คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 183 เข้าใจผิดทั้งสิ้น (1)
นางเอ่ยพลางลุกจากที่นั่ง
ยามนี้จึงเห็นว่านางสวมชุดกระโปรงเซียง
[1]ลายหญ้าขดสีเขียวอ่อน อย่างอ้ายฉ่าว[2] ครั้น
ก้าวขึ้นหน้าชายกระโปรงก็พลิ้วไหวราวกับคลื่น
น้ำ บาง ๆ นางเยื้องย่างมาถึงข้างกายเขา ก้าว
อ้อมตัวแล้วมองพินิจขึ้น ๆ ลง ๆ
เว่ยเหลียงขนหัวลุก
ยามอีกฝั่ายยืนตรงหน้า เขาไม่กล้าเงยศีรษะ
ยามอีกฝั่ายยืนข้างหลัง แผ่นหลังเขาแข็งทื่อดุจ
เสาหิน
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงได้รู้จักเว่ยเหลียง
เพราะความเข้าใจผิด
เวลานั้นหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยเพิ่งขึ้น
ครองราชย์ เขาพานางเดินเล่นในย่านการค้าเมือง
หลวง พบกลุ่มพ่อค้าจมูกโด่งเบ้าตาลึกจากทะเล
ไกลกำลัง เร่ขายผลไม้หน้าตาพิลึกพิลั่นบนถนน
มีผู้คนมามุงชมเรื่องน่าสนุกกันพอสมควร
แต่ผู้ที่คิดจ่ายเงินซื้อกลับมีน้อยจนแทบจะนับ
ได้
นางกับเสิ่นเจี้ยมุงดูอยู่ด้านข้างเช่นกัน คาดไม่
ถึงว่ายามจะปลีกตัว ออกมากลับเห็นบัณฑิต
รูปร่างไม่ได้สูงหรือกำยำผู้หนึ่งเบียดตัวสู้ฝูงชน
สุดกำลังเพื่อฝั่าไปให้ถึงตรงหน้าเหล่าพ่อค้า ครั้น
เปิดปากก็บอกว่าตน ไม่เพียงต้องการซื้อผลไม้
แต่อยากซื้อเมล็ดพันธุ์ด้วย
พล่ามน้ำท่วมทุ่งอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายกลับตก
ลงราคากันไม่ลงตัว
บัณฑิตฉุนจนใบหน้าแดงก่ำ ซ้ำยังคล้ายติดใจ
ผลและเมล็ดเหล่านั้น อย่างยิ่ง จึงยืนหยัดอยู่ตรง
ถนนไม่ยอมไปไหน
สุดท้ายเจิ้งเปั่าตาแหลมจำอีกฝั่ายได้ เข้ามา
กระซิบข้างหูเสิ่นเจี้ยว่า “ท่านนี้คือเว่ยทั่นฮวาที่
พระองค์ทรงแต่งตั้งในการสอบคราวนี้มิใช่หรือ
พ่ะย่ะค่ะ”
ครานี้เสิ่นเจี้ยถึงแลประเมินอย่างจริงจัง
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็อดแปลกใจไม่ได้
เสิ่นเจี้ยครุ่นคิดก่อนให้เจิ้งเปั่าคลี่คลาย
สถานการณ์และออกเงินแทน ผู้ครองตำแหน่ง
ทั่นฮวาผู้แปลกประหลาดท่านนี้ ท้ายสุดจึงให้นำ
ตัวอีกฝั่ายมาพูดคุย
เสิ่นเจี้ยมีฐานะสูงส่งเป็นถึงโอรสสวรรค์จึงจำ
ผู้ใดไม่ใคร่ได้ ทว่าผู้ได้รับตำแหน่งทั่นฮวาอย่าง
เว่ยเหลียงต่อให้จำหน้าตาเสิ่นเจี้ยไม่ได้ ก็ยังจำ
เจิ้งเปั่าผู้ยืนหน้าบันไดยามประกาศรายชื่อใน
พระราชวังวันนั้นได้ จึงตั้งท่าจะเข้า มาคำนับ
ยังดีที่เสิ่นเจี้ยหยุดไว้ทันเวลา
จากนั้นจึงถามด้วยความงุนงงอย่างยิ่งว่า ซื้อ
