คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 182 ความกังขาของเว่ยเหลียง (1)
เว่ยเหลียงเปิดนาฬิกาพกอันประณีตที่ซื้อมา
จากพ่อค้าปัวซือเป็น รอบที่สามเพื่อดูเวลา
ทิวทัศน์บนถนนด้านนอกสับเปลี่ยนไม่ซ้ำ สามพัน
ลี้สู่ภูมิภาคหวายหยาง[1]เป็นช่วงเดือนที่สองของ
สารทฤดูพอดี ลมเย็นโชยพัด ใบไม้ร่วง ส้มจี๊ด
ประดับทั่วเมือง เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและ
รุ่งเรือง สุดคณานับ
ทว่าเขาไม่เหลือใจจะไปชื่นชม ตรงข้ามกลับ
บังเกิดความกระวน กระวายที่ไม่อาจสะกด
จะต้องพบคนผู้นั้นแล้ว
เขาเริ่มกังวลว่าครานี้อาจกระทำเกินควรจน
กลายเป็นนำหายนะใดมาสู่ตนหรือไม่
เรื่องต้องเริ่มเล่าจากฤดูร้อนปีที่แล้ว
เวลานั้นเว่ยเหลียงยังศึกษาอยู่สำนักบัณฑิตซ
วงจงในหยางโจว แม้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นบัณฑิตผู้
ล้ำเลิศไร้ใครเทียบเทียม แต่ก็นับว่ามีชื่อเสียง
ขจรขจายแถบเจียงหนาน ทั้งยังเป็นที่จับตาใน
ฐานะผู้ชิงเจี้ยหยวน[2]ในการ สอบเคอจวี่รอบฤดู
ใบไม้ร่วงปีนั้น
นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งขณะล่องทะเลสาบและ
กำลังจะทิ้งเรือขึ้นฝัง เขา ก็ได้พบแม่นางพิลึกพิ
ลั่น
รูปร่างแบบบางอรชร แต่งกายพัสตราภรณ์
เลอค่า แค่ไข่มุกที่แขวนบนติ่งหูก็ไม่ทราบว่า
มูลค่ากี่พันตำลึงเงิน ทว่าชุดผ้าไหมหางโจวสี
เหลืองอ่อน กลับเปรอะโคลนราวกับเพิ่งลากชุด
ขึ้นมาจากหล่ม กระทั่งส่วนศีรษะยัง ไม่รอด
โดยเฉพาะดวงหน้ายิ่งคล้ายเร่งเช็ดโคลนออกทว่า
ไม่สำเร็จจน ลายพร้อยกว่าเก่า
ยามเห็นกลุ่มบัณฑิตของพวกเขาขึ้นฝัง นางก็
เข้ามาหาทันที
กลุ่มที่คบหาเว่ยเหลียงล้วนเป็นคนหนุ่ม
เก่งกล้าสามารถมากการ ศึกษา ปกติยามนั่งเรือ
ท่องทะเลสาบก็มีแม่นางใจกล้าจำนวนไม่น้อย
โยน ถุงหอมผ้าเช็ดหน้ามาให้ ครั้นเห็นว่ามีแม่
นางรุดมาหาด้วยตนเองก็เข้าใจ โดยสัญชาตญาณ
ว่าจะมาทอดสะพาน แต่มาด้วยสภาพน่าอดสู
ขนาดนี้ พวกเขาก็เพิ่งเคยพบเคยเจอ ชะงักเท้า
ไปชั่วขณะ
เว่ยเหลียงแม้มีฝีมือชื่อเสียงทว่ารูปร่าง
หน้าตาธรรมดา เขาจึงไม่รู้สึกอัศจรรย์ใจแต่
ประการใด
ที่แล้วมาบัณฑิตซึ่งศึกษาร่วมศาสตร์เดียวกัน
คนอื่น ๆ จะได้รับความโปรดปรานมากกว่า
เขาจึงยืนอยู่กลางฝูงชนประหนึ่งไม่เห็นเป็น
เรื่องของตนโดยสิ้นเชิง เพียงรอชมสิ่งที่จะตามมา
ทว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึง ขณะสหายร่วมกลุ่มถาม
ติดทะเล้นว่า “แม่นางต้องการมาพบใครหรือ”
อีกฝั่ายก็กะพริบตา กวาดมองมาตรงที่เขายืน
