คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 184 ผงห้าศิลา (1)
ย่างเข้าพลบค่ำ เว่ยเหลียงไม่ได้รั้งอยู่ในร้าน
เสียไปั๋นานนัก วางแผน แต่ว่ากลับถึงที่นาแล้ว
ต้องปลูกสิ่งใดบ้าง ขณะออกมา รถม้าที่จ้างวาน
ไว้ ก็ยังคอยอยู่
อย่างไรก็ดี ด้านนอกยามนี้กลับมีรถม้าเพิ่ม
มาอีกคัน
เขาเงยหน้า อึ้งไปเล็กน้อย
กล่าวไม่ได้ว่าเป็นรถม้าหรูหราเลิศล้ำ ทว่าไม้
ที่ใช้สร้างตัวรถเป็นของ ชั้นเยี่ยมทั้งหมด งานลงสี
ประณีต เนื้อไม้แข็งแน่น สองฝังฝังบานหน้าต่าง
ฉลุลายพร้อมติดม่านไว้ด้านใน
สารถีก็กำยำแข็งแรง
ยามอีกฝั่ายเหลือบตาแลคนรอบข้าง ส่วนลึก
ในดวงตาทอประกาย คมปลาบ กล้ามเนื้อแขน
เป็นมัด ๆ มองผาดเดียวก็ทราบว่าคงมีวิทยายุทธ์
ติดตัว
เว่ยเหลียงบังเกิดความใคร่รู้ พินิจพิจารณารถ
ม้าคันนั้นเพิ่มอีกหน่อย
เวลาประจวบเหมาะ ใครบางคนลงมาจากรถ
พอดี
สวมกระโปรงจีบสีเหลืองขมิ้นลายร้อยผีเสื้อ
เคียงบุปผาปักดิ้นทอง วัยยังเยาว์นัก รูปลักษณ์
หมดจดงดงาม ดวงหน้านิ่งสงบ แต่คล้ายประสบ
เรื่องใดมาคิ้วจึงขมวดน้อย ๆ ครั้นกวาดตามอง
ค่อยเห็นเว่ยเหลียงเข้า เช่นกัน
เว่ยเหลียงไม่รู้จักอีกฝั่าย
อีกฝั่ายก็ไม่รู้จักเว่ยเหลียง
ทั้งสองมองกันแวบหนึ่ง มิได้ทักทาย เพียง
คาดเดาความสัมพันธ์ของ อีกฝั่ายกับเจ้าของร้าน
เสียไปั๋ ต่างฝั่ายต่างผงกศีรษะให้กัน จากนั้นคน
หนึ่ง ถึงขึ้นรถม้า ส่วนอีกคนก้าวเข้าสู่เรือนพัก
ตากอากาศ
กระทั่งรถม้าวนออกจากตรอกอูอีไปถึงถนน
ใหญ่ด้านนอกและได้ยินเสียงคุยจอแจเซ็งแซ่ใน
ตลาดอีกหน สมองเว่ยเหลียงถึงสว่างวาบ จู่ ๆ ก็
นึกได้ “ตระกูลเหรินแห่งแดนสู่นี่เอง!”