ของไร้สาระกองนี้มา ต้องการทำสิ่งใดกันแน่
เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มศีรษะเว่ยเหลียง ตอบ
เพียงว่าตนมีงานอดิเรกที่ไม่เหมาะสมจะนำมาโอ้
อวด ชื่นชอบการศึกษาค้นคว้าเรื่องสวนไร่เป็น
นิสัย หวังว่าเสิ่นเจี้ยจะไม่ถือโทษ
เสิ่นเจี้ยมองผลไม้ที่เขากอดไว้ในอ้อมอกแล้ว
ส่ายศีรษะ
เสิ่นเจี้ยเองก็ไม่ทราบหรอกว่าทั่นฮวาผู้นี้ไม่
สนใจการงานหรือมี ความคิดอื่นแอบแฝง แต่ถึง
กระนั้นก็ไม่ได้ลงโทษ บอกแค่ว่า “การมีงาน
อดิเรกนอกเหนืองานหลักไว้ฆ่าเวลาบ้างใช่เรื่อง
อภัยไม่ได้เสียเมื่อไหร่ จะนำกลับไปศึกษาค้นคว้า
ก็ทำไปเถิด ถึงอย่างไรเราก็เป็นผู้ออกเงิน วันหน้า
หากค้นคว้าได้ผลใดเข้าจริง ๆ อย่าลืมส่งเข้าวังมา
ตอบแทนก็พอ แม้เราจะไม่ได้ชื่นชอบสิ่งนี้ ทว่า
ฮองเฮาตะกละมากทีเดียว อาจชอบกินก็เป็นได้”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่หลังเขา รู้สึกเสียหน้า
เหลือทน อยากแย้งแต่ก็ พูดไม่ออก ได้แต่กลืน
ความขุ่นเคืองลงท้อง
เว่ยเหลียงกลับพรูลมหายใจยาวราวกับเพิ่ง
รอดพ้นวิกฤติก็ไม่ปาน
จากนั้นเสิ่นเจี้ยกับเจียงเสวี่ยหนิงก็กลับวัง
เรื่องนี้จึงปิดฉากลงชั่วคราว ในวังหลวงคนสู้คน ผี
ชนผี ไม่นานนางก็ลืมเรื่องนี้จนสิ้น
ทว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึง กลางฤดูร้อนปีถัดมา
ขณะนางกำลังสอนบรรดา นกขุนทองพูดตรง
ทางเดินนอกตำหนักคุนหนิง ก็เห็นเลขาธิการ
พระราชวังนำทางขันทีหลายคนยกบางสิ่งเข้ามา
มองแล้วล้วนเป็นผลไม้รูปร่างพิสดาร
ยังมีชนิดที่งอกหนามแหลมจนทั่วอีกต่างหาก
เหมือนลูกตุ้มดาวตก[3] ยักษ์ไม่มีผิด
เมื่อไถ่ถามจึงได้รู้ว่าอาลักษณ์หลวงท่านหนึ่ง
แห่งสภาฮั่นหลินนามว่าเว่ยเหลียงตั้งใจถวายให้
พอทูลถามฮ่องเต้ก็ส่งคนนำของมามอบให้นาง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกเหตุการณ์เริ่มแรกไม่ออก
สักนิด หลังขันทีจากสำนักพระราชวังออกไป
นางก็พินิจพิเคราะห์ผลไม้ร่วมกับเหล่านาง
ข้าหลวงในตำหนักอยู่นาน
บ้างรสชาติดี บ้างยังไม่ทราบว่าควรทำเช่นไร
กับมัน
ในที่สุดความสนใจของทุกคนจึงมาหยุดที่ผล
ซึ่งปกคลุมด้วยหนาม แหลมจนทั่ว เห็นเรียกว่า
ทุเรียนหรืออะไรสักอย่าง ต้องเปิดเปลือกด้าน
นอกกินเนื้อข้างใน ดังนั้นจึงสั่งให้ขันทีน้อยหยิบ
มีดมาผ่าเปิดอย่างยากลำบาก
ผลลัพธ์คือ…
กลิ่นรมทุกชีวิตในตำหนักคุนหนิงตั้งแต่เบื้อง
บนจดเบื้องล่างแทบ ลมจับ เจียงเสวี่ยหนิงยังถึง
ขั้นยากจะลืมเลือนไปทั้งชีวิต!