แล้วกล่าวโดยปราศจากความเหนียมอาย “ข้ามา
หาคุณชายเว่ย เว่ยเหลียง”
ริมทะเลสาบเงียบสงัด
เว่ยเหลียงเองยังอึ้งค้าง ตกตะลึงจริง ๆ
ผู้คนรอบข้างล้วนมองเขา
แม่นางวางตัวเป็นธรรมชาติดุจเดิม ดวงหน้า
สกปรกจนยากจะจำแนกแท้ ๆ แต่ครั้นแย้มยิ้ม
กลับพานให้เกิดภาพมายาดังเห็นแสงสว่างไสว
นาง เอ่ยกับเขาว่า “คุณชายเว่ย ขอคุยเป็นการ
ส่วนตัวจะได้หรือไม่”
เหล่าสหายร่วมกลุ่มไม่รังเกียจการโหม
กระพือเรื่องสนุกมาแต่ไหน แต่ไร จงใจโห่กระเซ้า
อยู่ด้านข้าง
เขาพลันรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวชอบกล
เท้าไม่ขยับราวกับถูกตอกติดพื้น ตอบด้วย
คำพูดระมัดระวัง “แม่นางมาตามหาผู้น้อยด้วย
กิจใด กล่าวเลยตรงนี้ก็ย่อมได้ ไม่จำเป็นต้องไป
คุย ส่วนตัวหรอก”
สายตาแม่นางที่ประเมินเขาดูแปลกใจ นาง
กลอกตาซ้ายขวาไม่ทราบกำลังขบคิดสิ่งใด ผ่าน
ไปชั่วครู่จึงเลิกคิ้ว “จะให้ข้ากล่าวตรงนี้จริงหรือ”
เว่ยเหลียงใจสะดุด ตอบตามสัญชาตญาณ
“หามีเรื่องใดมิอาจกล่าว ต่อหน้าผู้อื่นไม่”
นางมองเขาอย่างจริงจัง ทวนคำอีกรอบด้วย
ท่าทีลึกลับ “คุณชายเว่ย ขอท่านตรองให้ดี จะให้
กล่าวตรงนี้จริงหรือ”
ชั่วขณะนั้น สมองเว่ยเหลียงบังเกิดภาพนับ
หมื่นพันวาบผ่าน ความ กังขาต่อตัวเองไม่รู้กี่
รูปแบบพรั่งพรูในคราวเดียว หลังจากมาศึกษาที่
หยางโจวข้าเคยกระทำผิดต่อแม่นางผู้ใดไป
หรือไม่ เคยสัญญาต่อนางคณิกาในหอนางโลม
ทว่ามิได้ทำตามคำพูดหรือไม่ เดินบนถนนกลาง
ค่ำกลางคืน เคยเก็บของไม่เหมาะสมแล้วมิได้คืน
เจ้าของหรือไม่ ขณะอยู่ในสำนัก บัณฑิตยัง
ระมัดระวังวาจาท่าทีไม่เพียงพอจนไปล่วงเกินใคร
เข้าแต่ไม่ทัน รู้ตัวหรือไม่
ทว่าคำตอบล้วนคือไม่
ครอบครัวเขาแม้จะมิได้มั่งคั่งแต่ก็ใช่ว่า
ยากจน ยังพอมีวิสัยทัศน์และความคิดอ่าน
พื้นฐาน ประการแรก พวกเขาย่อมไม่ถึงขั้นทำ
เรื่องเลยเถิด ที่จะนำพาปัญหามาจ่อถึงหน้า
ประการถัดมา ต่อให้ทำจริงก็ไม่ถึงขั้นเหลือ
จุดอ่อนชัดเจนไว้ให้ผู้อื่นกุมได้
ทว่าท่าทีของแม่นางท่านนี้…
หรือตนจะเผลอพลาดพลั้งตรงไหน
สายตาคนรอบด้านจับอยู่ที่เขาประดุจเข็มทิ่ม
แทง
เว่ยเหลียงชักประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
สุดท้ายก็สู้การตีกันระหว่างเหตุผลกับ
ความรู้สึกในสมองไม่ไหว กระแอมทีหนึ่งแล้ว
กล่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เช่นนั้นออกไปคุย
ส่วนตัวเถิด”
ภายหลังเขาหวนนึกถึงการตัดสินใจอันแสน
ย่ำแย่ในชั่วขณะอันสับสนนี้อยู่หลายหน เรียกว่า
ปาชื่อเสียงตนทิ้งใส่ใต้เท้าผู้อื่นเลยก็ยังได้…