แม้บนตัวรถม้าจะไม่มีสัญลักษณ์เด่นชัด ทว่า
บนตัวม้ากลับมี
เหนือบังเหียนหุ้มศีรษะอาชาประทับลาย
คล้ายเกล็ดหิมะ
นั่นคือสัญลักษณ์ของสมาคมผู้ค้าเกลือแห่งจื้
อหลิวจิ่ง
…ผู้มาเยือนมิใช่ใครอื่น โหยวฟางอิ๋นนั่นเอง
สองเดือนที่แล้วฮ่องเต้เสิ่นหลางตกลง
กำหนดการกับพวกขุนนางใน โถงว่าราชกิจว่าจะ
เสด็จประพาสใต้ปีหน้า เลียบตามคลองต้าอวิ้น
[1]ตลอดมาถึงเจียงหนิง
ผู้ใดบ้างไม่ทราบว่านิกายสวรรค์หยั่งรากฐาน
ลึกในแดนฝังใต้ตลอดมา
ทุกคนล้วนคาดเดาว่าครานี้ฮ่องเต้คงคิดอาศัย
โอกาสมาเยือนใต้โจมตีนิกายสวรรค์ สำแดง
อำนาจไปในตัว ให้ราษฎรในเจียงหนานได้
ประจักษ์หน้าตาโอรสสวรรค์กับตา ทว่าหลายปี
มานี้แม้ท้องพระคลังจะไม่ถึงกับ ว่างเปล่า แต่ก็
ห่างจากคำว่าเหลือใช้ ประพาสใต้ครั้งหนึ่งต้องใช้
กำลังคนจำนวนมาก ทรัพย์ที่ต้องใช้จ่ายไหนเลย
จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย ท้อง พระคลังออกเงิน
ก้อนนี้ไม่ไหว ย่อมต้องถามเอาจากประชาชน
ส่วนราชการริมฝังคลองต้าอวิ้นที่ต้องรับ
ขบวนเสด็จ ล้วนมีวิธีการของตนเอง
บ้างเรียกเก็บภาษีจากราษฎรเพิ่ม บ้าง
รวบรวมจากผู้ดีท้องถิ่น
ในเจียงหนานผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งคือพ่อค้า
เกลือ รองลงมาคือพ่อค้า ใหญ่ในกิจการอย่างข้าว
หรือผ้า บรรดาขุนนางผู้กินแต่ตำแหน่งไม่ยอม
ทำงานขี้คร้านจะคิดให้มากความ สะบัดพู่กันส่ง
สารประกาศออกไปเมื่อ ครึ่งเดือนที่แล้ว ให้ผู้มี
อำนาจตัดสินใจจากหอการค้าใหญ่แต่ละแห่งมา
รวมตัวกันที่จินหลิงเพื่อปรึกษาหารือว่าจะออก
เงินอย่างไร แล้วตั้งชื่อให้ดูดีว่า ‘การตกลงเรื่อง
ใบอนุญาตค้าเกลือสำหรับปีหน้า’
แม้นาเกลือตระกูลเหรินจะอยู่ในแดนสู่ แต่
หลังเจียงเสวี่ยหนิงมาถึง เมื่อสองปีก่อนก็เริ่มตั้ง
ต้นนำเงินส่วนที่เหลือมาลงทุนแถบเจียงหนานซึ่ง
ร่ำรวยได้ง่ายที่สุด นางลงทุนกับเรือสินค้าที่สัญจร
ระหว่างสองดินแดน เหนือใต้ หรือไม่ก็ผนวก
พ่อค้าเกลือหยางโจวขนาดกลางและขนาดเล็ก
เข้าเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งยังอาศัยความสัมพันธ์ที่สร้าง
ไว้กับพ่อค้าผ้าไหมเมื่อ แรกเริ่มเพื่อเข้าสู่วงการ
ไหมดิบและผ้า
ด้วยเหตุนี้ แม้รากฐานของตระกูลเหรินจะยังอยู่
แดนสู่ ทว่าพื้นที่ กิจการแทบทั้งหมดก็แผ่ขยาย
มาถึงเจียงหนาน
ในมือมีเงิน ยิ่งทำเงินได้ว่องไว
เจียงเสวี่ยหนิงสอนพวกเขาให้ได้รู้ว่าสิ่งใด
เรียก ‘เงินผลิตเงินได้ไวกว่า มีเงินทำเงินได้ง่าย
กว่า’ เงินที่ลงไปจะขาดทุนก็ช่างปะไร ตราบใด
งานซึ่ง ทำได้สำเร็จมีมากกว่างานที่ล้มเหลว เงิน
ที่หาได้มีมากกว่าเงินที่เสียไป ความมั่งคั่งในมือ
ย่อมเติบโตต่อไปได้
ส่วนราชการในแถบเจียงหนานคิดจะรับเสด็จ
ฮ่องเต้ด้วยการสร้าง พระตำหนักที่ประทับ
ชั่วคราว จึงต้องตามตัวเหล่าพ่อค้าเกลือมาออก
เงินให้ เดิมไม่อาจนับว่าเป็นข่าวดี แต่หากยึดโยง
กับใบอนุญาตค้าเกลือของปีหน้า นั่นย่อมเป็น
การค้าที่หากเจ้าไม่ทำผู้อื่นย่อมทำ หากยอม
จำนนจะต้องถูก เบียดยึดตำแหน่ง
เพราะฉะนั้นทั้งโหยวฟางอิ๋นและเหรินเหวยจื้
อจึงมาที่นี่
แต่นางมาเยือนร้านเสียไปั๋วันนี้ มิใช่เพียงเพื่อ
หารือเรื่องดังกล่าว
เพิ่งส่งเว่ยเหลียงกลับ หลังจากพลิกดูสมุด
บัญชี เจียงเสวี่ยหนิงก็ เดินไปยกเบ็ดตกปลาที่ตน
พาดไว้บนราว
ชักเบ็ดขึ้นดู ปลาเขมือบเหยื่อหมดเกลี้ยงนาน
แล้ว
ปลายสายเบ็ดเหลือแค่ตะขอโล้น ๆ สะท้อน
แสงเงาที่ตะวันตกดิน ทอดมา ส่องประกายวิบวับ
ฝีเท้าโหยวฟางอิ๋นติดจะเร่งร้อน ยังเดินมาไม่
ถึงนอกศาลาริมน้ำก็ ร้องเรียก “คุณหนูรอง!”