ของพรรค์นี้ยังกล้าบอกว่ากินได้อีกหรือ
โทสะนางพุ่งทะยาน คนแซ่เว่ยดูซื่อ ๆ แต่ที่
แท้ล่วงเกินนางยิ่งกว่า บรรดาขุนนางเฒ่าผู้มาก
ชื่อเสียงและคุณธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กันใน ราช
สำนักเสียอีก ฉวยโอกาสสบประมาทนางชัด ๆ !
วันหนึ่งฮ่องเต้พระราชทานงานเลี้ยงที่อุทยาน
หลวง เจียงเสวี่ยหนิงจึงหาโอกาสดึงตัวเว่ยเหลียง
ออกมาสนทนาตามลำพัง
เว่ยเหลียงคล้ายไม่รับรู้ถึงหายนะที่ตนกำลัง
จะประสบแม้แต่น้อย ยังถามเจียงเสวี่ยหนิงอีกว่า
กินผลไม้แล้วคิดเห็นอย่างไรบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงแทบจะเรียกคนมาลากเขาไป
บั่นศีรษะอยู่รอมร่อ
ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ครองตำแหน่งทั่นฮ
วาที่ฮ่องเต้เลือกเอง นางย่อมไม่มีอำนาจจะไปลง
มือโจ่งแจ้ง จึงปันยิ้มแล้วบอกเขาว่าตนชื่นชอบ
สิ่งที่ส่งมาให้มาก ในเมื่อเขาสนอกสนใจเรื่อง
พืชผักผลไม้ขนาดนี้จะรั้งอยู่ในสภาฮั่นหลินต่อก็
เสียเปล่าเกินไป หากจะส่งตัวออกไปเป็น
ข้าราชการ ท้องถิ่นแก่ประชาชน ให้ไปสอนพวก
เขาทำสวนทำไร่จะดีหรือไม่ นางจะ ช่วยเจรจา
กับฮ่องเต้ให้แทนด้วย
ตามหลักแล้ว ขอเพียงเป็นขุนนางที่มีสมอง
สักเล็กน้อยในราชสำนัก เมื่อได้ยินคำพูดนี้ล้วน
ต้องตื่นกลัวจนสองขาสั่นระริก เหงื่อกาฬโชก
ศีรษะ
ด้วยถ้อยคำดังกล่าวคือการข่มขู่อันชัดแจ้งใน
ตัวมันเอง
การอยู่ในสภาฮั่นหลินคือการได้เป็น ‘ตัวเต็ง’
โดยมากย่อมมีโอกาส อยู่รับราชการในเมืองหลวง
ต่อ แต่หากยังไม่ทันสร้างบารมีก็ถูกส่งไปเป็น
ข้าราชการต่างมณฑล คนเหล่านั้นก็คือ
ข้าราชการชั้นล่างที่ไม่อาจใช้ชีวิตดังใจปรารถนา
ต้องก้มหน้าทำงานอันยากเข็ญ
นึกไม่ถึงว่า เว่ยเหลียงผู้นี้หลังจากอึ้งไป
ชั่วขณะกลับเปียมล้นด้วย ความปรีดา นัยน์ตาดุจ
ส่องแสงสว่างไสว กระทั่งใบหน้ายังแดงก่ำ โค้ง
คำนับเก้ ๆ กัง ๆ ตอบว่า “เรื่อง เรื่องเช่นนี้จะ
กล้ารบกวนพระองค์ได้เช่นไร”
ครานั้นเจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจโดยแท้ นี่มัน
ท่าทีตอบรับแบบใดกันแน่