หากไม่ร้อนตัวแล้วมีสิ่งใดต้องเลี่ยงจะพูดถึง
ด้วย
หลังจากนั้นทำเอาลือกันไปทั้งสำนักบัณฑิต
ว่าเขาไปพัวพันผิดวิสัย กับแม่นางลึกลับผู้หนึ่ง
เรื่องนี้ถูกนำมาล้อประจำ ซ้ำยามไถ่ถามอีก เขา
ก็ดันจนปัญญาจะอธิบายความเป็นมาเป็นไป ช่าง
คับอกคับใจเกินทน
เพียงแต่เวลานั้นสมองยังคิดไม่ทัน จึงไม่
คำนึงถึงผลการกระทำ
แม่นางคนนั้นยิ้มแล้วโค้งคำนับ
ท้ายสุดยังโบกมือกล่าวกับสหายของเขาอย่าง
สุดแสนเป็นธรรมชาติ “ผู้น้อยกับคุณชายเว่ยขอ
ตัวไปสนทนากันก่อน ในเวลาอันสั้นย่อมคุยไม่จบ
ขอคุณชายทุกท่านอย่าได้คอยต่อเลย หลังจากนี้
ข้าย่อมส่งเขากลับสำนักบัณฑิตแน่นอน”
เหล่าสหายเข้าใจว่าตนเองรู้กาลเทศะ ต่างยิ้ม
ซุกซนและแยกย้าย
แสงสายัณห์อาบท้องน้ำ ครึ่งทะเลสาบมีคลื่น
กระเพื่อม
กิ่งหลิวริมฝังเหี่ยวแห้งหมดแล้ว เหลือไว้แต่
เขากับแม่นางที่เห็น หน้าตาไม่ชัดยืนประจันหน้า
ประเมินกันและกัน
เว่ยเหลียงมุ่นคิ้ว “ผู้น้อยกับแม่นางคล้ายไม่
รู้จักกันมาก่อนนะ”
แม่นางเอามือไพล่หลังกล่าว “คุณชายเว่ยไม่
รู้จักข้าก็จริง แต่ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงคุณชายเว่ย
มานานทีเดียว”
เว่ยเหลียงไม่เข้าใจ “แม่นางชอบศึกษาตำรา
ด้วยหรือ”
แม่นางส่ายศีรษะ “เกลียดที่สุดคือการศึกษา
ตำรา ระยะนี้พอจะมี งานอดิเรกอื่น”
เว่ยเหลียงไม่ทราบว่าควรต่อบทสนทนาเช่น
ไร
แม่นางส่งยิ้มให้เขา “ได้ยินมาว่าคุณชายเว่ย
ศึกษามาทางด้านนี้จน ล้ำลึกไม่เบาทีเดียว วันนี้
จึงตั้งใจมาขอคำปรึกษา”
ในที่สุดเว่ยเหลียงก็ข่มความใคร่รู้ไม่อยู่
“ทางด้านนี้หรือ”
มุมปากแม่นางแย้มออก “ทำเกษตร”
เว่ยเหลียง “…”
พริบตาที่ได้ยินสองคำดังกล่าว หนังตาเว่ยเห
ลียงแทบกระตุก กระทั่งหนังศีรษะยังชาวาบ
ฉับพลัน ตื่นตระหนกประหนึ่งความลับลึกสุดใน
ใจตน ถูกผู้อื่นล่วงรู้
เขาตกตะลึง “ท่านทราบได้อย่างไร?!”
ปัจจุบันพอหวนนึกถึงเหตุการณ์นั้น แท้จริง
ยังแฝงความน่าขันอัน กล่าวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่ก็
ยากจะปฏิเสธอยู่ดี อย่างน้อย ๆ ใจเขาก็ยังแอบ
หวาดหวั่น มิใช่เพราะกลัวถูกผู้อื่นรู้ แต่กลัวคนใน
ครอบครัวมาสร้างความ ยุ่งยาก
บัณฑิต เกษตรกร ช่างฝีมือ พ่อค้า
บัณฑิตจัดอยู่ขั้นสูงสุด เหตุผลที่คนพากเพียร
เรียนหนังสือเป็นสิบปี ก็เพื่อกระโดดข้ามประตู
มังกร[3]ไปเป็นคนเหนือคนเข้าสักวัน รองลงมา
ค่อยนับเกษตรกรรมเป็นหลักและการค้าเป็นรอง
ตระกูลบัณฑิตท่องตำรามาหลายชั่วอายุคน
ย่อมไม่เห็นสามขั้นด้านล่างอยู่ในสายตา
ทว่าเว่ยเหลียงต่างจากผู้อื่นมาตั้งแต่เล็ก ยาม