เจียงเสวี่ยหนิงหันไปเห็นนางแล้วนิ่งอึ้ง
“ฟางอิ๋น ไฉนมาที่นี่เล่า”
นับแต่โหยวฟางอิ๋น ‘แต่งออก’ มายังแดนสู่
แม้กับเหรินเหวยจื้อ จะเป็นเพียงสามีภรรยา
กำมะลอ แต่อีกฝั่ายกลับลั่นวาจาไว้ว่าเมื่อจะเล่น
ละครก็ต้องเล่นให้สมจริงหน่อย เขาจึงกล้าส่ง
มอบงานทั้งหมดในบ้าน ตระกูลเหรินให้นางดูแล
จริง ๆ ไม่ว่าในบ้านนอกบ้านล้วนไม่ปล่อยให้ผู้อื่น
ติฉินนินทาได้แม้ครึ่งประโยค
ด้วยเหตุนี้จึงค่อย ๆ ชะล้างความขี้ขลาดเช่น
ยามอยู่จวนปั๋อในสมัย ก่อน
ดูแลกิจธุระได้ แบกรับความรับผิดชอบได้
เมื่อเจรจาการค้ากับผู้อื่นก็ปราศจากความ
เงอะงะอย่างในอดีต แม้จะยังดูพูดน้อยสำรวม
วาจา แต่ก็ เพิ่มความเจนโลกมาระดับหนึ่ง
เดิมทีนางมาก็เพื่อการนี้ ครั้นถึงเบื้องหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงและแลเห็นดวงหน้าสดใสประดับ
รอยยิ้มของคุณหนูรอง ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึง
กลับนิ่งค้าง เงียบไปชั่วครู่จึงค่อยเอ่ยว่า “เมื่อครู่
พวกข้าเสวนากับคนจากสมาคม ผู้ค้าฮุยโจว ได้
พบกับ…”
เจียงเสวี่ยหนิงใจสะดุด “พบผู้ใดหรือ”
สายตาโหยวฟางอิ๋นหยุดนิ่งบนใบหน้านาง
ตอบเนิบช้าว่า “คนของ ร้านโยวหวงผู้นั้นเจ้าค่ะ
เถ้าแก่หลี่ว์”
หลี่ว์เสี่ยน!