นางเหน็บแนมแฝงในถ้อยคำเป็นมิตรอีก
หลายประโยค แต่ไม่ทราบ ว่าเว่ยเหลียงเลอะ
เลือนจริงหรือแสร้งเลอะเลือน ยังเข้าใจว่านางชม
เขาอยู่ ยิ่งยิ้มเจิดจ้ากว่าเก่า
ลงท้ายก็เป็นเจียงเสวี่ยหนิงที่สับสนเต็มที พอ
เห็นเขาไม่ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย นางก็สะบัดแขน
เสื้อฮึดฮัดจากไป
คืนนั้นนางจึงฟั้องเสิ่นเจี้ย
เล่าว่าเว่ยเหลียงเป็นคนเช่นนั้นเช่นนี้ เอาแต่
ประจบประแจงตน มิใช่ขุนนางที่ดี พึงส่งไป
มณฑลห่างไกลให้เขาได้ทบทวนตนเอง ในเมื่อ
ชอบ เพาะปลูกนักก็เชิญปลูกเสียให้เต็มอิ่มเถอะ
เสิ่นเจี้ยย่อมปลอบนางอย่างช่วยไม่ได้ โอ๋ว่า
อย่าโกรธไปเลย
เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังคิดว่าเสิ่นเจี้ยเข้าข้างทั่นฮ
วาน่าชิงชังผู้นี้อยู่ดี
ปรากฏว่าวันต่อมาจึงได้ยินข่าว ขณะออกว่า
ราชกิจ เสิ่นเจี้ยออก หนังสือโยกย้ายลากเว่ยเหลี
ยงพ้นสภาฮั่นหลินโยนไปเป็นนายอำเภอประจำ
เกาโหยว
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงยินดีนัก
เสิ่นเจี้ยเองไม่กล่าวกระไร ยามค่ำกินอาหาร
ร่วมกันก็เพียงมองนาง ยิ้ม ๆ ถามว่าคราวนี้พอใจ
แล้วหรือไม่
เจียงเสวี่ยหนิงสุขีจนหางชี้ฟั้า
นางคิดว่า เว่ยเหลียงเคยเป็นผู้ครองตำแหน่ง
ทั่นฮวาดี ๆ ทั้งคนกลายไปเป็นนายอำเภอ ไม่รู้
ต้องผ่านชีวิตแต่ละวันอย่างอเนจอนาถปานใด
เมื่อ มีเขาเป็นบทเรียนเช่นนี้ก็คงไม่มีผู้ใดกล้ามา
ยั่วยุนางอีก
——————–
1. กระโปรงเซียง เป็นกระโปรงผ้าไหมยาว
ชนิดหนึ่งของหูหนาน
2. อ้ายฉ่าว เป็นพืชในวงศ์ทานตะวัน มีรสเผ็ด
ขม ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณอบอุ่นเส้นลมปราณ
ห้ามเลือด
3. ลูกตุ้มดาวตก เป็นอาวุธจีนโบราณประเภท
หนึ่ง ใช้เชือกหรือโซ่ยึดโยงลูกตุ้มสองลูก
เข้าด้วยกัน
บทที่ 183 เข้าใจผิดทั้งสิ้น (2)
ทว่า…
ผ่านพ้นไปได้ปีเดียว กรมคลังก็ต้องตื่นตะลึง
ยามตรวจทานภาษีของแต่ละมณฑล ภาษีที่นา
และอากรผลผลิตที่อำเภอเกาโหยวส่งมอบ
เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วถึงเท่าตัว!