เห็นฝนตกจากฟั้า น้ำไหลบนดิน เขาก็คิดจะถก
ให้ถึงแก่น วัน ๆ เอาแต่พลิกอ่านหนังสืออย่าง
ปฏิทินดาราศาสตร์ เมื่อเห็นทุ่งนาการทำไร่ การ
หว่านเมล็ดรดน้ำ การ แตกหน่อของต้นกล้า เขา
ก็ต้องการสืบค้นให้เข้าใจ ย่องเข้าร้านหนังสือ
แอบซื้อตำรา ‘สารานุกรมเกษตรกรรมจีนโบราณ
[4]’ กลับมา ต่อมาในขณะที่คนรอบข้างปลูก
กล้วยไม้ในกระถาง เขากลับคบหาคนต่างเชื้อ
ชาติอย่างปัวซือและเซ่อมู่[5]จนสนิทสนมไม่น้อย
แล้วปลูกบางสิ่งซึ่งโตมาหน้าตาอัปลักษณ์
เหลือรับในกระถางเครื่องลายคราม เรียกว่ามัน
ฝรั่งอะไรสักอย่าง…
สมัยยังเล็ก ผู้คนรอบข้างคิดว่าเขาเล่นสนุกไป
เรื่อย
จวบจนอายุมากหน่อย ผู้อาวุโสในบ้านจึง
ตระหนักถึงพื้นนิสัยหลุด กรอบครรลองดั้งเดิม
ของเขาในที่สุด ค้นหนังสือปฏิทินเอยตำรา
เกษตรกรรมเอยออกมาเผาสิ้น ให้เขาลิ้มรสการ
อบรมยกชุดอย่างไร้ปรานี บอกเขาว่า หากสอบ
ไม่ผ่าน กลับมาจะได้เห็นดีกัน
เว่ยเหลียงเลย ‘รู้จักกลับตัวกลับใจ’ นำหัว
สมองอันฉับไวไปใช้กับ ‘ครรลองที่ถูกต้อง’ อย่าง
การร่ำเรียนหนังสือ เขียนบทความการเมือง
ศึกษาตำราขงจื่อ ผ่านไปไม่กี่ปีนับว่าสวรรค์ย่อม
ไม่มองข้ามผู้มีความเพียร พอจะมีชื่อเสียงเหมือน
ผู้อื่นบ้าง
จากบ้านเกิดมาศึกษาหาความรู้ที่หยางโจว
ในสำนักบัณฑิตซวงจงไม่มีผู้ใดคอยคุม ว่าง
เมื่อใดเขาจะใช้มีดกรีด มันฝรั่งที่ขุดมาจากแถว
นั้น ซ้ำยังเผาให้มิตรสหายกินประหนึ่งเผามันเทศ
แน่นอนว่าหลังจากหนึ่งในนั้นท้องร่วงก็ไม่มีใคร
กล้าลองกินของจากเขา อีกเลย
อาจกล่าวได้ว่า เว่ยเหลียงไม่เคยนึกเคยฝัน
เลยว่าในดินแดนหยางโจวแห่งนี้จะมีคนรู้ว่า
แท้จริงแล้วเขามิได้นิยมศึกษาตำรา แต่ชมชอบ
การทำ เกษตร!
คล้ายแม่นางคาดเดาได้แต่แรกว่าเขาจะตก
ตะลึง นางไม่ได้ตอบ คำถาม แค่มองมาพลางพูด
ยิ้ม ๆ “หากข้าบอกว่าขณะนี้มีผืนดินเปล่าหลาย
พันหมู่[6] คอยใครสักคนมาปลูกอะไรสักหน่อย
คุณชายเว่ยจะสนใจหรือไม่”
เว่ยเหลียงรู้สึกว่านางกำลังพูดจาไร้สาระ
เป็นเด็กสาวไม่ประสาจากไหนกันถึงกล้ามา
กล่าวว่ามีที่ดินเปล่าเป็น พันหมู่รอคนไป
เพาะปลูก เวลานั้นเขาปฏิเสธแทบไม่ต้องคิด ทว่า
แม่นาง ไม่ออกความเห็นใด เพียงมอบเทียบระบุ
ตนแก่เขา บนนั้นเขียนที่อยู่ เรือนพักตากอากาศ
แห่งหนึ่งเอาไว้ บอกว่าหากเขาเปลี่ยนใจก็ให้มา
หาด้วยตนเอง จะรอคอยด้วยความเคารพเสมอ
ในที่สุดเว่ยเหลียงก็ต้านทานความยั่วยวน
ขนาดนี้ไม่รอด
หลังกลับสำนักบัณฑิต เขาอดกลั้นได้หกวันก็
ทนไม่ไหวจนต้องไปตามที่อยู่ มุ่งหายังเรือนพัก
ตากอากาศแห่งนั้น
——————–
1. ภูมิภาคหวายหยาง เป็นเขตพื้นที่ที่