ความหนาวยะเยือกไม่เป็นมงคลคืบคลานขึ้น
กระดูกสันหลังจนตัว สะท้าน ใช่ว่าเจียงเสวี่ย
หนิงไม่ได้ยินชื่อดังกล่าวเลยในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ถึงอย่างไรหลี่ว์จ้าวอิ่นก็ทำการค้าใหญ่โต ซ้ำยัง
ถือหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินก้อนใหญ่ ยามแบ่งผล
กำไรปลายปีย่อมขาดส่วนของเขาไปไม่ได้
ทว่าระหว่างทั้งสองฝั่ายจะเรียกว่าต่างคนต่าง
อยู่ก็ยังได้
นางทำเป็นไม่รู้จักหลี่ว์เสี่ยน หลี่ว์เสี่ยนเองแต่
ไหนแต่ไรก็ไม่เคย ก่อปัญหาให้นาง
มาบัดนี้…
ไม่มีเหตุไม่มีผล เจรจาการค้าแบบใดกันจึง
ต้องให้คนยุ่งตัวเป็นเกลียวขนาดเขามาจินหลิง
ด้วยตนเอง
แม้ผู้อื่นจะไม่ทราบ แต่นางกลับแจ่มแจ้งกว่า
ใคร…
อีกฝั่ายเป็นถึงหูตาคนสนิทและมือซ้ายขวา
ของเซี่ยเวย
สองปีมานี้ล้วนเอ่ยกันว่าเสิ่นหลางไว้วาง
พระทัยที่ปรึกษาราชการ แผ่นดินสมณะหยวนจี
ทว่าหมางเมินพระอาจารย์ฮ่องเต้อย่างเซี่ยเวย
เสีย ผิดจากอดีตลิบลับ
แต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่คิดเช่นนั้น
ความขัดแย้งระหว่างสมณะหยวนจีกับเจ้า
นิกายสวรรค์ว่านซิวจื่อทำให้ชาวบ้านด้านนอก
รู้สึกว่าสมณะหยวนจีได้รับความโปรดปรานจาก
ฮ่องเต้ เป็นล้นพ้น ทว่าชื่อเสียงและอำนาจของ
เซี่ยเวยน่ะยังดำรงอยู่ในราชสำนักและหมู่
ปัญญาชน สมณะหยวนจีจะเทียบอย่างไรก็เทียบ
ไม่ติดหรอก อีกทั้งล้วนเป็นชนชั้นที่ประชาชน
ทั่วไปไม่อาจสัมผัส ปุถุชนไหนเลยจะไปล่วงรู้ว่า
คนผู้นี้ลอบวางหมากอุบายไว้เช่นไรบ้าง
ถูกเมินเฉย ถูกทิ้งขว้าง ออกห่างศูนย์กลาง
อำนาจ ถึงกับหันเข้าสู่ ทางธรรมใฝั่หาการบรรลุ
เซียนที่ภูเขาอู่ไถ[2]และอารามซานชิง…
——————–
1. คลองต้าอวิ้น เป็นคลองขุดฝีมือมนุษย์ที่ขุด
สมัยราชวงศ์สุย เชื่อมภูมิภาคตอนเหนือกับ
ใต้ผ่านการเชื่อมแม่น้ำห้าสาย ไหลผ่านหก
มณฑล
2. ภูเขาอู่ไถหรือภูเขาง้อไบ๊ เป็นหนึ่งในสี่
ขุนเขาใหญ่ที่เป็นรากฐานของพุทธศาสนา
ในจีน
บทที่ 184 ผงห้าศิลา (2)
ถ้อยคำเหล่านี้นางล้วนไม่ปักใจเชื่อ!
เจียงเสวี่ยหนิงกอดอกครุ่นคิด บังเกิดอารมณ์
ว้าวุ่นขึ้นบ้าง ขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ฮ่องเต้จะเสด็จ
ประพาสใต้ปีหน้า ย่อมเกิดโอกาสทางการค้า
บริเวณเจียงหนานไม่น้อย หลี่ว์จ้าวอิ่นไม่ขยับตัว
หากไร้ผลกำไร การมาเยือนด้วย ตัวเองก็พอ
อธิบายได้ อีกอย่างที่แล้วมาไม่เคยมีความ
เคลื่อนไหวใด คง ไม่ต้องกังวลเกินไปนักหรอก”
โหยวฟางอิ๋นกลับขบริมฝีปาก
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบเห็น รับรู้ได้ว่ามีบางสิ่ง
ผิดปกติจึงถาม “มีเรื่อง ผิดวิสัยหรือ”
โหยวฟางอิ๋นทบทวนเหตุการณ์บนเรือสำราญ
เมื่อครู่ เอ่ยทีละคำทีละประโยค “ที่แล้วมายาม
พวกข้าพบหลี่ว์เสี่ยน อย่างมากก็เพียงทักทาย
ทว่าพบบนแม่น้ำฉินหวายครานี้ เขาถามข้าเรื่อง
ความเป็นไปช่วงนี้ของคุณหนู ด้วยเจ้าค่ะ”
ปลายนิ้วเจียงเสวี่ยหนิงสั่นระริก