เป็นครั้งแรกที่เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มกังขาว่า
สวรรค์จงใจกลั่นแกล้งนาง
ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักล้วนตกใจ
สถานการณ์ของอำเภอเกาโหยว บางคนสงสัยว่า
เขาขึ้นภาษีกับราษฎร บางคนสงสัยว่าที่นั่นแอบ
ซ่อนกิจไม่ชอบมาพากล แน่นอนว่าเสิ่นเจี้ยย่อม
แปลกใจมากเช่นกัน จึงสั่งคนให้ไป ตรวจสอบ
ผลที่ตรวจสอบได้กลายเป็นตบหน้าทุกคน
สิ่งที่พวกเขาพึ่งพาคือฝีมือล้วน ๆ นับตั้งแต่
อำเภอเกาโหยวเพาะปลูกร่วมกับใต้เท้าอำเภอ
เว่ยเหลียง ที่นาหนึ่งหมู่ก็ปลูกข้าวได้ส่วนของสอง
หมู่ เนื่องด้วยผลผลิตเพิ่มเป็นเท่าตัวจึงได้จ่าย
อากรแก่ราชสำนักมากกว่าเดิม
ไม่ต้องบอกก็รู้ ราชสำนักย่อมต้องเรียกตัวเว่ย
เหลียงเข้าเมืองหลวง ทันที
หากขยับขยายการยกระดับผลผลิต
ข้าวเปลือกต่อหมู่ของอำเภอ เกาโหยวให้
กว้างขวาง มิใช่ว่าราชวงศ์ต้าเฉียนจะไม่ประสบ
ปัญหาอดอยากอีกเลยหรอกหรือ
สองวันนั้นเจียงเสวี่ยหนิงวิตกถึงที่สุด
นึกในใจว่าหากเว่ยเหลียงผู้นี้เรืองอำนาจ
ย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับนางแน่ ขณะครุ่นคิดว่า
ควรทำเช่นไรกับคนผู้นี้ดี ขันทีจากสำนัก
พระราชวังก็สาละวนยกบางสิ่งเข้ามาจากด้าน
นอก
นั่นคือไข่เป็ดเค็มเกาโหยวชั้นเยี่ยมสาม
ตะกร้าเต็ม
ขันทีรายงานว่า เว่ยเหลียงนายอำเภอเกา
โหยวเข้าเมืองหลวงมาครานี้ตั้งใจฝากคนมาถวาย
ของแสดงความเคารพต่อนาง เพื่อรำลึกพระคุณ
ที่ ฮองเฮาแนะนำตัวเขาเมื่อปีนั้นโดยเฉพาะ
เจียงเสวี่ยหนิงถึงกับจังงัง
ยากจะแยกแยะไปชั่วครู่ว่านี่กำลังเสียดสีสินะ
อย่างไรก็ตาม สรุปแล้วเว่ยเหลียงเหมือนจะ
ไม่เคยรับรู้ถึงความอับอายเคืองขุ่นและเจตนา
ร้ายในอดีตของนางสักนิด เรียกได้ว่าสลัก
‘บุญคุณ’ ของนางไว้ในใจ ด้วยเหตุนี้หลังจาก
ตำแหน่งก้าวกระโดดพราดพราดก็ได้รับ หน้าที่
สำคัญในกรมคลัง เจอผู้ใดก็ยังบอกว่าฮองเฮาคือ
คนดีผู้หาได้ยากยิ่ง ผู้อื่นเข้าใจนางผิดหนักหนา
เกินไปแล้วจริง ๆ มิหนำซ้ำเอะอะก็ส่งผลไม้ สด
ใหม่ประจำฤดูกาลเข้าเมืองหลวง ช่วงนั้นห้อง
เครื่องถึงขนาดไม่ต้อง ออกไปซื้อจากด้านนอก
เจียงเสวี่ยหนิงจึงดึงตัวขุนนางมากฝีมือที่
ประชาชนนับถือเป็น ‘บุพการีผู้มอบอาหาร
เครื่องนุ่งห่ม’ ของแท้มาได้โดยปริยาย
นางอดคิดไม่ได้…
ผู้อื่นน่ะมองเปินกงไม่ผิดหรอก แต่เจ้า
ต่างหากเว่ยเหลียงที่มองเปินกงผิดหนักหนา
เกินไป!