ครอบคลุมเมืองหวายอันในมณฑลเจียงซู
เมืองหยางโจว ไท่โจว เยี่ยนเฉิง เจิ้นเจียง
เป็นต้น
2. เจี้ยหยวน เป็นตำแหน่งของผู้ที่สอบขุนนาง
ระดับท้องถิ่นได้อันดับหนึ่ง
3. กระโดดข้ามประตูมังกร เป็นสำนวน
หมายถึงประสบความสำเร็จ มีที่มาจาก
ตำนานปลาคาร์ปกระโดดข้ามประตูมังกร
แล้วกลายร่างเป็นมังกร
4. สารานุกรมเกษตรกรรมจีนโบราณ
ประพันธ์โดยเจี่ยซือเสียซึ่งเป็นขุนนางยุค
เว่ยเหนือ เนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะการทำ
เกษตร ศิลปะการแต่งสวน การสร้างปั่า
สัตวบาล สัตวแพทย์ อาหาร ปัญหา
อุทกภัย เป็นต้น
5. เซ่อมู่ เป็นคำเรียกกลุ่มชนชาติซึ่งมาจาก
ทางตะวันตก เช่น เอเชียกลางและยุโรป
6. 1 หมู่ มีค่าเท่ากับ 666.67 ตารางเมตร
บทที่ 182 ความกังขาของเว่ยเหลียง (2)
ทว่าไม่ได้พบแม่นางคนเดิมอีก
ผู้ที่อยู่รับรองเขาในเรือนพักตากอากาศคือ
สตรีดวงหน้าหมดจดอีกคน นางส่งมอบจดหมาย
หนึ่งฉบับกับโฉนดที่ดินและสมุดบัญชีสองสาม
เล่มให้ ด้วยตนเอง แล้วพาเขาไปตรวจดู ‘ที่ดิน
เปล่า’ ที่กล่าวถึงให้เห็นกับตา
นับแต่นั้น เว่ยเหลียงก็ขึ้นเรือโจร เข้าสู่รังโจร
เพียงแต่…
ทำผลงานตั้งมาก ได้รับเงินก็ไม่น้อย ผลเก็บ
เกี่ยวข้าวเปลือกของปีนี้ น่ายินดีอย่างไม่ต้อง
สงสัย แต่เขาไม่รู้เลยว่าตนทำงานให้ผู้ใดอยู่กันแน่
จิตใจไม่อาจสงบได้แท้ ๆ เชียว
โดยเฉพาะระยะนี้…
รถม้าถึงเขตจินหลิงแล้ว
ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย จอแจอึกทึก แม้ดวง
อาทิตย์กำลังจะลับฟั้าอยู่ต่อหน้าก็ยังมีเสียงโน้ม
น้าวชวนซื้อของดังทั่วบริเวณ ถึงขนาดมีบางคน
เพิ่งออกมาตั้งแผงเอาปั่านนี้ด้วยซ้ำ
โคมประทีปลอยแน่นขนัดริมฝังแม่น้ำ
“หยุด…”
สารถีนอกรถม้าดึงบังเหียนจอดถามทาง
“พี่ชาย ถามหน่อยสิ ตรอกอูอีไปอย่างไร
หรือ”
คนผ่านทางบอกทางสารถี
จุดที่จอดคงอยู่ในละแวกร้านชา ได้ยินเสียง
คนพูดคุยถกเถียงแว่วมาจากชั้นสอง
เว่ยเหลียงตั้งสมาธิฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ขมวดคิ้ว
“ถ้าให้ข้าพูดนะ ระหว่างนักพรตว่านซิวจื่อ
กับสมณะหยวนจีอย่างไรเสีย ก็ต้องมีปะทะกันสัก
หน นิกายสวรรค์ผลักดันลัทธิเต๋า ส่วนวัดไปั๋หม่า
เลื่อมใสหลักพุทธศาสนา แค่ทะเลาะกันก็ลาก
ยาวมาหลายเดือน ตั้งท่าจะ สู้กันเห็น ๆ เลยไม่ใช่
หรือ! ข้าว่าถ้าจะให้ดีก็ควรห่อข้าวห่อของเถอะ
สองสามวันนี้อยู่ให้ห่างจากเจียงหนานหน่อย มี
เพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าจะวิวาทกันวันใด”
“สมณะหยวนจีต้องเยี่ยมยอดกว่าแน่นอนอยู่
แล้ว!”