หากเป็นดังว่า…
ก็ไม่ธรรมดามากจริง ๆ
*****
ราตรีโรยตัวเชื่องช้า เรือประมงบนแม่น้ำฉิน
หวายถูกเก็บกลับไปหมด แทนที่ด้วยเรือสำราญ
หรูตกแต่งงดงามลำแล้วลำเล่า แต่ละลำจุดโคม
ประทีปสว่างไสว ทั้งยังมีกลิ่นอวลอบของเครื่อง
ประทินผิวโชยชาย แสงไฟสะท้อนบนผิวน้ำและ
กระเพื่อมไหวแผ่วเบาตามระลอกคลื่น
บนเรือแว่วเสียงท่องบทกวีของผู้ดีจอมปลอม
ทั้งยังมีคนกักขฬะ เกินทนเล่นทายนิ้วประชันสุรา
เสียงเครื่องเปั่าและเครื่องสายก่อกวนหู นาง
ขับร้องสวมชุดงามตระการปันปั่วนใจ
หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้กลับมาจินหลิงนานมากแล้ว
ครั้นออกท่องฉินหวาย อีกหนก็พบว่าทั่วผืนน้ำ
ยังคงมีโฉมสะคราญอยู่บนเรือและมีกลิ่นหอม
ของเครื่องประทินโฉมตลบฟุั้ง แม้ใบหน้าของ
ผู้คนจะแตกต่างไปจากปีเก่าก่อน ทว่าอาการในสี
หน้าแววตากับความคิดที่ซุกซ่อนในลักยิ้มกลับไม่
เปลี่ยนไปแต่อย่างใด
โซ่วหม่าทั้งหลายแลดูสำรวม แท้จริงกลับรอ
ขายยามราคางาม
บรรดาพ่อค้าเงินหนากกกอดหญิงงาม ในใจ
กลับคำนวณการค้า
พ่อค้าฮุยโจวชื่อเสียงขจรขจายทั่วหล้า มี
ท่วงทีทรงภูมิ ทว่าเมื่อมาถึง จินหลิง เมืองซึ่งถูก
ชุบเลี้ยงมาด้วยอิทธิพลแห่งฮ่องเต้หกราชวงศ์ ขึ้น
เรือซึ่งลอยล่องชั่วกาลบนแม่น้ำฉินหวาย ยาม
สายลมหยุดพัด กระดูกเองก็ อ่อนยวบตาม
คนตรงข้ามชูจอกให้เขา ดวงตาเมามายปรือ
ปรอย
หลี่ว์เสี่ยนจึงยิ้มพลางดื่มจอกหนึ่ง ตั้งท่าจะ
ฉวยโอกาสพิชิตรายการ ค้าผ้าคราวนี้ กดราคาลง
อีกหน แต่กลับเผอิญเหลือบเห็นเรือเล็กแหวก
ระลอกคลื่นเข้าใกล้เรือสำราญหรู แล้วพาด
กระดานเรือยังหัวเรือ
เด็กหนุ่มท่าทางกระฉับกระเฉงสวมชุดผ้า
กระสอบเหยียบกระดานเรือขึ้นมา เอ่ยบางอย่าง
กับคนรับใช้ที่เฝั้าอยู่นอกม่านลูกปัด
คนรับใช้ผงกศีรษะ เลิกม่านเข้ามา
ก้าวไร้สุ้มเสียงมาถึงข้างกายหลี่ว์เสี่ยน
กระซิบรายงานว่า “เถ้าแก่ หลี่ว์ ด้านนอกมีคน
มา กล่าวว่ามีจดหมายด่วนถึงท่าน”
มาเยือนจินหลิงครานี้ หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้พาคน
มาด้วยมากนัก
คนด้านนอกแม้เขาจะเห็นไม่ค่อยถนัด แต่ยัง
พอจำแนกออกจาก รูปร่าง หากไม่ใช่เจ้าเด็ก
เสียวเปั่านั่นแล้วจะเป็นใครได้
เขาขออภัยเหล่าคนรอบข้าง ก่อนลุกออกไป
เหนือแม่น้ำยามเข้าฤดูใบไม้ร่วง ลมโชยไอ
เย็นกระทบใบหน้า ช่วย ขับไล่กลิ่นหอมของ
เครื่องประทินโฉมชวนวิงเวียนศีรษะที่ติดตัวเขา
มาจาก ในเรือ
หลี่ว์เสี่ยนถาม “จดหมายใด”
บัดนี้เสียวเปั่าสูงขึ้นมาบ้าง รัดเข็มขัดหนังที่
เอว ดูมีชีวิตชีวาเต็มเปียม ยื่นจดหมายถึงมือเขา
แล้วกล่าวว่า “จดหมายลับจากด่านชายแดน ปิด
ผนึกด้วยครั่งประทับ ไม่มีผู้ใดกล้าฉีกอ่านก่อน
ขอรับ”
จากด่านชายแดนหรือ
หลี่ว์เสี่ยนหนังตากระตุก ไม่เหลือกระทั่งเวลา
จะโต้ตอบ เขาแกะครั่งปิดผนึกเป็นอันดับแรก ดึง
จดหมายออกอ่าน
บางเพียงหนึ่งหน้ากระดาษ
แต่เนื้อหาที่เขียนกลับทำให้เขาตกตะลึง!