อย่างไรเสียแปั้งย่างตกจากฟั้า[1]เช่นนี้ใครไม่
เก็บก็นับว่าโง่เง่า ยิ่ง กว่านั้นสมองของเว่ยเหลียง
คงนำไปใช้แต่กับการท่องตำราและทำเกษตร
หมดแล้ว ปราศจากไหวพริบสำหรับแก่งแย่งชิงดี
ในราชสำนักโดยสิ้นเชิง
คนรอบข้างล้วนเข้าใจว่าเขาคือคนสนิทของ
นาง
เป็นเหตุให้เจียงเสวี่ยหนิงต้องคอยเค้นสมอง
ช่วยเขาไกล่เกลี่ยอย่าง เลี่ยงไม่ได้ ขอเพียงอีก
ฝั่ายไปบุ่มบ่ามล่วงเกินใครหรือไปขวางทางผู้อื่น
จนถูกคิดบัญชี ล้วนต้องเป็นนางผู้ตามรับใช้อยู่
เบื้องหลังที่คอยเก็บกวาด ปัญหาหรือไม่ก็คุ้ม
กะลาหัว
บางเวลานางยังสงสัย ระหว่างเปินกงกับเว่ย
เหลียง ตกลงใครเป็นบรรพบุรุษใครกันแน่
สรุปแล้ว ผ่านไปนานวันเข้าคนสมองขาด ๆ
เกิน ๆ ผู้นี้ก็เชื่อนาง หมดใจ
แรกเริ่มจะใช่ความเข้าใจผิดหรือเปล่า
แน่นอนว่าไม่สำคัญอีก
ไม่ว่าสถานการณ์ในราชสำนักจะเปลี่ยนไป
อย่างไร บุคคลเช่นนี้ก็คือ ผู้ที่คนเบื้องบนโปรด
ปรานที่สุด ประชาชนเองก็ไม่อาจแยกห่าง เจียง
เสวี่ยหนิงมองว่าต่อให้ชาติก่อนนางจะถูกโค่นล้ม
จุดจบของเว่ยเหลียงคง ไม่แย่นัก
อย่างเลวร้ายสุดก็แค่กลับไปทำสวนที่บ้าน
เกิดไม่ใช่หรือ
ถึงอย่างไรเขาก็ชอบอยู่แล้ว
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงจับจ้องอีกฝั่าย อารมณ์
กลับกลายเป็นซับซ้อน ยิ่งนัก ครู่ใหญ่จึงยกมุม
ปากคลี่ยิ้มด้วยท่าทีเปียมความปรารถนาดี “คุณ
ชายเว่ย ข้าถามท่านอยู่นะ”
เว่ยเหลียงสั่นสะท้าน “ผู้ ผู้น้อย…”
เจียงเสวี่ยหนิงนำความอดทนในการกล่อมคน
โง่จากชาติที่แล้วมาใช้ “ผู้ใดบอกท่านกัน”
เว่ยเหลียงอยากขุดหลุมฝังตนเองเสีย
เหลือเกิน “เป็น เป็นผู้น้อยที่ เกิดความกังวลเอง
ไม่ ไม่มีผู้ใดบอกข้าหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ใครก็อย่ามาห้ามข้า ข้าจะต่อยคนผู้นี้สักยก!