“นั่นน่ะสิ ฝั่าบาทเชื่อพระทัยเขาปานนั้น สอง
ปีมานี้ได้ยินว่ากระทั่ง กับรองราชครูเซี่ยก็ยังห่าง
เหิน หากคำนวณดูแล้ว รองราชครูเซี่ยต่างหาก
เป็นพระอาจารย์ตัวจริงของฮ่องเต้ สมณะที่เข้า
มาแทรกกลางอย่างเขาทั้งไร้คุณูปการต่อแผ่นดิน
และไร้ผลงานต่อประชาชน ไฉนยังได้รับแต่งตั้ง
เป็น ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินอีกเล่า”
“อูย เรื่องแบบนี้พูดซี้ซั้วได้ที่ไหนกัน…”
“โธ่เอ๊ย ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจริงเชียว!”
“ยังดีที่สองปีนี้ต๋าต๋าสงบลงพอควร ไม่ได้ก่อ
ปัญหาเพิ่มให้ต้าเฉียน ไม่อย่างนั้นช่วงที่ศึก
ภายนอกภายในพร้อมปะทุทุกเมื่อแบบนี้ก็พร้อม
ขยี้ ประชาชนเดินดินอย่างเราให้ตายได้แล้ว
จริงๆ!”
“ตามความเห็นข้านะ ให้นิกายสวรรค์ยิ่งใหญ่
นี่ละดี! สิ่งใดเล่าเรียกว่าแดนในอุดมคติ ก็ที่นิกาย
สวรรค์ทำนั่นอย่างไร! บางครอบครัวในหมู่บ้าน
เราหลังไม่มีที่เพาะปลูกก็ไปเป็นโจรขโมย แต่เป็น
ไม่สำเร็จจึงเข้าร่วมกับ นิกายสวรรค์ ไม่ใช่เพราะ
ถูกขุนนางสุนัขกับพ่อค้าหน้าเลือดกดดันทั้งนั้น
หรือไรเล่า”
“ยังดีที่เจียงหนานของเราเป็นดินแดนอุดม
สมบูรณ์ ได้รับผลกระทบ ไม่มาก…”
“ไม่ใช่ประกาศว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาเยือนทาง
ใต้ปีหน้าหรือ”
“มีหรือจะไม่ใช่ เจ้าว่าครึ่งเดือนมานี้พ่อค้า
ใหญ่มาจินหลิงของเรา จากไหนเยอะแยะเล่า ไป
ที่ใดล้วนมีแต่รถม้าหรูหรา ทั้งหมดก็เพื่อการนี้!
เสด็จเยือนใต้คราหนึ่งผลาญทั้งเงินและกำลังคน
เหล่าขุนนางสุนัขไม่อยากควักเงิน เช่นนี้แล้วจะ
ไม่ไปไถเอาจากพ่อค้าใหญ่ได้หรือ ได้ยินว่าก็ให้
พวกเขานี่ละออกเงินให้ ผู้ใดให้เยอะปีหน้าก็ออก
ใบอนุญาตค้าเกลือหลวง ให้ผู้นั้นมากหน่อย”
“สังคมสมัยนี้อยู่ยากขึ้นทุกวันจริงหนอ…”
“แน่ละ”
…
คนขับถามไถ่จนรู้ที่ตั้งตรอกอูอีก็ขับรถมุ่ง
หน้าต่อ ค่อย ๆ ทิ้งห่าง ออกมา สรรพสำเนียง
ด้านหลังจับความได้คลุมเครือทีละน้อย กลืนไป
กลางเสียงกุบกับของรถม้า กลับกลายเป็นเสียง
แว่ว ๆ
เว่ยเหลียงหลุบตา ลูบด้านในแขนเสื้อ
สมุดบัญชีของฤดูนี้ซ่อนเงียบเชียบอยู่ด้านใน
มัดไว้กับแขนอย่าง แน่นหนา
คนขับเอ่ยขึ้น “คุณชายเว่ย ถึงแล้วขอรับ”
เว่ยเหลียงจึงค่อยเลิกม่านลงจากรถ
ด้านในตรอกเก่าสายยาวแห่งเจียงหนาน
ตะไคร่น้ำขึ้นในรอยแตก ของพื้นหินปูน ใบไม้สี
เหลืองทองแห่งสารทฤดูซึ่งไม่ทราบมาจากที่ใด
ปลิดปลิวสู่พื้น ประตูและเรือนเบื้องหน้าเปล่า
เปลี่ยวยิ่ง ปราศจากเศษเสี้ยวความหรูหรา ไม่มี
กระทั่งชื่อเป็นกิจจะลักษณะ ติดไว้แค่แผ่นปั้ายสี
ดำสนิทเหนือประตูที่เขียนไว้สามคำว่า ‘ร้านเสีย
ไปั๋’
เขาเข้าไปเคาะห่วงประตูด้วยตนเอง
ไม่นานก็มีคนมาเปิด
เป็นสาวใช้หน้าตาพริ้มเพราผู้หนึ่ง อีกฝั่าย
เห็นเขาก็ไม่ได้ตกใจ กลับ แฝงแววประเมินใน
ดวงตา กล่าวอย่างมิได้กระตือรือร้นหรือเย็นชา
ว่า “คุณชายเว่ยมาแล้วหรือ หลังจากเจ้าบ้านข้า
ได้รับคำขอพบจากท่าน ก็ตั้งใจคอยที่นี่อยู่นาน
เชิญท่านเข้ามาเถิด”
จากด้านนอกมองไม่ใคร่ออกเลยว่า ภายใน
ร้านเสียไปั๋เงียบสงบและสวยงามทีเดียว
ตรงทางเดินแขวนกรงนกแก้วสองสามตัว
ยามเห็นคนก็ร้อง “ผู้มาเป็นใคร ผู้มาเป็น
ใคร!”
