงหน้า
ตรงสถานีพักม้าที่เฉิงตู
ยามเห็นเจียงเสวี่ยหนิงลงจากรถม้า นาง
เกือบจำไม่ได้
ดวงหน้างามขาวซีดเปียมความเหนื่อยล้าจาก
การเดินทางไกล ความอิดโรยจากการตะบึงทั้งวัน
ทั้งคืนทำให้นางดูผ่ายผอมกว่าเคยมาก ตลอด
เรือนกายถึงกับแฝงความเปล่าเปลี่ยวและหดหู่
อันอธิบายไม่ถูก แทบพาให้น้ำตาโหยวฟางอิ๋น
ร่วงเผาะทันทีที่เห็น
เหรินเหวยจื้อมีท่าทางกระอักกระอ่วนระคน
สนใจใคร่รู้ ยืนห่าง ๆ ไม่เข้ามาใกล้อยู่เป็นนาน
เจียงเสวี่ยหนิงคลี่ยิ้มประคองโหยวฟางอิ๋นที่
คำนับตน
เมื่อกวาดตามองรอบด้าน วัตถุแวดล้อมใด ๆ
ล้วนต่างจากเมืองหลวง คนที่สัญจรผ่านไปมา
พูดคุยด้วยภาษาถิ่นของแดนสู่ นอกจากโหยว
ฟางอิ๋น ที่มาต้อนรับแล้วทุกสิ่งล้วนแปลกหน้า
คล้ายมาร่อนเร่ในต่างแดน
ชั่วพริบตาหนึ่งที่เหม่อลอย คำพูดของเซี่ยเวย
สะท้อนข้างหูอีกครา
ทว่าสิ่งที่ตามมาคือความแปลกใหม่และเบิก
บานยินดี
นางมองข้ามความอ้างว้างว่างเปล่าอันแปลก
ประหลาดไปเสีย
ช่วงเวลาสองปีต่อจากนั้น เจียงเสวี่ยหนิงซ่อน
ตัวอยู่เบื้องหลังนาเกลือตระกูลเหรินเพื่อคำ
สัญญาที่มีให้เสิ่นจื่ออี ขยายอาณาเขตกิจการ
อย่างไม่สนผลทั้งหมดที่ตามมา ขอแค่เป็นงานที่
ได้เงินไวล้วนมีร่องรอยการเข้าร่วมของนางทั้งสิ้น
ผนวกกับวิธีกอบโกยกำไรอย่างรวดเร็วผ่านการ
ปล่อยหุ้น กิจการของนางจึงค่อย ๆ ขยับขยาย
จากจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าเลียบแม่น้ำ ฉาง
เจียง
ในปีที่สอง นางลอบติดต่อเยี่ยนหลิน
เจียงเสวี่ยหนิงหาทางทำให้ตนไม่เหลือเวลา
ไปคิดมาก ไม่เคยตระหนี่ ค่ากินค่าใช้กับตนเอง
คนเบื้องล่างล้วนเชื่อฟังนาง เบื้องบนก็ไม่มีผู้ใด
บังคับนางได้ การคบค้าสมาคมอันยุ่งยาก
จอมปลอมเหล่านั้นยิ่งหายสิ้น
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ นางก็ยังไม่กล้าหยุด
นางกลัวว่าหากเมื่อใดตนเองหยุด เหลือเวลา
ว่างแม้ชั่วครู่มาใคร่ครวญอย่างสงบ นางจะค้น
พบว่าแม้การมายังแดนสู่มิใช่ทางเลือกที่ผิด แต่
การ หลีกหนียาวนานถึงสองปี แท้จริงแล้วก็เป็น
เหมือนเครื่องยืนยันว่าคนผู้นั้นกล่าวได้ถูกต้อง
เพียงใด