หนังตานางกระตุกหลายหนจนต้องยกนิ้วมา
กดเบา ๆ ถึงค่อยฝืนดึง หนังหน้ามีเมตตาที่ใกล้
ฉีกขาดเต็มทนไว้ได้ ชมเปาะแบบปากอย่างใจ
อย่าง “คุณชายเว่ยช่างเป็นผู้มีใจมุ่งมั่นที่ตรึก
ตรองรอบคอบจริง ๆ”
เว่ยเหลียงไม่ได้รับรู้ความนัย เข้าใจว่านางชม
จริง
เขาถึงกับตอบด้วยความเคร่งขรึมว่า “มิ
บังอาจ ผู้น้อยเพียงแต่ ใคร่ครวญเพื่อราษฎร
เท่านั้น หากพืชผลอุดมสมบูรณ์แต่บ้านเมืองตกสู่
ความโกลาหลเสียแทน มิใช่ได้ไม่คุ้มเสียหรอก
หรือ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงสูดหายใจลึก ๆ
“เช่นนั้นท่านสบายใจได้ ต่อให้ข้าหน้ามืดตา
มัวก็ไม่กล้าเกี่ยวดองกับนิกายสวรรค์หรอก ความ
กังวลของคุณชายเว่ยคือกระต่ายตื่นตูมเท่านั้น
เอง”
เว่ยเหลียงพรูลมหายใจยาวทันที “คนแซ่เว่
ยคงกังวลมากไปเอง เมื่อนายจ้างเช่นแม่นาง
กล่าวเช่นนี้ คนแซ่เว่ยย่อมเชื่อแล้ว”
เขาปลดสมุดบัญชีจากด้านในแขนเสื้อส่งให้
กล่าวเพียงว่า “นี่คือบัญชีผลผลิตฤดูนี้ที่คน
แซ่เว่ยหักออกโดยพลการ ขอแม่นางให้อภัย
ความบุ่มบ่ามไม่ยั้งคิดของผู้น้อยด้วย”
ก่อนหน้านี้สมุดบัญชีมัดติดกับแขน ยัง
หลงเหลือความอุ่น
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาเหมือนมองคนโง่
เว่ยเหลียงไม่เข้าใจ “มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ”
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจียงเสวี่ยหนิงถึงค่อยเอ่ย
เบาๆ “ท่านเดินทางมาไกลโพ้นเพื่อถามคำเดียว
แล้วเมื่อข้ากล่าวสิ่งใดท่านก็เชื่อสิ่งนั้น ไม่ต้องการ
หลักฐานเลยสักนิดอย่างนั้นหรือ”
“อ้อ” เว่ยเหลียงคล้ายเพิ่งตระหนักได้ ทว่า
หลุดจากความคาดหมายของเจียงเสวี่ยหนิง เขา
ไม่ได้สอบนางถึงหลักฐานสืบต่อ กลับส่งยิ้มและ
หยัดร่างประสานมือโค้งคารวะ “กล่าวตามตรง
ผู้น้อยรู้สึกว่าแม่นางมิใช่ ผู้ที่จะโกหกหลอกลวง
ใคร ชาวนาเช่าที่ดินแม้ไม่เคยพบแม่นาง ทว่าแม่
นาง ก็ไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างโหดร้าย มิได้
เรียกเก็บค่าเช่าราคาสูง ขามา ผู้น้อยยังกลืนไม่
เข้าคายไม่ออก คิดแต่ว่าแม่นางเป็นคนดีขนาดนี้
หาก ทำงานรับใช้นิกายสวรรค์จริง ผู้น้อยก็ยังไม่
ทราบเลยว่าควรเลือกทางใด ยามนี้เมื่อท่านกล่าว
ว่าตนมิใช่ทำเพื่อนิกายสวรรค์ ผู้น้อยจึงกล้า
เชื่อมั่น”
“…”
ชาติที่แล้วที่คนผู้นี้ไม่ถูกใครฆ่าตาย เป็น
เพราะมีนางดูแลอยู่เบื้องหลังจริง ๆ สินะ
เจียงเสวี่ยหนิงมองฟั้าไร้ถ้อยคำ
นางตัดสินใจว่าจากนี้จะส่งคนมีฝีมือสองสาม
คนไปอยู่ข้างกาย เว่ยเหลียง กันไม่ให้วันไหนเขา
ออกจากบ้านแล้วถูกกระทืบ ต่อมาจึงผ่าน หัวข้อ