เว่ยเหลียงไร้คำพูด
ย่างเท้าจนถึงส่วนลึกของเรือน ผ่านประตู
ฉุยฮวาสองชั้นจึงเข้ามาถึงศาลาริมน้ำติด
ทะเลสาบ ข้างที่นั่งคนงามของศาลาริมน้ำมีเก้าอี้
มีพนักพิง วางเฉียงกับโต๊ะเตี้ยสี่เหลี่ยมอีกตัวไว้
ด้านข้าง บนนั้นมีถาดผลไม้กับสมุด บัญชีที่เปิด
ค้างวางอยู่
คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คือสตรีผู้หนึ่ง
ซ้ำมิใช่นั่งตัวตรงปกติ แต่กำลังนั่งขัดสมาธิ
ท่าทางเกียจคร้าน เรือนผมเงางามดำสนิทเสียบ
ไว้เพียงปินโมราสีแดงส้ม หันหน้าไปทางผืน
ทะเลสาบ หันหลังให้ศาลา มือเท้าคางมองเบ็ด
ตกปลาที่พาดบนราว ท่าทางเหมือน กำลังคอย
ปลามาติดเบ็ดอย่างเบื่อหน่ายจวนขาดใจ
เว่ยเหลียงเห็นแต่แผ่นหลังครึ่งหนึ่งของนาง
จากมุมนี้
ไม่อาจมั่นใจไปชั่วครู่ว่าใช่แม่นางที่ตนพบเมื่อ
ปีกลายหรือเปล่า
หญิงรับใช้ที่นำทางรายงาน “คุณหนู คุณชาย
เว่ยมาแล้วเจ้าค่ะ”
คุณหนูไม่หันศีรษะกลับมาด้วยซ้ำ “ท่านรับ
เงินข้าและเพาะปลูกใน ที่ของข้า แล้วยังกล้ายึด
สมุดบัญชีกับริบผลผลิตข้ามาใช้ข่มขู่อีกนะ ไม่ว่า
อย่างไรก็จะพบข้าเพื่อถามให้ทราบเรื่องทั้งหมด
ให้จงได้เลยเชียว คุณชาย เว่ย สังคมสมัยนี้โจร
ผู้ร้ายอาละวาดตามอำเภอใจ ท่านไม่กังวลหรือไร
ว่าระหว่างทางอาจเจอเรื่องไม่คาดฝัน ไม่ทัน
ระวังก็กลายเป็นผี”
เว่ยเหลียงได้ยินเสียงนี้พลันจำได้
ไม่ยินดียินร้าย ประดุจลมโชยผ่านหู ดั่ง
กระแสน้ำพุใต้ดิน ระรื่นดวงใจหาใดเทียมชวนให้
เพ้อฝัน
เขายืนด้านหลัง ย่อมฟังความไม่พอใจและนัย
ข่มขู่ที่ซ่อนในวาจาออก แต่เขารู้ดีแก่ใจว่าตนไม่
เคยกระทำเรื่องน่าละอายใด ๆ แม้ประจันหน้า
สัตว์ร้ายก็ยังหนักแน่นไม่หวาดกลัว จึงตอบด้วย
อาการสงบสำรวม “ปีก่อนตอบรับคำเชิญของแม่
นาง ดูแลที่ดินอุดมสมบูรณ์หลายพันหมู่ ได้ผล
เก็บเกี่ยวงามไม่น้อย แม้ได้รับกำไรงามตาม
สัญญาของแม่นาง อีกทั้งเวลา นั้นความตื่นเต้น
ยินดีมาเยือนกะทันหันจึงมิได้ใคร่ครวญให้มาก
แต่ยามเกษตรกรแต่ละบ้านแจ้งผลเก็บเกี่ยว
ผู้น้อยถึงนึกได้ว่านอกด่านเยี่ยนเหมิน มีต๋าต๋าจับ
จ้องอยู่ดั่งเสือล่าเหยื่อ ในแผ่นดินภาคกลางก็มี
นิกายสวรรค์ กำเริบเสิบสาน จึงบังเกิดความ
กังขาต่อเส้นทางของเสบียงเหล่านี้อย่างห้ามไม่