เสียวเปั่าพิจารณาเขา “ต้องทำสงครามแล้ว
หรือ”
หลี่ว์เสี่ยนไม่เหลือเวลามาตอบ ตรงข้ามกลับ
ถามอย่างเร่งร้อน “จดหมายนี้ได้ส่งถึงเมืองหลวง
หรือไม่”
เสียวเปั่าตอบ “จดหมายแบ่งเป็นสามฉบับ
ส่งมายังเจียงหนาน หวงโจว และเมืองหลวง
พร้อมกัน ฝังเซียนเซิงก็คงได้รับแล้วเช่นกัน”
นัยน์ตาหลี่ว์เสี่ยนวาบประกาย ทว่าสีหน้า
ปราศจากความผ่อนคลาย อ่านข้อความบน
กระดาษซ้ำอีกหน นึกถึงอาการและพฤติกรรมซึ่ง
ไม่ผิดจากอดีตของคนผู้นั้นในช่วงสองปีมานี้ ก้น
บึ้งหัวใจกลับมีเมฆครึ้มแห่งความ กังวลปกคลุม
เขาพับกระดาษจดหมาย ส่งคืนให้เสียวเปั่า
เสียวเปั่าถาม “ไม่มีเรื่องใดจะมอบหมายเลย
หรือขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนเงียบงันอยู่นาน จากนั้นถึงตอบว่า
“รอคนมาเดี๋ยวก็รู้เอง”
คนมาหรือ
เสียวเปั่าพลันชะงักค้าง
*****
คืนสารทฤดูของเมืองหลวง อ้างว้างเหน็บ
หนาวกว่าฉินหวายแห่ง เจียงหนานไม่น้อย
ลมฤดูใบไม้ร่วงโชยพัดภายในวังหลวง
บานประตูปิดไม่สนิทตีกระทบกัน บางครา
ถึงกับน่าขนหัวลุก
ด้านในตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉิน มี
เพียงแสงจากโคมไฟสองดวงในปากของเสาทรง
นกกระเรียนทำจากทองแดง แสงวูบวาบทอดเงา
คนบนหน้าต่าง ทำให้เค้าโครงร่างดูเลือนราง
ผนังฝังตะวันออกแขวนพิณไว้คันหนึ่ง
ถ้วยชาริมโต๊ะน้ำชาเย็นชืดไปนานแล้ว
สะท้อนดวงหน้าเงียบงัน ครึ่งซีก
ห่างไกลออกไป เสียงสรวลเสเฮฮาดังแว่วมา
ทางหน้าต่าง สนมชายา ทั้งหลายดื่มกินสังสรรค์
หาความสำราญร่วมกับฮ่องเต้ในอุทยานหลวง
เซี่ยเวยหลุบตา
บนโต๊ะเขียนอักษรเบื้องหน้าคือ ‘หลักฐาน
ความผิด’ ที่แพทย์หลวง จากสำนักหมอหลวงยก
มาประณามนักเล่นแร่แปรธาตุในวัง ชาม
กระเบื้องลายน้ำแข็งร้าวห้าใบบรรจุเศษหินห้า
ชนิด ด้านข้างมีถ้วยกระเบื้องใช้แล้ว สากบดยา
วางบนขอบถาดเคลือบเงา รวมถึงผงยาที่ผสมเข้า
ด้วยกันเป็นกองขนาดเล็กบนแผ่นกระดาษ
ด้านหน้าสุด
ถ้อยคำของหัวหน้าสำนักหมอหลวงที่กล่าว
อย่างเดือดดาลใบหน้า แดงก่ำคล้ายยังดังอยู่ข้าง
หู “ผงห้าศิลาหรือเรียกอีกชื่อว่าผงอาหารเย็น
เดิมใช้เพื่อรักษาผู้ปั่วย แต่หากผู้มิได้เจ็บปั่วยกิน
เข้าไปร่างกายจะร้อนผ่าว ใจบังเกิดภาพมายา
แม้ว่าจะทำให้รู้สึกล่องลอยเหมือนขึ้นสวรรค์และ
สลายความกลัดกลุ้ม ทว่าเมื่อเสพติดจะเลิกยาก
เป็นภัยมหันต์ต่อร่างกาย บันดาลให้ประพฤติตน
เพ้อพกเหลวแหลก! พวกนักเล่นแร่แปรธาตุ
ร่อนเร่ใช้สิ่งนี้ถวายฮ่องเต้เสียได้ เหลวไหลสิ้นดี
ทำเช่นนี้เท่ากับมีใจมุ่งร้ายชัด ๆ !”