นี้ไป ถามแค่ว่า “อย่างไรเสียก็มาถึงที่นี่ คุณชาย
เว่ยจะดื่มชาชนิดใด”
เว่ยเหลียงรีบตอบ “ไม่ต้องหรอก ผู้น้อยยังมี
ธุระติดพัน”
เจียงเสวี่ยหนิงตริตรอง แล้วถามว่า “ต้อง
เตรียมตัวสอบเคอจวี่รอบ ฤดูใบไม้ร่วงหรือ”
เว่ยเหลียงชะงักค้าง ประหนึ่งกำลัง
ประมวลผลว่า ‘สอบเคอจวี่รอบ ฤดูใบไม้ร่วง’
คือของพรรค์ไหนกันแน่ ก่อนจะยิ้มบอก “สอบ
เคอจวี่รอบฤดูใบไม้ร่วงไม่มีอะไรนักหรอก สอบๆ
ให้จบไปก็พอ ทว่าข้าวเปลือกเก็บเกี่ยวแล้ว คน
แซ่เว่ยจำต้องกลับไปใคร่ครวญว่าจะปลูกข้าวสาลี
ในฤดูหนาวได้ สักหน่อยหรือไม่ หรือจะลองปลูก
สิ่งที่เรียกว่ามันฝรั่งดู ไม่เพียงเติบโตไว ยิ่งนัก ซ้ำ
ยัง…”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกอ่อนล้าจากส่วนลึกของ
หัวใจ รู้สึกเหมือนมีนก นับร้อยนับพันตัวร้องจิ๊บ
ๆ ๆ ข้างหู ฟังจนปวดเศียรเวียนเกล้า ไม่รู้เลยว่า
ตนกำลังอยู่แดนสู่หรือเจียงหนิง[2]กันแน่ แม้แต่
เท้ายังพานจะไถลล้ม
ครู่ใหญ่ ๆ เว่ยเหลียงก็สาธยายจบ
ก่อนจะถามเจียงเสวี่ยหนิงดวงตาเป็น
ประกาย “แม่นางผู้ว่าจ้าง คิดเห็นเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงคืนสติกลับมา ไม่กล้าบอกว่า
ตนฟังไม่รู้เรื่องสักอย่าง ขบคิดถึงวิธีรับมือคนผู้นี้
ในชาติก่อนแล้วก็เค้นรอยยิ้มเหมือนกำลังตื่นเต้น
ยินดียิ่ง “ข้าว่ายอดเยี่ยมมาก!”
เว่ยเหลียงกระตือรือร้นทันควัน “เช่นนั้นข้า
กลับไปแล้วจะลงมือ ตามนี้!”
สิ้นคำเขาก็ค้อมกายคารวะแล้วผละไป ไร้
ความคิดจะรั้งอยู่ต่อโดย สิ้นเชิง
เหลียนเอ๋อร์ถังเอ๋อร์อยู่ด้านหลังยังมองแล้ว
อึ้งงัน
รอยยิ้มบนหน้าเจียงเสวี่ยหนิงหายวับ ถาม
พวกนางว่า “เมื่อครู่เขา บอกจะปลูกอะไรนะ”
ทั้งคู่มองหน้ากันและกันแล้วสั่นศีรษะ
ประเสริฐ ไม่มีใครฟังรู้เรื่องเลยสักคน
จะอยากปลูกสิ่งใดก็ปลูกไปเถอะ
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดสมุดบัญชีที่เว่ยเหลียงมอบ
ให้ เหลือบดูเพียงตัวเลขไม่กี่ตัวที่จดลงท้าย คิ้ว
บางดังใบหลิวสองข้างกลับค่อย ๆ ขมวดแน่น
สองปีผ่านไป สถานการณ์ฝังต๋าต๋าสมควรออก
เค้าลางแล้ว บนเส้นทางการค้านี้ แม้นางจะสู้
โหยวครึ่งเมืองเมื่อชาติก่อนไม่ได้ แต่กระนั้นก็ไม่
จำเป็นจะต้อง ลงพนันทั้งสองฝังเพื่อรับประกัน
ความมั่นคงเช่นอีกฝั่าย การลอบช่วยเหลือ
แค่เยี่ยนหลินฝังเดียวจะลดความกดดันลงกว่า
ครึ่ง แต่นางไม่แน่ใจว่าเงิน เท่านี้จะมากพอและ
ยังทันอยู่หรือไม่
——————–
1. แปั้งย่างตกจากฟั้า เป็นสำนวน หมายถึง
ผลประโยชน์ที่ได้รับมาโดยไม่ต้องลงทุนลง
แรง
2. เจียงหนิง เป็นชื่อเรียกเก่าของหนานจิงซึ่ง
เป็นอดีตเมืองหลวงของจีน