อยู่ หากกล่าวว่าแม่นางนำผลผลิตไปลงในตลาด
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านก็แล้วไปเถิด
แต่หากแม่นางมีเจตนาไม่บังควร คิดใช้เลี้ยงกอง
กำลังของกบฏผู้คิดคด เช่นนั้นก็เป็นความผิดของ
คนแซ่เว่ยแล้ว”
ร่างของหญิงเบื้องหน้านิ่งค้าง
เว่ยเหลียงตรงเข้าประเด็น “ฉะนั้นที่คนแซ่
เว่ยมาในวันนี้ก็เพื่อถาม คำหนึ่ง แม่นางมี
ความสามารถถึงเพียงนี้ ใช่อุทิศตนเพื่อนิกาย
สวรรค์ หรือไม่”
“…”
อุทิศตนเพื่อนิกายสวรรค์…
นางดูเหมือนคนไม่กลัวตายซ้ำยังกล้าเข้าไป
พัวพันกับนิกายสวรรค์ อย่างนั้นหรือ
มุมปากนางกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ ในที่สุดจึง
ผินหน้ามามองเว่ยเหลียง “คุณชายเว่ยสนใจแต่
เรื่องเพาะปลูก ไม่สนใจเรื่องอื่นใดในโลกแท้ ๆ
ไฉนกระทั่งความคิดไร้สาระปานนี้ก็ยังเอามาใส่
สมองเสียได้เล่า”
เหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิด เขาก็คู่ควรแต่ทำ
สวนทำไร่นี่ละ!
มีมันสมองของว่าที่ผู้ครองตำแหน่งทั่นฮวา
เขียนบทความได้ ทำสวนทำไร่เป็น มีแค่เข้าสู่วง
ราชการเพื่อประชันผู้อื่นเอาให้ตายกันไปข้าง
เท่านั้นแหละที่ทำไม่ได้ นางควรรู้มาตั้งแต่แรก
แล้ว ไม่ควรตั้งความหวังกับสมอง ของคนผู้นี้มาก
เกินไป!
ยามนางหันมา สีหน้าหมดความอดทน
บนแก้มดุจไข่ห่านคือผิวขาวดั่งหิมะ เนียนนุ่ม
เสียจนอาจสลายได้เมื่อสัมผัส ทาทาบด้วยสีแดง
ทองใต้แสงเงาของตะวันลับฟั้า ดวงตาที่งามเป็น
ประกายแฝงเร้นเรื่องราวบนโลกที่พบเจอมา
ตลอดสองปี ในความสุกสกาว มีความสุขุมเพิ่มมา
อีกหลายส่วน
ทว่ามุมปากเหยียดออกกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม แต่ง
แต้มความเยาะหยันลงไป ยังความงามเพริศ
พรายอันไร้สิ้นสุดนี้
เว่ยเหลียงพบนางหนเดียวเมื่อปีก่อน
เวลานั้นนางเปรอะโคลนเต็มหน้า ไหนเลยผุด
ผาดปานนี้
ตลอดมาน้อยนักที่เขาจะคบค้าสมาคมกับ
สตรี ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงสตรีงามเลิศล้ำเยี่ยง
ตรงหน้า เว่ยเหลียงถูกนัยน์ตาของนางจับจ้องก็
บังเกิด ความลำบากใจอย่างบอกไม่ถูก ความ
ร้อนพุ่งขึ้นใบหน้า ถึงขนาดพูดต่อ ไม่ค่อยออก
เจียงเสวี่ยหนิงขว้างคันเบ็ดทิ้ง เลิกคิ้วบาง
“ผู้ใดบอกท่านหรือว่าข้าทำงานให้นิกายสวรรค์”