ใจบังเกิดภาพมายา สลายความกลัดกลุ้ม
เซี่ยเวยจับจ้องนานเกินไปจนค่อย ๆ เกิด
ความรู้สึกวิงเวียนอันแปลกประหลาด ราวกับ
ชามไม่กี่ใบนี้เริ่มบิดเบี้ยว กลายเป็นปากและ
ดวงตาผุด จากความมืด ส่งผ่านบางสิ่งและบอก
เล่าบางอย่าง
เขาไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มมานานมากแล้ว
‘ผาสูงชันพันเริ่น[1]ไร้โลภจึงแกร่ง[2]’
‘ใจไร้ซึ่งกังวล จึงไม่มีความกลัว พ้นแล้วจาก
อุปาทาน เข้าถึง พระนิพพาน[3]’
…
คัมภีร์เต้าจ้าง[4] คัมภีร์พุทธ คัมภีร์ขงจื่อ
พลิกอ่านจนจบรอบแล้ว รอบเล่า กลับหาหนทาง
หลุดพ้นจากทะเลทุกข์ไม่พบเลย มนุษย์เกิดมา
บนโลกก็คล้ายมาเผชิญด่านเคราะห์ที่ทุกข์
ทรมาน แต่หากไม่ตระหนักถึง จิตเดิมแท้ของตน
ยามร่างนี้ม้วยมรณาจะหลุดพ้นได้เช่นไร
มิมีผู้ใดล่วงรู้ พระอาจารย์ฮ่องเต้ในรัชกาล
ปัจจุบันผู้นี้ ล่องลอยเหนือปากเหวลึกไร้ก้นมา
แสนนาน แสนนานมากแล้ว…
เซี่ยเวยยื่นนิ้วมือขาวซีดที่อาบย้อมแสงไฟ
เหลืองนวลวูบไหวไปหา กระดาษหน้าถาดเคลือบ
เงา ผงห้าสีบดละเอียดบนนั้นผสมปนเป ยากจะ
แยกแยะ
ครั้นดึงเข้ามาใกล้จึงพบว่าเบาหวิวเสมือนไร้
น้ำหนัก
เขาหยุดอีกชั่วครู่ ในที่สุดจึงจุ่มติดนิ้วนาง
ขึ้นมาเล็กน้อย จับจ้องอยู่ เป็นเวลานาน
ด้านนอกพลันมีเสียงเคาะประตู
ขันทีน้อยรายงานจากด้านนอก “ท่านรอง
ราชครู มีจดหมายลับจากด่านชายแดนส่งมาโดย
เร่งด่วนขอรับ”
เซี่ยเวยได้สติ
ยามนี้จึงดุจตื่นจากฝัน เขาคว้าผ้าเช็ดหน้าปัก
ลายด้านข้างมาเช็ดมือ กล่าวเรียบ ๆ ว่า “เข้า
มา”
——————–
1. เริ่น เป็นมาตราวัด 1 เริ่นเท่ากับ 184.8
เซนติเมตร
2. มาจากกลอนคู่ประพันธ์โดยหลินเจ๋อสวี
สมัยราชวงศ์ชิง มีความหมายว่าภูเขาสูงชัน
ได้เพราะไม่มีกิเลส เปรียบเปรยว่าจิตของ
มนุษย์ต้องไร้กิเลสเท่านั้นถึงจะอยู่ในระดับ
ที่สูงส่ง
3. เนื้อความจากปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร
4. คัมภีร์เต้าจ้าง เป็นคัมภีร์รวมคำสอนของ
ลัทธิเต๋า รวบรวมและแก้ไขเพิ่มเติมมา
ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหนือใต้